เมซุท เออซิล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เมซุท เออซิล
20180602 FIFA Friendly Match Austria vs. Germany Mesut Özil 850 0704.jpg
เออซิลกับเยอรมนีในปี ค.ศ. 2018
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็ม เมซุท เออซิล[1]
วันเกิด 15 ตุลาคม ค.ศ. 1988 (30 ปี)[2]
สถานที่เกิด เก็ลเซินเคียร์เชิน เยอรมนีตะวันตก
ส่วนสูง 1.80 m[3]
ตำแหน่ง กองกลางตัวรุก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
อาร์เซนอล
หมายเลข 10
สโมสรเยาวชน
1995–1998 Westfalia 04 Gelsenkirchen
1998–1999 Teutonia Schalke-Nord
1999–2000 Falke Gelsenkirchen
2000–2005 Rot-Weiss Essen
2005–2006 ชัลเคอ 04
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2006–2008 ชัลเคอ 04 30 (0)
2008–2010 แวร์เดอร์เบรเมิน 71 (13)
2010–2013 เรอัลมาดริด 105 (19)
2013– อาร์เซนอล 142 (27)
ทีมชาติ
2006–2007 เยอรมนี อายุไม่เกิน 19 ปี 11 (4)
2007–2009 เยอรมนี อายุไม่เกิน 21 ปี 16 (5)
2009–2018 เยอรมนี 92 (23)

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 14:06, 2 เมษายน ค.ศ. 2018 (UTC)
† ลงเล่น (ประตู)

‡ นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมชาติ
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 16:19, 27 มิถุนายน ค.ศ. 2018 (UTC)

เมซุท เออซิล (เยอรมัน: Mesut Özil; เกิดวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1988) เป็นนักฟุตบอลชาวเยอรมันเชื้อสายตุรกี[4] ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกให้กับอาร์เซนอล

เออซิลเล่นให้กับแวร์เดอร์เบรเมินและทีมชาติเยอรมนี ต่อมาได้ย้ายไปเรอัลมาดริด และได้ย้ายมาอาร์เซนอลด้วยค่าตัวราว 42.5 ล้านปอนด์ในไม่กี่ชั่วโมงก่อนปิดการซื้อขายตัวนักฟุตบอล ในช่วงต้นฤดูกาล 2013–14 เออซิลเป็นผู้เล่นตัวทำเกมที่มากความสามารถ โดยยิงประตูให้เรอัลมาดริดถึง 74 ลูก ในปี 2010–13

โดยการย้ายมาอาร์เซนอลครั้งนี้ นับเป็นการทำสถิติการซื้อตัวนักฟุตบอลที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ของอาร์เซนอล[5]

ในฤดูกาล 2014–15 เออซิลถูกวิจารณ์ว่าการเล่นตกลงไป ไม่โดดเด่นเหมือนฤดูกาลที่แล้ว ในต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 2014 ขณะที่เดินทางกลับไปเยอรมนี เออซิลได้ถูกตรวจพบว่าได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า ต้องพักรักษาเป็นเวลาราว 3 เดือน[6] ก่อนที่จะเริ่มกลับมาซ้อมและกลับมาลงเล่นอีกครั้งได้ในต้นปี ค.ศ. 2015[7] ในฐานะตัวสำรอง ที่เปลี่ยนตัวลงไปในนาทีที่ 73 แทนที่ออลีวีเย ฌีรู ที่ถูกเปลี่ยนออก ในนัดที่อาร์เซนอลพบกับสโตกซิตี ที่สนามเอมิเรตส์สเตเดียม ผลการแข่งขันอาร์เซนอลชนะไป 3-0[8] เออซิลถูกส่งลงแข่งขันเป็นตัวจริงนัดแรกหลังจากหายบาดเจ็บกลับมา ในรายการเอฟเอคัพรอบสี่ ที่อาร์เซนอลบุกไปเอาชนะไบรตัน & โฮปอัลเบียน ไปได้ 3-2 โดยเป็นผู้ยิงประตูที่ 2 ได้ในนาทีที่ 24 ด้วย[9] และยิงเป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกหลังจากหายอาการบาดเจ็บกลับมา ในนัดที่ 23 ของฤดูกาล ที่อาร์เซนอลเป็นฝ่ายเอาชนะแอสตันวิลลา ไปได้ถึง 5-0 ที่สนามเอมิเรตส์สเตเดียม โดยเออซิลยิงได้ในนาทีที่ 56 นับเป็นประตูที่ 2 ของการแข่งขันนัดนี้[10]

และต่อมาได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) ประจำเดือนเมษายน ค.ศ. 2015[11]

ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2015–16 รอบแบ่งกลุ่ม อาร์เซนอลอยู่ในกลุ่มเอฟ และมีสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องชนะบาเยิร์นมิวนิกให้ได้ที่สนามเอมิเรตส์ เนื่องจากอาร์เซนอลก่อนหน้านั้นแพ้มาแล้ว 2 นัด ยังไม่มีคะแนนเลย ขณะที่บาเยิร์นมิวนิกตั้งแต่เปิดฤดูกาลมายังไม่เคยแพ้ใคร ซ้ำยังเป็นผู้ชนะติดต่อกันรวด 12 นัดในทุกรายการ และผู้เล่นทุกคนเล่นได้อย่างโดดเด่นมาก โดยเฉพาะรอแบร์ต แลวันดอฟสกี กองหน้าของทีม ที่ยิงในบุนเดสลีกาได้ถึง 5 ลูกก่อนหน้านั้น แต่ในครั้งนี้ เออซิลสามารถยิงประตูได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 4 ของครึ่งหลัง นับเป็นประตูที่ 2 จบการแข่งขันอาร์เซนอลชนะบาเยิร์นมิวนิกไป 2-0 ทำให้ยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์เข้ารอบต่อไป และทำให้บาเยิร์นมิวนิกแพ้เป็นนัดแรกของฤดูกาลอีกด้วย[12]

ในฤดูกาล 2015–16 เออซิลได้ทำสถิติใหม่ ด้วยเป็นผู้จ่ายส่งลูกบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ในลีกมากที่สุด โดยลงเล่นทั้งหมด 57 นัดทำไป 21 การจ่ายส่ง คิดเป็นจ่าย 1 ประตูต่อ 2.71 นัด และยังทำสถิตินี้ติดต่อกันถึง 10 ครั้งด้วยกัน ชนิดที่ไม่มีผู้เล่นคนไหนทำได้มาก่อน[13] ทำลายสถิติเดิมของเอริก ก็องโตนา ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่เคยทำไว้ที่ 1 ประตูต่อ 2.79 นัด[14]

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2017 เออซิลได้ออกหนังสืออัตชีวประวัติในชื่อ The Magic of the Game / Gunning for Greatness[15][16]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Updated squads for 2017/18 Premier League confirmed". Premier League. 2 February 2018. สืบค้นเมื่อ 10 February 2018. 
  2. "FIFA World Cup South Africa 2010: List of players: Germany" (PDF). FIFA. 4 June 2010. p. 11. สืบค้นเมื่อ 10 February 2018. 
  3. "Mesut Özil: Overview". Premier League. สืบค้นเมื่อ 10 February 2018. 
  4. White, Duncan (12 June 2010). "Germany v Australia: Mesut Ozil at head of the vanguard for new generation". Telegraph. สืบค้นเมื่อ 17 June 2010. 
  5. หน้า 20 กีฬา, มองการบริหารจัดการจาก 'ตลาดนักเตะ'. "ฟรีสไตล์" โดย ณัฐวุฒิ ประคองศิลป์. เดลินิวส์ฉบับที่ 23,340: เสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556
  6. "'ปืน'ปวดตับ! 'อินทรี'ยัน'โอซิล' เข่าพังพักยาว 12 วีค". ไทยรัฐ. 8 October 2014. สืบค้นเมื่อ 12 January 2015. 
  7. "เวนเกอร์เผยโอซิลกระสันโชว์ฟอร์มแจ่ม". สยามสปอร์ต. 11 January 2015. สืบค้นเมื่อ 12 January 2015. 
  8. "อเล็กซิสเบิ้ล!ปืนยิงสลุตรัวช่างปั้นหม้อยับ3-0". สยามสปอร์ต. 11 January 2015. สืบค้นเมื่อ 12 January 2015. 
  9. ""ปืนโต" เชือดหวิว 3-2 "วัลคอตต์-โอซิล" คัมแบ็กซัด". ผู้จัดการออนไลน์. 26 January 2015. สืบค้นเมื่อ 26 January 2015. 
  10. หน้า 17 ต่อ 19 กีฬา, ปืนใหญ่ยิงสลุตวิลลายับ 5-0. "ปืนใหญ่รัวฆ่าสิงห์ผงาด". เดลินิวส์ฉบับที่ 23,853: วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเมีย
  11. "โอซิล ผงาดซิวนักเตะยอดเยี่ยม PFA เดือนเมษายน". arsenal.in.th. 1 May 2015. สืบค้นเมื่อ 2 May 2015. 
  12. "Arsenal 2 - 0 Bayern Munich". livescore.net. 2015-05-31. สืบค้นเมื่อ 2015-10-21. 
  13. "ราชาแอสซิสต์". ไทยรัฐ. 2015-11-10. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  14. "“โอซิล” ขึ้นแท่น “ราชาแอสซิสต์” แห่งพรีเมียร์ฯ แซง “ก็องโต”". ผู้จัดการออนไลน์. 2015-10-27. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11. 
  15. "Revealed: How Mesut Ozil pleaded with Arsenal manager Arsene Wenger to end his Real Madrid hell". Metro.co.uk. 3 March 2017. สืบค้นเมื่อ 13 March 2017. 
  16. "Arsenal's Mesut Özil was called a 'coward' by Jose Mourinho in blistering dressing-room row at Real Madrid". Independent.co.uk. 2 March 2017. สืบค้นเมื่อ 13 March 2017. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]