ฟุตบอลทีมชาติเวลส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เวลส์ เวลส์
Shirt badge/Association crest
ฉายา The Dragon มังกรแดง
(เวลส์: Y Dreigiau)
สมาคม สมาคมฟุตบอลเวลส์ (FAW)
สมาพันธ์ ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอน คริส โคลแมน เวลส์
ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน โอเซียน โรเบิร์ต เวลส์
กัปตัน แอชลีย์ วิลเลียมส์
ติดทีมชาติสูงสุด เนวิลล์ เซาท์ธอลล์ (92)
ทำประตูสูงสุด เอียน รัช (28)
สนามเหย้า สนามกีฬากรุงคาร์ดิฟฟ์
คาร์ดิฟฟ์
รหัสฟีฟ่า WAL
อันดับฟีฟ่า 17 Steady (มกราคม 2016)
อันดับฟีฟ่าสูงสุด 8 (ตุลาคม 2015)
อันดับฟีฟ่าต่ำสุด 117 (สิงหาคม 2011)
อันดับอีแอลโอ 43 Increase (กันยายน 2015)
อันดับอีแอลโอสูงสุด 3 (1876–1885)
อันดับอีแอลโอต่ำสุด 88 (25 พฤษภาคม 2011)
สีทีมเยือน
สีทีมเหย้า
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติสกอตแลนด์ สกอตแลนด์ 4 – 0 เวลส์ เวลส์
(กลาสโกว์, สก็อตแลนด์; 26 มีนาคม 1876)
ชนะสูงสุด
เวลส์ เวลส์ 11 – 0 ไอร์แลนด์ Flag of Ireland
(เร็กซ์แฮม, เวลส์; 3 มีนาคม 1888)
แพ้สูงสุด
ธงชาติสกอตแลนด์ สกอตแลนด์ 9 – 0 เวลส์ เวลส์
(กลาสโกว์, สก็อตแลนด์; 23 มีนาคม 1878)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม 1 (ครั้งแรกใน 1958)
ผลงานดีที่สุด รอบ 8 ทีมสุดท้าย, ฟุตบอลโลก 1958
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม 1 (ครั้งแรกใน 2016)

ฟุตบอลทีมชาติเวลส์ เป็นทีมฟุตบอลของเวลส์ บริหารงานโดยสมาคมฟุตบอลเวลส์ (FAW) เป็นทีมฟุตบอลทีมชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอันดับที่ 3 แต่เคยผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในรายการสำคัญๆ เพียงแค่ 2 ครั้งคือฟุตบอลโลกปี 1958 ที่ประเทศสวีเดนและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยทีมชาติเวลส์มีฉายาในภาษาไทยว่า "มังกรแดง"

แม้เวลส์จะมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร แต่ก็มีสมาคมฟุตบอลและฟุตบอลทีมชาติเป็นของตนเอง และเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญๆทุกรายการ ยกเว้นการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิกที่ต้องแข่งขันภายใต้ชื่อของสหราชอาณาจักร

โดยในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 รอบคัดเลือก ทีมชาติเวลส์สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ส่วนในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนยุโรป เวลส์ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มดี ร่วมกับออสเตรีย, เซอร์เบีย, สาธารณรัฐไอร์แลนด์, มอลโดวา และ จอร์เจีย

การจัดอันดับโลกของฟีฟ่าที่ทีมชาติเวลส์เคยทำได้สูงสุดคืออันดับที่ 8 (ตุลาคม 2015) ภายใต้การคุมทีมของ คริส โคลแมน โดยในเดือนกันยายน 2015 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ เวลส์ กลายเป็นทีมชาติที่มีอันดับโลกดีที่สุดในบรรดาทีมชาติในสหราชอาณาจักร

ประวัติ[แก้]

ช่วงแรก[แก้]

ทีมชาติเวลส์ลงแข่งขันฟุตบอลนัดแรกเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1876 โดยแข่งกับทีมชาติสก็อตแลนด์ที่สนามแฮมิลตัน เครสเซนต์ ซึ่งเป็นสนามของทีมคริกเก็ตในเมืองกลาสโกว์ ทำให้เป็นทีมฟุตบอลทีมชาติที่มีอายุมากที่สุดในโลกอันดับที่ 3 โดยการแข่งขันในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกของเวลส์จบลงด้วยการแพ้สก็อตแลนด์ถึง 4–0

ปีต่อมาเกมส์คู่เดิมกลับมาแข่งกันอีกครั้งที่เวลส์และถือเป็นการเล่นในบ้านของตัวเองนัดแรก โดยนัดนี้แข่งขันกันที่สนามเรสคอส กราวน์ที่เมืองเร็กซ์แฮมในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1877 และสก็อตแลนด์เอาชนะไปได้อีกครั้งที่สกอร์ 2–0

ทีมชาติเวลส์แข่งกับทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ.1879 ที่สนามดิ โอวัล ในกรุงลอนดอน และแพ้ไป 2–1

ปี ค.ศ. 1882 ทีมชาติเวลส์ได้ลงแข่งกับทีมชาติเกาะไอร์แลนด์เป็นครั้งแรก ที่เมืองเร็กซ์แฮม และชนะไป 7–1 (ในสมัยนั้นเกาะไอร์แลนด์ยังไม่ได้แยกเป็นไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์)

วอลเตอร์ ร็อบบินส์ ผู้ยิงประตูให้ทีมชาติเวลส์ในการแข่งขันนอกสหราชอาณาจักรได้เป็นคนแรก

สมาคมฟุตบอลเวลส์เข้าร่วมเป็นสมาชิกของฟีฟ่าครั้งแรกในปี 1906 แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนักระหว่างฟีฟ่าและสมาคมฟุตบอลในเครือสหราชอาณาจักร ทำให้สมาคมฟุตบอลเวลส์ต้องถูกถอดถอนออกจากการเป็นสมาชิกฟีฟ่าในปี 1928 และไม่มีสิทธิ์ร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกสามครั้งแรกที่จัดขึ้น

โดยการเดินทางออกไปแข่งขันภายนอกสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกของทีมชาติเวลส์ เกิดขึ้นในปี 1933 เมื่อนักเตะทีมชาติเวลส์เดินทางไปกรุงปารีส เพื่อแข่งขันกับทีมชาติฝรั่งเศส ในวันที่ 23 พฤษภาคม ซึ่งผลจบลงด้วยการเสมอกันที่สกอร์ 1–1 และ วอลเตอร์ ร็อบบินส์ กองหน้าสังกัดสโมสรเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นนักเตะทีมชาติเวลส์ที่ยิงประตูให้ทีมชาติ ในการแข่งขันนอกสหราชอาณาจักรได้เป็นคนแรก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1946 สมาคมฟุตบอลเวลส์ได้กลับเข้ามาเป็นสมาชิกของฟีฟ่าอีกครั้ง พร้อมๆกับสมาคมฟุตบอลในเครือสหราชอาณาจักรอื่นๆ และลงแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1950 แต่ทีมชาติเวลส์จบอันดับสุดท้ายของกลุ่ม

อย่างไรก็ตามในยุค 50 ถือเป็นยุคทองของทีมชาติเวลส์ เมื่อทีมชาติในยุคนั้นอุดมไปด้วยดารานักเตะดังๆแทบจะทั้งทีมเช่น อิวอร์ ออลเชิร์ช,คลิฟฟ์ โจนส์,เทรเวอร์ ฟอร์ด,จอห์น ชาร์ลส์

ฟุตบอลโลก 1958[แก้]

ทีมชาติเวลส์ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกและครั้งเดียวในฟุตบอลโลก 1958 ที่ประเทศสวีเดน ภายใต้การคุมทีมของ จิมมี่ เมอร์ฟี่ โดยในรอบแบ่งกลุ่มถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 3 ร่วมกับทีมชาติสวีเดน ที่เป็นเจ้าภาพ ,ทีมชาติฮังการี และทีมชาติเม็กซิโก

โดยการแข่งฟุตบอลโลกนัดแรกในประวัติศาสตร์ของทีมชาติเวลส์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 1958 ที่สนามเจิร์นวัลเล่น เมืองแซนด์ไวเค่น เป็นการแข่งขันในรอบแรกระหว่างทีมชาติฮังการี และ ทีมชาติเวลส์ ผลจบลงด้วยการเสมอกันไป 1–1 ฮังการีได้ประตูขึ้นนำก่อนจากโจเซฟ บอสซิก ส่วนเวลส์ตีเสมอได้จาก จอห์น ชาร์ลส์ กองหน้าสังกัดยูเวนตุส ทำให้จอห์น ชาร์ลส์ ถูกบันทึกว่าเป็นนักเตะทีมชาติคนแรกของเวลส์ที่ยิงประตูได้ในฟุตบอลโลก

นัดต่อมาเวลส์เสมอกับทีมชาติเม็กซิโก 1–1 โดยเวลส์ได้ประตูขึ้นนำก่อนจากลูกยิงของอิวอร์ ออลเชิร์ช ก่อนที่ไคเม่ เบลมอนเต้จะตีเสมอให้เม็กซิโก

ผลจากการที่นัดสุดท้ายในรอบแรก ทีมชาติเวลส์เสมอกับเจ้าภาพสวีเดน 0–0 ทำให้สวีเดนผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม ส่วนเวลส์ มี 3 คะแนนเท่ากับฮังการี ต้องตัดสินด้วยการเพลย์ออฟ เพื่อหาทีมที่จะเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป

การแข่งขันเพลย์ออฟ ระหว่างเวลส์และฮังการี่ ทีมชาติเวลส์เสียประตูก่อนในครึ่งแรก แต่มายิงคืนได้ 2 ประตูรวดจากอิวอร์ ออลเชิร์ช ที่ยิงตีเสมอ และได้ประตูชัยจากเทอร์รี่ เมดวิน ปีกจากสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในช่วงท้ายเกมส์ ทำให้ผ่านเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป

ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเวลส์ต้องพบกับทีมชาติบราซิล และจอห์น ชาร์ลส์ กองหน้าตัวสำคัญของทีมก็ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งในที่สุดเวลส์ก็แพ้บราซิลไป 1–0 โดยผู้ที่ยิงประตูให้ทีมชาติบราซิลได้ในแมตช์ดังกล่าวเป็นนักเตะหนุ่มที่อายุเพียง 17 ปี ของสโมสรซานโต๊ส และประตูนี้เป็นประตูแรกของเขาในนามทีมชาติบราซิล อีกทั้งยังส่งผลให้เขาเป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ในฟุตบอลโลกจนถึงปัจจุบัน หลังจบทัวนาเมนต์บราซิลคว้าตำแหน่งแชมป์โลกไปครองได้สำเร็จ และนักฟุตบอลหนุ่มที่ยิงประตูได้ในแมตช์นี้กลายเป็นกองหน้าระดับตำนานของวงการฟุตบอลในเวลาต่อมา นักฟุตบอลหนุ่มคนนี้มีชื่อเล่นว่า "เปเล่"

ผู้เล่น[แก้]

ชุดปัจจุบัน[แก้]

รายชื่อ 23 ผู้เล่นที่คริส โคลแมน กุนซือใหญ่ของทีมเรียกตัวมาเล่นให้ทีมชาติ ในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2015

สถิติทีมชาตินับถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2015 หลังจบการแข่งขันนัดที่แพ้เนเธอร์แลนด์ 2–3

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
GK เวย์น เฮนเนสซีย์ 24 มกราคม ค.ศ. 1987 (29 ปี) 54 0 อังกฤษ คริสตัล พาเลซ
GK โอเวน ฟอน วิลเลียม 17 มีนาคม ค.ศ. 1987 (28 ปี) 1 0 สกอตแลนด์ อินเวอร์เนส คาเลโดเนียน
GK แดนนี วอร์ด 22 มิถุนายน ค.ศ. 1993 (22 ปี) 0 0 สกอตแลนด์ อเบอร์ดีน
DF คริส กันเทอร์ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1989 (26 ปี) 64 0 อังกฤษ เรดดิ้ง
DF นีล เทย์เลอร์ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1989 (27 ปี) 26 0 เวลส์ สวอนซี ซิตี้
DF พอล ดัมเม็ตต์ 26 กันยายน ค.ศ. 1991 (24 ปี) 2 0 อังกฤษ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
DF เบน เดวิส 24 เมษายน ค.ศ. 1993 (22 ปี) 18 0 อังกฤษ ทอตแนม ฮ็อตสเปอร์
DF แอชลีย์ วิลเลียมส์ (c) 23 ตุลาคม ค.ศ. 1984 (31 ปี) 56 1 เวลส์ สวอนซี ซิตี้
DF เจมส์ เชสเตอร์ 23 มกราคม ค.ศ. 1989 (27 ปี) 8 0 อังกฤษ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน
DF เจมส์ คอลลินส์ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1983 (32 ปี) 46 3 อังกฤษ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
DF อดัม เฮนลีย์ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1994 (21 ปี) 1 0 อังกฤษ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส
MF โจ อัลเลน 14 มีนาคม ค.ศ. 1990 (25 ปี) 23 0 อังกฤษ ลิเวอร์พูล
MF แอนดี้ คิง 29 ตุลาคม ค.ศ. 1988 (27 ปี) 32 0 อังกฤษ เลสเตอร์ ซิตี
MF ฌอน แม็คโดนัลด์ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1988 (27 ปี) 3 0 อังกฤษ บอร์นมัท
MF โจนาธาน วิลเลียมส์ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1993 (22 ปี) 9 0 อังกฤษ นอตติงแฮม ฟอเรสต์
MF โจ เลดลีย์ 23 มกราคม ค.ศ. 1987 (29 ปี) 59 4 อังกฤษ คริสตัล พาเลซ
MF เดวิด เอ็ดเวิร์ดส์ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1986 (30 ปี) 31 3 อังกฤษ วูล์ฟแฮมป์ตัน
MF เดวิด วอห์น 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983 (32 ปี) 40 1 อังกฤษ นอตติงแฮม ฟอเรสต์
MF เอเมอร์ ฮูวส์ 30 กันยายน ค.ศ. 1993 (22 ปี) 5 1 อังกฤษ ฮัดเดอส์ฟีลด์ ทาวน์
FW ไซมอน เชิร์ช 10 ธันวาคม ค.ศ. 1988 (27 ปี) 33 2 อังกฤษ มิลตัน คีนส์ ดอนส์
FW จอร์จ วิลเลียมส์ 7 กันยายน ค.ศ. 1995 (20 ปี) 6 0 อังกฤษ ฟูแลม
FW ทอม ลอว์เรนซ์ 13 มกราคม ค.ศ. 1994 (22 ปี) 2 0 อังกฤษ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส
FW ทอม แบรดชอว์ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 (23 ปี) 0 0 อังกฤษ วอลซอล

ผู้เล่นที่ติดทีมชาติมากที่สุด[แก้]

สถิติล่าสุดวันที่ 12 มิถุนายน 2015 [1] (นักเตะที่ยังเล่นให้ทีมชาติอยู่ ตัวหนา):

# ซื่อ เกมแรก-เกมสุดท้าย นัด ประตู
1 เนวิลล์ ซัททอลล์ 1982–1998 92 0
2 แกรี่ สปีด 1990–2004 85 7
3 เคร็ก เบลลามี 1998–2013 76 19
4 ดีน ซอนเดอส์ 1986–2001 75 22
5 ปีเตอร์ นิโคลัส 1979–1991 73 2
เอียน รัช 1980–1996 28
7 มาร์ค ฮิวจ์ส 1984–1999 72 16
โจอี้ โจนส์ 1975–1986 1
9 อิวอร์ ออลเชิร์ช 1950–1966 68 23
10 ไบรอัน ฟลินน์ 1974–1984 66 7

รางวัลโกลเดน แคป[แก้]

สมาคมฟุตบอลเวลส์ ได้จัดให้มีการมอบรางวัล โกลเดน แคป หรือ หมวกทีมชาติทองคำ ให้แก่นักฟุตบอลที่ลงเล่นให้กับทีมชาติมากกว่า 50 นัด ดังรายชื่อต่อไปนี้[2] สังเกต: ผู้ที่ยังคงเล่นให้กับทีมชาติจะแสดงเป็น ตัวหนา:

ดาวยิงทีมชาติ[แก้]

ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2015 (ผู้เล่นที่ยังเล่นทีมชาติอยู่ ตัวหนา):

# ซื่อ ประตู นัด
1 เอียน รัช 28 73
2 เทรเวอร์ ฟอร์ด 23 38
อิวอร์ ออลเชิร์ช 68
4 ดีน ซอนเดอร์ส 22 75
5 เคร็ก เบลลามี 19 76
แกเร็ธ เบล 54
7 โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ 16 58
คลิฟฟ์ โจนส์ 59
มาร์ค ฮิวจ์ส 72
10 จอห์น ชาร์ลส์ 15 38
11 จอห์น ฮาร์ทสัน 14 51

สถิติด้านอายุ[แก้]

  • ผู้เล่นทีมชาติที่มีอายุน้อยที่สุด :แฮร์รี่ วิลสัน (16 ปี 207 วัน)
  • ผู้เล่นทีมชาติที่มีอายุมากที่สุด :บิลลี่ เมเรดิธ (45 ปี 229 วัน)
  • ผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในการแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย :รอย เวอร์นอน (21 ปี 42 วัน)
  • ผู้เล่นอายุมากที่สุดในการแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย :เดฟ โบเวน (30 ปี 1 วัน)

ชุดที่ใช้สำหรับการแข่งขัน[แก้]

ผู้สนับสนุน ช่วงปี
อังกฤษ แอดมิรัล สปอร์ตแวร์ 1976-1980
เยอรมนี อาดิดาส 1980-1986
เดนมาร์ก ฮัมเมล 1987-1989
อังกฤษ อัมโบร 1990-1994
อิตาลี ล็อตโต้ 1996-2000
อิตาลี แคปปา 2000-2008
สหรัฐอเมริกา แชมเปียน 2008-2010
อังกฤษ อัมโบร 2010-2013
เยอรมนี อาดิดาส 2013-ปัจจุบัน

อ้างอิง[แก้]

  1. Alpuin, Luis Fernando Passo (20 February 2009). "Wales – Record International Players". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. สืบค้นเมื่อ 10 March 2009. 
  2. http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/internationals/wales/3136474.stm