หน้าถูกกึ่งป้องกัน

สโมสรฟุตบอลเชลซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เชลซี
Chelsea FC.svg
ชื่อเต็มสโมสรฟุตบอลเชลซี
ฉายาทหารเกษียณ (กระทั่งปี 1952)
เดอะบลูส์ (ปัจจุบัน)
"สิงโตน้ำเงินคราม"(ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง10 มีนาคม 1905; 116 ปีก่อน (1905-03-10)[1]
สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์
Ground ความจุ41,631 ที่นั่ง[2]
เจ้าของโรมัน อบราโมวิช
ประธานบรูซ บัก
ผู้จัดการโทมัส ทุคเคิล
ลีกพรีเมียร์ลีก
2020−21พรีเมียร์ลีก อันดับที่ 4 จาก 20
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลเชลซี (อังกฤษ: Chelsea Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งอยู่ในเขตฟูลัม, ลอนดอน ซึ่งเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 สโมสรได้เล่นอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศเป็นส่วนใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร สนามเหย้าของสโมสรคือสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ เชลซีเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอังกฤษ[3][4][5] โดยชนะเลิศการแข่งขันมากกว่า 30 รายการ รวมทั้งชนะเลิศฟุตบอลลีก 6 สมัย[6] และชนะเลิศการแข่งขันระดับทวีป 8 รายการ[7]

เชลซีชนะเลิศฟุตบอลดิวิชั่นหนึ่งสมัยแรกใน ค.ศ. 1955 และชนะเลิศ เอฟเอคัพ สมัยแรกใน ค.ศ. 1970 และถ้วยรายการยุโรปครั้งแรกของพวกเขาคือรายการยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพใน ค.ศ. 1971 ต่อมาสโมสรเข้าสู่ช่วงเวลาตกต่ำในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึง 1980 ก่อนจะกลับมาทำผลงานโดดเด่นได้อีกครั้งในช่วงทศวรรษ 90 โดยประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยหลายรายการ และตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ. 2000-20) ถือเป็นยุคทองของสโมสร[8] พวกเขาชนะเลิศพรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย และ ยูโรปาลีก 2 สมัยได้ในช่วงเวลานี้ เชลซีเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่ชนะเลิศการแข่งขันรายการใหญ่ของยูฟ่าครบทั้งสามรายการ[9] (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, ยูโรปาลีก และ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ) รวมทั้งเป็นสโมสรเดียวในโลกที่ชนะเลิศการแข่งขันสามรายการดังกล่าวได้สองสมัยในแต่ละรายการ[10] และยังเป็นสโมสรเดียวในลอนดอนที่ชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก[11]

สีชุดเหย้าของเชลซีคือเสื้อเชิ้ตและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินพร้อมถุงเท้าสีขาว ตราสโมสรคือรูปสิงโตอาละวาดถือไม้เท้า สโมสรมีคู่อริได้แก่ อาร์เซนอล ทอตนัมฮอตสเปอร์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด[12] เชลซีเป็นสโมสรที่มีผู้ติดตามมากที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ในอังกฤษ และเป็นสโมสรที่มีมูลค่าทีมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกด้วยมูลค่า 2.13 พันล้านปอนด์ (2.576 พันล้านดอลลาร์)[13] และเป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดในโลก[14][15][16][17] โดยมีรายได้สูงที่สุดเป็นอันดับ 8 จำนวน 428 ล้านยูโรในฤดูกาล 2017-2018 นับตั้งแต่ ค.ศ. 2003 เป็นต้นมา สโมสรอยู่ภายใต้การบริหารของ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมซึ่งเป็นมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย-อิสราเอล[18]

ประวัติ

ก่อตั้งทีม

ผู้เล่นชุดแรกของเชลซีในเดือนกันยายน 1905

ในปี 1904 กุส เมียร์สซื้อสนามกรีฑาสแตมฟอร์ดบริดจ์ โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนเป็นสนามฟุตบอล และยื่นข้อเสนอให้ฟูลัมที่อยู่ใกล้เคียงกันเช่าสนาม แต่ถูกปฏิเสธ ดังนั้นเมียร์สจึงเลือกที่จะก่อตั้งสโมสรของเขาเองเพื่อใช้สนามนี้ เนื่องจากมีทีมชื่อฟูลัมอยู่ในเมืองแล้ว จึงใช้ชื่อสโมสรว่าเชลซีซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกัน ชื่ออื่น ๆ ที่เคยอยู่ในตัวเลือกคือ สโมสรฟุตบอลเคนซิงตัน, สโมสรฟุตบอลสแตมฟอร์ดบริดจ์ และสโมสรฟุตบอลลอนดอน[19] เชลซีก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 1905 ที่เดอะไรซิงซันผับ (ปัจจุบันคือ เดอะบุตเชอส์ฮุก)[20][21] อยู่ตรงข้ามประตูทางเข้าหลักในปัจจุบันบนถนนฟูลัม และเชลซีได้รับเลือกให้เข้าสู่ฟุตบอลลีกหลังจากนั้นไม่นาน

เชลซีเลื่อนชั้นไปเล่นในลีกสูงสุด (ดิวิชั่นหนึ่ง) ได้ในฤดูกาลที่สอง แต่ทีมยังมีผลงานไม่คงเส้นคงวานัก และสลับเลื่อนชั้น-ตกชั้นบ่อยครั้งในช่วงปีแรก ๆ พวกเขาผ่านเข้าถึงเอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ 1915 แต่แพ้ให้แก่เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด และจบอันดับสามในดิวิชั่นหนึ่งปี 1920 ซึ่งเป็นการจบอันดับในลีกที่ดีที่สุดของสโมสรในขณะนั้น[22] เชลซีมีชื่อเสียงจากการเซ็นสัญญานักเตะดาวรุ่ง[23] และดึงดูดผู้คนจำนวนมาก สโมสรมีผู้เข้าชมฟุตบอลอังกฤษเฉลี่ยสูงสุดใน 10 ฤดูกาล[24] ได้แก่ ฤดูกาล 1907–08,[25] 1909–10,[26] 1911–12,[27] 1912–13,[28] 1913–14[29] และ 1919–20[30][31] พวกเขาเป็นเคยผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 1920 และ 1932 และเล่นอยู่ในลีกสูงสุดตลอดช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่ความสำเร็จของสโมสรก็หายไปในช่วงสงครามโลก

แชมป์รายการแรก (1952-1961)

อดีตกองหน้าอาร์เซนอลและทีมชาติอังกฤษ เท็ด เดร็ก ได้เข้ามาคุมเชลซีใน ค.ศ.1952 และปรับสโมสรให้ทันสมัยด้วยการโละกลุ่มทหารและข้าราชการวัยเกษียณออกจากการเป็นทีมงาน และได้ปรับทีมเยาวชนและการซ้อมให้เข้มข้นมากขึ้น และซื้อสตาร์จากลีกสมัครเล่นมากมาย จนกระทั่งพวกเขาได้ถ้วยแรกในประวัติศาสตร์ในฤดูกาล 1954-55 โดยการเป็นแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง และอันที่จริงเชลซีจะเป็นทีมแรกจากอังกฤษที่ได้ไปแข่งขันฟุตบอลระดับสโมสรยุโรป แต่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษห้ามไว้เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศ เดร็กถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1961 และแทนที่ด้วยทอมมี่ โดเชอร์ตี้ที่เข้ามาในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีม

สร้างทีมใหม่ (1962-1970)

รูปปั้นปีเตอร์ ออสกู๊ด ตำนานสโมสรเชลซีหน้าสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์

โดเชอร์ตี้ได้ทำการปรับปรุงระบบทีมใหม่มากพอสมควร เขาได้ปล่อยนักเตะเก่าหลายคนออกจากทีม และได้ซื้อนักเตะใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือปีเตอร์ ออสกู๊ด ตำนานสโมสร และพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีกคัพได้ในฤดูกาล 1964-65 ในการเอาชนะเลสเตอร์ซิตีที่มีกอร์ดอนแบงส์ ผู้รักษาประตูชื่อดังไปด้วยผลประตูรวมสองนัด 3-2 (ในสมัยนั้นรอบชิงชนะเลิศยังแข่งขันกันสองนัด) และในสามฤดูกาลถัดมาพวกเขาก็สามารถเข้าชิงทุกถ้วยที่ลงเล่นได้ แต่ได้แค่รองแชมป์ทั้งหมด และเดฟ เซ็กตันเข้ามาแทนที่โดเชอร์ตี้ ก่อนที่เชลซีจะคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ในปี 1970 โดยการเอาชนะลีดส์ยูไนเต็ดไป 2-1 ในนัดแข่งใหม่หลังจากเสมอกันในนัดแรก 2-2[32] และในปีต่อมาพวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ระดับทวีปได้เป็นครั้งแรกในรายการยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพซึ่งพวกเขาเอาชนะเรอัลมาดริดไปได้ 2-1 ในนัดแข่งใหม่หลังจากเสมอกันในนัดแรก 1-1

ยุคตกต่ำ (1970-1992)

เชลซีถึงยุคตกต่ำในช่วงทศวรรษ 1970-80 เมื่อพวกเขาขายผู้เล่นคนสำคัญไปมากมาย และทีมมีผลงานย่ำแย่จนถึงขั้นตกชั้น แต่แล้วในปี 1982 เคน เบตส์ ได้เข้ามาซื้อสโมสรด้วยราคา 1 ล้านปอนด์ และเขาก็ปรับปรุงสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ดีขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ซ้ำร้ายพวกเขาเกือบจะตกชั้นไปดิวิชั่น 3 ในปีเดียวกัน แต่ในปี 1984 จอห์น นีล ได้ดึงทีมขึ้นชั้นมาจากดิวิชั่น 2 ด้วยการคว้าแชมป์ในปี 1983-84 และตกชั้นอีกครั้งในปี 1987-88 ก่อนที่จะเลื่อนชั้นอีกครั้งในปี 1988-89 ด้วยแต้มที่ห่างจากแมนเชสเตอร์ซิตีถึง 17 คะแนน และเชลซีไม่ตกชั้นจากลีกสูงสุดอีกเลยนับจากนั้น

ประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วย (1992-2000)

ในปี 1992 เชลซีเริ่มมีการซื้อผู้เล่นเข้ามามากมาย และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพฤดูกาล 1993-94 ได้โดยฝีมือของ เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล แต่แพ้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไป 0-4[33] ต่อมา รุด กุลลิต เข้ามาทำทีมในฐานะ ผู้เล่น-ผู้จัดการทีม ในปี 1996 และพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ในปี 1997 โดยเอาชนะมิดเดิลส์เบรอไปได้ 2-0 ต่อมา กุลลิทถูกแทนที่โดย จิอันลูก้า วิอัลลี ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยหลายรายการ เริ่มต้นด้วยการเข้าชิงลีกคัพปี 1998 และชนะมิดเดิลส์เบรอไปได้อีกครั้งในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-0 และยังคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพสมัยที่สองด้วยการเอาชนะเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ท 1-0 และคว้าแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพในช่วงต้นฤดูกาลถัดมาด้วยการเอาชนะเรอัลมาดริด 1-0 ตามด้วยแชมป์เอฟเอคัพในปี 2000[34] โดยเอาชนะแอสตันวิลลา 1-0 ในปีนั้น เชลซียังได้ร่วมแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกแต่ก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้บาร์เซโลนา วิอัลลี่ถูกปลดในฤดูกาลถัดมาและถูกแทนที่ด้วยเกลาดีโอ รานีเอรี ซึ่งพาทีมเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพได้อีกครั้งในปี 2002 ก่อนจะแพ้อาร์เซนอล 0-2[35]

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (2004-2011)

โรมัน อับราโมวิช ผู้เปลี่ยนแปลงสโมสรไปตลอดกาล

เคนเบตส์ได้ขายสโมสรให้กับ โรมัน อับราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียในราคา 140 ล้านปอนด์ และทีมได้ทุ่มซื้อผู้เล่นชื่อดังมากมายนับตั้งแต่นั้น โดยนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสโมสรเชลซีในการยกระดับขึ้นไปเป็นทีมระดับโลกเต็มตัวถึงปัจจุบัน[36][37][38][39] เขาได้ปลดรานีเอรี่ออกจากตำแหน่ง และแทนที่ด้วยโชเซ มูรีนโย ซึ่งเข้ามาเป็นตำนานผู้จัดการทีมที่นำความสำเร็จมาสู่สโมสรมากมาย[40][41] เริ่มจากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2004-05 ด้วยคะแนนสูงถึง 95 คะแนน และเป็นครั้งแรกที่สโมสรคว้าแชมป์ลีกได้นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาจากฟุตบอลดิวิชั่นหนึ่ง และยังเอาชนะลิเวอร์พูลในนัดชิงชนะเลิศลีกคัพได้ 3-2

โชเซ มูรีนโย ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของสโมสร

พวกเขาสามารถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งในปี 2006 และทำสถิติเป็นสโมสรที่ 5 ในฟุตบอลอังกฤษที่ได้แชมป์ลีก 2 สมัยติดต่อกันนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมา ในฤดูกาล 2006-07 เชลซีได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยสองรายการได้แก่ เอฟเอคัพด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-0 และลีพคัพจากการเอาชนะอาร์เซนอล 2-1 อย่างไรก็ตาม มูรีนโยได้ถูกปลดในฤดูกาลต่อมาจากการมีปัญหากับผู้บริหารของสโมสร[42] อัฟราม แกรนท์ เข้ามาคุมทีมต่อ ก่อนจะพาทีมเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกก่อนจะแพ้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในการดวลจุดโทษ[43] และยังได้รองแชมป์อีกสองรายการทั้งในพรีเมียร์ลีกและลีกคัพ

ในฤดูกาล 2008-09 พวกเขาดึง หลุยส์ ฟิลิปเป สโคลารี เข้ามาคุมทีม แต่ก็ทำผลงานย่ำแย่จนโดนปลด และกุส ฮิดดิงค์ได้เข้ามารักษาการแทน เขาพาทีมผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้แต่ไปแพ้ให้กับบาร์เซโลนาด้วยกฏประตูทีมเยือน แต่ทีมก็ยังจบอันดับ 3 ในลีกได้และยังคว้าแชมป์เอฟเอคัพด้วยการเอาชนะเอฟเวอร์ตัน 2-1[44]

ในฤดูกาล 2009-10 การ์โล อันเชลอตตี เข้ามาคุมทีม และประเดิมด้วยการชนะจุดโทษแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในรายการ เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ ก่อนจะพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการยิงประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 103 ประตู[45] และยังป้องกันแชมป์เอฟเอคัพได้จากการเอาชนะพอร์ตสมัท 1-0 ต่อมา ในฤดูกาล 2010-11 เชลซีเริ่มต้นด้วยการแพ้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-3 ในเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีกและไม่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วยทุกรายการ[46] และอันเชลอตตีได้ถูกปลดในนัดสุดท้ายของฤดูกาล[47]

สานต่อความสำเร็จ (2011-ปัจจุบัน)

นักเตะเชลซีขณะฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014-15
เชลซีชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสมัยแรกในปี 2012
เชลซีชนะเลิศยูโรปาลีกสมัยที่สองในฤดูกาล 2018-19

ในฤดูกาล 2011-12 ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์[48][49] ในช่วงแรก สโมสรได้แต่งตั้ง อังแดร วีลัช-โบอัช เข้ามาคุมทีม แต่ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่จนโดนปลด และผู้ที่มารักษาการแทนคือ โรแบร์โต ดี มัตเตโอ ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นสมัยแรกโดยเอาชนะไบเอิร์นมิวนิกในการดวลจุดโทษ 4-3 พร้อมทำสถิติเป็นสโมสรแรกจากลอนดอนที่คว้าแชมป์ได้ และยังคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ด้วยการเอาชนะลิเวอร์พูล 2-1 ส่งผลให้ ดี มัตเตโอ ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เขาได้ถูกปลดในฤดูกาลต่อมาจากการทำผลงานย่ำแย่ และราฟาเอล เบนิเตซ ได้เข้ามารักษาการแทน[50] และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้เป็นสมัยแรกจากการเอาชนะไบฟีกา 2-1 พร้อมทำสถิติเป็นสโมสรแรกที่ได้แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกและยูโรปาลีกสองฤดูกาลติดต่อกัน รวมทั้งเป็น 1 ใน 5 สโมสรที่คว้าแชมป์การแข่งขันถ้วยใหญ่ของยูฟ่าได้ครบทั้ง 3 รายการ

โชเซ มูรีนโย ได้กลับมาคุมทีมอีกครั้งในฤดูกาล 2013-14 แม้จะไม่ได้แชมป์อะไรเลยในปีแรก แต่ในปีต่อมาพวกเขาคว้าดับเบิ้ลแชมป์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และยังคว้าแชมป์ลีกคัพได้ด้วยการเอาชนะทอตนัมฮอตสเปอร์ 2-0 ในปีต่อมา เชลซีเริ่มต้นด้วยการแพ้อาร์เซนอล 0-1 ในเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ และพวกเขามีผลงานย่ำแย่ต่อเนื่องทำให้มูรีนโยถูกปลด และกุส ฮิดดิ้งค์เข้ามารักษาการแทนอีกครั้ง แต่ผลงานในลีกก็ไม่ดีขึ้น โดยจบฤดูกาลเพียงอันดับ 10 ไม่ได้ไปแข่งขันฟุตบอลยุโรป และยังตกรอบฟุตบอลถ้วยทุกรายการ

ในฤดูกาล 2016-17 อันโตนีโอ กอนเต เข้ามาคุมทีม และทำทีมชนะ 13 นัดรวดเป็นสถิติใหม่สโมสร และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้รวมทั้งทำสถิติเป็นทีมแชมป์ที่ชนะมากถึง 30 นัดในลีก แต่ในฤดูกาลต่อมาพวกเขาทำได้เพียงการรักษาอันดับไปเล่นยูโรปาลีก และแม้ว่าจะคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้จากการเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-0 แต่กอนเตก็ถูกปลดเมื่อจบฤดูกาล[51]

เมาริซิโอ ซาร์รี่ เข้ามาคุมทีมต่อ และพาทีมชนะรวดได้หลายนัดในช่วงแรก แต่ทีมก็มีช่วงที่ผลงานสะดุดในเวลาต่อมารวมทั้งการแพ้บอร์นมัธไปถึง 0-4 ทำให้อนาคตของซาร์รี่ในช่วงนั้นไม่แน่นอนนัก รวมถึงแพ้แมนเชสเตอร์ซิตีไปถึง 0-6[52] ซึ่งเป็นการแพ้ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกของสโมสร ตามด้วยการตกรอบเอฟเอคัพด้วยการแพ้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 0-2 และยังแพ้จุดโทษแมนเชสเตอร์ซิตีในนัดชิงชนะเลิศลีกคัพ[53] แต่ทีมยังจบอันดับ 3 ในลีกได้ และยังคว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้จากการเอาชนะอาร์เซนอล 4-1[54][55]

แต่ในฤดูกาล 2019-20 เชลซีก็ต้องเสียผู้เล่นสำคัญทั้งเอแดน อาซาร์ และ ดาวิด ลุยส์ รวมไปถึงผู้จัดการทีมอย่างเมาริซิโอ ซาร์รีที่ย้ายไปคุมยูเวนตุส[56] และไม่สามารถซื้อนักเตะใหม่ตลอดทั้งฤดูกาล จากการทำผิดกฏการซื้อขายผู้เล่นเยาวชน[57] แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตผู้เล่นตำนานของสโมสรได้เข้ามาคุมทีม โดยทำผลงานได้ไม่สม่ำเสมอในช่วงแรกจากการที่ไม่สามารถเสริมตัวผู้เล่นได้ รวมทั้งแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 0-4 แต่ก็มีผลงานที่ดีขึ้นตามลำดับและสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ก่อนจะไปแพ้ไบเอิร์นมิวนิก แต่ทีมยังติดอันดับ 4 ในพรีเมียร์ลีกและเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพได้ก่อนจะแพ้อาร์เซนอล 1-2 แต่ในฤดูกาลต่อมา เชลซีทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ส่งผลให้แลมพาร์ดถูกปลดในเดือนมกราคม 2021[58]

โทมัส ทุคเคิล ได้เข้ามาคุมต่อ และเชลซีสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นสมัยที่ 2 จากการเอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตี 1-0 แต่พวกเขาทำได้เพียงรองแชมป์เอฟเอคัพ โดยแพ้ให้กับเลสเตอร์ซิตี 0-1 ต่อมา ทุคเคิลสามารถประเดิมฤดูกาล 2021-22 ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพโดยเอาชนะบิยาร์เรอัลในการดวลจุดโทษ 6-5[59]

สนาม

ดูบทความหลักที่: สนามกีฬาสแตมฟอร์ดบริดจ์

สแตมฟอร์ดบริดจ์เป็นสนามฟุตบอลแห่งเดียวของเชลซีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาตั้งอยู่ในเขตฟูแลม ในลอนดอน โดยเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1877[60] โดยถือเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ และในช่วง 28 ปีแรกที่เปิดใช้ สนามแห่งนี้ถูกใช้สำหรับการแข่งขันกีฬาดั้งเดิมในสมัยยุควิคตอเรียโดยเฉพาะ และยังถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของสนามกรีฑาด้วย[61] สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ออกแบบโดย อาร์ชิบาลด์ ลีตช์ สถาปนิกชาวสกอตแลนด์ สามารถจุคนได้กว่า 42,000 คน และจะมีแผนขยายเป็น 60,000 คน แต่แผนถูกเลื่อนไปโดยไม่มีกำหนด[62]

สนามซ้อม

ในช่วงแรก เชลซีใช้สนามซ้อมเฮลลิงตันในการซ้อม แต่ก็ย้ายไปที่ค็อบแฮม ในปี2004 เนื่องจากสโมสรฟุตบอลควีนส์พาร์กเรนเจอส์ได้เข้ามาซื้อสนามซ้อมในปี 2005

การสนับสนุน

เชลซีถือเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีแฟนฟุตบอลติดตามมากที่สุดในโลก[63] พวกเขามียอดผู้เข้าชมการแข่งขันโดยเฉลี่ยต่อนัดสูงเป็นอันดับ 6 ในอังกฤษ[64] โดยมีแฟนบอลเฉลี่ย 40,000 คนเข้าชมการแข่งขันทุกรายการที่สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ แฟนคลับของสโมสรโดยมากแล้วจะอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านชนชั้นแรงงานอย่าง Hammersmith และ Battersea ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงลอนดอน[65] ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 2007-12 เชลซีเป็นสโมสรที่สามารถจำหน่ายตั๋วเข้าชมเกมในบ้านได้มากที่สุดเป็นอับดับที่ 4 ของโลก และใน ค.ศ. 2018 สโมสรมีผู้ติดตามทางสื่อสังคมออนไลน์สูงถึง 72.2 ล้านคน

ผู้เล่น

ณ วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2021[66]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
1 GK  สเปน เกปา อาร์ริซาบาลากา
2 DF  เยอรมนี อันโทนีโอ รือดีเกอร์
3 DF  สเปน มาร์โกส อาลอนโซ
4 DF  เดนมาร์ก แอนเตรแอส เครสเตินเซิน
5 MF  อิตาลี ฌอร์ฌิญญู
6 DF  บราซิล ชียากู ซิลวา
7 MF  ฝรั่งเศส อึงโกโล ก็องเต
8 MF  โครเอเชีย มาเทออ คอวาชิช
9 FW  เบลเยียม โรเมลู ลูกากู
10 MF  สหรัฐ คริสเตียน พูลิซิช
11 FW  เยอรมนี ทีโม แวร์เนอร์
12 MF  อังกฤษ รูเบน ลอฟตัส-ชีก
13 GK  อังกฤษ มาร์คัส เบตติเนลลี
14 DF  อังกฤษ เทรโวห์ ชาโลบาห์
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
16 GK  เซเนกัล เอดัวร์ แมนดี
17 MF  สเปน ซาอุล (ยืมจากอัตเลติโกเดมาดริด)
18 MF  อังกฤษ รอสส์ บาร์กลีย์
19 MF  อังกฤษ เมสัน เมานต์
20 MF  อังกฤษ แคลลัม ฮัดสัน-โอดอย
21 DF  อังกฤษ เบน ชิลเวลล์
22 MF  โมร็อกโก ฮะกีม ซิยาช
24 DF  อังกฤษ รีซ เจมส์
28 DF  สเปน เซซาร์ อัซปิลิกูเอตา (กัปตัน)
29 MF  เยอรมนี ไค ฮาแวทซ์
31 DF  ฝรั่งเศส มาล็อง ซาร์
32 MF  อังกฤษ ลูวิส เบเกอร์
36 GK  ฟินแลนด์ ลูกัส เบิร์กสตรอม

ผู้เล่นอื่น ๆ

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
FW  เบลเยียม ชาร์ลี มูซงดา

ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี

ปี นักเตะยอดเยี่ยม
1967 อังกฤษ ปีเตอร์ โบเน็ตติ
1968 สกอตแลนด์ ชาร์ลี คุก
1969 อังกฤษ เดวิด เว็บ
1970 อังกฤษ จอห์น ฮอลลินส
1971 อังกฤษ จอห์น ฮอลลินส
1972 อังกฤษ เดวิด เว็บ
1973 อังกฤษ ปีเตอร์ ออสกู๊ด
1974 อังกฤษ แกรี่ ล็อก
1975 สกอตแลนด์ ชาร์ลี คุก
1976 อังกฤษ เรย์ วิลกินส์
1977 อังกฤษ เรย์ วิลกินส์
1978 อังกฤษ มิกกี้ ดรอย
1979 อังกฤษ ทอมมี่ แลงลี่ย์
1980 อังกฤษ ไคลฟ์ วอล์กเกอร์
1981 ยูโกสลาเวีย ปีเตอร์ โบโรต้า
1982 อังกฤษ ไมค์ ฟิลเลรี่
1983 เวลส์ โจอี้ โจนส์
 
ปี นักเตะยอดเยี่ยม
1984 สกอตแลนด์ แพท เนวิน
1985 สกอตแลนด์ เดวิด สปีดี้
1986 เวลส์ เอ็ดดี้ นีดสวิกกี้
1987 สกอตแลนด์ แพท เนวิน
1988 อังกฤษ โทนี่ โดริโก้
1989 อังกฤษ เกรแฮม โรเบิร์ต
1990 เนเธอร์แลนด์ เคน มองกู
1991 ประเทศไอร์แลนด์ แอนดี้ ทาวน์เซนด์
1992 อังกฤษ พอล เอลเลียต
1993 จาเมกา แฟรงค์ ซินแคลร์
1994 สกอตแลนด์ สตีฟ คลาร์ก
1995 นอร์เวย์ เออร์แลนด์ จอห์นเซ่น
1996 เนเธอร์แลนด์ รืด คึลลิต
1997 เวลส์ มาร์ก ฮิวส์
1998 อังกฤษ เดนนิส ไวซ์
1999 อิตาลี จันฟรังโก โซลา
2000 อังกฤษ เดนนิส ไวซ์
 
ปี นักเตะยอดเยี่ยม
2001 อังกฤษ จอห์น เทร์รี
2002 อิตาลี การ์โล กูดีชีนี
2004 อังกฤษ แฟรงค์ แลมพาร์ด
2005 อังกฤษ แฟรงค์ แลมพาร์ด
2006 อังกฤษ จอห์น เทร์รี
2007 กานา มิคาเอล เอสเซียง
2008 อังกฤษ โจ โคล
2009 อังกฤษ แฟรงค์ แลมพาร์ด
2010 โกตดิวัวร์ ดีดีเย ดรอกบา
2011 เช็กเกีย ปีเตอร์ เช็ค
2012 สเปน ฆวน มาตา
2013 สเปน ฆวน มาตา
2014 เบลเยียม เอแดน อาซาร์
2015 เบลเยียม เอแดน อาซาร์
2016 บราซิล วีลียัง
2017 เบลเยียม เอแดน อาซาร์
2018 ฝรั่งเศส อึงโกโล ก็องเต
 
ปี นักเตะยอดเยี่ยม
2019 เบลเยียม เอแดน อาซาร์
2020 โครเอเชีย มาเทออ คอวาชิช
2021 อังกฤษ เมสัน เมานต์

ทำเนียบผู้จัดการทีม

ปี
1933-1939 เลสลี่ ไนท์ตัน
1939-1952 บิลลี่ แบร์เรลล์
1952-1961 เท็ด เดร็ค
1962-1967 ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้
1967-1974 เดฟ เซ็กตัน
1974-1975 รอน ซอวร์ต
1975-1977 เอ็ดดี้ แม็คเครดี้
1977-1978 เคน เชลลิโต้
1978-1979 แดนนี่ บลังค์ฟลาวเวอร์ส
1979-1981 เจฟฟ์ เฮิร์สต์
1981-1985 จอห์น นีล
1985-1988 จอห์น ฮอลลินส์
1988-1991 บ็อบบี้ แคมป์เบลล์
1991-1993 เอียน พอร์เตอร์ฟิลด์
1993 เดวิด เวบบ์
1993-1996 เกล็น ฮอดเดิ้ล
1996-1998 รืด คึลลิต
1998-2000 จิอันลูก้า วิอัลลี่
2000-2004 เกลาดีโอ รานีเอรี
2004-2007 โชเซ่ มูรินโญ่
2007-2008 อัฟราม แกรนท์
2008-2009 หลุยส์ ฟิลิปเป สโคลารี
2009 คืส ฮิดดิงก์ (รักษาการ)
2009-2011 คาร์โล อันเชลอตติ
2011-2012 อังเดร วิลลาส-โบอาส
2012 โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ[67]
2012-2013 ราฟาเอล เบนีเตซ (รักษาการ)[68]
2013-2015 โชเซ่ มูรินโญ่
2015-2016 คืส ฮิดดิงก์ (รักษาการ)
2016-2018 อันโตนีโอ กอนเต
2018-2019 เมารีซีโอ ซาร์รี
2019-2021 แฟรงก์ แลมพาร์ด
2021-ปัจจุบัน โทมัส ทุคเคิล

บุคลากรชุดปัจจุบัน

โทมัส ทุคเคิล ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน

ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2021

  • ผู้จัดการทีม: โทมัส ทุคเคิล[69]
  • ผู้ช่วยผู้จัดการทีม: อาร์โนล มิเชล
  • ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน: โฌลต์ เลิฟ
  • นักวิเคราะห์: เบนจามิน เวเบอร์
  • ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู: เอ็งรีกึ อีลารียู
  • นักกายภาพบำบัด: แมตย์ เบอร์นีย์
  • หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเยาวชน: นีล บาธ

เกียรติประวัติ

อังกฤษ ระดับประเทศ[70]

  • ฟูลล์เมมเบอร์สคัพ
    • ชนะเลิศ (2): 1986, 1990

ยุโรป ระดับทวีปยุโรป

โลก ระดับโลก

  • เวิลด์ฟุตบอลชาลเลนจ์
    • ชนะเลิศ (1): 2009

รายการอื่น ๆ

  • เอฟเอยูธคัพ
    • ชนะเลิศ (4): 1960, 1961, 2008, 2010
  • (มะกิตะ/อัมโบรโทรฟี่)
    • ชนะเลิศ (2): 1994, 1997

สถิติสำคัญ

แฟรงค์ แลมพาร์ด เจ้าของสถิติผู้ทำประตูรวมมากที่สุดตลอดกาลของสโมสร
  • สถิติผู้ชมสูงที่สุด: ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดที่พบกับอาร์เซนอล (ดิวิชั่นหนึ่ง) 12 ตุลาคม ค.ศ. 1935 (82,905 คน)[73]
  • สถิติผู้ชมน้อยที่สุด: ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดที่พบกับลินคอล์น (ดิวิชั่นสอง) 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906 (3,000 คน)[74]
  • สถิติชนะสูงสุด: ในนัดที่ชนะ จิวเนส ฮัทคาเรจ 13-0 (ยูฟ่าคัพวินเนอร์คัพ) 29 กันยายน ค.ศ. 1971[75]
  • สถิติแพ้สูงสุด: ในนัดที่แพ้ วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส 1-8 (ดิวิชั่นหนึ่ง) 26 กันยายน ค.ศ. 1953[76]
  • ผู้เล่นที่ลงสนามทุกรายการมากที่สุด: รอน แฮร์ริส, 795 นัด, 1961-80[77]
  • ผู้เล่นที่ลงสนามในเกมลีกมากที่สุด: รอน แฮร์ริส, 655 นัด, 1961-80[78]
  • ผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ลงสนามให้กับทีม: มาร์ก ชวาร์เซอร์, 41 ปี และ 218 วัน, พบกับคาร์ดิฟฟ์ซิตี, 11 พฤษภาคม ค.ศ. 2014[79]
  • ผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงสนามให้กับทีม: เอียน แฮมิลตัน, 16 ปี และ 138 วัน, พบกับทอตนัมฮอตสเปอร์, 18 มีนาคม ค.ศ. 1967[80]
  • สถิติซื้อนักเตะแพงที่สุด: 97.5 ล้านปอนด์, โรเมลู ลูกากู จาก อินเตอร์ มิลาน, สิงหาคม ค.ศ. 2021[81]
  • สถิติขายนักเตะแพงที่สุด: 88 ล้านปอนด์, เอแดน อาซาร์ ไป เรอัลมาดริด, ค.ศ. 2019[82]
  • นักเตะที่ทำประตูรวมมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล (ดิวิชั่นหนึ่ง): จิมมี กรีฟส์, 43 ประตู, 1960-61[83]
  • นักเตะที่ทำประตูรวมมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล (พรีเมียร์ลีก): ดีดีเย ดรอกบา , 29 ประตู , 2009-10[84]
  • นักเตะที่ทำประตูรวมมากที่สุดตลอดกาล: แฟรงค์ แลมพาร์ด, 211 ประตู, 2001-14[85]
  • ฤดูกาลที่ทีมยิงประตูรวมมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก: 103 ประตู, 2009-10[86]
  • ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด: โชเซ มูรีนโย, ชนะเลิศถ้วยรางวัล 8 รายการ (2004-07, 2013-15)[87]
  • ผู้จัดการทีมที่คุมทีมยาวนานที่สุด: เดวิด คัลเดอร์เฮด, 26 ปี (1907-33)[88]

ในประเทศไทย

สำหรับชาวไทยที่มีชื่อเสียงที่เป็นผู้สนับสนุนเชลซี เช่น ธนิน มนูญศิลป์ (นักแสดง), นนทนันท์ อัญชุลีประดิษฐ์ (นักร้อง), จิรายุ ละอองมณี (นักแสดงและนักร้อง), พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา (นักฟุตบอลทีมชาติไทย) เป็นต้น สโมสรเชลซีเคยเดินทางมาแข่งขันนัดพิเศษพบกับทีมรวมดาราทีมชาติไทย ในวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 โดยเชลซีเอาชนะไปได้ 1-0[89]

อ้างอิง

  1. "TEAM HISTORY – INTRODUCTION". Chelsea F.C. Website. สืบค้นเมื่อ 11 May 2011.
  2. "Premier League Handbook Season 2015/16" (PDF). Premier League. สืบค้นเมื่อ 23 May 2016.
  3. "Chelsea FC - history, facts and records". www.footballhistory.org.
  4. "Chelsea FC statistics through history". www.footballhistory.org.
  5. "Trophy Cabinet | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  6. "Trophy Cabinet | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  7. https://www.chelseafc.com/th/about-chelsea/history
  8. "Chelsea FC Season History | Premier League". www.premierleague.com (ภาษาอังกฤษ).
  9. https://www.chelseafc.com/th
  10. "Five interesting facts about Chelsea's Champions League triumph | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  11. https://en.wikipedia.org/wiki/Chelsea_F.C.
  12. Probert, Greg. "Chelsea FC: Ranking the Blues' 5 Most Hated Rivals". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  13. Igel, Lee. "Chelsea Owner And Billionaire Roman Abramovich On The Past, Present And Future Of The Club". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  14. "Manchester United slip to fourth in Deloitte Football Money League as Liverpool, Manchester City, Chelsea and Tottenham also make top 10". CityAM (ภาษาอังกฤษ). 2021-01-26.
  15. "Football's richest clubs: The top rankings". footballwhispers.com (ภาษาอังกฤษ).
  16. "Chelsea on the Forbes Soccer Team Valuations List". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  17. "Top 10 richest football club owners revealed with Chelsea behind Arsenal". The Sun (ภาษาอังกฤษ). 2021-05-11.
  18. https://en.wikipedia.org/wiki/Chelsea_F.C.
  19. Glanvill, Rick (2006). Chelsea FC: The Official Biography. p. 55.
  20. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ teamhistory
  21. "The Birth of a Club". Chelsea FC. 30 September 2004. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 18 December 2015. สืบค้นเมื่อ 16 December 2015.
  22. "Team History – 1905–29". chelseafc.com. Chelsea FC. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 18 July 2011. สืบค้นเมื่อ 23 April 2014.
  23. Glanville, Brian (10 January 2004). "Little sign of change for Chelsea and their impossible dreams". The Times. UK. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 26 September 2011. สืบค้นเมื่อ 15 March 2009.แม่แบบ:Registration required
  24. "EFS Attendances". www.european-football-statistics.co.uk. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-05-01. สืบค้นเมื่อ 2021-04-22.
  25. "Historical attendances". European Football Statistics. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 4 October 2011. สืบค้นเมื่อ 18 August 2011.
  26. "Historical attendances". European Football Statistics. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 4 October 2011. สืบค้นเมื่อ 18 August 2011.
  27. "Historical attendances". European Football Statistics. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 4 October 2011. สืบค้นเมื่อ 18 August 2011.
  28. "Historical attendances". European Football Statistics. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 4 October 2011. สืบค้นเมื่อ 18 August 2011.
  29. "Historical attendances". European Football Statistics. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 4 October 2011. สืบค้นเมื่อ 18 August 2011.
  30. "Historical attendances". European Football Statistics. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 18 August 2012. สืบค้นเมื่อ 18 August 2011.
  31. "Between the Wars – Big Names and Big Crowds". chelseafc.com. Chelsea FC. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 20 July 2012. สืบค้นเมื่อ 7 May 2012.
  32. "1970 FA Cup Final Match | Chelsea vs Leeds United | FA Cup Finals". www.fa-cupfinals.co.uk.
  33. Shergold, Adam (2018-05-18). "Manchester United vs Chelsea FA Cup final flashback". Mail Online.
  34. Johnson, Simon. "Chelsea and their love affair with the FA Cup final". The Athletic.
  35. "2002 FA Cup Final | Arsenal vs Chelsea". www.fa-cupfinals.co.uk.
  36. World, Republic. "Chelsea owner Roman Abramovich held secret investments in rival players: Report". Republic World (ภาษาอังกฤษ).
  37. Smith, Alan (2021-04-01). "Abramovich and Chelsea's value compared to Liverpool following £538m investment". Football.London (ภาษาอังกฤษ).
  38. "How Abramovich's investment has built a Chelsea for the present and the future". MARCA (ภาษาอังกฤษ). 2021-05-31.
  39. Hayes, Garry. "Charting Chelsea's Year-by-Year Transfer Spend Under Roman Abramovich". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  40. News, C. F. C. "Top 15 Chelsea most successful managers list! Best managers ever!" (ภาษาอังกฤษ).
  41. 161385360554578 (2021-01-27). "From Mourinho to Lampard - rating every Chelsea manager in Abramovich era". talkSPORT (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: numeric names: authors list (link)
  42. Harris, Christopher (2007-09-20). "Chelsea Sack Jose Mourinho". World Soccer Talk (ภาษาอังกฤษ).
  43. UEFA.com. "Man. United-Chelsea 2008 History | UEFA Champions League". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  44. "Chelsea 2-1 Everton" (ภาษาอังกฤษ). 2009-05-30. สืบค้นเมื่อ 2021-08-12.
  45. "Remembering Carlo Ancelotti's Free-Scoring Chelsea of 2009/10". 90min.com (ภาษาอังกฤษ).
  46. "Mourinho, Conte & Abramovich's Chelsea manager records | Goal.com". www.goal.com.
  47. "Chelsea sack Carlo Ancelotti within an hour of defeat by Everton". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2011-05-22.
  48. "Chelsea FC - Squad 2011/2012". worldfootball.net (ภาษาอังกฤษ).
  49. "Chelsea (Sky Sports)". SkySports (ภาษาอังกฤษ).
  50. "Rafael Benítez appointed Chelsea interim manager until end of season". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2012-11-21.
  51. "Conte sacked as Chelsea manager". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-12.
  52. MCFCCityTV. "City 6-0 Chelsea: Extended highlights". www.mancity.com (ภาษาอังกฤษ).
  53. "Man City win Carabao Cup on penalties". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-12.
  54. "Chelsea 4-1 Arsenal: Eden Hazard scores twice in Europa League final". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  55. Murray, Scott (2019-05-29). "Chelsea beat Arsenal 4-1 to win Europa League final – as it happened". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2021-08-12.
  56. "Maurizio Sarri is leaving Chelsea | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  57. Verschueren, Gianni. "Reports: Maurizio Sarri Agrees to Chelsea Release, Will Join Juventus as Manager". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  58. "Frank Lampard sacked by Chelsea after 18 months; Thomas Tuchel set to take over". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  59. "Chelsea win Super Cup on penalties". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-12.
  60. Powell, Jim (2015-07-04). "The history of Chelsea's Stamford Bridge - in pictures". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2021-08-12.
  61. "10 Stamford Bridge facts you might not know | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  62. https://en.wikipedia.org/wiki/Stamford_Bridge_(stadium)
  63. "Top 10 Football Clubs With The Most Fans in The World". Football Lovers (ภาษาอังกฤษ). 2020-10-13.
  64. "Fandom for Premier League clubs in the UK 2021". Statista (ภาษาอังกฤษ).
  65. "Ranking of English Premier League teams popularity". www.stadium-maps.com.
  66. "Teams: Men". Chelsea F.C. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 31 August 2020. สืบค้นเมื่อ 31 August 2020.
  67. โค้ชพรีเมียร์รุมสงสาร เชลซีปลดโบอาส ! จากข่าวสด
  68. ตามคาด!เชลซีตั้งราฟาคุมบังเหียนจนจบซีซั่นนี้ จากสยามสปอร์ต
  69. "Tuchel joins Chelsea | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  70. "Trophy Cabinet | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  71. สิงห์เชือดหงส์ซิวแชมป์เอฟเอ จากผู้จัดการออนไลน์
  72. หน้า 89, Zoo Sport. นิตยสาร Zoo Weekly ฉบับ Thai Edition:11 November 2013
  73. "What is Chelsea's record attendance?". The Chelsea Chronicle (ภาษาอังกฤษ). 2021-04-27.
  74. "The History of Chelsea FC | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  75. UEFA.com (2019-06-01). "Club facts: Chelsea". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  76. "Wolverhampton Wanderers vs. Chelsea - 26 September 1953 - Soccerway". int.soccerway.com.
  77. "Line of Duty: Rank Chelsea's leading appearance-makers | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  78. "Line of Duty: Rank Chelsea's leading appearance-makers | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  79. O, Jidonu Mauyon (2021-08-08). "Ranking the 5 oldest players in Premier League history". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  80. https://www.telegraph.co.uk/football/2017/09/20/premier-league-clubs-youngest-ever-player-career-panned/ian-hamilton/
  81. "Romelu Lukaku: Chelsea break club transfer record to re-sign striker from Inter Milan for £97.5m". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  82. Macdonald, Martin. "Chelsea's 10 biggest sales of all time". www.footballtransfers.com (ภาษาอังกฤษ).
  83. Stead, Matthew (2020-04-10). "Jimmy Greaves might actually be one of the greatest ever..." Football365 (ภาษาอังกฤษ).
  84. "Didier Drogba's Golden Boot Winning Season | All 29 Goals | Premier League 2009/10". OneFootball (ภาษาอังกฤษ).
  85. "Frank Lampard Factfile - his career stats for Chelsea and England including goals and major honours | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  86. "2009/10 | Premier League Years | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  87. Johnson, Simon. "Who is Chelsea's greatest manager?". The Athletic (ภาษาอังกฤษ).
  88. "David Calderhead | Sitio Oficial | Chelsea Football Club". ChelseaFC.
  89. "Match report: Thailand All-Stars 0 Chelsea 1 | Official Site | Chelsea Football Club". ChelseaFC.

แหล่งข้อมูลอื่น

เว็บไซต์แฟนคลับในประเทศไทย