ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 นัดชิงชนะเลิศ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020
นัดชิงชนะเลิศ
UEFA Euro 2020 Final, Wembley Stadium.jpg
สนามกีฬาเวมบลีย์ในช่วงก่อนเริ่มการแข่งขัน
รายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020
หลัง ต่อเวลาพิเศษ
อิตาลีชนะ 3–2 ใน การดวลลูกโทษ
วันที่11 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 (2021-07-11)
สนามสนามกีฬาเวมบลีย์, ลอนดอน
ผู้เล่นยอดเยี่ยม
ประจำนัด
เลโอนาร์โด โบนุชชี (อิตาลี)[1]
ผู้ตัดสินบีเยิร์น เกยเปิร์ส (เนเธอร์แลนด์)[2]
ผู้ชม67,173 คน[3]
สภาพอากาศมีเมฆ
19 °C (66 °F)
68% ความชื้นสัมพัทธ์[4]
2016
2024

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 นัดชิงชนะเลิศ เป็นการแข่งขันฟุตบอลที่จัดขึ้นที่สนามกีฬาเวมบลีย์ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 เพื่อหาทีมชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 นี่เป็นการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศครั้งที่ 16 ของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปซึ่งจัดขึ้นทุก ๆ 4 ปีโดยทีมชาติชุดใหญ่ของสมาชิกยูฟ่าเพื่อตัดสินหาแชมป์ประจำทวีปยุโรป เดิมมีกำหนดแข่งขันในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 แต่ได้เลื่อนออกไปเนื่องจากการระบาดทั่วของโควิด-19

นัดชิงชนะเลิศนี้มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น 67,173 คน ผลการแข่งขันคืออิตาลีชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นสมัยที่ 2 หลังจากที่เอาชนะทีมหน้าใหม่ในนัดชิงขนะเลิศอย่างอังกฤษด้วยการยิงลูกโทษ 3–2 หลังจากที่เสมอกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1–1 ลู้ก ชอว์ของอังกฤษทำประตูขึ้นนำในนาทีที่ 2 ของเกม ซึ่งถือเป็นประตูที่เร็วที่สุดในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป อย่างไรก็ตาม เลโอนาร์โด โบนุชชี ผู้ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำนัด สามารถทำประตูตีเสมอให้กับอิตาลีได้ในช่วงครึ่งหลัง เมื่อเข้าสู่ช่วงยิงลูกโทษ อังกฤษเป็นฝ่ายได้เปรียบเมื่อขึ้นนำ 2–1 หลังจากที่ยิงกันฝั่งละสองคนไปแล้ว แต่ผู้เล่นสามคนสุดท้ายของอังกฤษยิงไม่เข้า ทำให้สถานการณ์พลิกเป็นอิตาลีกลับมาเอาชนะไปได้ 3–2

นี่เป็นแชมป์รายการแรกของอิตาลีนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2006 และเป็นแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1968 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ พวกเขาชนะเลิศรายการนี้เป็นสองสมัยเทียบเท่าฝรั่งเศสและเป็นรองจากสเปนและเยอรมนีเพียงหนึ่งสมัย อังกฤษเป็นชาติที่สามในศตวรรษที่ 21 ที่แพ้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในบ้านของตัวเองต่อจากโปรตุเกสในปี 2004 และฝรั่งเศสในปี 2016 หลังจบเกม ผู้เล่นของอังกฤษที่ยิงลูกโทษไม่เข้าทั้งสามคน (มาร์คัส แรชฟอร์ด, เจดอน แซนโช และบูกาโย ซากา) ถูกเหยียดผิวบนสื่อสังคม นอกจากนี้ ยังเกิดความวุ่นวายจากกลุ่มผู้ชมทั้งก่อนและหลังเกม

สนามแข่งขัน[แก้]

สนามกีฬาเวมบลีย์ เป็นสนามแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศ
ถ้วยรางวัล Henri Delaunay ที่เวมบลีย์ก่อนนัดชิงชนะเลิศ

การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่สนามกีฬาเวมบลีย์ในโบโรออฟเบรนต์ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ยูฟ่าประกาศว่าฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งนี้จะจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วยุโรปเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของรายการนี้ โดยจะไม่มีชาติเจ้าภาพใดผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ[5][6] เวมบลีย์ถูกเลือกเป็นสนามแข่งขันรอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศโดยคณะกรรมการบริหารยูฟ่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 2014 หลังจากที่อัลลีอันทซ์อาเรนาในมิวนิกถอนตัวจากการเสนอเป็นสนามแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ[7] เมื่อเวมบลีย์ได้สิทธิ์เป็นสนามแข่งขันในรอบที่ต้องการแล้ว ได้มีการถอนการเสนอให้ลอนดอนเป็นสถานที่แข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มและรอบแพ้คัดออกก่อนหน้า[8] อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริหารยูฟ่าถอดถอนบรัสเซลส์จากการเป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 2017 เนื่องด้วยความล่าช้าในการก่อสร้างยูโรสเตเดียม ทำให้การแข่งขันสี่นัด (รอบแบ่งกลุ่มสามนัดและรอบ 16 ทีมสุดท้ายหนี่งนัด) ที่เดิมกำหนดให้แข่งขันที่บรัสเซลส์ ถูกโยกไปแข่งขันที่ลอนดอนแทน ทำให้จะมีการแข่งขันที่เวมบลีย์ถึง 7 นัด[9] และได้เพิ่มเป็น 8 นัดในภายหลังหลังจากที่ดับลินถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2021 ด้วยเหตุผลที่ไม่มั่นใจในการรองรับผู้ชมในสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้น การแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายอีกนัดจึงย้ายไปแข่งขันที่เวมบลีย์แทน[10]

สนามกีฬาเวมบลีย์แห่งปัจจุบันเปิดใช้งานใน ค.ศ. 2007 โดยสร้างขึ้นบนพื้นที่ของสนามแห่งเดิมที่ทำลายระหว่าง ค.ศ. 2002 ถึง 2003[11][12] สนามแห่งนี้มีสมาคมฟุตบอลเป็นเจ้าของและถูกใช้เป็นสนามกีฬาแห่งชาติของอังกฤษ สนามแห่งเดิมซึ่งเคยรู้จักกันในชื่อสนามกีฬาเอ็มไพร์ เปิดใช้งานใน ค.ศ. 1923 และใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 นัดชิงชนะเลิศที่เจ้าภาพอย่างอังกฤษเอาชนะเยอรมนีตะวันตกหลังต่อเวลาพิเศษ 4–2 เช่นเดียวกันกับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1996 นัดชิงชนะเลิศที่เยอรมนีเอาชนะเช็กเกียหลังต่อเวลาพิเศษ 2–1 ด้วยกฎโกลเดนโกล เวมบลีย์ยังใช้จัดการแข่งขันเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศทุกปีนับตั้งแต่ปี 1923 เป็นต้นมา (ยกเว้นปี 2001 ถึง 2006 ซึ่งเป็นช่วงที่สนามกำลังสร้างใหม่) การที่สนามเวมบลีย์ใช้จัดการแข่งขันรอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศเป็นประเด็นสำคัญให้ยูฟ่าและรัฐบาลสหราชอาณาจักรทำข้อตกลงเกี่ยวกับการยกเว้นการกักตัวสำหรับแฟนบอลและบุคคลสำคัญ ปุชกาชออเรนอในบูดาเปสต์ถูกเสนอให้เป็นสนามในนัดชิงชนะเลิศแทน แต่ยูฟ่ายังคงให้เวมบลีย์เป็นสนามในนัดชิงชนะเลิศเหมือนเดิม[13] วันที่ 22 มิถุนายน รัฐบาลอังกฤษปรับโควตาให้ผู้ชมเข้าสนามได้ร้อยละ 75 ของความจุทั้งหมด นั่นหมายความว่าจะมีผู้ชมในสนามถึง 60,000 คน เพื่อเป็นการพิสูจน์มีการฉีดวัคซีนในประเทศอย่างสมบูรณ์[14] แฟนบอลจากอิตาลีได้รับสิทธิ์เข้าชมเกม 1,000 ที่นั่ง โดยทุกคนต้องได้รับการตรวจโควิด-19 ก่อนเข้าประเทศ และต้องอยู่ในประเทศไม่เกิน 12 ชั่วโมงพร้อมเดินทางไปยังสนามตามรูปแบบที่กำหนดไว้[15]

ภูมิหลัง[แก้]

ก่อนเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ อังกฤษและอิตาลีถูกมองว่าเป็นทีมเต็งที่จะชนะเลิศ[16] โดยมีอันดับโลกฟีฟ่าเป็นอันดับที่ 4 และ 7 ตามลำดับในช่วงก่อนเริ่มการแข่งขัน[17] ทั้งสองทีมเคยชนะเลิศฟุตบอลโลกมาแล้ว โดยอิตาลีชนะเลิศสี่สมัย ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2006 ส่วนอังกฤษชนะเลิศสมัยเดียวในปี 1966 ที่จัดขึ้นในประเทศตัวเอง อิตาชีชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 1968 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ ในขณะที่อังกฤษ เคยเข้ารอบรองชนะเลิศสองครั้ง แม้ว่านัดชิงชนะเลิศนี้จะจัดขึ้นที่ลอนดอน แต่อิตาลีจะถูกกำหนดให้เป็น "เจ้าบ้าน" ตามวัตถุประสงค์ในการจัดการ[18]

อิตาลีเข้าชิงชนะเลิศรายการนี้มาแล้วสามครั้งในปี 1968 ที่พวกเขาเอาชนะยูโกสลาเวียในนัดรีเพลย์ในบ้านของตัวเอง, ปี 2000 ที่พวกเขาแพ้ฝรั่งเศสที่เนเธอร์แลนด์ด้วยกฎโกลเดนโกลในช่วงต่อเวลาพิเศษ และปี 2012 ที่พวกเขาแพ้สเปน ก่อนถึงนัดชิงชนะเลิศ อิตาลีไม่แพ้ใครมาแล้ว 33 นัดติดต่อกัน เป็นสถิติไร้พ่ายของทีมชาติที่ยาวนานเป็นอันดับที่สามรองจากสถิติไร้พ่าย 35 นัดของบราซิล (1993–1996) และสเปน (2007–2009) นัดล่าสุดที่พวกเขาแพ้ คือนัดที่แพ้โปรตุเกส 1–0 ในยูฟ่าเนชันส์ลีก 2018–19 เมื่อวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 2018[19] หากนับเฉพาะเกมการแข่งขันทางการ อิตาลีไม่แพ้ใครมาแล้ว 27 นัด[20] เป็นสถิติที่ยาวนานเป็นอันดับที่สองรองจากสเปนที่ทำได้ 29 นัดตั้งแต่ ค.ศ. 2010 ถึง 2013[21][22]

อังกฤษเพิ่งเข้าชิงชนะเลิศรายการนี้เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยเข้ารอบรองชนะเลิศสองครั้งในปี 1968 (แพ้ยูโกสลาเวีย) และ 1996 (แพ้เยอรมนี) นี่เป็นการเข้าชิงชนะเลิศในรายการใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1966 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ อังกฤษเป็นชาติที่สามในศตวรรษที่ 21 ที่เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในบ้านของตัวเอง ต่อจากโปรตุเกสในปี 2004 และฝรั่งเศสในปี 2016 อย่างไรก็ตาม สองชาติก่อนหน้าต่างก็แพ้ในนัดชิงชนะเลิศ โดยโปรตุเกสแพ้กรีซในปี 2004 ในขณะที่ฝรั่งเศสแพ้โปรตุเกสในปี 2016 นอกเหนือจากการชนะเลิศของอิตาลีในฐานะเจ้าภาพเมื่อปี 1968 แล้ว มีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่มีการชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในบ้านของตัวเอง ได้แก่ สเปนที่ชนะเลิศในปี 1964 และฝรั่งเศสที่ชนะเลิศในปี 1984)[23] อิตาลีต้องการความสำเร็จในการแข่งขันรายการใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังจากที่พวกเขาชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006 ด้วยการยิงลูกโทษเหนือฝรั่งเศสที่โอลิมเปียชตาดิโยนในกรุงเบอร์ลิน[24] นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการพลิกสถานการณ์จากการที่พวกเขาไม่ผ่านรอบคัดเลือกในการไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อิตาลีไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ปี 1958[25]

ทั้งสองทีมพบกันมาแล้ว 27 ครั้ง อิตาลีชนะ 10 ครั้ง อังกฤษชนะ 8 ครั้ง และเสมอกันอีก 9 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นที่โรมใน ค.ศ. 1933 ซึ่งทั้งคู่เสมอกับ 1–1 และครั้งล่าสุดที่พบกันคือเกมกระชับมิตรที่ลอนดอนในปี 2018 ซึ่งก็จบลงด้วยเสมอ 1–1 เช่นกัน ขณะที่การพบกันในรายการแข่งขันใหญ่ทั้งหมดสี่ครั้งนั้น อิตาลีเป็นฝ่ายชนะทั้งหมด โดยประกอบไปด้วยการชนะในรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1980, รอบชิงอันดับที่สามในฟุตบอลโลก 1990, รอบก่อนรองชนะเลิศในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 (ชนะการยิงลูกโทษ) และรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลก 2014[26][27]

เส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศ[แก้]

อิตาลี รอบ อังกฤษ
คู่แข่งขัน ผลการแข่งขัน รอบแบ่งกลุ่ม คู่แข่งขัน ผลการแข่งขัน
ธงชาติตุรกี ตุรกี 3–0 นัดที่ 1 ธงชาติโครเอเชีย โครเอเชีย 1–0
ธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ 3–0 นัดที่ 2 ธงชาติสกอตแลนด์ สกอตแลนด์ 0–0
ธงชาติเวลส์ เวลส์ 1–0 นัดที่ 3 ธงชาติเช็กเกีย เช็กเกีย 1–0
กลุ่มเอ ชนะเลิศ
อันดับ ทีม เล่น คะแนน
1 ธงชาติอิตาลี อิตาลี (H) 3 9
2 ธงชาติเวลส์ เวลส์ 3 4
3 ธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ 3 4
4 ธงชาติตุรกี ตุรกี 3 0
แหล่งที่มา : ยูฟ่า
(H) เจ้าภาพ.
ตารางคะแนน กลุ่มดี ชนะเลิศ
อันดับ ทีม เล่น คะแนน
1 ธงชาติอังกฤษ อังกฤษ (H) 3 7
2 ธงชาติโครเอเชีย โครเอเชีย 3 4
3 ธงชาติเช็กเกีย เช็กเกีย 3 4
4 ธงชาติสกอตแลนด์ สกอตแลนด์ (H) 3 1
แหล่งที่มา : ยูฟ่า
(H) เจ้าภาพ.
คู่แข่งขัน ผลการแข่งขัน รอบแพ้คัดออก คู่แข่งขัน ผลการแข่งขัน
ธงชาติออสเตรีย ออสเตรีย 2–1
(ต่อเวลา)
รอบ 16 ทีมสุดท้าย ธงชาติเยอรมนี เยอรมนี 2–0
ธงชาติเบลเยียม เบลเยียม 2–1 รอบก่อนรองชนะเลิศ ธงชาติยูเครน ยูเครน 4–0
ธงชาติสเปน สเปน 1–1
(ต่อเวลา)
(ดวลลูกโทษ 4–2)
รอบรองชนะเลิศ ธงชาติเดนมาร์ก เดนมาร์ก 2–1
(ต่อเวลา)

อิตาลี[แก้]

อิตาลีผ่านรอบคัดเลือกด้วยการชนะรวดทั้ง 10 นัดและจบเป็นอันดับที่หนึ่งของกลุ่มเจ พวกเขาถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มเอร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์ ตุรกีและเวลส์ เนื่องจากอิตาลีเป็นหนึ่งในเจ้าภาพ พวกเขาจึงได้ลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่มที่สตาดิโอ โอลิมปิโกในกรุงโรมครบทั้งสามนัด อิตาลีเปิดสนามด้วยการเอาชนะตุรกี 3–0 โดยเริ่มจากการทำเข้าประตูตัวเองของเมรีฮ์ เดมีรัลในนาทีที่ 53 ก่อนที่ชีโร อิมโมบีเลและโลเรนโซ อินซิญเญจะทำอีกคนละประตู[28][29] นัดถัดมา อิตาลีเอาชนะสวิตเซอร์แลนด์ที่มีแนวรับค่อนข้างแข็งแกร่งด้วยผล 3–0 โดยมานูเอล โลกาเตลลีทำสองประตูแรกและชีโร อิมโมบีเลทำประตูสุดท้าย ช่วยให้อิตาลีการันตีการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย แม้ว่าจอร์โจ กีเอลลีนีจะได้รับบาดเจ็บก็ตาม[30][31] และในนัดสุดท้ายของกลุ่ม อิตาลีซึ่งหมุนเวียนใช้ผู้เล่นตัวสำรองเบียดเอาชนะเวลส์ไปได้ 1–0 โดยได้ประตูชัยจากมัตเตโอ เปสซีนาในช่วงครึ่งแรก[32][33] อิตาลีกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ชนะรวดในรอบแบ่งกลุ่มโดยไม่เสียประตูเลย[34]

ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่แข่งขันที่เวมบลีย์ อิตาลีต้องพบกับออสเตรียซึ่งจบอันดับที่สองของกลุ่มซี ออสเตรียได้ประตูขึ้นนำจากมาร์กอ อาร์นาอูตอวิชในนาทีที่ 67 แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากลำหน้า ทำให้ทั้งคู่ยังคงเสมอกันในเวลาแบบไร้ประตู ต่อมาในครึ่งแรกของช่วงต่อเวลาพิเศษ อิตาลีได้ประตูขึ้นนำ 2–0 จากตัวสำรองอย่างเฟเดรีโก กีเอซาและเปสซีนา แม้ว่าจะเสียประตูให้กับซาชา กาไลจิชในครึ่งหลังของการต่อเวลา (เป็นประตูแรกที่อิตาลีเสียในทัวร์นาเมนต์นี้) แต่อิตาลีก็ยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้[35][36]

ในรอบก่อนรองชนะเลิศที่อัลลีอันทซ์อาเรนาในมิวนิก อิตาลีต้องพบกับทีมที่มีอันดับโลกฟีฟ่าเป็นอันดับที่หนึ่งอย่างเบลเยียม นีโกเลาะ บาเรลลาทำประตูขึ้นนำให้กับอิตาลีในนาทีที่ 31 ก่อนที่อินซิญเญจะทำประตูทิ้งห่างในนาทีที่ 44 อย่างไรก็ตาม โรเมลู ลูกากูทำประตูตีไข่แตกให้กับเบลเยียมด้วยการยิงลูกโทษก่อนจบครึ่งแรกไม่นานนัก แม้ว่าในช่วงครึ่งหลัง เลโอนาร์โด สปีนัซโซลาได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถลงเล่นในนัดที่เหลือของทัวร์นาเมนต์ได้[37] แต่อิตาลียังคงรักษาผลและเอาชนะเบลเยียม ผ่านเข้าสู่รอบถัดไปได้สำเร็จ[38][39] ชัยชนะครั้งนี้ ทำให้อิตาลีเป็นชาติที่ชนะทั้งในรอบคัดเลือกและรอบสุดท้ายของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปติดต่อกันมากที่สุดที่ 15 นัด[40]

อิตาลีกลับไปเล่นที่เวมบลีย์อีกครั้งเพื่อพบกับสเปนในรอบรองชนะเลิศ ทำให้ทั้งสองทีมพบกันในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาแล้วถึงสี่ครั้งติดต่อกัน ภายใต้เกมที่เน้นการครองบอลอันตึงเครียด กีเอซาทำประตูขึ้นนำให้กับอิตาลีในนาทีที่ 60 อย่างไรก็ตาม อัลบาโร โมราตาทำประตูตีเสมอให้กับสเปนในอีก 20 นาทีต่อมา ทำให้เกมจบลงด้วยผล 1–1 และไม่มีการทำประตูเพิ่มในช่วงต่อเวลาพิเศษ จึงต้องตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ คนยิงคนแรกของทั้งสองทีมอย่างโลกาเตลลีและดานิ โอลโมต่างก็ยิงลูกโทษไม่เข้า ก่อนที่จันลุยจี ดอนนารุมมาจะสามารถเซฟลูกยิงของโมราตาซึ่งเป็นคนยิงคนที่สี่ของสเปน ฌอร์ฌิญญูซึ่งเป็นคนยิงคนที่ห้าของอิตาลี สามารถยิงลูกโทษเข้าไปได้ ทำให้อิตาลีเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ค.ศ. 2012[41][42]

อังกฤษ[แก้]

อังกฤษผ่านรอบคัดเลือกหลังจบเป็นอันดับที่หนึ่งของกลุ่มเอ โดยพวกเขาชนะ 7 นัดและแพ้เพียงนัดเดียว พวกเขาถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มดี โดยจะได้ลงเล่นที่สนามเหย้าของตนเองอย่างเวมบลีย์ครบทั้งสามนัดเหมือนกับอิตาลี อังกฤษอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเจ้าภาพร่วมและคู่ปรับร่วมเกาะอย่างสกอตแลนด์ คู่แข่งที่เพิ่งเจอกันในรอบคัดเลือกอย่างเช็กเกีย และทีมที่ทำให้พวกเขาตกรอบฟุตบอลโลก 2018 อย่างโครเอเชีย อังกฤษประเดิมสนามด้วยการเฉือนชนะโครเอเชีย 1–0 โดยได้ประตูชัยจากราฮีม สเตอร์ลิงในนาทีที่ 57 ทำให้อังกฤษชนะในนัดเปิดสนามของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นครั้งแรก[43][44] ต่อมาในนัดที่สอง อังกฤษเสมอกับคู่ปรับร่วมเกาะอย่างสกอตแลนด์แบบไร้ประตูทั้งที่มีโอกาสทำประตูอยู่หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม อังกฤษสามารถการันตีเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ[45][46] อังกฤษเอาชนะเช็กเกียในนัดสุดท้ายของกลุ่มด้วยผล 1–0 โดยได้ประตูชัยจากสเตอร์ลิงอีกครั้ง ทำให้อังกฤษกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จบอันดับที่หนึ่งของกลุ่มทั้งที่ทำได้เพียงสองประตู[47] อังกฤษจะได้ลงเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เวมบลีย์ โดยจะพบกับทีมอันดับที่สองจากกลุ่มเอฟ[48]

ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เวมบลีย์ อังกฤษต้องพบกับเยอรมนีซึ่งถือเป็นคู่ปรับสำคัญ สเตอร์ลิงทำประตูขึ้นนำให้กับอังกฤษได้ในนาทีที่ 75 เยอรมนีเกือบได้ประตูตีเสมอจากโทมัส มึลเลอร์ที่วิ่งสวนกลับเพื่อทำประตูแต่ยิงหลุดกรอบไป ก่อนที่แฮร์รี เคนจะทำประตูที่สองให้กับอังกฤษ ช่วยให้อังกฤษเอาชนะเยอรมนีไปได้ 2–0 นับเป็นครั้งแรกที่อังกฤษชนะเยอรมนีในรอบแพ้คัดออกของการแข่งขันรายการใหญ่ต่อจากฟุตบอลโลก 1966 รอบชิงชนะเลิศ[49][50]

ในรอบก่อนรองชนะเลิศที่สตาดิโอ โอลิมปิโกในโรม (ซึ่งเป็นนัดเดียวของทัวร์นาเมนต์ที่อังกฤษไม่ได้ลงเล่นที่เวมบลีย์) อังกฤษสามารถถล่มเอาชนะทีมม้ามืดอย่างยูเครนไปได้ 4–0 โดยได้สองประตูจากเคนและอีกคนละประตูของแฮร์รี แมไกวร์และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ซึ่งทำประตูแรกในนามทีมชาติได้) นี่เป็นชัยชนะที่มากที่สุดของอังกฤษในการแข่งขันรายการใหญ่[51][52]

ในรอบรองชนะเลิศ อังกฤษเป็นเจ้าภาพต้อนรับการมาเยือนของเดนมาร์ก อังกฤษเสียประตูแรกในทัวร์นาเมนต์จากลูกยิงฟรีคิกของมีเกิล ตัมส์กอร์ซึ่งจอร์แดน พิกฟอร์ดยากที่จะรับได้ อย่างไรก็ตาม อังกฤษตามตีเสมอได้ในเวลาไม่ถึงสิบนาทีจากการทำเข้าประตูตัวเองของซีโมน แคร์ ผลจบลงด้วยการเสมอ 1–1 ในเวลาปกติ ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ สเตอร์ลิงถูกทำฟาล์วและเรียกจุดโทษให้กับอังกฤษได้ในครึ่งแรกของการต่อเวลา แฮร์รี เคนสามารถยิงลูกโทษจากการซ้ำเข้าไปได้แม้ว่าจะถูกเซฟโดยแคสเปอร์ สไมเกิลในครั้งแรกก็ตาม ทำให้เขาสามารถทำประตูที่สี่ในทัวร์นาเมนต์ ช่วยให้อังกฤษพลิกขึ้นนำ 2–1 และจบเกมด้วยผลนี้ อังกฤษเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นครั้งแรก และเข้าชิงชนะเลิศการแข่งขันรายการใหญ่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1966 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ[53][54] สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2, นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร บอริส จอห์นสัน และนายกสมาคมฟุตบอล เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ ร่วมแสดงความยินดีกับอังกฤษและอวยพรให้ทีมโชคดีในนัดชิงชนะเลิศ[55]

ก่อนการแข่งขัน[แก้]

กรรมการผู้ตัดสิน[แก้]

ผู้ตัดสินชาวดัตช์ บีเยิร์น เกยเปิร์ส ได้รับเลือกเป็นผู้ตัดสินในนัดชิงชนะเลิศ

วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 คณะกรรมการผู้ตัดสินยูฟ่าประกาศว่าผู้ตัดสินชาวดัตช์อายุ 48 ปีอย่างบีเยิร์น เกยเปิร์สจากราชสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ จะทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินหลักในนัดชิงชนะเลิศ เขาจะทำหน้าที่ร่วมกับเพื่อนร่วมชาติอีกสามคน ได้แก่ ซันเดอร์ ฟัน รุเกิลและแอร์วิน ไซน์สตรา ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ตัดสิน และโปล ฟัน บุเกิลซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ การ์โลส เดล เซร์โร กรันเดจากสเปน ได้รับเลือกเป็นผู้ตัดสินที่สี่ นอกจากนี้ เพื่อนร่วมชาติของเขาอย่างฆวน การ์โลส ยุสเต ฆิเมเนซได้รับเลือกเป็นผู้ช่วยตัดสินสำรอง บัสทีอัน ดังเคิร์ทจากเยอรมนี รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอประจำนัดนี้ พร้อมผู้ช่วยจากชาติเดียวกันอย่างคริสทีอัน กิทเทิลมันและมาร์โค ฟริทซ์ นี่เป็นนัดชิงชนะเลิศครั้งแรกของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่มีการนำเทคโนโลยีนี้มาช่วยในการตัดสิน[2]

เกยเปิร์สทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินของฟีฟ่ามาตั้งแต่ ค.ศ. 2006 เขาเป็นผู้ตัดสินชาวดัตช์คนแรกที่ได้ทำหน้าที่ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และได้ทำหน้าที่ในรายการแข่งขันใหญ่เป็นครั้งที่ห้า ต่อจากฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2012 และ 2016 และฟุตบอลโลกในปี 2014 และ 2018 ก่อนหน้านี้ในทัวร์นาเมนต์ เขาทำหน้าที่ในสองนัดของรอบแบ่งกลุ่ม (เดนมาร์พบเบลเยียม และ สโลวาเกียพบสเปน) และอีกหนึ่งนัดในรอบก่อนรองชนะเลิศ (เช็กเกียพบเดนมาร์ก) เกยเปิร์สทำหน้าที่ตัดสินในนัดชิงชนะเลิศของการแข่งขันระหว่างประเทศเป็นครั้งที่ 9 โดนก่อนหน้านี้เคยตัดสินในนัดชิงชนะเลิศของการแข่งขันระดับเยาวชนของยูฟ่า เช่นเดียวกันกับนัดชิงชนะเลิศของฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2013, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2013–14, ฟุตบอลโลกเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี 2017 และยูฟ่ายูโรปาลีก 2017–18[2] ส่วนการแข่งขันภายในประเทศ เขาเคยตัดสินในนัดชิงชนะเลิสเคเอ็นวีบีคัพในปี 2013, 2016, 2018 และ 2021 และโยฮัน ไกรฟฟ์ชีลด์ในปี 2009 และ 2012 นัดชิงชนะเลิศนี้จะเป็นครั้งที่สี่ของเกยเปิร์สที่ตัดสินในนัดที่อิตาลีลงแข่งขัน (ชนะ 1 ครั้ง, เสมอ 1 ครั้งและแพ้ 2 ครั้ง) และเป็นครั้งที่สามที่ตัดสินในนัดที่อังกฤษลงแข่งขัน (ชนะ 2 ครั้งและแพ้ 1 ครั้ง) เขาเคยทำหน้าที่ในนัดที่ทั้งคู่เคยพบกันในรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก 2014 ซึ่งอิตาลีเอาชนะไปได้ 2–1[56]

การเลือกทีม[แก้]

อิตาลีมีผู้เล่นครบสมบูรณ์เกือบทุกคนยกเว้นกองหลังอย่างเลโอนาร์โด สปีนัซโซลาที่ได้รับบาดเจ็บในรอบก่อนรองชนะเลิศที่พบกับเบลเยียม อาเลสซันโดร โฟลเรนซี แบ็คขวาที่ได้รับบาดเจ็บในนัดเปิดสนามของทัวร์นาเมนต์ ฟื้นฟูร่างกายได้ก่อนถึงนัดชิงชนะเลิศแต่เสียตำแหน่งตัวจริงให้กับโจวันนี ดี โลเรนโซ[57][58] ส่วนอังกฤษจะไม่มีฟิล โฟเดน กองกลางที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่เท้าและพลาดการซ้อมช่วงสุดท้ายในวันที่ 10 กรกฎาคม เขาได้รับการประเมินจากทีมแพทย์ของอังกฤษเพื่อดูว่าเขาจะสามารถลงเล่นได้หรือไม่[59]

อิตาลียังคงไม่ปรับเปลี่ยนแผนจากรอบรองชนะเลิศที่พบกับสเปน ซึ่งพวกเขาเลือกใช้ระบบ 4–3–3 ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ แกเร็ท เซาท์เกตเปลี่ยนผู้เล่นหนึ่งตำแหน่งจากรอบรองชนะเลิศที่ชนะเดนมาร์ก โดยเปลี่ยนคีแรน ทริปเปียร์ลงเล่นแทนบูกาโย ซากา เซาท์เกตยังปรับเปลี่ยนแผนการเล่นจากเดิมที่เคยใช้ระบบ 4–2–3–1 ในหลายนัดที่ผ่านมา เปลี่ยนไปใช้ระบบ 3–4–3 คล้ายที่กับที่เคยใช้ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พบกับเยอรมนี ซึ่งทริปเปียร์กับลู้ก ชอว์ลงเล่นในตำแหน่งวิงแบ็ก[60][61]

ความวุ่นวายในฝูงชน[แก้]

ประธานาธิบดีอิตาลี แซร์โจ มัตตาเรลลา เข้าชมเกมนัดชิงชนะเลิศ

แฟนบอลอังกฤษหลายพันคนออกมารวมตัวกันที่สนามกีฬาเวมบลีย์ตลอดช่วงเช้าและบ่าย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องออกมาเตือนว่าใครที่ไม่มีบัตรเข้าชมเกมไม่ต้องมาที่นี่[62] อย่างไรก็ตาม สองชั่วโมงก่อนเริ่มการแข่งขัน มีกลุ่มแฟนบอลที่ไม่มีบัตรต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะเข้าไปข้างในสนาม[63][64] โดยในกลุ่มนี้ มี 400 คนที่ฝ่ารั้วกั้นเข้าไปได้ ส่วนอีก 104 คนโดนกักตัวอยู่ข้างนอก[65] มีฝูงชนขนาดใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งไปรวมตัวกันที่จัตุรัสเลสเตอร์ในเซ็นทรัลลอนดอนเพื่อขว้างปาขวดน้ำและวัตถุต่าง ๆ ในขณะที่กลุ่มแฟนบอลที่มีบัตรไปรวมตัวกันที่จัตุรัสทราฟัลการ์[66] ผลจากความวุ่นวายนี้ มีแฟนบอลถูกตำรวจจับกุม 86 คน โดย 53 คนในกลุ่มนั้นเป็นพวกที่ก่อความวุ่นวายที่เวมบลีย์ ไม่ว่าจะเป็นการแซงคิว ทำร้ายร่างกาย ดื่มสุราหรือก่ออาชญากรรม[67][68][69] มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 19 คน หนึ่งในนั้นฟันหัก ส่วนอีกคนบาดเจ็บที่มือ[65][70] พ่อของแฮร์รี แมไกวร์ก็พลอยโดนลูกหลงจากความวุ่นวายนี้จนได้รับบาดเจ็บที่กระดูกซี่โครง[71]

วันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 หรือหนึ่งวันหลังนัดชิงชนะเลิศ สมาคมฟุตบอลประกาศว่าจะพิจารณาเรื่องที่แฟนบอลที่ไม่มีบัตรเข้าชมบุกเข้าไปในสนาม[72]

วันที่ 16 กรกฎาคม มีผู้ชายสองคนถูกจับกุมด้วยข้อหาขโมยสิ่งของบางอย่างจนเป็นเหตุให้พวกที่ไม่มีบัตรบุกรุกเข้าไปในสนามได้[73]

พิธีปิด[แก้]

ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่ม มีพิธีปิดที่จัดขึ้นโดยยูฟ่า ซึ่งเริ่มต้นเมื่อเวลา 19:45 น.[74][75] มีการแสดงภาพจำลองของถ้วยรางวัล Henri Delaunay บนพื้นสนามและมีการจุดดอกไม้ไฟ[76] เหล่าทหารที่สวมหมวกแบร์สกินเป่าทรัมเป็ต เรดแอร์โรว์สแสดงโชว์เครื่องบินเหนือสนามกีฬาเวมบลีย์เพื่อแสดงถึงการสนับสนุนทีมชาติอังกฤษ ก่อนที่จะมีนักเต้นขึ้นมาแสดงเพื่อประกอบเพลงของดีเจชาวดัตช์อย่างมาร์ติน แกร์ริกซ์[77][78]

รายการเพลงของมาร์ติน แกร์ริกซ์[79]

เพลงชาติของแต่ละประเทศถูกเปิดก่อนเริ่มการแข่งขัน แฟนบอลอังกฤษหลายคนส่งเสียงโห่ตอนที่มีการเล่นเพลงชาติอิตาลี อย่างไรก็ดี ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ แกเร็ท เซาท์เกต และผู้เล่นทีมชาติอังกฤษไม่ทำเช่นนั้น[80] ลูกบอลที่ใช้ในการแข่งขันถูกส่งโดยรถที่ควบคุมด้วยรีโมตซึ่งจำลองจากรถรุ่น Volkswagen ID.4 รถคันนี้ตกแต่งด้วยสีรุ้งเพื่อแสดงถึงการสนับสนุนสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ[81] ผู้เล่นทั้งสองทีมคุกเข่าก่อนเริ่มการแข่งขัน ซึ่งอังกฤษเองได้ทำการคุกเข่าแบบนี้มาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์[82]

บุคคลที่มีชื่อเสียง[แก้]

บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนเข้าชมเกมบนที่นั่งรับรองพิเศษ

การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศนี้มีผู้ชมที่เป็นบุคคลมีชื่อเสียงหลายคน อาทิ ประธานาธิบดีอิตาลี แซร์โจ มัตตาเรลลา,[83] นายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสัน,[84] ซารา ทินดัลล์และไมค์ ทินดัลล์,[85] เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์, แคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์และเจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ นอกจากนี้ ยังมีบุคคลในวงการบันเทิง อาทิ ทอม ครูซและเคต มอส เช่นเดียวกันกับอดีตนักฟุตบอลอย่างเดวิด เบคแคม, แจฟ เฮิร์ส และฟาบีโอ กาเปลโล[86]

การแข่งขัน[แก้]

สรุป[แก้]

ครึ่งแรก[แก้]

ลู้ก ชอว์ทำประตูขึ้นนำให้กับอังกฤษในนาทีที่ 2 เป็นประตูที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป[87]

การแข่งขันเริ่มขึ้นในเวลา 20 นาฬิกา (ตามเวลาท้องถิ่น) สภาพอากาศมีเมฆครึ้มและมีฝนตก[88] มีผู้ชมในสนามทั้งสิ้น 67,173 คน[88] อิตาลีสวมเสื้อ กางเกงขาสั้น และถุงเท้าสีน้ำเงิน ในขณะที่อังกฤษสวมเสื้อ กางเกงขาสั้น และถุงเท้าสีขาว แฮร์รี แมไกวร์ของอังกฤษเสียลูกเตะมุมตั้งแต่นาทีแรกเมื่อเขาส่งบอลคืนให้จอร์แดน พิกฟอร์ดพลาด แต่แมไกวร์ก็สามารถสกัดบอลออกไปได้ อังกฤษเริ่มเปิดเกมรุก โดยแฮร์รี เคนจ่ายบอลให้คีแรน ทริปเปียร์ซึ่งอยู่ฝั่งขวา ก่อนที่ทริปเปียร์จะเปิดบอลข้ามกรอบเขตโทษมาทางชอว์ ทำให้ชอว์ทำประตูให้อังกฤษขึ้นนำได้สำเร็จจากการยิงฮาล์ฟวอลเลย์ทางฝั่งซ้าย[88] เวลาในตอนนั้นคือ 1 นาที 56 วินาที[89] ทำให้ประตูนี้เป็นประตูที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป[87] ต่อมาในนาทีที่ 8 อิตาลีได้ลูกฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ ซึ่งโลเรนโซ อินซิญเญยิงข้ามคานไป[90] การแข่งขันเริ่มกลับมาเร่งขึ้นอีกครั้ง[91] เมื่อไคล์ วอล์กเกอร์ของอังกฤษได้เปิดเกมสวนกลับในนาทีที่ 10 เขาจ่ายบอลให้กับทริปเปียร์ ก่อนที่ทริปเปียร์จะตัดบอลเข้าในให้กับราฮีม สเตอร์ลิง แต่ก็ถูกสกัดได้โดยจอร์โจ กีเอลลีนี[90] อังกฤษบุกต่ออีกครั้งผ่านทางทริปเปียร์ซึ่งวิ่งในช่องว่างฝั่งขวาก่อนที่จะได้ลูกเตะมุม ซึ่งผู้รักษาประตูอิตาลี จันลุยจี ดอนนารุมมา ออกมารับลูกบอลได้ ต่อมาในนาทีที่ 15 เมสัน เมานต์เรียกลุกเตะมุมได้อีกครั้งเมื่อเขาวิ่งทางฝั่งซ้ายและฌอร์ฌิญญูเคลียร์บอลออกหลังไป[90]

อิตาลีเริ่มกลับมาครองบอลหลังจากผ่านไป 15 นาที สกอตต์ เมอร์เรย์จากเดอะการ์เดียน กล่าวว่าในตอนนั้น "สังเกตได้ว่าอิตาลีเริ่มตั้งตัวได้หลังจากที่เริ่มเกมด้วยฝันร้าย" ในนาทีที่ 20 อิตาลีมีโอกาสเล่นเกมรุกโดยมาร์โก แวร์รัตตีและอินซิญเญหลังจากที่เคนเสียบอล แต่การที่กีเอลลีนีไปทำฟาล์วใส่เคน ทำให้การเดินเกมรุกต้องหยุด[90] ฌอร์ฌิญญูได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจนต้องออกไปปฐมพยาบาลข้างสนามห้านาทีก่อนที่เขาจะกลับเล่นต่อ[88] ในนาทีที่ 24 เฟเดรีโก กีเอซาวิ่งเข้าไปในช่องว่างฝั่งขวาเพื่อเปิดบอลตัดเข้ามาในกรอบเขตโทษ แต่อังกฤษก็ยังป้องกันได้[90] อิตาลีได้บุกอีกครั้งในนาทีที่ 28 แต่อินซิญเญก็ยิงออกไปไกล[88] เขามีโอกาสเข้าไปในกรอบเขตโทษของอังกฤษอีกครั้งในนาทีที่ 32 จากการวิ่งทางฝั่งซ้าย แต่อังกฤษก็เคลียร์บอลได้อีกครั้ง[90]

อังกฤษไม่สามารถครอบครองบอลได้มาสักพักแล้ว แต่ในนาทีที่ 34 พวกเขามีโอกาสได้ประตูทิ้งห่างเมื่อเคนจ่ายบอลให้สเตอร์ลิง สเตอร์ลิงก็จ่ายบอลต่อให้เมานต์ และเมานต์ก็พยายามจะจ่ายบอลคืนให้สเตอร์ลิง แต่อิตาลีก็มาสกัดบอลไม่ให้เสียประตูได้ อิตาลีมีโอกาสทำประตูในนาทีถัดมาเมื่อกีเอซาเอาชนะชอว์และดีคลัน ไรซ์ของอังกฤษก่อนที่จะวิ่งไปเพื่อยิงประตูในระยะ 25 หลา แต่พิกฟอร์ดก็ปัดป้องไว้ได้ก่อนที่ลูกบอลจะออกหลัง[88] ไม่นานก่อนที่จะจบครึ่งแรก อิตาลีมีจังหวะที่เมอร์เรย์ได้บรรยายไว้ว่า "มีการเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดในเกม" โดยในจังหวะนั้น โจวันนี ดี โลเรนโซส่งบอลให้ชีโร อิมโมบีเลเพื่อทำประตูในระยะ 12 หลา แต่จอห์น สโตนส์ก็มาบล็อกลูกยิงไว้ได้ แวร์รัตตีพยายามจะยิงซ้ำแต่ก็ถูกป้องกันโดยพิกฟอร์ด อิตาลีมีโอกาสอีกหนเมื่อเลโอนาร์โด โบนุชชีพยายามยิงไกล แต่ลูกยิงนั้นสูงและไกลเกินไป[90] กรรมการเป่านกหวีดจบครึ่งแรก ซึ่งอังกฤษยังคงนำอยู่ 1–0 อิตาลีเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า แต่แนวรับของอังกฤษยังคงป้องกันไม่ให้เสียประตูได้[91]

ครึ่งหลัง[แก้]

เลโอนาร์โด โบนุชชีทำประตูตีเสมอให้กับอิตาลีได้ในนาทีที่ 67 ทำให้เขาเป็นผู้เล่นอายุมากที่สุดที่ทำประตูได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป[92]

อังกฤษเป็นฝ่ายเริ่มเขี่ยบอลในครึ่งหลัง[90] นีโกเลาะ บาเรลลาของอิตาลีได้รับใบเหลืองแรกของเกมในนาทีที่ 47 หลังจากที่เขาไปทำฟาล์วใส่เคน ต่อมาสเตอร์ลิงวิ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษของอิตาลี โดยฝ่ากลางระหว่างโบนุชชีกับกีเอลลีนีก่อนที่เขาจะล้มลงไปบนพื้น สเตอร์ลิงพยายามจะเรียกจุดโทษ แต่กรรมการตัดสินว่ามันไม่ฟาล์ว[93] อิตาลีได้ฟรีคิกที่กรอบเขตโทษของอังกฤษในนาทีที่ 50 หลังจากที่สเตอร์ลิงไปทำฟาล์วใส่อินซิญเญ อินซิญเญเป็นคนยิงฟรีคิกนี้เองแต่ลูกยิงก็ออกไปไกลอีกครั้ง สองนาทีถัดมา กีเอซาวิ่งทางฝั่งขวาก่อนตัดบอลเข้าในให้กับอินซิญเญแต่ถูกวอล์กเกอร์ตัดบอลได้และส่งคืนให้กับพิกฟอร์ด อินซิญเญพยายามวิ่งไปในกรอบเขตโทษอังกฤษทางฝั่งซ้ายเพื่อยิง แต่ก็ยิงไกลออกไปอีกครั้ง อิตาลีเปลี่ยนตัวสำรองครั้งแรกในนาทีที่ 54 โดยส่งบรายัน กริสตันเตและโดเมนีโก เบราร์ดีแทนที่อิมโมบีเลและบาเรลลา[90]

ในนาทีที่ 55 โบนุชชีไปทำฟาล์วใส่สเตอร์ลิงจนได้รับใบเหลืองจากกรรมการ อังกฤษได้เตะลูกฟรีคิกไปเข้าหัวของแมไกวร์ในระยะ 8 หลาจากประตู แต่แมไกวร์โหม่งบอลข้ามคานออกไป อิตาลีได้เปิดเกมรุกอีกครั้งจากการเปิดยาวของกีเอซาไปยังอินซิญเญซึ่งยิงเต็มแรงแต่พิกฟอร์ดก็เซฟได้ เช่นเดียวกันกับในครึ่งแรก อิตาลีเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า[90] หลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมง กีเอซาเลี้ยงเข้ากรอบเขตโทษของอังกฤษและยิงเต็มแรง แต่พิกฟอร์ดก็เซฟได้อีกครั้ง[93] ไม่กี่นาทีถัดมา อังกฤษสามารถเอาบอลกลับมาครอบครองได้ ชอว์พยายามบุกทางฝั่งซ้ายแต่ก็จ่ายให้เมานต์ไม่สำเร็จ อิตาลีเปิดเกมรุกอีกครั้งในนาทีที่ 66 เมื่อกีเอซาเปิดบอลเข้ามาจากฝั่งซ้าย อินซิญเญมีโอกาสทำประตูในระยะ 6 หลา แต่ก็กระโดดโหม่งไม่สูงพอ[90] หนึ่งนาทีถัดมา อิตาลีได้ลูกเตะมุม ซึ่งกริสตันเตเปิดบอลเข้าไปหาแวร์รัตตีที่พยายามโหม่งทำประตู ลูกบอลตกลงพื้นและเกือบถึงมือพิกฟอร์ด แต่โบนุชชีมีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว วิ่งเข้ามายิงประตูตีเสมอให้อิตาลีได้สำเร็จ[94] ด้วยอายุ 34 ปี 71 วัน ทำให้โบนุชชีเป็นผู้เล่นอายุมากที่สุดที่ทำประตูได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป[92]

เมื่อเสมอกัน 1–1 แล้ว ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เซาท์เกตได้ทำการเปลี่ยนตัวตามแท็กติก เขาเปลี่ยนเอาผู้เล่นแนวรุกอย่างบูกาโย ซากาลงเล่นแทนทริปเปียร์ และเปลี่ยนแผนการเล่นเป็น 4–3–3[95] อิตาลีได้บุกอีกครั้งในนาทีที่ 73 ซึ่งเบราร์ดีเสียการควบคุมบอลในกรอบเขตโทษของอังกฤษเมื่อเขาวิ่งตามหลังกองหลังอังกฤษ เซาท์เกตทำการเปลี่ยนผู้เล่นครั้งที่สองโดยเปลี่ยนจอร์แดน เฮนเดอร์สันลงเล่นแทนไรซ์[93] อิตาลียังคงครองบอลในแดนของอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ กีเอซาได้บุกขึ้นทางฝั่งซ้ายในนาทีที่ 80 โดยเอาชนะทั้งวอล์กเกอร์และซากา ก่อนที่เขาจะถูกฟิลลิปส์สกัดและล้มลงไปบนพื้น กีเอซาได้รับบาดเจ็บและต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม โดยมีเฟเดรีโก แบร์นาร์เดสกีลงเล่นแทนในนาทีที่ 86 ในขณะเดียวกัน อังกฤษกลับมามีโอกาสเมื่อเมานต์เลี้ยงบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษของอิตาลีและจ่ายบอลให้ซากา แต่เขาก็สูญเสียการควบคุมบอล อินซิญเญเสียฟาล์วแก่ฟิลลิปส์ ทำให้อังกฤษได้ฟรีคิกแต่ลูกยิงก็ถูกสกัดโดยอิตาลี ชอว์ยิงซ้ำแต่บอลก็ข้ามคานไป ในนาทีที่ 87 เกมหยุดพักชั่วคราวเนื่องจากมีแฟนบอลลงมาป่วนในสนาม[96] สเตอร์ลิงวิ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้ายในนาทีที่ 89 ซึ่งโบนุชชีและกีเอลลีนีเข้ามากดดันจนบอลออกหลังและอิตาลีได้ลูกตั้งเตะจากประตู อังกฤษได้ฟรีคิกอีกครั้งในช่วงทดเวลา แต่สเตอร์ลิงก็ยิงไม่เข้า เมื่ออิตาลีพยายามขึ้นเกมผ่านทางกริสตันเต วอล์กเกอร์ได้เข้ามาส่งเคลียร์บอลคืนให้พิกฟอร์ด ในช่วงสุดท้ายของเวลาปกติ ซากาถูกกีเอลลีนีดึงเสื้อจากทางด้านหลังจนล้มลงไป ทำให้กีเอลลีนีได้รับใบเหลืองจากการทำฟาล์ว ลูกฟรีคิกของอังกฤษถูกเคลียร์ได้และเกมต้องดำเนินการต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ[90]

ต่อเวลาพิเศษ[แก้]

ผู้จัดการทีมชาติอิตาลี โรแบร์โต มันชีนี ทำการเปลี่ยนตัวผู้เล่นตั้งแต่ช่วงต้นของการต่อเวลาพิเศษ โดยส่งอันเดรอา เบลอตตีลงแทนที่อินซิญเญ[93] และส่งมานูเอล โลกาเตลลีลงแทนที่แวร์รัตตี[90] ในนาทีที่ 96 เฮนเดอร์สันจ่ายบอลให้สเตอร์ลิงวิ่งขึ้นทางฝั่งซ้าย ผู้บรรยายสดช่องสกายสปอร์ตสรายงานว่าเป็น "โอกาสครั้งใหญ่มาก ๆ ของอังกฤษ" สเตอร์ลิงพยายามหาเคนและซากาบริเวณตรงกลาง แต่กีเอลลีนีก็มาเคลียร์บอลออกไปได้[88] อังกฤษได้ลูกเตะมุมจากฟิลลิปส์ แต่ดอนนารุมมาออกมารับบอลไว้ได้ ต่อมาในนาทีที่ 99 แจ็ก กรีลิชลงเล่นแทนเมานต์ ฟิลลิปส์โดยทำฟาล์วบริเวณหน้ากรอบเขตโทษแต่ผู้ตัดสินชี้ให้เป็นลูกได้เปรียบแทนที่จะเป็นลูกฟรีคิก[90] กรีลิชได้โอกาสแรกในเกมรุกในนาทีที่ 101 เขาพาบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษและจ่ายให้กับซากา แต่บอลก็ไปไม่ถึงเขา อิตาลีกลับมาได้โอกาสในนาทีที่ 103 เมื่อแอแมร์ซงเอาชนะวอล์กเกอร์และจ่ายบอลตัดเข้าในให้กับแบร์นาร์เดสกี แต่ปีกของอิตาลีไม่สามารถเชื่อมบอลได้และพิกฟอร์ดออกมาชกบอลได้พอดี ทำให้จบครึ่งแรกของการต่อเวลาพิเศษด้วยผล 1–1 เหมือนเดิม[88]

แมไกวร์เป็นคนแรกของอังกฤษที่รับใบเหลืองจากการไปทำฟาล์วเบลอตตีในนาทีที่ 106[88] อิตาลีได้ลูกฟรีคิกโดยแบร์นาร์เดสกีสามารถยิงทะลุกำแพงของอังกฤษแต่พิกฟอร์ดก็เซฟไว้ได้[88] ในนาทีที่ 108 วอล์กเกอร์ทุ่มบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษของอิตาลีแต่บอลก็ถูกเคลียร์ออกไป เคนพยายามตัดบอลเข้าใน แต่ดอนนารุมมาก็ออกมาป้องกันไม่ให้สโตนส์ขึ้นโหม่งทำประตูได้[90] สเตอร์ลิงเอาชนะกีเอลลีนีบริเวณริมเส้นในนาทีที่ 111 แต่อิตาลีก็ได้บอลกลับมาและเคลียร์บอลออกไป สองนาทีหลังจากนั้น ฌอร์ฌิญญูทำฟาล์วกรีลิชและเผลอไปย่ำใส่ต้นขา ทำให้เขาได้รับใบเหลือง ก่อนจบช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งสองทีมเปลี่ยนตัวผู้เล่นครั้งสุดท้าย อิตาลีส่งอาเลสซันโดร โฟลเรนซีลงเล่นแทนแอแมร์ซง ส่วนอังกฤษส่งเจดอน แซนโชและมาร์คัส แรชฟอร์ดลงเล่นแทนวอล์กเกอร์และเฮนเดอร์สัน หลังจากนั้นไม่มีจังหวะบุกเพิ่มเติม ทำให้เกมจบลงด้วยผล 1–1 ต้องตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ[93]

ดวลลูกโทษ[แก้]

อิตาลีเป็นฝ่ายได้ยิงลูกโทษก่อน โดยจะยิงในฝั่งที่มีแฟนบอลอังกฤษจำนวนมากอยู่หลังประตู คนยิงคนแรกของทั้งสองฝั่ง (เบราร์ดีและเคน) ยิงเข้าไปได้ แต่คนที่สองของอิตาลี เบลอตตียิงไปติดเซฟของพิกฟอร์ด ก่อนที่แมไกวร์จะยิงเข้าจนทำให้อังกฤษได้เปรียบจากการขึ้นนำ 2–1 โบนุชชียิงให้อิตาลีตีเสมอ 2–2 ก่อนที่แรชฟอร์ดที่เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมา จะหลอกดอนนารุมมาแต่ยิงพลาดไปชนเสาประตูฝั่งซ้าย แบร์นาร์เดสกียิงเข้าไปกลางประตูช่วยให้อิตาลีพลิกขึ้นนำ แซนโชซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวสำรองที่เพิ่งลงมา ยิงไปทางขวาแต่ติดเซฟดอนนารุมมา ทำให้สถานการณ์กลายเป็นถ้าคนที่ห้าของอิตาลียิงเข้า อิตาลีจะชนะเลิศทันที ฌอร์ฌิญญู ซึ่งเป็นคนยิงคนสุดท้ายในรอบรองชนะเลิศที่ชนะสเปน ยิงไปทางซ้ายแต่ติดเซฟของพิกฟอร์ด ทำให้ผลประตูยังคงอยู่ที่ 3–2 ซากาซึ่งเป็นคนยิงคนที่ห้าของอังกฤษ มีโอกาสทำประตูตีเสมอเพื่อแข่งต่อในช่วงซัดเดนเดธ (sudden death) แต่เขายิงไปติดเซฟของดอนนารุมมา ส่งผลให้อิตาลีชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นสมัยที่สองทันที[90]

รายละเอียด[แก้]

อิตาลี[4]
อังกฤษ[4]
GK 21 จันลุยจี ดอนนารุมมา
RB 2 โจวันนี ดี โลเรนโซ
CB 19 เลโอนาร์โด โบนุชชี โดนใบเหลือง ใน 55 นาที 55'
CB 3 จอร์โจ กีเอลลีนี (กัปตัน) โดนใบเหลือง ใน 90+6 นาที 90+6'
LB 13 แอแมร์ซง Substituted off in the 118 นาที 118'
DM 8 ฌอร์ฌิญญู โดนใบเหลือง ใน 114 นาที 114'
CM 18 นีโกเลาะ บาเรลลา โดนใบเหลือง ใน 47 นาที 47' Substituted off in the 54 นาที 54'
CM 6 มาร์โก แวร์รัตตี Substituted off in the 96 นาที 96'
RW 14 เฟเดรีโก กีเอซา Substituted off in the 86 นาที 86'
LW 10 โลเรนโซ อินซิญเญ โดนใบเหลือง ใน 84 นาที 84' Substituted off in the 91 นาที 91'
CF 17 ชีโร อิมโมบีเล Substituted off in the 54 นาที 54'
การเปลี่ยนตัวผู้เล่น:
MF 16 บรายัน กริสตันเต Substituted on in the 54 minute 54'
FW 11 โดเมนีโก เบราร์ดี Substituted on in the 54 minute 54'
MF 20 เฟเดรีโก แบร์นาร์เดสกี Substituted on in the 86 minute 86'
FW 9 อันเดรอา เบลอตตี Substituted on in the 91 minute 91'
MF 5 มานูเอล โลกาเตลลี Substituted on in the 96 minute 96'
DF 24 อาเลสซันโดร โฟลเรนซี Substituted on in the 118 minute 118'
ผู้จัดการทีม:
โรแบร์โต มันชีนี
ITA-ENG 2021-07-11.svg
GK 1 จอร์แดน พิกฟอร์ด
CB 2 ไคล์ วอล์กเกอร์ Substituted off in the 120 นาที 120'
CB 5 จอห์น สโตนส์
CB 6 แฮร์รี แมไกวร์ โดนใบเหลือง ใน 106 นาที 106'
RWB 12 คีแรน ทริปเปียร์ Substituted off in the 70 นาที 70'
LWB 3 ลู้ก ชอว์
CM 14 แคลวิน ฟิลลิปส์
CM 4 ดีคลัน ไรซ์ Substituted off in the 74 นาที 74'
RW 19 เมสัน เมานต์ Substituted off in the 99 นาที 99'
LW 10 ราฮีม สเตอร์ลิง
CF 9 แฮร์รี เคน (กัปตัน)
การเปลี่ยนตัวผู้เล่น:
MF 25 บูกาโย ซากา Substituted on in the 70 minute 70'
MF 8 จอร์แดน เฮนเดอร์สัน Substituted on in the 74 minute 74' Substituted off in the 120 นาที 120'
MF 7 แจ็ก กรีลิช Substituted on in the 99 minute 99'
FW 11 มาร์คัส แรชฟอร์ด Substituted on in the 120 minute 120'
MF 17 เจดอน แซนโช Substituted on in the 120 minute 120'
ผู้จัดการทีม:
แกเร็ท เซาท์เกต

ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำนัด:
เลโอนาร์โด โบนุชชี (อิตาลี)[1]

ผู้ช่วยผู้ตัดสิน:[2]
ซันเดอร์ ฟัน รุเกิล (เนเธอร์แลนด์)
แอร์วิน ไซน์สตรา (เนเธอร์แลนด์)
ผู้ตัดสินที่สี่:
การ์โลส เดล เซร์โร กรันเด (สเปน)
ผู้ช่วยผู้ตัดสินสำรอง:
ฆวน การ์โลส ยุสเต ฆิเมเนซ (สเปน)
ผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ:
บัสทีอัน ดังเคิร์ท (เยอรมนี)
ผู้ช่วยผู้ตัดสินจากการช่วยวิดีโอตัดสิน:
โปล ฟัน บุเกิล (เนเธอร์แลนด์)
คริสทีอัน กิทเทิลมัน (เยอรมนี)
มาร์โค ฟริทซ์ (เยอรมนี)

ข้อมูลในการแข่งขัน[97]

  • แข่งขันเวลาปกติ 90 นาที
  • ต่อเวลาพิเศษไปอีก 30 นาที เมื่อทั้งสองทีมเสมอกันในเวลาปกติ
  • ตัดสินด้วยการดวลลูกโทษเพื่อหาผู้ชนะ
  • ส่งชื่อผู้เล่นสำรองได้สิบสองคน
  • เปลี่ยนตัวผู้เล่นสูงสุดได้ห้าคน โดยอนุญาตให้เปลี่ยนผู้เล่นคนที่หกได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ[note 1]

สถิติ[แก้]

หลังการแข่งขัน[แก้]

ประธานยูฟ่า อาแล็กซานเดอร์ แชแฟรีน เป็นผู้มอบเหรียญรางวัลบนเวที พร้อมกับเลขานุการยูฟ่า ธีโอดอร์ ธีโอดอริดิส, ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี กาบรีเอล กราวีนา และประธานสมาคมฟุตบอล ปีเตอร์ แม็กคอร์มิก[99] แอแดร์ซึ่งเป็นผู้ทำประตูชัยให้กับโปรตุเกสในนัดชิงชนะเลิศครั้งที่แล้ว เป็นผู้นำถ้วยรางวัลเข้าสู่สนาม[90] ผู้เล่นทีมชาติอังกฤษส่วนใหญ่เอาเหรียญเงินที่คล้องคอออก[100] เซเฟรินมอบถ้วยรางวัลให้กับกัปตันทีมชาติอิตาลี จอร์โจ กีเอลลีนี[101] การชนะลูกโทษของอิตาลีทำให้พวกเขาชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นสมัยที่สองและเป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปีหลังจากที่พวกเขาชนะเลิศครั้งแรกในปี 1968 นับเป็นช่องว่างของระยะเวลาที่ทีมชาติไม่ได้คว้าแชมป์ยาวนานที่สุด[92] อิตาลีกลายเป็นชาติที่สี่ที่ชนะเลิศรายการนี้มากกว่าหนึ่งสมัย เทียบเท่ากับฝรั่งเศสที่ชนะเลิศสองสมัย และน้อยกว่าเพียงแค่สเปนและเยอรมนีที่ชนะเลิศทีมละสามสมัย นี่เป็นนัดชิงชนะเลิศครั้งที่เจ็ดที่มีการต่อเวลาพิเศษ (ต่อจากปี 1960, 1968, 1976, 1996, 2000 และ 2016) และเป็นครั้งที่สองที่ต้องตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ (ต่อจากปี 1976) อิตาลีกลายเป็นชาติแรกที่ชนะการยิงลูกโทษสองครั้งในการแข่งขันรายการนี้[102] นี่เป็นครั้งที่สามที่ทีมที่ตามหลังในครึ่งแรกพลิกกลับมาชนะเลิศได้ (ต่อจากปี 1960 และ 1968)[103]

จันลุยจี ดอนนารุมมาเป็นผู้รักษาประตูคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้ยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

กองหลังอิตาลี เลโอนาร์โด โบนุชชีได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำนัด[1] ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมอย่างจันลุยจี ดอนนารุมมาได้รับรางวัลผู้ยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ เขาเป็นผู้รักษาประตูคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้[104] ทีมชาติอิตาลีมีผู้เล่นติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ห้าคน ได้แก่ ผู้รักษาประตู จันลุยจี ดอนนารุมมา, กองหลัง เลโอนาร์โด โบนุชชีและเลโอนาร์โด สปีนัซโซลา, กองกลาง ฌอร์ฌิญญู และกองหน้า เฟเดรีโก กีเอซา ในขณะที่ทีมชาติอังกฤษมีผู้เล่นติดทีมยอดเยี่ยมสามคน ได้แก่ กองหลัง แฮร์รี แมไกวร์และไคล์ วอล์กเกอร์ และกองหน้าราฮีม สเตอร์ลิง[105] ฌอร์ฌิญญูกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 10 ที่ได้ลงเล่นและชนะเลิศทั้งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในฤดูกาลเดียวกัน โดยเมื่อหกสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เขาชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกกับเชลซี[106] ทีมชาติอิตาลีมีการแห่ฉลองแชมป์ที่โรมในวันถัดมา (12 กรกฎาคม) โดยแห่รถตั้งแต่อุทยานวิลลาบอร์กีสไปยังพระราชวังกีรีนัล มีผู้เข้าร่วมหลายพันคน ผู้เล่นในทีมได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีอิตาลี มารีโย ดรากี ที่พระราชกีจี[107] และในวันที่ 16 กรกฎาคม ผู้เล่นทีมชาติอิตาลีทั้ง 26 คนได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์คุณธรรมแห่งสาธารณรัฐอิตาลี[108]

การออกอากาศ[แก้]

ไอทีวีและบีบีซีเป็นผู้ถ่ายทอดสดการแข่งขันในสหราชอาณาจักร ไอทีวีเริ่มออกอากาศตั้งแต่เวลา 18:30 น. ตามเวลาออมแสงท้องถิ่น รายการนี้มีมาร์ก พอแก็ชเป็นผู้ดำเนินรายการและมีรอย คีน, เอียน ไรต์และแกรี เนวิลเป็นนักวิเคราะห์วิจารณ์ นอกจากนี้ ยังมีแอชลีย์ โคลและเอ็มมา เฮยส์เป็นนักวิเคราะห์ภาคสนาม แซม แมตเตอร์เฟซและลี ดิกสันรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายของไอทีวี บีบีซีเริ่มดำเนินรายการเร็วกว่าไอทีวีประมาณ 10 นาที โดยมีอลัน เชียเรอร์, ริโอ เฟอร์ดินานด์และแฟรงก์ แลมพาร์ดรับหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ ดำเนินรายการร่วมกับพิธีกร แกรี ลินีเกอร์ และผู้บรรยาย กาย โมว์เบรย์และเจอร์เมน จีนาส นอกจากนี้ยังมีนักวิเคราะห์ภาคสนามอย่างเยือร์เกิน คลีนส์มันและอเล็กซ์ สกอตต์[109] ในขณะที่อิตาลี มีไรและสกายอิตาเลียเป็นผู้ถ่ายทอดสดการแข่งขัน[110] หลังจากที่อัลแบร์โต รีเมดีโอตรวจพบเชื้อโควิด-19 เขาและอันโตนีโอ ดิ เจนนาโรได้ถูกแทนที่ให้สเตฟาโน บิซซอตโตและเคเทีย เซอร์รารับหน้าที่เป็นผู้บรรยายหลักของไรแทน ส่วนสกายมีฟาบิโอ กาเรชชาและจูเซปเป แบร์โกมีเป็นผู้บรรยายหลัก[111]

ในสหราชอาณาจักร มีผู้รับชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์สูงสุดถึง 30.95 ล้านคนในช่วงดวลลูกโทษ นับเป็นจำนวนผู้ชมการถ่ายทอดสดที่สูงที่สุดนับตั้งแต่การถ่ายทอดสดพิธีศพของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ในปี 1997 เรตติ้งบ่งชี้ว่ามีผู้ชมการถ่ายทอดสดทั้งนัด 29.85 ล้านคน[112] ในขณะที่อิตาลี มีผู้ชมการถ่ายทอดสดทางช่องไร 1 ประมาณ 18.17 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 73.7 ของส่วนแบ่งทางการตลาด และมีผู้ชมสูงสุดในช่วงดวลลูกโทษที่ 18.54 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 78.7 ของส่วนแบ่งทางการตลาด[113] สำหรับการถ่ายทอดสดทางช่องสกายอิตาเลีย มีผู้ชมโดยเฉลี่ย 2.43 ล้านคน (ร้อยละ 9.9 ของส่วนแบ่งทางการตลาด) และมีผู้ชมสูงสุดที่ 3.16 ล้านคน[114]

หมายเหตุ[แก้]

  1. แต่ละทีมจะได้รับโอกาสเปลี่ยนตัวผู้เล่นเพียงสามครั้ง แต่มีโอกาสเปลี่ยนตัวครั้งที่สี่ในช่วงต่อเวลาพิเศษโดยไม่รวมการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในช่วงพักครึ่งแรก ก่อนเริ่มช่วงต่อเวลาพิเศษ และช่วงพักครึ่งเวลาแรกในการต่อเวลาพิเศษ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 "Every EURO 2020 Star of the Match". UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 June 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 "Björn Kuipers to referee UEFA EURO 2020 final". UEFA.com. Union of European Football Associations. 8 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  3. 3.0 3.1 "Full Time Summary – Italy v England" (PDF). UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  4. 4.0 4.1 4.2 "Tactical Line-ups – Italy v England" (PDF). UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  5. "UEFA EURO 2020 to be held across continent". UEFA.com. 6 December 2012. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 31 July 2020. สืบค้นเมื่อ 23 July 2020.
  6. "European Championship: Uefa to hold 2020 finals across continent". BBC Sport. 6 December 2012. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 29 April 2014. สืบค้นเมื่อ 7 December 2012.
  7. "Wembley to stage UEFA EURO 2020 final". UEFA.com. 19 September 2014. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 15 November 2018. สืบค้นเมื่อ 26 October 2019.
  8. "Wembley welcomed as UEFA EURO 2020 final". UEFA.com. 19 September 2014. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 23 July 2020. สืบค้นเมื่อ 26 October 2019.
  9. "EURO 2020 to open in Rome, more London games, venues paired". UEFA.com. 7 December 2017. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 May 2019. สืบค้นเมื่อ 7 December 2017.
  10. "Change of venues for some UEFA EURO 2020 matches announced". UEFA. 23 April 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 June 2021. สืบค้นเมื่อ 23 April 2021.
  11. "Final whistle for Wembley's towers". BBC News. 1 September 2016. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 May 2006. สืบค้นเมื่อ 26 October 2019.
  12. "Gates' Microsoft Becomes Wembley Stadium Backer". Forbes. 20 October 2005. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 13 June 2018. สืบค้นเมื่อ 26 October 2019.
  13. Scott, Laura. "Euro 2020: Uefa 'confident' over Wembley games but has 'contingency plan'". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 18 June 2021. สืบค้นเมื่อ 18 June 2021.
  14. "Wembley to have crowd of 60,000 for Euro semis and final – UK govt". Reuters. 22 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 9 July 2021.
  15. Burford, Rachael (9 July 2021). "1,000 Italy fans will fly to London for Euros final without isolating". www.standard.co.uk. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 10 July 2021.
  16. "Who will win Euro 2021? Odds, betting favorites, expert picks & more to know". Sportingnews.com. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 9 July 2021.
  17. "Men's Ranking". origin1904-p.cxm.fifa.com.[ลิงก์เสีย]
  18. "Euro vs Italy: Will England wear blue for the Euro 2020 final?". fourfourtwo.com. 8 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 9 July 2021.
  19. Banerjee, Ritabrata (7 July 2021). "'33 games unbeaten for Italy' – Which national teams have the longest unbeaten run in football?". Goal. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  20. Kramarsic, Igor; Di Maggio, Roberto; Tiziano, Joe (8 April 2021). "Italy – List of Results National Team". RSSSF. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 27 June 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  21. "Spain unbeaten run sets new record". ESPN. 24 June 2013. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 November 2020. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  22. Smith, Ben (1 July 2013). "Brazil 3–0 Spain". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 8 August 2019. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  23. Peter, Naveen. "UEFA European Championship : The Roll of Honour". Olympics. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 17 June 2021. สืบค้นเมื่อ 24 June 2021.
  24. Stevensson, Jonathan. "Italy 1–1 France (aet)". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 6 September 2017. สืบค้นเมื่อ 9 July 2006.
  25. Martin, Richard. "Soccer-Italy reach final to continue stoming comeback from World Cup failure". Yahoo Sports. Reuters. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 6 July 2021.
  26. "EURO 2020 final: Italy to meet England". UEFA.com. 8 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 7 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  27. "England national football team: record v Italy". 11v11. AFS Enterprises. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 7 July 2021.
  28. "Turkey 0–3 Italy: Azzurri begin with a bang". UEFA.com. 11 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  29. "Italy ease past Turkey in Euros opener". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 16 June 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  30. "Italy 3–0 Switzerland: Imperious Azzurri cruise into last 16". UEFA.com. 16 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  31. "Italy beat Switzerland to reach last 16". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 June 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  32. "Italy 1–0 Wales: Pessina scores Azzurri winner but both teams into last 16". UEFA.com. 20 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  33. "Wales into last 16 despite Italy defeat". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 29 June 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  34. Dawson, Rob (20 June 2021). "Italy having fun at Euro 2020: Perfect in the group stage and rested for the knockout rounds". ESPN. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 21 June 2021. สืบค้นเมื่อ 14 July 2021.
  35. "Italy 2–1 Austria: Mancini's subs squeeze Azzurri through". UEFA.com. Union of European Football Associations. 26 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  36. "Italy need extra time to beat Austria". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 7 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  37. "Euro 2020: Italy's Leonardo Spinazzola undergoes Achilles operation". BBC Sport. 5 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 5 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  38. "Belgium-Italy | UEFA EURO 2020". UEFA.com. Union of European Football Associations. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  39. "Italy edge Belgium to set up Spain semi". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  40. "Italy set new record for longest EURO winning run". UEFA.com. Union of European Football Associations. 9 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 14 July 2021. สืบค้นเมื่อ 14 July 2021.
  41. "Italy 1–1 Spain (pens: 4–2): Azzurri hold nerve to reach EURO final". UEFA.com. Union of European Football Associations. 6 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 7 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  42. "Italy beat Spain on penalties to reach final". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 8 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  43. "England 1–0 Croatia: Sterling edges Three Lions to victory". UEFA.com. 13 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  44. "Sterling goal seals opening win for England". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 24 June 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  45. "England 0–0 Scotland: honours even at Wembley". UEFA.com. 18 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  46. "Scotland frustrate England at Wembley". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  47. "Czech Republic 0–1 England: Sterling seals group supremacy". UEFA.com. 22 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  48. "England beat Czech Republic to win group". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 June 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  49. "England 2–0 Germany: Sterling and Kane send Three Lions through". UEFA.com. Union of European Football Associations. 29 June 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  50. "'What a time to be alive!' – Relive England's iconic Wembley win over Germany". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  51. "Ukraine 0–4 England: Kane strikes twice as England cut loose". UEFA.com. Union of European Football Associations. 3 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  52. "England thrash Ukraine to make last four". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  53. "England 2–1 Denmark (aet): Kane steers England to the final". UEFA.com. Union of European Football Associations. 7 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  54. "England reach Euro 2020 final". BBC Sport. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 8 July 2021. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  55. Faulkner, Doug; Morton, Becky (10 July 2021). "Euro 2020 Queen recalls 1966 as she wishes England well". BBC News. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2021. สืบค้นเมื่อ 10 July 2021.
  56. "Björn Kuipers » Matches as referee". WorldFootball.net. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 24 November 2020. สืบค้นเมื่อ 8 July 2021.
  57. Menicucci, Paolo; Hart, Simon (11 July 2021). "Three key battles: Italy vs England". UEFA.com. Union of European Football Associations. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 13 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  58. Angelucci, Massimo (8 July 2021). "Casa Italia, il riassunto della giornata degli azzurri" [House of Italy, the summary of the day for the Azzurri]. Calcio in Pillole (ภาษาอิตาลี). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 8 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  59. "Italy vs England Euro 2020 Final preview". UEFA.com. Union of European Football Associations. 9 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 10 July 2021.
  60. "Trippier in as England revert to back five, Italy unchanged". Reuters. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  61. Wilson, Jonathan (12 July 2021). "England battle for survival instead of control as deep-lying issue resurfaces". The Guardian. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  62. "Euro 2020: Fans break through security barriers and run into Wembley ahead of England v Italy final". Sky News. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  63. "Euro 2021 Final: Fans who stormed gates did not get in, says Wembley". BBC News. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  64. "Euro 2020: All eyes on Wembley as fans watch England in final". BBC News. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  65. 65.0 65.1 Dathan, Matt; Lawton, Matt; Malvern, Jack; Reynolds, John; Simpson, John; Yeomans, Emma; Zeffman, Henry. "Euro 2020: Fans who abused England heroes should be ashamed of themselves, says Johnson". The Times. ISSN 0140-0460. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  66. Ames, Nick (11 July 2021). "England fans force way into Wembley without tickets for Euro 2020 final". The Guardian. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  67. "Statement re: policing operation of Euro 2020 final". Metropolitan Police. 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 13 July 2021. สืบค้นเมื่อ 13 July 2021.
  68. "London police say 86 arrested around Euro 2020 soccer final". Reuters. 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 13 July 2021.
  69. Sinclair, Leah; Dex, Robert; Burford, Rachael; Sharman, Laura; Waddell, Lily (12 July 2021). "86 arrested and 19 officers injured in Euro 2020 final aftermath". Evening Standard. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 13 July 2021.
  70. "Euro 2020: Metropolitan Police make 86 arrests in connection with Italy vs England final". Sky Sports. 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 13 July 2021.
  71. Clark, Dave (14 July 2021). "Harry Maguire's dad suffered suspected broken ribs at the Euro 2020 final". Derbyshire Live. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 14 July 2021. สืบค้นเมื่อ 14 July 2021.
  72. Faulkner, Doug (12 July 2021). "FA review after fans break into Wembley for final". BBC News. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  73. de La Mare, Tess (16 July 2021). "Wembley security breach: Two men arrested on suspicion of theft". The Independent. สืบค้นเมื่อ 16 July 2021.
  74. "Watch Euro 2020 closing ceremony – UEFA Euro 2020". Union of European Football Associations. 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 16 July 2021.
  75. "Italy beat England on penalties to win Euro 2020". aljazeera.com. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  76. "The Latest: Italians celebrate Euro 2020 victory in Rome". AP News. 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 16 July 2021.
  77. "The Latest: Italians Celebrate Euro 2020 Victory in Rome". Bloomberg News. 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 17 July 2021.
  78. "In pictures: Joy and sorrow over Euro 2020 final". BBC News. 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 17 July 2021.
  79. "[Full] Martin Garrix songs – Closing Ceremony UEFA Euro 2020 – Performance with Drops". YouTube. 15 July 2021. สืบค้นเมื่อ 16 July 2021.
  80. "Euro 2020 Final: England fans boo Italy national anthem despite Gareth Southgate, Gary Lineker pleas". India Today. 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  81. Manning, Jonathon (11 July 2021). "The tiny football car stealing the show at the Euro 2020 final". WalesOnline. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  82. "Italy wins the European soccer championship in 3–2 penalty shootout". NBC News. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  83. "Mattarella, grande riconoscenza a Mancini e ai giocatori". Archived 12 กรกฎาคม 2021 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. ANSA (in Italian). 11 July 2021. Retrieved 13 July 2021.
  84. "Andy Murray and Boris Johnson react to England's Euro 2020 final defeat". The Mirror. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  85. "Mike Tindall breaks up fight between England football fans at Euro 2020 final". New Zealand Herald. 13 July 2021. สืบค้นเมื่อ 16 July 2021.
  86. "Italia-Inghilterra, da Tom Cruise a Sergio Mattarella e William e Kate con il principino George: tutti i vip allo stadio per la finale degli Europei". Archived 12 กรกฎาคม 2021 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Il Fatto Quotidiano (in Italian). 12 July 2021. Retrieved 13 July 2021.
  87. 87.0 87.1 "England's Luke Shaw scores fastest goal ever in a Euro final against Italy". The Hindu. 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  88. 88.0 88.1 88.2 88.3 88.4 88.5 88.6 88.7 88.8 88.9 "Live Commentary – Italy vs England | 11 July 2021". Sky Sports. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  89. "Luke Shaw scores fastest-ever goal in a Euro final". UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 15 July 2021.
  90. 90.00 90.01 90.02 90.03 90.04 90.05 90.06 90.07 90.08 90.09 90.10 90.11 90.12 90.13 90.14 90.15 90.16 "Euro 2020 final: Italy lift trophy after beating England on penalties – as it happened". The Guardian. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  91. 91.0 91.1 "Euro 2020 final: Italy vs England". Al Jazeera. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  92. 92.0 92.1 92.2 Atwal, Sanj (12 July 2021). "Euro 2020 final: records broken by Italy, Bonucci and Shaw". Guinness World Records. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  93. 93.0 93.1 93.2 93.3 93.4 Das, Andrew; Panja, Tariq; Peltier, Elian; Smith, Rory (11 July 2021). "How Italy Beat England to Win Euro 2020". The New York Times. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  94. "Euro 2020: Italy defeat England on penalties at Wembley". Football Italia. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  95. "Euro 2020 final: Where did it go wrong for England?". Sky Sports. 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  96. Walker, Mollie (11 July 2021). "Shirtless fan runs onto field during Euro 2020 final". New York Post. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  97. "Regulations of the UEFA European Football Championship 2018–20". UEFA.com. Union of European Football Associations. 9 March 2018. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 May 2021. สืบค้นเมื่อ 11 May 2021.
  98. 98.0 98.1 98.2 98.3 "Team statistics" (PDF). UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 July 2021. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  99. Stacpoole, Simon (11 July 2021). "Italy v England – UEFA Euro 2020: Final". Offside Sports Photography. London. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 14 July 2021. สืบค้นเมื่อ 14 July 2021 – โดยทาง Getty Images.
  100. "Why did England players take off their medals after Euro 2020 final defeat by Italy?". The Independent. 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 13 July 2021.
  101. "How the rules have changed for tonight's Euro 2020 trophy presentation". The Athletic. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 13 July 2021.
  102. "Italy 1–1 England, aet (3–2 on pens): Donnarumma the hero as Azzurri win Euro 2020!". UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  103. "All the EURO finals: scores, scorers, line-ups and venues". UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 16 July 2021. สืบค้นเมื่อ 14 July 2021.
  104. "Gianluigi Donnarumma named Euro 2020 Player of the Tournament". UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  105. "UEFA Euro 2020 Team of the Tournament revealed". UEFA.com. Union of European Football Associations. 13 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 13 July 2021. สืบค้นเมื่อ 13 July 2021.
  106. "Champions League and EURO double winners". UEFA.com. Union of European Football Associations. 11 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  107. Horowitz, Jason (12 July 2021). "With Italian Soccer Victory, 'Brexit Completed'". The New York Times. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 14 July 2021. สืบค้นเมื่อ 15 July 2021.
  108. "Mattarella ha conferito onorificenze motu proprio ai giocatori e allo staff della Nazionale vincitrice del campionato europeo" (ภาษาอิตาลี). Quirinale. 16 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 16 July 2021. สืบค้นเมื่อ 16 July 2021.
  109. Waterson, Jim (9 July 2021). "ITV's England 'curse' lifted but BBC will dominate Euro 2020 final". The Guardian. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 11 July 2021.
  110. "Where to watch Euro 2020". UEFA.com. Union of European Football Associations. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 1 July 2021. สืบค้นเมื่อ 6 July 2021.
  111. "Alberto Rimedio positivo salta la telecronaca di Italia-Inghilterra: 'Sto bene grazie al vaccino'. Il messaggio di Caressa e Bizzotto". Il Messaggero. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 July 2021. สืบค้นเมื่อ 14 July 2021.
  112. "Euro 2020 final: TV audience peaked at 31m as England lost on penalties". BBC News. 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  113. "Euro 2020. Volano gli ascolti Rai per la finale: oltre 18 milioni di spettatori, 73,7% share". RAI News (ภาษาอิตาลี). 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.
  114. "Euro 2020, boom di ascolti per Italia-Inghilterra: sulla Rai oltre 18 milioni di spettatori ai rigori, il 78,7% di share". La Stampa (ภาษาอิตาลี). 12 July 2021. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 July 2021. สืบค้นเมื่อ 12 July 2021.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]