ข้ามไปเนื้อหา

ฟุตบอลทีมชาตินอร์เวย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นอร์เวย์
ฉายาDrillos[a]
Løvene (สิงโต)
สมาคมNorges Fotballforbund (NFF)
สมาพันธ์ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนStåle Solbakken
กัปตันมาร์ติน เออเดอโกร์
ติดทีมชาติสูงสุดยุน อาเนอ รีเซอ (110)
ทำประตูสูงสุดJørgen Juve (33)
สนามเหย้าUllevaal Stadion
รหัสฟีฟ่าNOR
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 31 เพิ่มขึ้น 1 (1 เมษายน 2026)[1]
อันดับสูงสุด2 (ตุลาคม 1993, กรกฎาคม–สิงหาคม 1995)
อันดับต่ำสุด88 (กรกฎาคม 2017)
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
 สวีเดน 11–3 นอร์เวย์ 
(กอเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน; 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1908)
ชนะสูงสุด
 นอร์เวย์ 12–0 ฟินแลนด์ 
(บาร์เกิน ประเทศนอร์เวย์; 28 มิถุนายน ค.ศ. 1946)[2]
แพ้สูงสุด
 เดนมาร์ก 12–0 นอร์เวย์ 
(โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก; 7 ตุลาคม ค.ศ. 1917)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม3 (ครั้งแรกใน 1938)
ผลงานดีที่สุดรอบ 16 ทีม (1998)
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม1 (ครั้งแรกใน 2000)
ผลงานดีที่สุดรอบแบ่งกลุ่ม (2000)
เว็บไซต์fotball.no

ฟุตบอลทีมชาตินอร์เวย์ (นอร์เวย์: Norges herrelandslag i fotball หรือแบบไม่ทางการว่า Landslaget) เป็นฟุตบอลทีมชาติจากประเทศนอร์เวย์ ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลนอร์เวย์ หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลฟุตบอลในประเทศนอร์เวย์ มีสนามเหย้าอยู่ในกรุงออสโล ผู้ฝึกสอนคนปัจจุบันคือสโตเล โซลบัคเคิน นอร์เวย์มีส่วนร่วมในการแข่งขันฟุตบอลโลกสามครั้ง (ค.ศ. 1938, 1994, 1998 และ 2026) และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000

นอร์เวย์เป็นหนึ่งในสามทีมที่มีสถิติการพบกันที่เหนือกว่าทีมชาติบราซิล และเป็นชาติเดียวที่ไม่เคยแพ้บราซิลในการแข่งขันทางการด้วยผลงานชนะ 2 นัด และเสมอ 2 นัดที่พบกัน ในจำนวนนี้รวมถึงการพบกันในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 1998[3] พวกเขาล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปทุกครั้งตั้งแต่ ค.ศ. 2000 จนถึง ค.ศ. 2024[4][5] ก่อนจะกลับเข้าร่วมรายการสำคัญได้อีกครั้งหลังผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026[6][7]

ประวัติ

[แก้]

ทีมฟุตบอลของนอร์เวย์มีผลงานในระดับชาติที่ด้อยกว่าชาติอื่นในสแกนดิเนเวียอย่างสวีเดน และเดนมาร์ก แต่พวกเขามียุคทองในช่วงทศวรรษ 1930 ด้วยการคว้าอันดับสามในโอลิมปิกฤดูร้อน 1936 ซึ่งพวกเขาเอาชนะเจ้าภาพอย่างเยอรมนีในการแข่งขัน พวกเขาผ่านเข้ารอบในฟุตบอลโลก 1938 เป็นครั้งแรกก่อนจะแพ้ทีมแชมป์ในครั้งนั้นอย่างอิตาลีในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1–2 และนอร์เวย์ต้องรออีกกว่า 56 ปีในการลงแข่งขันฟุตบอลโลก

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงทศวรรษ 1980 นอร์เวย์ไม่มีสถานะเป็นทีมใหญ่หรือทีมที่ทำผลงานได้ดีในยุโรป พวกเขาไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นในรายการใหญ่อย่างฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปได้เลยในช่วงเวลานี้ และมักจบในอันดับเกือบท้าย ๆ ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มในรอบคัดเลือก อย่างไรก็ตาม พวกเขามีการแข่งขันสำคัญในหลายนัดที่เป็นที่จดจำ อาทิ การเอาชนะยูโกสลาเวียในปี 1965 ด้วยผลประตู 3–0 ซึ่งยูโกสลาเวียถือเป็นหนึ่งในทีมมหาอำนาจของวงการฟุตบอลยุโรปในยุคนั้น รวมถึงเอาชนะฝรั่งเศส 1–0 ในปี 1968 และชนะอังกฤษ 2–1 ในปี 1981[8]

นอร์เวย์มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดระหว่าง ค.ศ. 1990 ถึง 1998 ภายใต้การฝึกสอนโดยเอกิล โอลเซน ซึ่งได้รับการยกย่องในฐานะตำนานของนอร์เวย์ พวกเขามีอันดับโลกสูงสุดที่อันดับ 2 ในปี 1993 การคุมทีมนัดแรกของโอลเซนคือการเอาชนะแคเมอรูนด้วยผลประตู 6–1 วันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1990 และนัดสุดท้ายคือการแพ้อิตาลี 0–1 ในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่สองของฟุตบอลโลก 1998 นอร์เวย์ทำผลงานยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1994 ด้วยการเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม เหนือแชมป์ยุโรปและรองแชมป์ฟุตบอลโลกหลายสมัยอย่างเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งอดีตแชมป์โลกอย่างอังกฤษโดยนอร์เวย์เอาชนะทั้งสองทีมได้ในรอบนี้ อย่างไรก็ตาม นอร์เวย์ต้องตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 1994 มีผลงานคือชนะเม็กซิโก ตามด้วยการแพ้อิตาลีและเสมอไอร์แลนด์ พวกเขาตกรอบด้วยผลต่างประตูโดยทั้งสี่ทีมในกลุ่มมี 4 คะแนนเท่ากัน ต่อมา นอร์เวย์ตกรอบแรกในฟุตบอลโลก 1998 ด้วยการแพ้อิตาลีอีกครั้ง โดยผลงานรอบแบ่งกลุ่มคือการเสมอสองนัดกับโมร็อกโก และสกอตแลนด์ และชนะบราซิล 2–1 ซึ่งเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่เป็นที่จดจำมากที่สุดมาถึงปัจจุบัน

ทีมชาตินอร์เวย์ใน ค.ศ. 2015

นีลส์ โยฮัน เซมบ์ รับตำแหน่งผู้ฝึกสอนต่อจากโอลเซน และพาทีมผ่านเข้ารอบฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000 ซึ่งกลายเป็นการลงแข่งขันระดับเมเจอร์รายการสุดท้ายของนอร์เวย์มาถึงปัจจุบัน เซมบ์ลาออกเนื่องจากไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จ และถูกแทนที่โดยออเก ฮาไรเด ภายใต้การฝึกสอนของฮาไรเด นอร์เวย์มีผลงานดีขึ้นจนเกือบจะได้เข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2006 และ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 ฮาไรเดลาออกในปลายปี 2008 หลังจากที่นอร์เวย์ไม่สามารถเอาชนะในการแข่งขันใดได้เลยตลอดปี เอกิล โอลเซนกลับมาคุมทีมอีกครั้ง และพ้นจากตำแหน่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 2013[9] หลังจากที่นอร์เวย์แพ้ต่อสวิตเซอร์แลนด์ 0–1 และเหลือโอกาสในการผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2014 ไม่มากนัก แพร์-มัทธิอัส เฮิกมู เข้ามารับช่วงต่อจนถึงปี 2016

แม้จะยังพลาดการลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์สำคัญติดต่อกันหลายปี แต่นอร์เวย์มีผลงานที่ดีขึ้นมากในช่วงทศวรรษ 2020 ด้วยการนำของกองหน้าตัวหลักอย่างอาลิง โฮลัน ซึ่งกลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของนอร์เวย์ในปัจจุบัน รวมถึงกัปตันทีมอย่างมัตติน เออเดอโกร์ ในการแข่งขันยูฟ่าเนชันส์ลีก ฤดูกาล 2024–25 ลีกบี นอร์เวย์ทำผลงานชนะ 4 จาก 6 นัดจบอันดับ 1 และได้เลื่อนชั้นสู่ลีกเอในฤดูกาล 2026–27 และทำผลงานยอดเยี่ยมต่อเนื่องในในฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป – กลุ่มไอ โดยเอาชนะใน 6 นัดแรกรวมถึงการชนะมอลโดวา 11–1 ขึ้นเป็นทีมนำของกลุ่มและลงแข่งขัน 2 นัดสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายน 2025 เพื่อตัดสินแชมป์กลุ่มกับอิตาลี นอร์เวย์ทำผลงานยอดเยี่ยมด้วยการชนะเอสโตเนียและอิตาลีด้วยผลประตู 4–1 ทั้งสองนัด ส่งผลให้นอร์เวย์ผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2026 เป็นการกลับไปเข้าร่วมรายการเมเจอร์ครั้งแรกในรอบ 26 ปีนับตั้งแต่ ค.ศ. 2000 และกลับไปเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบกว่า 28 ปีนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1998 โฮลันทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในการแข่งขันรอบคัดเลือกครั้งนี้จำนวน 16 ประตู

อดีตผู้เล่นคนสำคัญ

[แก้]

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ในสมัยที่ Egil 'Drillo' Olsen เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน

อ้างอิง

[แก้]
  1. "The FIFA/Coca-Cola Men's World Ranking". FIFA. 1 เมษายน 2026. สืบค้นเมื่อ 1 เมษายน 2026.
  2. "Norwegian national team 1946". www.rsssf.no.
  3. "Norway national football team: record v Brazil". www.11v11.com. สืบค้นเมื่อ 2026-03-23.
  4. "Why Erling Haaland isn't at the Euros: How Man City star, Martin Odegaard missed out with Norway | Sporting News". www.sportingnews.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2023-12-02.
  5. "Can Haaland and Odegaard take Norway back to international prominence?". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2023-02-13.
  6. "Why Erling Haaland isn't at the Euros: How Man City star, Martin Odegaard missed out with Norway | Sporting News". www.sportingnews.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2023-12-02. สืบค้นเมื่อ 2026-03-23.
  7. "Can Haaland and Odegaard take Norway back to international prominence?". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2023-02-13. สืบค้นเมื่อ 2026-03-23.
  8. admin (2011-09-08). "The radio man who gave England's boys a hell of a beating". Sports Journalists' Association (ภาษาอังกฤษแบบบริติช).
  9. Øgar, Sindre; Borud, Eirik; Brenne, Øyvind; Vik, Marius (2013-09-27). "Drillo ferdig som landslagssjef - Høgmo overtar nå". VG (ภาษานอร์เวย์).

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]