ฟุตบอลทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฟุตบอลทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์
Shirt badge/Association crest
ฉายาNati
แดนนาฬิกา (ฉายาในภาษาไทย)
สมาคมสมาคมฟุตบอลสวิส
สมาพันธ์ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนวลาดิมีร์ เป็ตกอวิช
กัปตันชเต็ฟฟัน ลิชท์ชไตเนอร์
ติดทีมชาติสูงสุดHeinz Hermann (118)[1]
ทำประตูสูงสุดอเล็กซานเดอร์ ฟราย (42)
สนามเหย้าหลายแห่ง
รหัสฟีฟ่าSUI
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 14 ลดลง 1 (12 สิงหาคม 2021)[2]
อันดับสูงสุด3 (สิงหาคม 1993)
อันดับต่ำสุด83 (ธันวาคม 1998)
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ฝรั่งเศส France 1 - 0 Switzerland สวิตเซอร์แลนด์
(ปารีส, ฝรั่งเศส; 12 กุมภาพันธ์ 1905)
ชนะสูงสุด
สวิตเซอร์แลนด์ Switzerland 9 - 0 Lithuania ลิทัวเนีย
(ปารีส, ฝรั่งเศส; 25 พฤษภาคม 1924)
แพ้สูงสุด
ฮังการี Hungary 9 - 0 Switzerland สวิตเซอร์แลนด์
(บูดาเปสต์, ฮังการี; 29 ตุลาคม 1911)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม11 (ครั้งแรกใน 1934)
ผลงานดีที่สุด8 ทีมสุดท้าย (1934, 1938, 1954)
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม5 (ครั้งแรกใน 1996)
ผลงานดีที่สุดรอบก่อนรองชนะเลิศ (2020)
ยูฟ่าเนชันส์ลีก รอบสุดท้าย
เข้าร่วม1 (ครั้งแรกใน 2019)
ผลงานดีที่สุดอันดับที่สี่ (2019)

ฟุตบอลทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ (อังกฤษ: Switzerland national football team, เยอรมัน: Schweizer Fußballnationalmannschaft, ฝรั่งเศส: Équipe de Suisse de football, อิตาลี: Nazionale di calcio della Svizzera, รูมันช์: Squadra naziunala da ballape da la Svizra) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมฟุตบอลสวิส

ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์มีผลงานที่ดีที่สุดคือ สามารถเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย 3 ครั้งในฟุตบอลโลก คือในปี 1934, 1938 และ 1954 โดยใน 1954 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพนั้น พวกเขาแพ้ให้กับออสเตรียในรอบก่อนรองชนะเลิศ 7–5 ซึ่งถือเป็นนัดที่มีการทำประตูกันมากที่สุดในฟุตบอลโลก[3] ต่อมาในฟุตบอลโลก 2006 สวิตเซอร์แลนด์ทำสถิติใหม่ในรายการนี้ด้วยการตกรอบทั้งที่ไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว โดยพวกเขาแพ้การยิงลูกโทษต่อยูเครนในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาเสียประตูอีกครั้งหนึ่งในนัดที่พบกับชิลีในฟุตบอลโลก 2010 ทำให้สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นทีมชาติที่ไม่เสียประตูติดต่อกันนานที่สุดในฟุตบอลโลก[4]

สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียเป็นเจ้าภาพร่วมในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 โดยสวิตเซอร์แลนด์ได้ลงเล่นเป็นครั้งที่สามในรายการนี้ แต่ก็ตกรอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งที่สามด้วยเช่นกัน[5][6]

ผลงานที่ดีที่สุดของทีมชาติในการแข่งขันฟุตบอลอย่างเป็นทางการคือรางวัลเหรียญเงินในปี 1924 ที่พวกเขาได้มาหลังจากที่แพ้อุรุกวัย 3–0 ในรอบชิงชนะเลิศของโอลิมปิกฤดูร้อน 1924[7]

ประวัติ[แก้]

ในฟุตบอลโลก 2006 ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ดวลลูกโทษให้กับยูเครน 3-0 ต่อมาในฟุตบอลโลก 2010 พวกเขาอยู่กลุ่มเดียวกันกับสเปน ชิลี และฮอนดูรัส ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์จบอันดับที่ 3 ของกลุ่ม ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกได้ ต่อมาในฟุตบอลโลก 2014 พวกเขาตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการพ่ายแพ้ต่ออาร์เจนตินาในช่วงต่อเวลาพิเศษ

2016–ปัจจุบัน: ยุคของวลาดิมีร์ เป็ตกอวิช[แก้]

ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 สวิตเซอร์แลนด์อยู่ในกลุ่มเอร่วมกับเจ้าภาพอย่างฝรั่งเศส, แอลเบเนีย และโรมาเนีย โดยในนัดแรก สวิตเซอร์แลนด์ชนะแอลเบเนีย 1–0 จากการทำประตูชัยของฟาบีอาน แชร์ในนาทีที่ 5 ของเกม[8] นัดถัดมา พวกเขาเสมอกับโรมาเนีย 1–1 โดยถูกขึ้นนำจากการเสียลูกโทษ แต่ก็ตามตีเสมอได้จากการทำประตูของอัดมีร์ เมห์เมดีในช่วงครึ่งหลัง[9] และในนัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขาเสมอกับฝรั่งเศส 0–0 อย่างไรก็ตาม เกมนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีที่เสื้อของผู้เล่นสวิสฉีกขาดในตอนที่กำลังเบียดแย่งกับผู้เล่นฝรั่งเศส และลูกบอลแตกในตอนที่อ็องตวน กรีแยซมานและวาลอน เบห์รามีกำลังแย่งบอลกัน นอกจากนี้ เกมยังแข่งขันบนสนามที่พื้นผิวแย่ จนผู้จัดการและผู้เล่นของทั้งสองทีมออกมาวิจารณ์ หลังจากเกมนั้น ผู้ผลิตชุดแข่งของสวิตเซอร์แลนด์ออกมากล่าวว่าชุดแข่งผลิตจากวัสดุที่บกพร่องจนฉีดขาดในระหว่างการเล่น[10][11][12] สวิตเซอร์แลนด์จบเป็นอันดับที่สองกลุ่มและผ่านเข้ารอบไปเจอกับโปแลนด์ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาเสียประตูก่อนแต่ก็ตีเสมอได้จากลูกยิงจักรยานอากาศของแจร์ดัน ชาชีรี เกมยังคงเสมอเมื่อจบช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้ต้องตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ ผู้เล่นคนอื่นยิงลูกโทษเข้ากันหมด ยกเว้นเสียแต่กรานิต จากาซึ่งเป็นคนยิงคนที่สอง ยิงลูกโทษไม่เข้า ทำให้โปแลนด์เอาชนะการยิงลูกโทษไปได้ 5–4[13][14][15]

ในรอบคัดเลือกของฟุตบอลโลก 2018 สวิตเซอร์แลนด์อยู่กลุ่มเดียวกันกับโปรตุเกส, ฮังการี, หมู่เกาะแฟโร, ลัตเวีย และอันดอร์รา[16] สวิสเริ่มต้นรอบคัดเลือกด้วยการเอาชนะแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปอย่างโปรตุเกส 2–0 ทั้งที่โปรตุเกสเพิ่งชนะเลิศรายการนั้นมาได้ไม่ถึงสองเดือน ณ วันที่แข่งขัน (6 กันยายน)[17] หลังจากนั้น พวกเขาเอาชนะฮังการี 3–2, อันดอร์รา 2–1, หมู่เกาะแฟโร 2–0 และลัตเวีย 1–0 ทำให้พวกเขาชนะห้านัดแรก ขึ้นเป็นอันดันที่หนึ่งของกลุ่มด้วยคะแนน 15 แต้มเต็ม[18][19][20][21] ต่อมาในห้าเกมที่เหลือ พวกเขาชนะหมู่เกาะแฟโร 2–0, อันดอร์รา 3–0, ลัตเวีย 3–0 และฮังการี 5–2[22][23][24][25] อย่างไรก็ตาม พวกเขาพ่ายแพ้ต่อโปรตุเกส 2–0 ในนัดสุดท้ายของกลุ่ม[26] ทำให้พวกเขาจบอันดับที่ 2 ของกลุ่ม ต้องไปแข่งขันในรอบเพลย์ออฟ[16][27] ซึ่งพวกเขาจับสลากพบกับนอร์เทิร์นไอร์แลนด์ ในเลกแรกซึ่งแข่งขันวันที่ 9 พฤศจิกายน พวกเขาชนะ 1–0 จากการยิงลูกโทษที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ของรีการ์โด โรดรีเกซ และในเลกที่สองซึ่งแข่งในอีกสามวันถัดมา ทั้งสองทีมเสมอกัน 0–0 ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียด้วยผลประตูรวม 1–0[28][29][30] ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น สวิตเซอร์แลนด์อยู่อันดับที่ 6 จากการจัดอันดับโลกฟีฟ่า นับเป็นอันดับที่สูงกว่าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยนั้นอย่างฝรั่งเศสเสียอีก[31]

ผู้เล่นทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ก่อนที่จะแข่งขันกับสวีเดนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 ที่สนามกีฬาเครสตอฟสกีในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก[32]

ในฟุตบอลโลก สวิตเซอร์แลนด์อยู่ในกลุ่มอีร่วมกับบราซิล, เซอร์เบีย และคอสตาริกา[33] พวกเขาแข่งขันนัดเปิดสนามด้วยการเสมอกับบราซิล 1–1[34] ก่อนที่นัดถัดมาจะเอาชนะเซอร์เบียด้วยการทำประตูชัยของแจร์ดัน ชาชีรี[35] ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทางเซอร์เบียเนื่องจากเขา, กรานิต จากา และชเต็ฟฟัน ลิชท์ชไตเนอร์ (ซึ่งมีเชื้อสายแอลเบเนีย) ทำท่าดีใจด้วยการไขว้มือเป็นรูปนกอินทรีสองหัวซึ่งเป็นตราแผ่นดินของแอลเบเนีย เพื่อแสดงถึงความเป็นชาตินิยมแอลเบเนีย อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่าไม่ได้สั่งแบนพวกเขาทั้งสามคน[36][37][38][39] นัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขาเสมอกับคอสตาริกา 2–2 จากการทำประตูของเบลริม เจไมลีและยอซิป เดอร์มิช ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สองของกลุ่ม[40] ต่อมาในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาพ่ายแพ้ต่อสวีเดน 1–0 ทำให้พวกเขายุติเส้นทางในฟุตบอลโลกแต่เพียงเท่านี้[41]

วันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 2018 สวิตเซอร์แลนด์ได้รับเลือกให้เข้าร่วมแข่งขันในฤดูกาลเปิดตัวของยูฟ่าเนชันส์ลีก ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยทีมชาติสมาชิกของยูฟ่า พวกเขาถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 ของลีกเอ ร่วมกับเบลเยียมและไอซ์แลนด์[42][43]

ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 สวิตเซอร์แลนด์จบอันดับที่สามของกลุ่มเอซึ่งมีทีมร่วมกลุ่มของอิตาลี, เวลส์ และตุรกี อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถผ่านเข้าสู่รอบถัดไปได้ด้วยการเป็นอันดับสามที่ดีที่สุด ต่อมาในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาเอาชนะฝรั่งเศสด้วยการยิงลูกโทษหลังจากที่เสมอกันในเวลา 120 นาที 3–3 ทั้ง ๆ ที่ถูกนำถึง 1-3 ในช่วงครึ่งหลัง ทำให้พวกเขาชนะในรอบแพ้คัดออกของรายการใหญ่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1938[44][45]

ภาพลักษณ์ทีม[แก้]

ชุดแข่งขัน[แก้]

ชุดเหย้าของทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์เป็นเสื้อสีแดง กางเกงขาสั้นสีขาว และถุงเท้าสีแดง ในขณะที่ชุดเยือนจะสลับสีเป็นเสื้อสีขาว กางเกงขาสั้นสีแดง และถุงเท้าสีขาว โดยสีกางเกงและถุงเท้าสามารถสลับสีกันได้ในบางกรณี นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งทีมใน ค.ศ. 1895 ทีมชาติในชุดแข่งตามสีที่ปรากฏบนธงชาติ ผู้ผลิตชุดในปัจจุบันคือพูมาซึ่งผลิตชุดแข่งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1998

ผู้ผลิตชุดแข่ง[แก้]

ผู้ผลิต ช่วงปี
เยอรมนี อาดิดาส 1976–1989
สวิตเซอร์แลนด์ แบล็กกี 1990–1992
อิตาลี ลอตโต 1992–1998
เยอรมนี พูมา 1998–

ทีมงานฝึกสอน[แก้]

วลาดิมีร์ เป็ตกอวิช เป็นผู้จัดการทีมคนปัจจุบันมาตั้งแต่ ค.ศ. 2014
ตำแหน่ง ชื่อ
หัวหน้าผู้ฝึกสอน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา วลาดิมีร์ เป็ตกอวิช
ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน อิตาลี Antonio Manicone
ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู สวิตเซอร์แลนด์ Patrick Foletti
ผู้ฝึกสอนกายภาพ สวิตเซอร์แลนด์ Oliver Riedwyl

ทำเนียบหัวหน้าผู้ฝึกสอน[แก้]

รายชื่อผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นทั้งหมดนี้ถูกเรียกตัวมาในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ประกาศรายชื่อผู้เล่นรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม[46][47]

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 1GK ยัน ซ็อมเมอร์ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1988 (อายุ 32 ปี) 61 0 เยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค
2 2DF เควิน อึมบาบู 19 เมษายน ค.ศ. 1995 (อายุ 26 ปี) 11 0 เยอรมนี เฟาเอ็ฟเอ็ล ว็อลฟส์บวร์ค
3 2DF ซิลวาน วิทเมอร์ 5 มีนาคม ค.ศ. 1993 (อายุ 28 ปี) 16 1 สวิตเซอร์แลนด์ บาเซิล
4 2DF นีโค เอ็ลเวดี 30 กันยายน ค.ศ. 1996 (อายุ 24 ปี) 26 1 เยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค
5 2DF มานูเอ็ล อาคันจี 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1995 (อายุ 25 ปี) 29 0 เยอรมนี โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์
6 3MF เดอนี ซาการียา 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1996 (อายุ 24 ปี) 32 3 เยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค
7 4FW เบรล เอ็มโบโล 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 (อายุ 24 ปี) 43 5 เยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค
8 3MF เรโม ฟร็อยเลอร์ 15 เมษายน ค.ศ. 1992 (อายุ 29 ปี) 28 3 อิตาลี อาตาลันตา
9 4FW ฮาริส เซเฟรอวิช 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 (อายุ 29 ปี) 74 21 โปรตุเกส ไบฟีกา
10 3MF กรานิต จากา (กัปตัน) 27 กันยายน ค.ศ. 1992 (อายุ 28 ปี) 93 12 อังกฤษ อาร์เซนอล
11 3MF รูเบน บาร์กัส 5 สิงหาคม ค.ศ. 1998 (อายุ 22 ปี) 11 2 เยอรมนี เอาคส์บวร์ค
12 1GK อีวง อึมวอโก 6 มิถุนายน ค.ศ. 1994 (อายุ 27 ปี) 3 0 เนเธอร์แลนด์ เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน
13 2DF ริการ์โด โรดริเกซ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 28 ปี) 80 9 อิตาลี โตรีโน
14 3MF สตีเวิน ซูเบอร์ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1991 (อายุ 29 ปี) 36 8 เยอรมนี ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท
15 3MF จีบรีล โซ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 (อายุ 24 ปี) 15 0 เยอรมนี ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท
16 3MF คริสทีอัน ฟัสนัคท์ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1993 (อายุ 27 ปี) 7 1 สวิตเซอร์แลนด์ ยังบอยส์
17 2DF โลริส เบนิโต 7 มกราคม ค.ศ. 1992 (อายุ 29 ปี) 12 1 ฝรั่งเศส บอร์โด
18 4FW อัดมีร์ เมห์เมดี 16 มีนาคม ค.ศ. 1991 (อายุ 30 ปี) 73 10 เยอรมนี เฟาเอ็ฟเอ็ล ว็อลฟส์บวร์ค
19 4FW มาริออ กาวรานอวิช 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 (อายุ 31 ปี) 29 11 โครเอเชีย ดินามอซาเกร็บ
20 3MF แอดีมิลซง ฟือร์นังดึช 15 เมษายน ค.ศ. 1996 (อายุ 25 ปี) 21 1 เยอรมนี ไมนทซ์ 05
21 1GK โยนัส อ็อมลีน (ถึง 13 มิถุนายน) 10 มกราคม ค.ศ. 1994 (อายุ 27 ปี) 2 0 ฝรั่งเศส มงเปอลีเย
21 1GK เกรกอร์ โคเบิล (ตั้งแต่ 13 มิถุนายน) 6 ธันวาคม ค.ศ. 1997 (อายุ 23 ปี) 0 0 เยอรมนี เฟาเอ็ฟเบ ชตุทท์การ์ท
22 2DF ฟาบีอาน แชร์ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1991 (อายุ 29 ปี) 59 8 อังกฤษ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด
23 3MF แจร์ดัน ชาชีรี 10 ตุลาคม ค.ศ. 1991 (อายุ 29 ปี) 90 23 อังกฤษ ลิเวอร์พูล
24 2DF เบชีร์ ออเมรากิช 20 มกราคม ค.ศ. 2002 (อายุ 19 ปี) 3 0 สวิตเซอร์แลนด์ ซือริช
25 2DF เอรัย เจอแมร์ท 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 (อายุ 23 ปี) 5 0 สวิตเซอร์แลนด์ บาเซิล
26 2DF ฌอร์ดาน โลตงบา 29 กันยายน ค.ศ. 1998 (อายุ 22 ปี) 1 0 ฝรั่งเศส นิส

สถิติผู้เล่น[แก้]

ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2021[48]
ผู้เล่น ตัวหนา หมายถึง ผู้เล่นที่ยังคงลงเล่นให้กับทีมชาติในปัจจุบัน

สถิติการแข่งขัน[แก้]

สวิตเซอร์แลนด์ยังไม่เคยชนะเลิศการแข่งขันระดับนานาชาติ ผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาคือการเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในฟุตบอลโลกสามครั้งในปี 1934, 1938 และ 1954 และการเป็นรองแชมป์โอลิมปิกฤดูร้อน 1924 ที่พวกเข้าพ่ายแพ้ต่ออุรุกวัยในรอบชิงชนะเลิศที่ปารีส 3–0[49] อย่างไรก็ตาม ทีมชาติชุดเยาวชนมีความสำเร็จมากกว่า โดยทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีเคยชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2002 และ 2009 ในขณะที่ทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีเคยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2002 และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2011[50][51][52][53]

ฟุตบอลโลก[แก้]

สถิติในฟุตบอลโลก สถิติในรอบคัดเลือก
ปี รอบ อันดับ แข่ง ชนะ เสมอ* แพ้ ได้ เสีย ผู้เล่น แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย
อุรุกวัย 1930 ไม่ได้เข้าร่วม ถูกเชิญเข้าร่วม
อิตาลี 1934 รอบก่อนรองชนะเลิศ 7 2 1 0 1 5 5 ผู้เล่น 2 0 2 0 4 4
ฝรั่งเศส 1938 7 3 1 1 1 5 5 ผู้เล่น 1 1 0 0 2 1
บราซิล 1950 รอบแบ่งกลุ่ม 6 3 1 1 1 4 6 ผู้เล่น 2 2 0 0 8 4
สวิตเซอร์แลนด์ 1954 รอบก่อนรองชนะเลิศ 8 4 2 0 2 11 11 ผู้เล่น ผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นเจ้าภาพ
สวีเดน 1958 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 4 0 1 3 6 11
ชิลี 1962 รอบแบ่งกลุ่ม 16 3 0 0 3 2 8 ผู้เล่น 5 4 0 1 11 10
อังกฤษ 1966 16 3 0 0 3 1 9 ผู้เล่น 6 4 1 1 7 3
เม็กซิโก 1970 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 6 2 1 3 5 8
เยอรมนีตะวันตก 1974 6 2 2 2 2 4
อาร์เจนตินา 1978 4 1 0 3 3 5
สเปน 1982 8 2 3 3 9 12
เม็กซิโก 1986 8 2 4 2 5 10
อิตาลี 1990 8 2 1 5 10 14
สหรัฐ 1994 รอบ 16 ทีมสุดท้าย 16 4 1 1 2 5 7 ผู้เล่น 10 6 3 1 23 6
ฝรั่งเศส 1998 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 8 3 1 4 11 12
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น 2002 10 4 2 4 18 12
เยอรมนี 2006 รอบ 16 ทีมสุดท้าย 10 4 2 2 0 4 0 ผู้เล่น 12 5 6 1 22 11
แอฟริกาใต้ 2010 รอบแบ่งกลุ่ม 19 3 1 1 1 1 1 ผู้เล่น 10 6 3 1 18 8
บราซิล 2014 รอบ 16 ทีมสุดท้าย 11 4 2 0 2 7 7 ผู้เล่น 10 7 3 0 17 6
รัสเซีย 2018 14 4 1 2 1 5 5 ผู้เล่น 12 10 1 1 24 7
ประเทศกาตาร์ 2022 รอแข่งขัน รอแข่งขัน
แคนาดา เม็กซิโก สหรัฐ 2026
ทั้งหมด รอบก่อนรองชนะเลิศ 11/21 37 12 8 17 50 64 132 63 34 35 205 148
*การเสมอนับรวมถึงนัดที่ตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป[แก้]

สถิติในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป สถิติในรอบคัดเลือก
ปี รอบ อันดับ แข่ง ชนะ เสมอ* แพ้ ได้ เสีย ผู้เล่น แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย
ฝรั่งเศส 1960 ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขัน ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขัน
สเปน 1964 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 2 0 1 1 2 4
อิตาลี 1968 6 2 1 3 17 13
เบลเยียม 1972 6 4 1 1 12 5
ยูโกสลาเวีย 1976 6 1 1 4 5 10
อิตาลี 1980 8 2 0 6 7 18
ฝรั่งเศส 1984 6 2 2 2 7 9
เยอรมนีตะวันตก 1988 8 1 5 2 9 9
สวีเดน 1992 8 4 2 2 19 7
อังกฤษ 1996 รอบแบ่งกลุ่ม 13 3 0 1 2 1 4 ผู้เล่น 8 5 2 1 15 7
เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ 2000 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 8 4 2 2 9 5
โปรตุเกส 2004 รอบแบ่งกลุ่ม 15 3 0 1 2 1 6 ผู้เล่น 8 4 3 1 15 11
ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ 2008 รอบแบ่งกลุ่ม 11 3 1 0 2 3 3 ผู้เล่น ผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นเจ้าภาพ
โปแลนด์ ยูเครน 2012 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 8 3 2 3 12 10
ฝรั่งเศส 2016 รอบ 16 ทีมสุดท้าย 11 4 1 3 0 3 2 ผู้เล่น 10 7 0 3 24 8
ยุโรป 2020 รอบก่อนรองชนะเลิศ 7 5 2 2 1 8 9 ผู้เล่น 8 5 2 1 19 6
เยอรมนี 2024 รอแข่งขัน รอแข่งขัน
ทั้งหมด รอบก่อนรองชนะเลิศ 5/16 18 3 8 7 16 24 100 44 24 32 172 122
*การเสมอนับรวมถึงนัดที่ตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ
**กรอบสีแดงหมายถึงการแข่งขันที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพ

เกียรติประวัติ[แก้]

อันดับ 4 (1): 2018–19

อ้างอิง[แก้]

  1. FIFA Century Club
  2. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". FIFA. 12 สิงหาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2021.
  3. "World Cup 1954 finals". 3 January 2007. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 3 January 2007. สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  4. Taylor, Daniel (21 June 2010). "Chile 1-0 Switzerland | World Cup Group H match report". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  5. uefa.com. "UEFA EURO 2008 - History - Standings – UEFA.com". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  6. "Switzerland 1-2 Turkey" (ภาษาอังกฤษ). 11 June 2008. สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  7. "Olympic Football Tournament Paris 1924 - Switzerland 0:3 (0:1) Uruguay - Overview". FIFA. สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  8. "Albania 0-1 Switzerland". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 11 June 2016. สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  9. "Romania 1-1 Switzerland". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 15 June 2016. สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  10. "Switzerland 0-0 France". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 19 June 2016. สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  11. "BBC Sport". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  12. "France, Swiss dish up Euros' strangest moment". NewsComAu. สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  13. "Switzerland 1-1 Poland (pens 4-5)". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 25 June 2016. สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  14. Sport, Telegraph (25 June 2016). "Switzerland 1 Poland 1, Euro 2016: Poles win 5-4 on penalties despite Xherdan Shaqiri wonder-goal". The Telegraph (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0307-1235. สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  15. "Poland beat Swiss after Xhaka penalty miss to reach Euro 2016 quarters". Evening Standard (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  16. 16.0 16.1 FIFA.com. "2018 FIFA World Cup Russia™ - Qualifiers - Europe". FIFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  17. Gadd, Mick (6 September 2016). "Switzerland 2-0 Portugal: Euro 2016 champions come crashing back to earth". mirror. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  18. UEFA.com. "European Qualifiers - Hungary-Switzerland". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  19. UEFA.com. "European Qualifiers - Andorra-Switzerland". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  20. UEFA.com. "European Qualifiers - Switzerland-Faroe Islands". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  21. UEFA.com. "European Qualifiers - Switzerland-Latvia". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  22. UEFA.com. "European Qualifiers - Faroe Islands-Switzerland". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  23. UEFA.com. "European Qualifiers - Switzerland-Andorra". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  24. UEFA.com. "European Qualifiers - Latvia-Switzerland". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  25. UEFA.com. "European Qualifiers - Switzerland-Hungary". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  26. "Portugal 2-0 Switzerland". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 10 October 2017. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  27. UEFA.com. "European Qualifiers - Standings". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  28. "Northern Ireland 0-1 Switzerland". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 9 November 2017. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  29. Anderson, David (9 November 2017). "Northern Ireland vs Switzerland live score and goal updates". mirror. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  30. UEFA.com. "European Qualifiers - Switzerland-Northern Ireland". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  31. FIFA.com. "The FIFA/Coca-Cola Men's World Ranking". FIFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  32. Сборная Швеции зрелищно вышла в четвертьфинал ЧМ-2018 (фото). Soccer.ru (ภาษารัสเซีย). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  33. FIFA.com. "2018 FIFA World Cup Russia™ - Groups". FIFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  34. FIFA.com. "2018 FIFA World Cup Russia™ - Matches - Brazil - Switzerland". FIFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  35. FIFA.com. "2018 FIFA World Cup Russia™ - Matches - Serbia - Switzerland". FIFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  36. "Serbia 1-2 Switzerland: Xherdan Shaqiri steals vital win for Swiss". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  37. Doyle, Paul (22 June 2018). "World Cup 2018: Serbia 1-2 Switzerland – as it happened". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  38. "Serbia 1-2 Switzerland: Late Shaqiri break shatters Serbian hearts". ProSoccerTalk (ภาษาอังกฤษ). 22 June 2018. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  39. "World Cup 2018: Switzerland trio avoid bans for 'eagle gesture' goal celebrations". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 25 June 2018. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  40. Smyth, Rob (27 June 2018). "Switzerland 2-2 Costa Rica: World Cup 2018 – as it happened". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  41. Glendenning, Barry (3 July 2018). "Sweden 1-0 Switzerland: World Cup 2018 – as it happened". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  42. UEFA.com. "UEFA Nations League 2018/19 League Phase draw". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  43. "UEFA Nations League draw: England get Spain, Germany face France | Goal.com" (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 July 2018.
  44. "France 3-3p Switzerland: Swiss stun world champions with penalty shootout win after thriller in Bucharest". Eurosport. 28 June 2021.
  45. "France 3 Switzerland 3 (4-5 on pens)". BBC Sport. 28 June 2021. สืบค้นเมื่อ 29 June 2021.
  46. "Das Kader des Schweizer Nationalteams für die UEFA EURO ist bekannt" [The squad of the Swiss national team for the UEFA Euro is known]. Swiss Football Association (ภาษาเยอรมัน). 31 May 2021. สืบค้นเมื่อ 31 May 2021.
  47. "Spielerliste Nationalteam UEFA EURO 2020" [Player list national team UEFA Euro 2020] (PDF). Swiss Football Association (ภาษาเยอรมัน). 31 May 2021. สืบค้นเมื่อ 31 May 2021.
  48. "Switzerland – Record International Players". RSSSF.
  49. FIFA.com. "Olympic Football Tournament Paris 1924 - Switzerland 0:3 (0:1) Uruguay - Overview - FIFA.com". FIFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  50. "uefa.com - UEFA European U-17 C'ship". 9 January 2016. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 9 January 2016. สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  51. FIFA.com (17 October 2009). "Swiss take their place in history". FIFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  52. uefa.com (25 May 2002). "Under-21 2002 - History - France-Switzerland – UEFA.com". Uefa.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.
  53. uefa.com (25 June 2011). "Under-21 2011 - History - Switzerland-Spain – UEFA.com". Uefa.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 5 July 2018.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]