ฟุตบอลทีมชาติเช็กเกีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฟุตบอลทีมชาติเช็กเกีย
Shirt badge/Association crest
ฉายาNároďák
เช็ก (ฉายาในภาษาไทย)
สมาคมสมาคมฟุตบอลสาธารณรัฐเช็ก
Fotbalová asociace České republiky(FAČR)
สมาพันธ์ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนมิชาล บิเล็ค
กัปตันโตมาช โรซิตสกี
ติดทีมชาติสูงสุดคาเรล พอบอร์สกาย (118)
ทำประตูสูงสุดชาน คอลเลอร์ (55)
สนามเหย้าVarious
รหัสฟีฟ่าCZE
อันดับฟีฟ่า 48 Decrease 4 (4 เมษายน 2562)[1]
อันดับฟีฟ่าสูงสุด2 (กันยายน 1999; มกราคม-พฤษภาคม 2000; เมษายน-พฤษภาคม 2005; มกราคม-พฤษภาคม 2006)
อันดับฟีฟ่าต่ำสุด67 (มีนาคม 1994)
อันดับอีแอลโอ22
อันดับอีแอลโอสูงสุด1 (กรกฎาคม 2004, มิถุนายน 2005)
อันดับอีแอลโอต่ำสุด37 (กันยายน 2010)
สีชุดเหย้า
สีชุดเยือน
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติตุรกี ตุรกี 1–4 Czech Republic เช็กเกีย
(Istanbul, Turkey; 23 February 1994)
ชนะสูงสุด
เช็กเกีย Czech Republic 8–1 อันดอร์รา ธงชาติอันดอร์รา
(Liberec, Czech Republic; 4 June 2005)
เช็กเกีย Czech Republic 7–0 ซานมารีโน ธงชาติซานมารีโน
(Liberec, Czech Republic; 7 October 2006)
เช็กเกีย Czech Republic 7–0 ซานมารีโน ธงชาติซานมารีโน
(Uherské Hradiště, สาธารณรัฐเช็ก; 9 Sep 2009)
แพ้สูงสุด
ธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ 3–0 Czech Republic เช็กเกีย
(ซูริก, Switzerland; 20 April 1994)
ธงชาตินอร์เวย์ นอร์เวย์ 3–0 Czech Republic เช็กเกีย
(ออสโล, Norway; 10 August 2011) ธงชาติรัสเซีย รัสเซีย 4-1 Czech Republic เช็กเกีย
(Wroclaw, Poland; 8 June 2012)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม9 (ครั้งแรกใน 1934)
ผลงานดีที่สุดรองชนะเลิศ, 1934 และ 1962
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม9 (ครั้งแรกใน 1960)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ, 1976
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ
เข้าร่วม1 (ครั้งแรกใน 1997)
ผลงานดีที่สุด3rd, 1997
2014

ฟุตบอลทีมชาติเช็กเกีย เป็นทีมฟุตบอลประจำ ประเทศเช็กเกีย โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของสมาคมฟุตบอลสาธารณรัฐเช็ก โดยผลงานที่ดีที่สุดในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปของเช็กคือ การเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศใน ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 แต่ก็แพ้ กรีซไป 1-0 หลังต่อเวลาพิเศษ ทั้งที่ทำผลงานทั้งในรอบแบ่งกลุ่มและรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ดีแล้ว และส่วนฟุตบอลโลกเช็กในปี 1996 เช็กเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนีไป 2-1 หลังต่อเวลาพิเศษ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมทีมของ มิชาล บิเล็ค

ทีมชาติก่อตั้งขึ้นในปี 1901 ในสมัยราชอาณาจักรโบฮีเมียที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ต่อมาได้ก่อตั้งเชโกสโลวาเกีย ก่อนจะแยกประเทศกับสโลวาเกียในปี 1992 การแข่งขันระหว่างประเทศของพวกเขาเป็นครั้งแรกที่สาธารณรัฐเช็กคือยูโร 1996 ที่พวกเขาเสร็จสิ้นการวิ่งขึ้นเสร็จที่ดีที่สุดของพวกเขาในการแข่งขันระหว่างประเทศใด ๆ แม้จะมีความสำเร็จแรกของพวกเขาที่พวกเขาได้ให้ความสำคัญเฉพาะในฟุตบอลโลก 2006 ทัวร์นาเมนต์ที่พวกเขาถูกกำจัดในรอบแรกของการแข่งขัน พวกเขาเผชิญชะตากรรมเดียวกันที่ ยูโร 2008 ลักษณะที่ปรากฏล่าสุดของพวกเขาในขั้นตอนสุดท้ายของการแข่งขันที่สำคัญ

ล่าสุดผลงานในศึก ยูโร 2012 ที่โปแลนด์และยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมกัน เช็กสามารถผ่านรอบคัดเลือกและทะลุมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ได้ โดยในกลุ่ม เช็กอยู่สายเดียวกับ รัสเซีย,กรีซ และ เจ้าภาพ โปแลนด์ โดยเช็กเป็นแชมป์กลุ่ม ซึ่ง ชนะ 2 เสมอ 0 แพ้ 1 และผ่านเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเจอกับ รองแชมป์กลุ่ม B คือ โปรตุเกส ซึ่งเช็กเน้นในเกมส์รับมาตลอดและจะรุกเป็นบางครั้ง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับ โปรตุเกส ไป 1-0 แต่ มิชาล บิเล็ค ผู้จัดการทีมของเช็ก ยอมรับว่าทีมของตนสู้เต็มที่แล้วและทำผลงานได้ดีกว่าความคาดหมาย

ประวัติ[แก้]

ปัจจุบันทีมชาติสาธารณรัฐเช็กอยู่ภายใต้การคุมทีมของ มิชาล บิเล็ค โดยก่อนหน้าที่จะมีการแยกตัวเมื่อปี ค.ศ. 1992 พวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการของสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (ฟีฟ่า) และสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ในชื่อของ โบฮีเมีย, ออสเตรีย-ฮังการี และ เช็กโกสโลวาเกีย ในช่วงทศวรรษที่ 90 เช็กโกสโลวาเกีย ได้แตกประเทศ และกลายเป็นสาธารณรัฐเช็กกับสโลวาเกียแทน

ภายหลังการแยกตัวในปี ค.ศ. 1992 สาธารณรัฐเช็กลงเล่นทัวร์นาเมนต์สำคัญแรกคือ ยูโร 1996 และพวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นรองแชมป์ในรายการนั้น ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมนับตั้งแต่ร่วมแข่งขันมา แต่ถึงแม้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้น พวกเขากลับได้เล่นฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี ค.ศ. 2006 ซึ่งตกรอบแรก เช่นเดียวกับการเก็บกระเป๋ากลับบ้านก่อนกำหนดในยูโร 2008 โดยสาธารณรัฐเช็กลงเล่นเกมอุ่นเครื่องนัดแรกในแมตช์เยือนตุรกี และชนะไป 4-1 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 และเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์แรกคือยูโร 1996 ซึ่งในรอบคัดเลือกพวกเขาทำสถิติชนะ 6 เสมอ 3 และแพ้ 1 จบในอันดับ 1 ของกลุ่ม 5 ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษ ในยูโร 1996 รอบสุดท้าย สาธารณรัฐเช็กแพ้เยอรมนี 0-2 ในเกมแรก แต่พวกเขาก็ยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกได้สำเร็จ และยังคงเดินหน้าโชว์ฟอร์มเก่งอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การนำทัพของยอดดาวเตะอย่าง พาเวล เนดเวด, แพทริก แบร์เกอร์ และ คาเรล โพดอลสกี้ จนทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับเยอรมนี แต่ก็ต้องแพ้ไป 2-1 จากโกลเด้นโกลของ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ ในช่วงต่อเวลาพิเศษที่สนามกีฬาเวมบลีย์

จากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในยูโร 1996 ทำให้สาธารณรัฐเช็กได้รับการคาดหมายว่าจะสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม พวกเขาจบเพียงอันดับ 3 ในรอบคัดเลือก ตามหลังสเปนและยูโกสลาเวีย ทำให้ต้องพลาดเข้าไปเล่นในทัวร์นาเมนต์นั้น

ในช่วงยุค 2000 สาธารณรัฐเช็กสามารถเข้าไปเล่นยูโร 2000 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศเบลเยี่ยมได้สำเร็จ โดยในรอบคัดเลือก พวกเขามีเกมรับเหนียวแน่น เสียไปเพียง 5 ประตูเท่านั้นจาก 10 นัด แต่ในรอบสุดท้ายพวกเขาต้องโชคร้ายเมื่อต้องเจอกับเนเธอร์แลนด์เจ้าภาพ เมื่อยิงชนเสาชนคานถึง 3 ครั้ง ก่อนจะแพ้ 0-1 จากจุดโทษในนาทีสุดท้าย และแพ้ฝรั่งเศส 1-2 แม้จะปิดท้ายด้วยการชนะ เดนมาร์ก 2-0 แต่พวกเขาก็ต้องตกรอบแรก รวมทั้งสาธารณรัฐเช็กก็พลาดในการเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ เมื่อพวกเขาจบอันดับ 2 ของกลุ่มในรอบคัดเลือก ตามหลังเดนมาร์ก และแพ้เบลเยียมในเกมเพลย์ออฟ

จากความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้พวกเขาต้องปรับโครงสร้างของทีมใหม่ทั้งหมด และนักเตะที่เป็นแกนหลักของทีมได้แก่ พาเวล เนดเวด, ยาน โคลเลอร์, มิลาน บารอส, มาเร็ค ยานคูลอฟสกี้ และ โทมัส กาลาเซ็ค รวมทั้งผู้รักษาประตูดาวรุ่งอย่าง เปเตอร์ เช็ค สาธารณรัฐเช็กยุคใหม่ทำสถิติสุดยอดระหว่างปี ค.ศ. 2002 - 2003 จากการถล่มคู่แข่งถึง 53 ประตูจาก 19 นัด และไม่พ่ายแพ้ต่อทีมใดเลย รวมทั้งผ่านเข้าไปเล่นยูโร 2004 ได้อย่างง่ายดาย และได้รับการยกย่องว่ามีโอกาสที่จะสอดแทรกขึ้นมาคว้าแชมป์ที่ประเทศโปรตุเกสมาครองได้ ทว่าสถิติไร้ถ่าย 20 นัดของพวกเขาต้องสิ้นสุดลงจากการแพ้ไอร์แลนด์ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2004 สาธารณรัฐเช็กชนะรวดทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งรวมถึงชนะเนเธอร์แลนด์ 2-0 และชนะเยอรมนี 3-2 ก่อนจะชนะเดนมาร์กในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และเข้าไปเจอกับกรีซ ม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ แต่พวกเขาก็ต้องหยุดเส้นทางเอาไว้เพียงรอบนี้เมื่อมาโดนยิงซิลเวอร์โกลในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังจากที่มีโอกาสจะเป็นผู้ชนะในแมตช์นั้นอยู่หลายครั้ง ก่อนที่กรีซจะผ่านเข้าไปคว้าแชมป์ยูโร 2004 ได้อย่างสุดเหลือเชื่อ

สาธารณรัฐเช็กทำสถิติของตัวเองขึ้นใหม่ใน ฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก เมื่อพวกเขาถล่ม อันดอร์ร่า 8-1 และในแมตช์เดียวกันนั้น ยาน โคลเลอร์ ก็กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ ด้วยจำนวน 35 ประตู และพวกเขาก็จบลงด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ก่อนชนะนอร์เวย์ในรอบเพลย์ออฟ ทำให้ทีมได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรก สาธารณรัฐเช็กได้รับข่าวดีเมื่อ พาเวล เนดเวด ตัดสินใจกลับมาเล่นให้ทีมชาติอีกครั้ง หลังเคยประกาศเลิกเล่นเมื่อจบการแข่งขันยูโร 2004 และสมาชิกชุดฟุตบอลโลก 2006 ก็มาจากชุดยูโร 2004 ถึง 18 คนเลยทีเดียว ทว่าพวกเขาก็ต้องตกรอบแรกที่ประเทศเยอรมนีอย่างสุดเหลือเชื่อ ทั้งที่ชนะสหรัฐอเมริกา 3-0 ในเกมแรก แต่ก็แพ้กาน่าและอิตาลีในอีก 2 นัดต่อจากนั้น และหลังจบทัวร์นาเมนต์ พาเวล เนดเวด, คาเรล โพดอลสกี้ และวราติสลาฟ ล็อกเวนซ์ ต่างก็ประกาศแขวนสตั๊ดหลังความผิดหวังในฟุตบอลโลก 2006 นั้น โดยสาธารณรัฐเช็กกลับมาทำได้ดีอีกครั้งในการแข่งขันยูโร 2008 รอบคัดเลือก จากการคว้าแชมป์กลุ่ม จบในอันดับที่เหนือกว่าเยอรมนี และในการแข่งขันรอบสุดท้ายที่ประเทศออสเตรียและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็กเอาชนะเจ้าภาพร่วมไปได้ 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก ก่อนจะแพ้โปรตุเกส 1-3 และแพ้ตุรกี 3-2 ส่งผลให้ต้องตกรอบแรกไปอย่างเหลือเชื่อ และเป็นแมตช์สุดท้ายที่ คาเรล บรูคเนอร์ คุมทีม

ทีมชาติสาธารณรัฐเช็กในปี ค.ศ. 2009

ในฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก สาธารณรัฐเช็กภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ ราด้า ทำผลงานได้ย่ำแย่อย่างมาก ทำให้เขาต้องถูกปลดจากตำแหน่ง และนักเตะอีก 6 คนของโทษถูกแบนจากทีมชาติ และถึงแม้มีการแต่งตั้ง อิวาน ฮาเซ็ค เข้ามาคุมทีมแทน แต่ก็ไม่สามารถนำทีมไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศแอฟริกาใต้ได้ โดยจบรอบคัดเลือกเพียงอันดับ 3 ของกลุ่ม ทำให้ อิวาน ฮาเซ็ค ประกาศลาออก

สาธารณรัฐเช็กเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทีมอีกครั้ง โดยอยู่ภายใต้การคุมทีมของ มิชาล บิเล็ค โดยในยูโร 2012 รอบคัดเลือก ทีมเริ่มต้นด้วยการแพ้ลิทัวเนีย แต่พวกเขาก็คว้าชัยชนะนัดสำคัญได้ในการเจอสกอตแลนด์ ตามด้วยชนะลิกเตนสไตน์ และถึงแม้จะแพ้ต่อสเปน แชมป์ฟุตบอลโลก 2010 พวกเขาก็ยังคว้าสิทธิ์ไปเล่นเพลย์ออฟได้สำเร็จ และได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ประเทศโปแลนด์และประเทศยูเครนโดยชนะมอนเตเนโกรด้วยประตูรวม 2 นัด 3-0 โดยในรอบสุดท้าย แม้นัดแรกในรอบแบ่งกลุ่มจะแพ้รัสเซียไป 4-1 แต่ 2 นัดที่เหลือสามารถชนะได้ทั้งหมด เริ่มจากชนะกรีซไป 2-1 และชนะโปแลนด์ไป 1-0 ผ่านเข้ารอบเป็นแชมป์กลุ่ม แต่ก็ต้องตกรอบไปด้วยการแพ้โปรตุเกสไป 0-1

ส่วนฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก สาธารณรัฐเช็กจบรอบคัดเลือกเพียงอันดับ 3 ของกลุ่ม B ทำให้ไม่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิล ส่วนยูโร 2016 สาธารณรัฐเช็กคว้าแชมป์กลุ่ม A ทำให้ได้สิทธิ์ไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศฝรั่งเศสทันที

ลำดับเหตุการณ์[แก้]

  • 1934 เชโกสโลวาเกีย ได้รองแชมป์ฟุตบอลโลก
  • 1962 เชโกสโลวาเกีย ได้รองแชมป์ฟุตบอลโลก
  • 1976 เชโกสโลวาเกีย ได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
  • 1992 เชโกสโลวาเกียได้มีการแบ่งแยกประเทศ โดยสโลวาเกียได้แยกตัวออกมา ทำให้เกิดทีมชาติเช็กเกีย
  • 1996 เช็กเกีย ได้รองแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
  • 2006 เช็กเกีย ตกรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลโลก โดยเป็นการเข้าแข่งฟุตบอลโลกครั้งแรกในชื่อเช็กเกีย

เกียรติประวัติ[แก้]

ฟุตบอลโลก[แก้]

ฟุตบอลโลก FIFA World Cup Qualification record ผู้จัดการทีม(s)
Year Round Position Pld W D * L GF GA Pld W D L GF GA
ฝรั่งเศส 1998 ไม่ผ่านเข้ารอบ 10 5 1 4 16 6 ดูซาน ยูฮาริน
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น 2002 12 6 2 4 20 10 โจเซฟ โชวาเน็ก
เยอรมนี 2006 รอบแรก 20th 3 1 0 2 3 4 14 11 0 3 37 12 คาเรล บรูซเนอร์
แอฟริกาใต้ 2010 ไม่ผ่านเข้ารอบ 10 4 4 2 17 6 Rada, อีวาน ฮาเซ็ก Note 1
บราซิล 2014 -
รัสเซีย 2018
ประเทศกาตาร์ 2022
Total 0 Titles 1/4 3 1 0 2 3 4 46 26 7 13 90 34

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป[แก้]

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
ปี รอบ อันดับ GP W D* L GS GA
อังกฤษ 1996 รองชนะเลิศ 2nd 6 2 2 2 7 8
เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ 2000 รอบแบ่งกลุ่ม 10th 3 1 0 2 3 3
โปรตุเกส 2004 รอบรองชนะเลิศ 3rd 5 4 0 1 10 5
ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ 2008 รอบแบ่งกลุ่ม 11th 3 1 0 2 4 6
โปแลนด์ ยูเครน 2012 รอบ 8 ทีมสุดท้าย 6th 4 2 0 2 4 6
รวม 5/14 29 13 5 11 40 38

ผู้เล่นปัจจุบัน[แก้]

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 1GK ปีเตอร์ เช็ก 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1982 (37 ปี) 94 0 อังกฤษ อาร์เซนอล
16 1GK แยน ลาสตุฟกา 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1982 (36 ปี) 1 0 ยูเครน เอฟซี ดนิโปร ดนิโปรเปฟโฟร์บัว
23 1GK ยาโรสลาฟ ดร็อบนี 18 ตุลาคม ค.ศ. 1979 (39 ปี) 6 0 เยอรมนี ฮัมบรูก เอสวี
2 2DF เธโอ เกเบร เซลัสซี 24 ธันวาคม ค.ศ. 1986 (32 ปี) 14 0 เยอรมนี เอสเฟาแวร์เดอร์เบรเมิน
3 2DF มิคาล คัดเล็ก 13 ธันวาคม ค.ศ. 1984 (34 ปี) 38 8 เยอรมนี บาเยอร์ เลเวอร์คูเซนต์
4 2DF มาเร็ก ซูชี 29 มีนาคม ค.ศ. 1988 (31 ปี) 4 0 รัสเซีย ซปาร์ทาร์ค มอสโก
5 2DF โรมัน ฮุบนิค 6 มิถุนายน ค.ศ. 1984 (34 ปี) 23 2 เยอรมนี แฮร์ทาเบอร์ลิน
6 2DF โทมัส ซิว็อก 15 กันยายน ค.ศ. 1983 (35 ปี) 30 3 ตุรกี เบสิคทาส
8 2DF ดาวิด ลิมเบอร์สกี 6 ตุลาคม ค.ศ. 1983 (35 ปี) 12 0 เช็กเกีย วิดตอเรีย พัลเซน
12 2DF ฟรานติเช็ก รายโตราล 12 มีนาคม ค.ศ. 1986 (33 ปี) 5 0 เช็กเกีย วิดตอเรีย พัลเซน
9 3MF แยน รีเซ็ก 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1982 (37 ปี) 16 3 ไซปรัส อนอร์โทซิส ฟามกัสตาร์
10 3MF โทมัส โรชิคกี้ (กัปตันทีม) 4 ตุลาคม ค.ศ. 1980 (38 ปี) 87 20 อังกฤษ อาร์เซนอล
11 3MF มิลาน เพ็ตเตอร์ชิลาร์ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1983 (35 ปี) 11 0 เช็กเกีย วิดตอเรีย พัลเซน
13 3MF ยาโรสลาฟ พลาชิล 5 มกราคม ค.ศ. 1982 (37 ปี) 75 6 ฝรั่งเศส บอร์เดียอักซ์
14 3MF วาคลาฟ พิลาร์ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1988 (30 ปี) 13 3 เยอรมนี วูลฟ์บรูก
17 3MF โทมัส ฮุบซ์มัน 4 กันยายน ค.ศ. 1981 (37 ปี) 47 0 ยูเครน ชาคห์ตาร์โดเนตสค์
18 3MF ดาเนียล โคลาร์ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1985 (33 ปี) 13 1 เช็กเกีย วิดตอเรีย พัลเซน
19 3MF ปีเตอร์ จิราเช็ก 2 มีนาคม ค.ศ. 1986 (33 ปี) 12 3 เยอรมนี วูลฟ์บรูก
22 3MF วลาดิเมียร์ ดาริดา 8 สิงหาคม ค.ศ. 1990 (28 ปี) 3 0 เช็กเกีย วิดตอเรีย พัลเซน
7 4FW โทมัส เนซิด 13 สิงหาคม ค.ศ. 1989 (29 ปี) 26 7 รัสเซีย ซีเอสเคเอ มอสโก
15 4FW มิลาน บารอส 28 ตุลาคม ค.ศ. 1981 (37 ปี) 93 41 ตุรกี กาลาตาซาเรย์
20 4FW โทมัส เป็คฮาร์ท 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1989 (29 ปี) 13 0 เยอรมนี เนิร์นเบิร์ก
21 4FW ดาวิด ลาฟาตา 18 กันยายน ค.ศ. 1981 (37 ปี) 19 3 เช็กเกีย บัวร์มิด จาบโลเนซ

อดีตผู้เล่นคนสำคัญ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". ฟีฟ่า. 4 เมษายน 2562. สืบค้นเมื่อ 4 เมษายน 2562.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]