ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ทีมชาติอังกฤษ
Shirt badge/Association crest
ฉายาThe Three Lions
สิงโตคำราม (ฉายาในภาษาไทย)
สมาคมสมาคมฟุตบอล
สมาพันธ์ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนแกเร็ท เซาท์เกต
กัปตันแฮร์รี เคน
ติดทีมชาติสูงสุดปีเตอร์ ชิลตัน (125)
ทำประตูสูงสุดสุดยอดดาวยิงแห่งยุค เวย์น รูนีย์ (53)
สนามเหย้าสนามกีฬาเวมบลีย์
อันดับฟีฟ่า 4 Steady (14 มิถุนายน 2562)[1]
อันดับฟีฟ่าสูงสุด3 (สิงหาคม ค.ศ. 2012)
อันดับฟีฟ่าต่ำสุด27 (กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996)
อันดับอีแอลโอ7 Steady (25 มีนาคม ค.ศ. 2018)
อันดับอีแอลโอสูงสุด1 (ค.ศ. 1872–1876
ค.ศ. 1892–1911
ค.ศ. 1966–1970
ค.ศ. 1987–1988)
อันดับอีแอลโอต่ำสุด16 (19 มิถุนายน ค.ศ. 2014)
สีชุดเหย้า
สีชุดเยือน
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติสกอตแลนด์ สกอตแลนด์ 0–0 อังกฤษ ธงชาติอังกฤษ
(Partick, สก็อตแลนด์; 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1872)
ชนะสูงสุด
ธงชาติอังกฤษ อังกฤษ 13–0 ไอร์แลนด์ Flag of Ireland
(Belfast, ไอร์แลนด์; 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1882)
แพ้สูงสุด
ธงชาติฮังการี ฮังการี 7–1 อังกฤษ ธงชาติอังกฤษ
(บูดาเปสต์, ฮังการี; 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1954)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม15 (ครั้งแรกใน 1950)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1966
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม9 (ครั้งแรกใน 1968)
ผลงานดีที่สุดอันดับ 3 1968, รอบรองชนะเลิศ 1996
ยูฟ่าเนชันส์ลีก รอบสุดท้าย
เข้าร่วม1 (ครั้งแรกใน 2019)
ผลงานดีที่สุดอันดับ 3, 2019

ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ทีมฟุตบอลตัวแทนจาก ชาติอังกฤษ สำหรับในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยทีมชาติอังกฤษเป็นไม่กี่ทีมที่ไม่มีสิทธิในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองที่ประเทศอังกฤษไม่ถือว่าเป็นประเทศ

ทีมชาติอังกฤษมีผลงานสูงสุดคือ ชนะเลิศฟุตบอลโลก 1 ครั้งในฟุตบอลโลก 1966 ได้ที่สามกับรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2 ครั้งในฟุตบอลยูโร 1968, ฟุตบอลยูโร 1996 และได้ที่สามยูฟ่าเนชันส์ลีก 1 ครั้งในยูฟ่าเนชันส์ลีก 2019 รอบสุดท้าย

ประวัติทีม[แก้]

อังกฤษถือเป็นชาติที่มีประวัติของกีฬาฟุตบอลเก่าแก่ที่สุดชาติหนึ่ง โดยจัดตั้งทีมชาติขึ้นมาพร้อม ๆ กับสมาคมฟุตบอล หรือเอฟเอ และพร้อม ๆ กับสกอตแลนด์ ในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1870 จากนั้นวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1872 ตัวแทนทีมชาติสกอตแลนด์จัดแข่งขันกับอังกฤษ ที่แฮมิลตันเครสเซนท์ ถือเป็นการแข่งขันระดับนานาชาตินัดแรก เพราะทั้งสองทีมถูกเลือก และมีการดำเนินกิจการแยกกัน โดยอิสระ ไม่ได้ทำงานเป็นสมาคมเดียวกัน จากนั้นตลอด 40 ปีถัดมา อังกฤษจะจัดการแข่งขันนัดพิเศษ "บริติชโฮมแชมเปียนชิป" ระหว่างชาติในสหราชอาณาจักรสี่ชาติ คือ อังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลส์ และไอร์แลนด์

แรกเริ่มเลยนั้น อังกฤษไม่มีสนามเหย้าถาวร อังกฤษเข้าเป็นสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ในปี ค.ศ. 1906 และได้ลงเล่นแข่งขันในระดับนานาชาติกับประเทศอื่น นอกเหนือจากในรายการบริติชโฮมแชมเปียนชิป เป็นครั้งแรก ในการแข่งขันรายการของภูมิภาคยุโรปกลาง ในปี ค.ศ. 1908 จากนั้นในปี ค.ศ. 1923 มีการเปิดใช้สนามกีฬาเวมบลีย์ ที่เป็นสนามเหย้าของอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดีอังกฤษเคยมีปัญหากับฟีฟ่าและถอนตัวไปในปี ค.ศ. 1928 ก่อนกลับเข้าร่วมอีกครั้งในปี ค.ศ. 1946 ทำให้ไม่ได้เล่นฟุตบอลโลก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1950 ที่อังกฤษแพ้แก่สหรัฐอเมริกา 0–1 ถือเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่พ่ายแพ้อย่างน่าอับอายในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ

จนถึงปัจจุบัน อังกฤษได้แชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วทั้งหมดหนึ่งครั้ง คือ ฟุตบอลโลก 1966 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพเอง และไม่เคยได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเลย มีผลงานดีที่สุดคือ ได้อันดับ 3 ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1968[2]

ผลงาน[แก้]

ฟุตบอลโลก[แก้]

ทีมชาติอังกฤษ ชนะเลิศฟุตบอลโลก 1 ครั้ง ในฟุตบอลโลก 1966 นับจากการแข่งทั้งหมด ทีมชาติอังกฤษ เข้าฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทั้งหมด 15 ครั้ง (ฟุตบอลโลก 2018 เป็นครั้งที่ 15) ซึ่งอังกฤษเริ่มเล่นครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1950 ซึ่งในครั้งแรกนั้นแม้จะผ่านรอบคัดเลือกแต่ตกรอบแรกไป ซึ่งหลังจากนั้นทีมอังกฤษผ่านรอบคัดเลือกมาตลอดทุกปีต่อเนื่องกัน จนกระทั่งชนะเลิศในฟุตบอลโลก 1966 แต่หลังจากนั้นใน ฟุตบอลโลก 1974, 1988 และ 1994 ทีมชาติอังกฤษไม่ผ่านรอบคัดเลือก โดยใน ฟุตบอลโลก 2006 ทีมชาติอังกฤษเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศและแพ้ โปรตุเกสไปจากการยิงจุดโทษ ในฟุตบอลโลก 2010 ทีมชาติอังกฤษก็ต้องตกรอบตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยแพ้เยอรมนีไป 1–4 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2010 ในฟุตบอลโลก 2014 ทีมชาติอังกฤษเป็นทีมที่ต้องตกรอบแรกเมื่อแข่ง 2 นัด เป็นฝ่ายแพ้ต่ออิตาลี 2–1 และแพ้ต่ออุรุกวัยไป 2–1 เช่นกัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีด้วย ที่อังกฤษตกรอบแรกฟุตบอลโลก[3] ต่อมาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ทีมชาติอังกฤษสามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ โดยสามารถคว้าอันดับ 4 ได้ในบั้นปลาย นับเป็นครั้งที่ 3 ของทีมชาติอังกฤษที่สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลโลกได้

     ชนะเลิศ       รองชนะเลิศ       อันดับที่ 3        อันดับที่ 4  

สถิติในฟุตบอลโลก สถิติในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ผู้จัดการทีม
ปี ค.ศ. ผลลัพธ์ อันดับ ม. ช. ส. พ. ประตูได้ ประตูที่เสีย ม. ช. ส. พ. ประตูได้ ประตูที่เสีย
อุรุกวัย 1930 ไม่ได้เป็นสมาชิกฟีฟ่า ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน ไม่มี
อิตาลี 1934 ไม่ได้เป็นสมาชิกฟีฟ่า
ฝรั่งเศส 1938
บราซิล 1950 รอบแบ่งกลุ่ม อันดับ 8 3 1 0 2 2 2 3 3 0 0 14 3 วินเทอร์บอตตอม
สวิตเซอร์แลนด์ 1954 รอบ 8 ทีมสุดท้าย อันดับ 7 3 1 1 1 8 8 3 3 0 0 11 4
สวีเดน 1958 รอบแบ่งกลุ่ม อันดับ 11 4 0 3 1 4 5 4 3 1 0 15 5
ชิลี 1962 รอบ 8 ทีมสุดท้าย อันดับ 8 4 1 1 2 5 6 4 3 1 0 16 2
อังกฤษ 1966 ชนะเลิศ อันดับ 1 6 5 1 0 11 3 เข้ารอบในฐานะเจ้าภาพ แรมซีย์
เม็กซิโก 1970 รอบ 8 ทีมสุดท้าย อันดับ 8 4 2 0 2 4 4 เข้ารอบฐานะแชมป์เก่า แรมซีย์
เยอรมนีตะวันตก 1974 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 4 1 2 1 3 4
อาร์เจนตินา 1978 6 5 0 1 15 4 เรวี
สเปน 1982 รอบแบ่งกลุ่มรอบ 2 อันดับ 6 5 3 2 0 6 1 8 4 1 3 13 8 กรีนวู้ด
เม็กซิโก 1986 รอบ 8 ทีมสุดท้าย อันดับ 8 5 2 1 2 7 3 8 4 4 0 21 2 ร็อบสัน
อิตาลี 1990 อันดับที่ 4 อันดับที่ 4 7 3 3 1 8 6 6 3 3 0 10 0
สหรัฐ 1994 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 10 5 3 2 26 9 เทย์เลอร์
ฝรั่งเศส 1998 รอบ 16 ทีมสุดท้าย อันดับที่ 9 4 2 1 1 7 4 8 6 1 1 15 2 ฮอดเดิ้ล
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น 2002 รอบ 8 ทีมสุดท้าย อันดับที่ 6 5 2 2 1 6 3 8 5 2 1 16 6 คีแกน, วิลกินสัน, เอริกซอน[4]
เยอรมนี 2006 อันดับที่ 7 5 3 2 0 6 2 10 8 1 1 17 5 เอริกซอน
แอฟริกาใต้ 2010 รอบ 16 ทีมสุดท้าย อันดับที่ 13 4 1 2 1 3 5 10 9 0 1 34 6 กาเปลโล
บราซิล 2014 รอบแบ่งกลุ่ม อันดับที่ 26 3 0 1 2 2 4 10 6 4 0 31 4 ฮอดจ์สัน
รัสเซีย 2018 อันดับที่ 4 อันดับที่ 4 7 3 1 3 12 8 10 8 2 0 18 3 อัลลาไดซ์, เซาธ์เกต[5]
รวม 1 ชนะเลิศ 15/21 69 29 21 19 91 64 112 76 25 11 275 67

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป[แก้]

     ชนะเลิศ       รองชนะเลิศ       อันดับที่ 3,ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ  

สถิติฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป สถิติฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบแบ่งกลุ่ม ผู้จัดการทีม
ปี ค.ศ. รอบ อันดับ ม. ช. ส.* พ. ประตูได้ ประตูที่เสีย จำนวนนัด ช. ส. พ. ประตูได้ ประตูที่เสีย
ฝรั่งเศส 1960 ไม่ได้เข้าร่วม  –  –  –  –  –  –
สเปน 1964 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 2 0 1 1 3 6 วินเทอร์บอตตอม, แรมซีย์[6]
อิตาลี 1968 อันดับ 3 3rd of 4 2 1 0 1 2 1 8 6 1 1 18 6 แรมซีย์
เบลเยียม 1972 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก[7] 8 5 2 1 16 6 แรมซีย์
ยูโกสลาเวีย 1976 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 6 3 2 1 11 3 เรวี
อิตาลี 1980 รอบแบ่งกลุ่ม 6th of 8 3 1 1 1 3 3 8 7 1 0 22 5 กรีนวู้ด
ฝรั่งเศส 1984 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 8 5 2 1 23 3 ร็อบสัน
เยอรมนีตะวันตก 1988 รอบแบ่งกลุ่ม 7th of 8 3 0 0 3 2 7 6 5 1 0 19 1
สวีเดน 1992 รอบแบ่งกลุ่ม 7th of 8 3 0 2 1 1 2 6 3 3 0 7 3 เทย์เลอร์
อังกฤษ 1996 รอบรองชนะเลิศ 3rd of 16 5 2 3 0 8 3 เข้ารอบในฐานะเจ้าภาพ เวนาเบิลส์
เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ 2000 รอบแบ่งกลุ่ม 11th of 16 3 1 0 2 5 6 10 4 4 2 16 5 ฮอดเดิ้ล, คีแกน[8]
โปรตุเกส 2004 รอบ 8 ทีมสุดท้าย 5th of 16 4 2 1 1 10 6 8 6 2 0 14 5 เอริกซอน
ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ 2008 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก 12 7 2 3 24 7 แม็คคลาเรน
โปแลนด์ ยูเครน 2012 รอบ 8 ทีมสุดท้าย 5th of 16 4 2 2 0 5 3 8 5 3 0 17 5 กาเปลโล, ฮอดจ์สัน[9]
ฝรั่งเศส 2016 รอบ 16 ทีมสุดท้าย 12th of 24 4 1 2 1 4 4 10 10 0 0 31 3 ฮอดจ์สัน
ยุโรป 2020 To be determined เซาธ์เกต
Total อันดับ 3 (x2) 9/15 31 10 11 10 40 35 96 62 24 10 208 58


นับตั้งแต่ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1968 เป็นต้นมา อังกฤษยังไม่เคยชนะในการแข่งขันนัดแรกเลย แม้จะได้ผ่านเข้าร่วมแข่งขันทุกครั้งก็ตาม ล่าสุดในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ก็เสมอต่อรัสเซียไป 1–1 โดยถูกรัสเซียยิงประตูตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลังนาทีที่ 2[10]

ยูฟ่า เนชั่น ลีค[แก้]

     ชนะเลิศ       รองชนะเลิศ       อันดับที่ 3        อันดับที่ 4  

UEFA Nations League record ผู้จัดการทีม
Year** Division Round อันดับ ม. ช. ส. พ. ประตูได้ ประตูที่เสีย
โปรตุเกส 2018–19 A อันดับ 3 3rd 6 2 2 2 7 8 เซาธ์เกต
2020–21 A To be determined To be determined
Total 1/1 6 2 2 2 7 8

ทีมงานผู้ฝึกสอน[แก้]

ผู้จัดการทีม อังกฤษ แกเร็ท เซาท์เกต
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม อังกฤษ แซมมี ลี
ผู้ฝึกสอนทีมชุดแรก อังกฤษ สตีฟ ฮอลแลนด์
ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู เวลส์ Martyn Margetson
แพทย์ประจำทีมชุดแรก อังกฤษ เอียน บีสลีย์
ผู้ฝึกสอนด้านสมรรถภาพทางกาย อังกฤษ คริส เนวิล
หมอนวด อังกฤษ มาร์ก เซอโทรี
นักกายภาพบำบัด อังกฤษ แกรี เลวิน

ผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

รายชื่อผู้เล่นที่ถูกเรียกตัวเพื่อลงแข่งขันรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 รอบคัดเลือก พบกับเช็กเกีย และมอนเตเนโกร ในวันที่ 22 และ 25 มีนาคม ค.ศ. 2019 ตามลำดับ.[11][12]
ข้อมูลการลงเล่นและการทำประตูนับถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 หลังจากการพบกับโครเอเชีย

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1GK จอร์แดน พิกฟอร์ด 7 มีนาคม ค.ศ. 1994 (25 ปี) 15 0 อังกฤษ เอฟเวอร์ตัน
1GK แจ็ก บัตแลนด์ 10 มีนาคม ค.ศ. 1993 (26 ปี) 9 0 อังกฤษ สโตกซิตี
1GK ทอม ฮีตัน 15 เมษายน ค.ศ. 1986 (33 ปี) 3 0 อังกฤษ เบิร์นลีย์

2DF ไคล์ วอล์กเกอร์ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1990 (29 ปี) 44 0 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี
2DF แดนนี โรส 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 (29 ปี) 25 0 อังกฤษ ทอตนัมฮอตสเปอร์
2DF แฮร์รี แมไกวร์ 5 มีนาคม ค.ศ. 1993 (26 ปี) 16 1 อังกฤษ เลสเตอร์ซิตี
2DF คีแรน ทริปเปียร์ 19 กันยายน ค.ศ. 1990 (29 ปี) 16 1 อังกฤษ ทอตนัมฮอตสเปอร์
2DF เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1998 (20 ปี) 5 1 อังกฤษ ลิเวอร์พูล
2DF เบน ชิลเวลล์ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1996 (22 ปี) 5 0 อังกฤษ เลสเตอร์ซิตี
2DF ไมเคิล คีน 11 มกราคม ค.ศ. 1993 (26 ปี) 5 0 อังกฤษ เอฟเวอร์ตัน
2DF เจมส์ ทาร์คอฟสกี 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1992 (26 ปี) 2 0 อังกฤษ เบิร์นลีย์

3MF จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 17 มิถุนายน ค.ศ. 1990 (29 ปี) 48 0 อังกฤษ ลิเวอร์พูล
3MF เอริก ไดเออร์ 15 มกราคม ค.ศ. 1994 (25 ปี) 38 3 อังกฤษ ทอตนัมฮอตสเปอร์
3MF เดลี แอลลี 11 เมษายน ค.ศ. 1996 (23 ปี) 33 3 อังกฤษ ทอตนัมฮอตสเปอร์
3MF รอสส์ บาร์กลีย์ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1993 (25 ปี) 25 2 อังกฤษ เชลซี
3MF เจมส์ วอร์ด-พราวส์ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 (24 ปี) 1 0 อังกฤษ เซาแทมป์ตัน
3MF ดีคลัน ไรซ์ 14 มกราคม ค.ศ. 1999 (20 ปี) 0 0 อังกฤษ เวสต์แฮมยูไนเต็ด

4FW ราฮีม สเตอร์ลิง 8 ธันวาคม ค.ศ. 1994 (24 ปี) 47 4 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี
4FW แฮร์รี เคน (กัปตัน) 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1993 (26 ปี) 35 20 อังกฤษ ทอตนัมฮอตสเปอร์
4FW มาร์คัส แรชฟอร์ด 31 ตุลาคม ค.ศ. 1997 (21 ปี) 31 6 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
4FW เจดอน แซนโช 25 มีนาคม ค.ศ. 2000 (19 ปี) 3 0 เยอรมนี โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์
4FW แคลลัม วิลสัน 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 (27 ปี) 1 1 อังกฤษ บอร์นมัท
4FW แคลลัม ฮัดสัน-โอดอย 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 (18 ปี) 0 0 อังกฤษ เชลซี

ถูกเรียกตัวเมื่อเร็ว ๆ นี้[แก้]

รายชื่อผู้เล่นที่เคยถูกเรียกตัวในรอบ 12 เดือนล่าสุด:

ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร ถูกเรียกครั้งล่าสุด
GK อเล็กซ์ แม็กคาร์ที 3 ธันวาคม ค.ศ. 1989 (29 ปี) 0 0 อังกฤษ เซาแทมป์ตัน v. ธงชาติสโลวาเกีย สโลวาเกีย, 4 September 2016
GK แจ็ก บัตแลนด์ 10 มีนาคม ค.ศ. 1993 (26 ปี) 4 0 อังกฤษ สโตกซิตี v. Flag of the Netherlands เนเธอร์แลนด์, 29 March 2016

DF เกล็น จอห์นสัน 23 สิงหาคม ค.ศ. 1984 (35 ปี) 54 1 อังกฤษ สโตกซิตี v. ธงชาติมอลตา มอลตา, 8 October 2016
DF นาแทเนียล ไคลน์ 5 เมษายน ค.ศ. 1991 (28 ปี) 13 0 อังกฤษ ลิเวอร์พูล v. ธงชาติสโลวาเกีย สโลวาเกีย, 4 September 2016
DF ลู้ก ชอว์ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1995 (24 ปี) 6 0 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด v. ธงชาติสโลวาเกีย สโลวาเกีย, 4 September 2016
DF ฟิล โจนส์ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 (27 ปี) 20 0 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด v. ธงชาติฝรั่งเศส ฝรั่งเศส, 17 November 2015
DF คีแรน กิบส์ 26 กันยายน ค.ศ. 1989 (29 ปี) 10 0 อังกฤษ อาร์เซนอล v. ธงชาติฝรั่งเศส ฝรั่งเศส, 17 November 2015

MF ราฮีม สเตอร์ลิง 8 ธันวาคม ค.ศ. 1994 (24 ปี) 27 2 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี v. ธงชาติมอลตา มอลตา, 8 October 2016
MF แดนนี ดริงก์วอเตอร์ 5 มีนาคม ค.ศ. 1990 (29 ปี) 3 0 อังกฤษ เชลซี v. ธงชาติสโลวาเกีย สโลวาเกีย, 4 September 2016
MF แอดัม ลัลลานา 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1988 (31 ปี) 27 1 อังกฤษ ลิเวอร์พูล v. ธงชาติสโลวาเกีย สโลวาเกีย, 4 September 2016
MF แจ็ก วิลเชียร์ 01 มกราคม ค.ศ. 1992 (27 ปี) 34 2 อังกฤษ บอร์นมัท UEFA Euro 2016 squad
MF รอสส์ บาร์กลีย์ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1993 (25 ปี) 22 2 อังกฤษ เอฟเวอร์ตัน UEFA Euro 2016 squad
MF เจมส์ มิลเนอร์ RET 04 มกราคม ค.ศ. 1986 (33 ปี) 61 1 อังกฤษ ลิเวอร์พูล UEFA Euro 2016 squad
MF เฟเบียน เดลฟ์ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 (29 ปี) 9 0 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี v. ธงชาติตุรกี ตุรกี, 22 May 2016
MF จอนโจ เชลวีย์ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 (27 ปี) 6 0 อังกฤษ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด v. ธงชาติฝรั่งเศส ฝรั่งเศส, 17 November 2015
MF ไรอัน เมสันRET 13 มิถุนายน ค.ศ. 1991 (28 ปี) 1 0 อังกฤษ ฮัลล์ซิตี v. ธงชาติฝรั่งเศส ฝรั่งเศส, 17 November 2015
MF ไมเคิล แคร์ริกRET 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1981 (38 ปี) 34 0 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด v. ธงชาติสเปน สเปน, 13 November 2015

FW แดนนี เวลเบก 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990 (28 ปี) 34 14 อังกฤษ อาร์เซนอล v. Flag of the Netherlands เนเธอร์แลนด์, 29 March 2016

หมายเหตุ:

  • RET ผู้เล่นที่เกษียณจากทีมชาติ

กำหนดการและผลการแข่งขัน[แก้]

2017[แก้]

2018[แก้]

สถิติ[แก้]

ผู้เล่นที่ลงแข่งมากที่สุด[แก้]

ข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน 2019
ผู้เล่นที่มีชื่อเป็น ตัวหนา คือผู้เล่นที่ยังเล่นอยู่ในสโมสร

ปีเตอร์ ชิลตัน คือผู้รักษาประตูที ติดทีมชาติสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมชาติอังกฤษ โดยลงเล่นไปทั้งหมด 125 นัด
# ชื่อ ช่วงเวลา ลงเล่น ประตู ตำแหน่ง
1 ปีเตอร์ ชิลตัน 1970–1990 125 0 GK
2 เวย์น รูนีย์ 2003–2016 120 53 FW
3 เดวิด เบคแคม 1996–2009 115 17 MF
4 สตีเวน เจอร์ราร์ด 2000–2014 114 21 MF
5 บ็อบบี มัวร์ 1962–1973 108 2 DF
6 แอชลีย์ โคล 2001–2014 107 0 DF
7 บ็อบบี ชาร์ลตัน 1958–1970 106 49 FW
แฟรงก์ แลมพาร์ด 1999–2014 106 29 MF
9 บิลลี ไรต์ 1946–1959 105 3 DF
10 ไบรอัน ร็อบสัน 1980–1991 90 26 MF
11 ไมเคิล โอเวน 1998–2008 89 40 FW
12 เคนนี แซนซัม 1979–1988 86 1 DF
13 แกรี เนวิล 1995–2007 85 0 DF
14 เรย์ วิลกินส์ 1976–1986 84 3 MF
15 ริโอ เฟอร์ดินานด์ 1997–2011 81 3 DF
16 แกร์รี ลินิเกอร์ 1984–1992 80 48 FW
17 จอห์น บาร์นส์ 1983–1995 79 11 MF
18 สจ๊วต เพียรซ 1987–1999 78 5 DF
จอห์น เทร์รี 2003–2012 78 6 DF
20 เทร์รี่ บุทเชอร์ 1980–1990 77 3 DF

ผู้เล่นที่ทำประตูสูงสุด[แก้]

เวย์น รูนีย์คือผู้เล่นที่ทำประตูสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ในนามทีมชาติอังกฤษด้วยจำนวน 53 ประตู

ข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 2019

ผู้เล่นที่มีชื่อเป็น ตัวหนา คือผู้เล่นที่ยังเล่นอยู่ในสโมสร

# ชื่อ ช่วงเวลา ประตู ลงเล่น ตำแหน่ง ประตูต่อเกม
1 เวย์น รูนีย์ 2003–2018 53 120 FW 0.4608
2 บ็อบบี ชาร์ลตัน 1958–1970 49 106 FW 0.4623
3 แกร์รี ลินิเกอร์ 1984–1992 48 80 FW 0.6000
4 จิมมี กรีฟส์ 1959–1967 44 57 FW 0.7719
5 ไมเคิล โอเวน 1998–2008 40 89 FW 0.4494
6 แนต ลอฟต์เฮาส์ 1950–1958 30 33 FW 0.9090
แอลัน เชียเรอร์ 1992–2000 30 63 FW 0.4762
ทอม ฟินนีย์ 1946–1958 30 76 FW 0.3947
9 วิเวียน วูดเวิร์ด 1903–1911 29 23 FW 1.2609
แฟรงก์ แลมพาร์ด 1999–2014 29 106 MF 0.2735
11 สตีฟ บลูมเมอร์ 1895–1907 28 23 FW 1.2174
12 เดวิด แพล็ตต์ 1989–1996 27 62 MF 0.4355
13 ไบรอัน ร็อบสัน 1981–1989 26 90 MF 0.2889
แฮร์รี เคน 2015– 26 41 FW 0.63
15 เจฟฟ์ เฮิร์ตส์ 1965–1972 24 49 FW 0.4898
16 สแตน มอร์เทนเซน 1947–1953 23 25 FW 0.9200
17 ทอมมี ลอว์ตัน 1938–1948 22 23 FW 0.9565
ปีเตอร์ เคราช์ 2005–2010 22 42 FW 0.5238
19 มิค แชนนอน 1972–1977 21 46 FW 0.4565
เควิน คีแกน 1972–1982 21 63 FW 0.3333
สตีเวน เจอร์ราร์ด 2000–2014 21 114 MF 0.1842

สถิติการแข่งขัน[แก้]

เกียรติประวัติ[แก้]

ระดับสูงสุด:

ชนะเลิศ (1): 1966
รองชนะเลิศอันดับ3 (2):1990, 2018
Third place (1): 1968
Semi-final (1): 1996
อันดับ 3 (1): 2018–19

ระดับแคว้น:

Winners (54): (including 20 shared)
Runners-up (24): (including 7 shared)
Winners (3): 1986, 1988, 1989
Runners-up (2): 1985, 1987

ระดับเล็ก:

Winners (1): 1997
Runners-up (1): 1998
Winners (1): 1991

อื่นๆ:

ชนะเลิศ (2): 1990, 1998

ไม่เป็นทางการ:

จำนวนแมตช์ที่ชนะเลิศ: 88
ชนะเลิศติดต่อกัน: 21

อดีตผู้เล่นคนสำคัญ[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. The Croatia v England match will be played behind closed doors due to a UEFA punishment against Croatia for racist behaviour in their UEFA Euro 2016 qualifying home match against Italy.[13]

อ้างอิง[แก้]

  1. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". ฟีฟ่า. 14 มิถุนายน 2562. สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2562.
  2. "ประวัติทีมชาติอังกฤษ". blog.eduzones.com. สืบค้นเมื่อ 12 June 2016.
  3. "ปี๊บอยู่ไหน!ทีมชาติอังกฤษตกรอบแรกบอลโลกในรอบ56ปี". สยามสปอร์ต. 20 June 2014. สืบค้นเมื่อ 21 June 2014.
  4. Kevin Keegan and Howard Wilkinson managed one qualifying match each: Eriksson managed the remainder of qualification and the finals campaign.
  5. Sam Allardyce managed one qualifying match: Gareth Southgate managed the remainder of the qualification and the finals campaign.
  6. England were defeated by France in a two-legged elimination round. Ramsey took over from Winterbottom between the two legs.
  7. Although England did not qualify for the finals, they reached the last eight of the competition. Only the last four teams progressed to the finals.
  8. Hoddle managed the first three qualifiers, while Keegan managed the remainder of qualification and the finals campaign.
  9. Capello managed the qualification campaign. He resigned before the tournament and was replaced by Hodgson.
  10. "ยูโร 2016 : อังกฤษ - รัสเซีย". กะปุกดอตคอม. 12 June 2016. สืบค้นเมื่อ 12 June 2016.
  11. "England squad named for Euro qualifiers with Czech Republic and Montenegro". The Football Association. สืบค้นเมื่อ 13 March 2019.
  12. "Men's senior: Fixtures & results". The Football Association. สืบค้นเมื่อ 13 March 2019.
  13. "England's Nations League match in Croatia will be behind closed doors". BBC Sport. British Broadcasting Corporation. 30 January 2018. สืบค้นเมื่อ 30 January 2018.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]