ฟุตบอลทีมชาติสเปน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สเปน
Shirt badge/Association crest
ฉายา
  • La Furia Roja (ทีมแดงเดือด)[1][2]
  • La Furia (ความดุเดือด)
  • La Roja (สีแดง)
  • กระทิงดุ (ฉายาในประเทศไทย)
สมาคม ราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF)
สมาพันธ์ ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอน ยูเลน โลเปเตกี
กัปตัน อีเกร์ กาซียัส
ติดทีมชาติสูงสุด อีเกร์ กาซียัส (162)
ทำประตูสูงสุด ดาบิด บียา (59)
รหัสฟีฟ่า ESP
อันดับฟีฟ่า 3 Increase 3 (3 December 2015)
อันดับฟีฟ่าสูงสุด 1 (July 2008 – June 2009, October 2009 – March 2010, July 2010 – July 2011, October 2011- July 2014)
อันดับฟีฟ่าต่ำสุด 25 (March 1998)
อันดับอีแอลโอ 6 (31 March 2015)
อันดับอีแอลโอสูงสุด 1 (Sept 1920 – May 1924, Sept – Dec 1925, June 2002, June 2008 – June 2009, July 2010 - June 2013, September 2013)
อันดับอีแอลโอต่ำสุด 20 (June 1969, June 1981, November 1991)
สีชุดเหย้า
สีชุดเยือน
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติสเปน สเปน 1–0 เดนมาร์ก ธงชาติเดนมาร์ก
(Brussels, Belgium; 28 สิงหาคม 1920)
ชนะสูงสุด
ธงชาติสเปน สเปน 13–0 บัลแกเรีย ธงชาติบัลแกเรีย
(มาดริด, Spain; 21 พฤษภาคม 1933)
แพ้สูงสุด
ธงชาติสเปน สเปน 1–7 อิตาลี ธงชาติอิตาลี
(Amsterdam, Netherlands; 4 June 1928)
ธงชาติอังกฤษ อังกฤษ 7–1 สเปน ธงชาติสเปน
(ลอนดอน, อังกฤษ; 9 ธันวาคม 1931)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม 14 (ครั้งแรกใน 1934)
ผลงานดีที่สุด ชนะเลิศ, 2010
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม 9 (ครั้งแรกใน 1964)
ผลงานดีที่สุด ชนะเลิศ, 1964, 2008 และ 2012
Summer Olympics
เข้าร่วม 10 (ครั้งแรกใน 1920)
ผลงานดีที่สุด Champions, 1992
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ
เข้าร่วม 2 (ครั้งแรกใน 2009)
ผลงานดีที่สุด Runners-up, 2013

ฟุตบอลทีมชาติสเปน (สเปน: Selección de fútbol de España) เป็นทีมฟุตบอลประจำประเทศสเปน อยู่ภายใต้การควบคุมและเป็นตัวแทนของราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในการแข่งขันระหว่างประเทศนัดต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นโดยสหพันธ์สมาคมฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า)

ทีมชาติสเปนเป็นที่รู้จักกันในฉายา "La Furia Española"[4] และฉายาซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าคือ "La Furia Roja" มาจากคำที่ชาวอิตาลีเป็นผู้คิดขึ้นและนำมาใช้เรียกทีมชาตินี้ในภาษาของตนว่า "Furia Rossa"[5] คำว่า "ฟูเรีย" (ความดุเดือด, ความโมโหร้าย) มาจากรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างรุนแรงของนักฟุตบอลสเปนในการแข่งขันนัดต่าง ๆ ที่ทีมชาติสเปนเข้าร่วมเป็นครั้งแรกที่เมืองแอนต์เวิร์ป (ประเทศเบลเยียม) และต่อมาก็ถูกนำมาใช้เรียกเหตุการณ์การปล้นเมืองแอนต์เวิร์ปของสเปนในสงครามแปดสิบปี (ค.ศ. 1576) ซึ่งเป็นตำนานมืดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหารของสเปนด้วย ส่วน "รอสซา" (สีแดง) มาจากสีของเสื้อทีม สำหรับในประเทศไทยนั้นทีมนี้มีฉายาว่า "กระทิงดุ"

สเปนได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 12 ครั้ง และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในฟุตบอลโลก ปี 1982 ผลงานที่ดีที่สุดที่ทีมชาติสเปนเคยทำได้นั้นคือชนะเลิศในปี2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

ทีมชาติสเปนยังได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ฟุตบอลยูโร) 8 ครั้ง ครั้งสำคัญคือฟุตบอลยูโร ปี 1964 ซึ่งถือเป็นแชมป์ในบ้านตัวเองหลังจากเอาชนะสหภาพโซเวียตไป 2-1 แต่ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร ปี 1984 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส สเปนทำได้เพียงรองแชมป์เพราะแพ้ให้กับเจ้าบ้านด้วยคะแนน 2-0 และไม่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศอีกเลยจนกระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลยูโร ปี 2008 สเปนก็ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จโดยพบกับเยอรมนีและคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด

ความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุดในกีฬาโอลิมปิกของฟุตบอลทีมชาติสเปนได้แก่ การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 1992 ที่เมืองบาร์เซโลนา สเปนคว้าเหรียญทองได้สำเร็จหลังจากเอาชนะโปแลนด์ 3-2 ในรอบชิงชนะเลิศที่สนามกัมนอว์ (Camp Nou) ส่วนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ค.ศ. 2000 สเปนได้เหรียญเงินโดยแพ้แคเมอรูนหลังจากการดวลจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ[6] นอกจากนี้ สเปนยังเคยได้เหรียญเงินในกีฬาโอลิมปิกที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ค.ศ. 1920 อีกด้วย

ประวัติการแข่งขัน[แก้]

การแข่งขันครั้งแรก[แก้]

ฟุตบอลทีมชาติสเปนได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1920 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นตัวแทนประเทศสเปนไปแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 7 ที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ทีมชาติสเปนลงสนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1920 โดยพบกับทีมชาติเดนมาร์กที่สนามกีฬาในกรุงบรัสเซลส์ และสามารถเอาชนะเดนมาร์ก 1-0 ด้วยการยิงประตูจากปาตรีเซียว ทีมชาติสเปนได้เหรียญเงินเป็นครั้งแรกจากการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนั้น

การแข่งขันใหญ่ระหว่างปี ค.ศ. 1950-2004[แก้]

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008[แก้]

แม้จะทำผลงานครั้งแรก ๆ ได้ไม่ดีนักเมื่อเริ่มต้นแข่งขันรอบคัดเลือกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 แต่สเปนก็สามารถผ่านเข้ามาในรอบแบ่งกลุ่มของการแข่งขันฟุตบอลยูโรที่ออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ได้สำเร็จ ในช่วงนี้เองเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้จัดการทีมลุยส์ อาราโกเนสกับสื่อมวลชนสเปน ครั้งแรกในเรื่องผลการแข่งขันที่ผ่านมาซึ่งย่ำแย่ และครั้งที่ 2 ในเรื่อง "ข่าว" ความขัดแย้งกับอดีตกัปตันทีมชาติราอุล กอนซาเลซ[8]

ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มสเปนอยู่ในกลุ่ม D ร่วมกับสวีเดน กรีซ และรัสเซีย ในนัดแรกที่พบกับรัสเซียนั้นผลออกมาคือสเปนชนะไป 4-1 โดยได้ 3 ประตูจากดาบิด บียา และอีก 1 ประตูจากเซสก์ ฟาเบรกัส ส่วนในนัดที่ 2 ที่พบกับสวีเดน สเปนก็ยังเอาชนะได้ด้วยคะแนน 2-1 จากการยิงของเฟร์นันโด ตอร์เรสและบียา และในนัดสุดท้ายที่พบกับแชมป์เก่ากรีซ สเปนสามารถเอาชนะได้เช่นกันด้วยคะแนน 1-2 โดยได้ประตูจากรูเบน เด ลา เรด และดานี กวีซา

ด้วยชัยชนะทั้งสามครั้งรวดทำให้สเปนอยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่ม และต้องไปพบกับอิตาลีในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งสเปนสามารถยิงจุดโทษเอาชนะไปได้ 4-2 หลังจากต่อเวลาพิเศษแล้วยังเสมอกัน 0-0 ในนัดนี้อีเกร์ กาซียัส ผู้รักษาประตูฝ่ายสเปนสามารถหยุดลูกยิงจากฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ 2 ลูก ส่วนผู้ทำประตูให้กับสเปนในนัดนี้ได้แก่ บียา, กาซอร์ลา, เซนนา และฟาเบรกัส

สเปนลงแข่งในรอบรองชนะเลิศกับรัสเซียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน และเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 3-0 ซึ่งเป็นประตูที่ยิงได้ในครึ่งหลังทั้งหมดจากชาบี เอร์นันเดซ, ดานี กวีซา และดาบิด ซิลบา ทำให้สเปนผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี อย่างไรก็ตาม สเปนก็ต้องขาดบียากองหน้าคนสำคัญไปเพราะได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาจากการเตะลูกฟรีคิกในนัดที่แข่งกับรัสเซีย

ในวันที่ 29 มิถุนายน สเปนพบกับเยอรมนีซึ่งชนะตุรกีมาได้ด้วยคะแนน 3-2 ในนัดนี้ เฟร์นันโด ตอร์เรสทำประตูให้สเปนขึ้นนำเยอรมนีได้ในนาทีที่ 33 โดยไม่มีฝ่ายใดทำประตูเพิ่มอีกในครึ่งหลัง เกมจึงสิ้นสุดลงด้วยคะแนน 1-0 ทำให้ทีมชาติสเปนได้ครองแชมป์การแข่งขันใหญ่อีกครั้งหลังจากว่างเว้นไปถึง 44 ปี

ฟุตบอลโลก 2010[แก้]

ในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ก่อนการแข่งขันสเปนถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์ได้ แต่เมื่อได้แข่งนัดแรกแล้ว สเปนกลับเป็นฝ่ายแพ้สวิตเซอร์แลนด์ ไป 0-1 แต่หลังจากนั้นสเปนก็ชนะขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ[9]

ในรอบชิงชนะเลิศ สเปนเป็นฝ่ายเอาชนะเนเธอร์แลนด์ ที่ชนะมาทุกรอบได้ ไป 1-0 ในช่วงทดเวลาเจ็บ หลังจากเสมอมาในเวลาปกติ 0-0 จากการยิงประตูของอันเดรส อีเนียสตา ในนาทีที่ 116 ทำให้สเปนได้ครองแชมป์โลกเป็นครั้งแรก และเป็นทีมจากทวีปยุโรปทีมแรกที่คว้าแชมป์โลกได้นอกทวีปของตนเอง และเป็นทีมแรกที่แพ้ก่อนในนัดแรกก่อนที่จะมาเป็นแชมป์ได้ในที่สุด[10][11]

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012[แก้]

สเปนในฐานะแชมป์เก่า ได้แชมป์อีกครั้ง โดยในรอบชิงชนะเลิศสามารถเอาชนะอิตาลีไปได้ถึง 4-0[12]

ฟุตบอลโลก 2014[แก้]

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ สเปนในฐานะแชมป์เก่าอยู่กลุ่ม B ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นคู่ชิงชนะเลิศเมื่อคราวที่แล้ว, ชิลี และออสเตรเลีย ในนัดแรก สเปนเป็นฝ่ายแพ้เนเธอร์แลนด์ไปมากถึง 1-5 ซึ่งนับเป็นผลการแข่งขันที่สเปนแพ้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ทีมชาติอีกด้วย[13] และในนัดถัดมา สเปนก็เป็นฝ่ายแพ้ต่อ ชิลี 0-2 ทำให้ตกรอบแรกไปทันที โดยไม่ต้องรอผลการแข่งขันนัดที่ 3 กับออสเตรเลีย อีกทั้งถือว่า สเปนเป็นทีมแชมป์เก่าที่ตกรอบแรกฟุตบอลโลกเป็นทีมที่ 4 ต่อจาก อิตาลี ในฟุตบอลโลก 1950, บราซิล ในฟุตบอลโลก 1966 และ ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก 2002[14]

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016[แก้]

สเปนในฐานะแชมป์เก่า และแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน ได้ลงเล่นในกลุ่ม D ร่วมกับโครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก และตุรกี โดยก่อนการแข่งขันถูกยกให้เป็นทีมเต็ง 3 ที่จะได้แชมป์ในคราวนี้[15] ผลปรากฏว่าในรอบแรก สเปนได้ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายหรือรอบที่ 2 ด้วยการเป็นที่ 2 ของกลุ่ม เนื่องจากนัดสุดท้ายแพ้ต่อ โครเอเชียไป 1-2[16] แต่ต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อเป็นฝ่ายแพ้ต่อ อิตาลี ซึ่งเป็นคู่ชิงชนะเลิศเมื่อ 4 ปีก่อน ไป 2-0 [17]

ผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

รายชื่อผู้เล่นที่ถูกเรียกตัวเพื่อลงแข่งขันเกมกระชับมิตรกับเบลเยียม ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2016 และการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก พบกับลิกเตนสไตน์ ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 2016[18]
ข้อมูลการลงเล่นและการทำประตูนับถึงวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2016 หลังจากการพบกับอิตาลี

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
23 1GK เปเป เรย์นา 31 สิงหาคม ค.ศ. 1982 (34 ปี) 33 0 อิตาลี นาโปลี
1 1GK ดาบิด เด เคอา 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1990 (26 ปี) 13 0 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
13 1GK อาเดรียน 3 มกราคม ค.ศ. 1987 (29 ปี) 0 0 อังกฤษ เวสต์แฮมยูไนเต็ด

15 2DF เซร์คีโอ ราโมส 30 มีนาคม ค.ศ. 1986 (30 ปี) 136 10 สเปน เรอัลมาดริด
3 2DF ฌาราร์ ปิเก 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987 (29 ปี) 81 5 สเปน บาร์เซโลนา
18 2DF ฌอร์ดี อัลบา 21 มีนาคม ค.ศ. 1989 (27 ปี) 47 6 สเปน บาร์เซโลนา
8 2DF คาบี มาร์ตีเนซ 2 กันยายน ค.ศ. 1988 (28 ปี) 18 0 เยอรมนี บาเยิร์นมิวนิก
12 2DF เซซาร์ อัซปีลีกูเอตา 28 สิงหาคม ค.ศ. 1989 (27 ปี) 16 0 อังกฤษ เชลซี
4 2DF มาร์ก บาร์ตรา 15 มกราคม ค.ศ. 1991 (25 ปี) 10 0 เยอรมนี โบรุสเซียดอร์ทมุนด์
2 2DF ดานี การ์บาคัล 11 มกราคม ค.ศ. 1992 (24 ปี) 5 0 สเปน เรอัลมาดริด
16 2DF เซร์ชี โรเบร์โต 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 (24 ปี) 1 0 สเปน บาร์เซโลนา

21 3MF ดาบิด ซิลบา 8 มกราคม ค.ศ. 1986 (30 ปี) 103 24 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี
5 3MF เซร์คีโอ บุสเกตส์ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 (28 ปี) 88 2 สเปน บาร์เซโลนา
10 3MF ควน มาตา 28 เมษายน ค.ศ. 1988 (28 ปี) 40 10 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
14 3MF เตียโก 11 เมษายน ค.ศ. 1991 (25 ปี) 12 0 เยอรมนี บาเยิร์นมิวนิก
24 3MF มาร์โก อาเซนซีโอ 21 มกราคม ค.ศ. 1996 (20 ปี) 1 0 สเปน เรอัลมาดริด
17 3MF ซาอุล ญีเกซ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 (22 ปี) 0 0 สเปน อัตเลตีโกมาดริด
6 3MF โกเก 8 มกราคม ค.ศ. 1992 (24 ปี) 24 0 สเปน อัตเลตีโกมาดริด

9 4FW ปาโก อัลกาเซร์ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1993 (23 ปี) 13 6 สเปน บาเลนเซีย
22 4FW โนลีโต 15 ตุลาคม ค.ศ. 1986 (30 ปี) 13 5 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี
7 4FW อัลบาโร โมราตา 23 ตุลาคม ค.ศ. 1992 (24 ปี) 12 6 สเปน เรอัลมาดริด
19 4FW เดียโก โกสตา 7 ตุลาคม ค.ศ. 1988 (28 ปี) 10 1 อังกฤษ เชลซี
20 4FW บีโตโล 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 (27 ปี) 3 0 สเปน เซบียา
11 4FW ลูกัส บัซเกซ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1991 (25 ปี) 2 0 สเปน เรอัลมาดริด

ผู้เล่นที่ลงเล่นมากที่สุด[แก้]

ข้อมูลเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2016

# ชื่อ ปี ลงเล่น ประตู
1 อีเกร์ กาซียัส 2000-2016 167 0
2 เซร์คีโอ ราโมส 2005- 136 10
3 ชาบี เอร์นันเดซ 2000-2014 133 12
4 อันโดนี ซูบีซาร์เรตา 1985-1998 126 44
5 ชาบี อาลอนโซ 2003-2014 114 16
6 อันเดรส อีเนียสตา 2006- 113 13
7 เซสก์ ฟาเบรกัส 2006- 110 15
เฟร์นันโด ตอร์เรส 2003- 110 38
9 ดาบิด ซิลบา 2006- 103 24
10 ราอุล กอนซาเลซ 1996-2006 102 44

ผู้เล่นที่ทำประตูมากที่สุด[แก้]

ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015

# ชื่อ ปี ประตู (ลงเล่น) เฉลี่ย/เกม
1 ดาบิด บียา 2005-2014 59 (97) 0.61
2 ราอุล 1996-2006 44 (102) 0.43
3 เฟร์นันโด ตอร์เรส 2003- 38 (110) 0.35
4 เฟร์นันโด เอียร์โร 1989-2002 29 (89) 0.33
5 เฟร์นันโด โมเรียนเตส 1998-2007 27 (47) 0.57
6 เอมีเลียว บูตราเกโญ 1984-1992 26 (69) 0.38
7 อัลเฟรโด ดี สเตฟาโน 1957-1961 23 (31) 0.74
8 ดาบิด ซิลบา 2003- 23 (94) 0.24
9 คูเลียว ซาลีนัส 1986-1996 22 (56) 0.39
10 มีเชล 1985-1992 21 (66) 0.32

สถิติโลกใหม่ ชนะรวด 15 นัด ทำลายสถิติโลกมากที่สุด[แก้]

เป็นสถิติชนะมากกว่าสถิติเดิมที่บราซิล ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย ทำไว้ คือ ชนะติดต่อกัน 14 นัด ซึ่งเป็นสถิติที่ฟีฟ่า (FIFA) บันทึกไว้

  • นัดที่ 1 วันที่ 26 มิถุนายน 2551 สเปน ชนะ รัสเซีย 3-0 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 รอบรองชนะเลิศ
  • นัดที่ 2 วันที่ 29 มิถุนายน 2551 สเปน ชนะ เยอรมนี 1-0 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 รอบชิงชนะเลิศ
  • นัดที่ 3 วันที่ 20 สิงหาคม 2551 สเปน ชนะ เดนมาร์ก 3-0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 4 วันที่ 6 กันยายน 2551 สเปน ชนะ บอสเนีย 1-0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 5 วันที่ 10 กันยายน 2551 สเปน ชนะ อาร์มีเนีย 4-0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 6 วันที่ 11 ตุลาคม 2551 สเปน ชนะ เอสโตเนีย 3-0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 7 วันที่ 15 ตุลาคม 2551 สเปน ชนะ เบลเยียม 2-1 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 8 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 สเปน ชนะ ชิลี 3-0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 9 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 สเปน ชนะ อังกฤษ 2-0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 10 วันที่ 28 มีนาคม 2552 สเปน ชนะ ตุรกี 1-0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 11 วันที่ 1 เมษายน 2552 สเปน ชนะ ตุรกี 2-1 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก กลุ่ม 5
  • นัดที่ 12 วันที่ 9 มิถุนายน 2552 สเปน ชนะ อาเซอร์ไบจาน 6-0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 13 วันที่ 14 มิถุนายน 2552 สเปน ชนะ นิวซีแลนด์ 5-0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้
  • นัดที่ 14 วันที่ 17 มิถุนายน 2552สเปน ชนะ อิรัก 1-0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้
  • นัดที่ 15 วันที่ 20 มิถุนายน 2552 สเปน ชนะ แอฟริกาใต้ 2-0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้

สถิติโลกใหม่ เทียบเท่าทีมชาติบราซิล ไม่แพ้ทีมใด 35 นัดติดต่อกัน[แก้]

  • นัดที่ 1 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 (2007) อังกฤษ ชนะ สเปน 0 - 1 กระชับมิตร
  • นัดที่ 2 วันที่ 24 มีนาคม 2550 (2007) สเปน ชนะ เดนมาร์ก 2-1 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 3 วันที่ 28 มีนาคม 2550 (2007) สเปน ชนะ ไอซ์แลนด์ 1 - 0 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 4 วันที่ 2 มิถุนายน 2550 (2007) ลิทัวเนีย แพ้ สเปน 0-2 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 5 วันที่ 6 มิถุนายน 2550 (2007) ลิกเตนสไตน์ แพ้ สเปน 0 - 2 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 6 วันที่ 22 สิงหาคม 2550 (2007) กรีซ แพ้ สเปน 2 - 3 กระชับมิตร
  • นัดที่ 7 วันที่ 8 กันยายน 2550 (2007) ไอซ์แลนด์ เสมอ สเปน 1 - 1 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 8 วันที่ 12 กันยายน 2550 (2007) สเปน ชนะ ลัตเวีย 2 - 0 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 9 วันที่ 13 ตุลาคม 2550 (2007) เดนมาร์ก แพ้ สเปน 1 - 3 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 10 วันที่ 17 ตุลาคม 2550 (2007) ฟินแลนด์ เสมอ สเปน 0 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 11 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2550 (2007) สเปน ชนะ สวีเดน 3 - 0 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 12 วันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 (2007) สเปน ชนะ ไอร์แลนด์เหนือ 1 - 0 ฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 13 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 (2008) สเปน ชนะ ฝรั่งเศส 1 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 14 วันที่ 26 มีนาคม 2551 (2008) สเปน ชนะ อิตาลี 1 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 15 วันที่ 31 พฤษภาคม 2551 (2008) สเปน ชนะ เปรู 2 - 1 กระชับมิตร
  • นัดที่ 16 วันที่ 4 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ สหรัฐอเมริกา 1 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 17 วันที่ 10 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ รัสเซีย 4 - 1 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 18 วันที่ 14 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ สวีเดน 2 - 1 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 19 วันที่ 18 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ กรีซ 2 - 1 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 20 วันที่ 22 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน เสมอ อิตาลี 0 - 0 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 21 วันที่ 26 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ รัสเซีย 3 - 0 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์
  • นัดที่ 22 วันที่ 29 มิถุนายน 2551 (2008) สเปน ชนะ เยอรมนี 1 - 0 ฟุตบอลยูโร 2008 ออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์ ชิงชนะเลิศ
  • นัดที่ 23 วันที่ 20 สิงหาคม 2551 (2008) เดนมาร์ก แพ้ สเปน 0 - 3 กระชับมิตร
  • นัดที่ 24 วันที่ 6 กันยายน 2551 (2008) สเปน ชนะ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 1 - 0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 25 วันที่ 10 กันยายน 2551 (2008) สเปน ชนะ อาร์มีเนีย 4 - 0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 26 วันที่ 11 ตุลาคม 2551 (2008) เอสโตเนีย แพ้ สเปน 3 - 0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 27 วันที่ 15 ตุลาคม 2551 (2008) เบลเยียม แพ้ สเปน 1 - 2 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 28 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 (2008) สเปน ชนะ ชิลี 3 - 0 กระชับมิตร
  • นัดที่ 29 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 (2009) สเปน ชนะ อังกฤษ 2 - 0 ฟุตบอลกระชับมิตร
  • นัดที่ 30 วันที่ 28 มีนาคม 2552 (2009) สเปน ชนะ ตุรกี 1 - 0 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 31 วันที่ 1 เมษายน 2552 (2009) ตุรกี แพ้ สเปน 1 - 2 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก
  • นัดที่ 32 วันที่ 9 มิถุนายน 2552 (2009) สเปน ชนะ อาเซอร์ไบจาน 6 - 0 ฟุตบอล นัดอุ่นเครื่อง
  • นัดที่ 33 วันที่ 14 มิถุนายน 2552 (2009) สเปน ชนะ นิวซีแลนด์ 5 - 0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้
  • นัดที่ 34 วันที่ 17 มิถุนายน 2552 (2009) สเปน ชนะ อิรัก 1 - 0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้
  • นัดที่ 35 วันที่ 20 มิถุนายน 2552 (2009) สเปน ชนะ แอฟริกาใต้ 2 - 0 ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ที่แอฟริกาใต้

อ้างอิง[แก้]

  1. ""La Roja" from Miguel, Spain". 17 June 2010. สืบค้นเมื่อ 30 June 2010. 
  2. "La Roja lean to the left". FIFA. 16 June 2009. สืบค้นเมื่อ 4 January 2012. 
  3. 3.0 3.1 Since 1992, squads for Football at the Summer Olympics have been restricted to three players over the age of 23, which Javier will play in 2016. The achievements of such teams are not usually included in the statistics of the international team.
  4. El Mundo. "El inspirador de la "furia española" fue un vasco" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2008.. 
  5. "Nace la Furia Roja" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2008.. 
  6. Terra Networks. "2-2. España pierde el oro en los penaltis" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2008.. 
  7. Diario de Córdoba. "España jugará ante Inglaterra su partido número 500" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2008.. 
  8. El Mundo. "Aragonés pierde los nervios por Raúl" (ใน สเปน). สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2008.. 
  9. ล็อกถล่ม สเปนแพ้ สวิสฯ 0-1
  10. รายงานผล
  11. น ซิวแชมป์โลกสมัยแรก 'อิเนียสตา' ซัดประตูชัย 1-0 น.116จากไทยรัฐ
  12. "บันทึกที่สุดยูโร 2012 กระทิงดุ สเปน ที่สุดของที่สุด". สยามสปอร์ต. July 3, 2012. สืบค้นเมื่อ July 5, 2016. 
  13. "กระทิงจุก!แพ้ยับสุดในบอลโลกเป็นอันดับ2ของชาติ". สยามสปอร์ต. 14 June 2014. สืบค้นเมื่อ 19 June 2014. 
  14. "ย้อนรอย!4แชมป์เก่าจอดป้ายรอบแรก". สยามสปอร์ต. 19 June 2014. สืบค้นเมื่อ 19 June 2014. 
  15. "จัดอันดับทีมเต็งแชมป์ยูโร 2016". fun78. May 24, 2016. สืบค้นเมื่อ July 5, 2016. 
  16. "สเปน แชมป์เก่าพลาดท่าแพ้ โครเอเชีย 2-1 ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 2 บอลยูโร". ช่อง 7. June 22, 2016. สืบค้นเมื่อ July 5, 2016. 
  17. "Nation TV - เว็บไซต์สถานีข่าวอันดับ 1 ของเมืองไทย "อิตาลีโชว์เหนือ! ชนะสเปน แชมป์เก่า 2-0 ลิ่ว 8 ทีมสุดท้าย ยูโร2016"". เนชั่นทีวี. June 28, 2016. สืบค้นเมื่อ July 5, 2016. 
  18. "OFFICIAL | Spain squad for Belgium and Liechtenstein clashes". RFEF. สืบค้นเมื่อ 26 August 2016. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]