ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อิตาลี
Shirt badge/Association crest
ฉายาGli Azzurri (The Blues)
ทีมมักกะโรนี (ฉายาในภาษาไทย)
สมาคมสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี
(Federazione Italiana Giuoco Calcio – FIGC)
สมาพันธ์ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนโรแบร์โต มันชีนี
กัปตันจันลุยจี บุฟฟอน
ติดทีมชาติสูงสุดจันลุยจี บุฟฟอน (176)
ทำประตูสูงสุดลุยจี รีวา (35)
รหัสฟีฟ่าITA
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 7 Steady (27 พฤษภาคม 2021)[1]
อันดับสูงสุด1 (พฤศจิกายน ค.ศ. 1993, กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007, เมษายน–มิถุนายน ค.ศ. 2007, กันยายน ค.ศ. 2007)
อันดับต่ำสุด17 (กรกฎาคม ค.ศ. 2015, ตุลาคม ค.ศ. 2015, กันยายน ค.ศ. 2017)
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติอิตาลี อิตาลี 6–2 ฝรั่งเศส ธงชาติฝรั่งเศส
(มิลาน, อิตาลี; 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1910)
ชนะสูงสุด
ธงชาติอิตาลี อิตาลี 9–0 สหรัฐ Flag of the United States
(เบรนต์ฟอร์ด, อังกฤษ; 2 สิงหาคม ค.ศ. 1948)
แพ้สูงสุด
ธงชาติฮังการี ฮังการี 7–1 อิตาลี ธงชาติอิตาลี
(บูดาเปสต์, ฮังการี; 6 เมษายน ค.ศ. 1924)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม18 (ครั้งแรกใน 1934)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1934, 1938, 1982 และ 2006)
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม9 (ครั้งแรกใน 1968)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1968, 2020)
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ
เข้าร่วม2 (ครั้งแรกใน 2009)
ผลงานดีที่สุดอันดับที่สาม (2013)

ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี (อิตาลี: Nazionale italiana di calcio) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศอิตาลี อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี อิตาลีเป็นหนึ่งในชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการแข่งขันนานาชาติ โดยชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 สมัยในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 สมัยในปี 1968 และ 2020 และยังได้เหรียญทองฟุตบอลในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1936 และยังเป็นชาติแรกที่ชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สองสมัยติดต่อกัน[2][3][4]

สีประจำทีมอิตาลีคือสีฟ้าอ่อน (และเป็นสีที่ใช้ประจำทีมชาติในหลายกีฬายกเว้นการแข่งขันรถ) ซึ่งในภาษาอิตาลีคือ อัซซูโร (azzurro) และเป็นสีประจำราชวงศ์ของอิตาลีในอดีต และเป็นที่มาของชื่อเล่นของทีมว่า "อัซซูร์รี" (Azzurri)

ทีมชาติอิตาลีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฟุตบอลอิตาลี (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1898) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ปัจจุบันมีผู้จัดการทีมคือ โรแบร์โต มันชีนี อิตาลีถือเป็นคู่ปรับสำคัญของทีมชาติเยอรมนี, ทีมชาติบราซิล, ทีมชาติอาร์เจนตินา, ทีมชาติสเปนและทีมชาติฝรั่งเศส และถือเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นศูนย์รวมนักเตะระดับโลกมาอย่างยาวนาน[5][6][7]

ประวัติ[แก้]

ยุคแรกของการก่อตั้งและแชมป์โลกสองสมัยแรก (1899-1938)[แก้]

ทีมชาติอิตาลีฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกของพวกเขาในปี 1934

การรวมตัวกันของทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 1899 ในการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในนัดกระชับมิตร ณ เมืองตูริน ซึ่งอิตาลีแพ้ไป 0-2[8]

การแข่งขันทางการครั้งแรกได้จัดขึ้นที่มิลานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ปี 1910 อิตาลีเอาชนะฝรั่งเศส 6–2 โดยที่ปิเอโตร ลานา เป็นผู้ทำประตูแรกอย่างเป็นทางการของอิตาลี[9][10] ทีมอิตาลีเล่นด้วยระบบ (2–3–5) ประกอบด้วย: เด ซิโมนี; วาริสโก, กาลี; เตรเร, ฟอสซาติ, คาเปลโล; เดเบอร์นาดี้, ริซซี่, เซเวนีนี่ ที่ 1, ลาน่า, โบย็อกกี้ และมีกัปตันทีมคนแรกคือ ฟรานเชสโก กัลลี[11]

ความสำเร็จครั้งแรกในรายการใหญ่ของพวกเขาคือการคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1928 ณ กรุง อัมส์เตอร์ดัม หลังจากแพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยในรอบรองชนะเลิศพวกเขาสามารถเอาชนะทีมชาติอียิปต์ได้ถึง 11-3 ต่อมาในการแข่งขันรายการ Central European International Cup ในปี 1930[12] และ1935[13] อิตาลีได้อันดับที่หนึ่งจากคู่แข่งห้าทีมที่ลงแข่งขันคว้าแชมป์ไปได้ทั้งสองสมัย ตามด้วยความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิกอีกครั้งจากการคว้าเหรีญทองในปี 1936 โดยเอาชนะทีมชาติออสเตรียไปได้ 2-1

ภายหลังจากที่อิตาลีปฏิเสธคำเชิญในการเข้าร่วมฟุตบอลโลก 1930 พวกเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันในปี 1934 และ1938 ภายใต้การดูแลของ วิตโตรีโอ ปอซโซ ผู้จัดการทีม และการนำทัพของ จูเซปเป เมอัซซา[14] อิตาลีลงแข่งขันฟุตบอลโลก 1934 และนัดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขาคือการถล่มเอาชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกา 7-1 ที่กรุงโรม พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศและเอาชนะเชโกสโลวาเกีย ได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากการทำประตูของ ไรมันโด ออร์ซี และแอนเจโล่ สเกียวีโอ คว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรก

ต่อมาในฟุตบอลโลก 1938 พวกเขาป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ โดยเอาชนะฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ 4-2 จากการทำประตูของ จีโน่ คอลาอุสซี่ และซิลวิโอ ปิโอลา คนละสองประตู ถือเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สองของพวกเขาและอิตาลีถือเป็นเป็นชาติแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้ โดยก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นขึ้น เบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งโทรเลขอวยพรผู้เล่นทุกคนให้นำถ้วยรางวัลกลับมาประเทศให้ได้อีกครั้ง

ยุคแห่งความตกต่ำหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง (1946-1966)[แก้]

ทีมชาติอิตาลีในปี 1965

ในปี 1949 ซึ่งเป็นช่วงที่กีฬาฟุตบอลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เล่น 10 คนจาก 11 คนในกลุ่มผู้เล่นยุคก่อตั้งของทีมชาติได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก โดยหลายคนเป็นผู้เล่นคนสำคัญจากสโมสรโตริโนซึ่งชนะการแข่งขันลีกสูงสุด (เซเรียอา) มา 5 สมัยติดต่อกัน ส่งผลให้อิตาลีไม่ผ่านรอบแรกในฟุตบอลโลก 1950 ในช่วงเวลาดังกล่าวนักเตะและทีมงานทุกคนจะเดินทางด้วยเรือแทนการนั่งเครื่องบิน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นอีกครั้ง

อิตาลียังต้องพบความช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่อง โดยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1954 พวกไม่ผ่านรอบแรกตามด้วยการไม่ผ่านรอบคัดเลือกในฟุตบอลโลก 1958 และตกรอบแรกอีกครั้งในฟุตบอลโลก 1962 และพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1960 ตามด้วยการตกรอบแรกในปี 1964 โดยแพ้สหภาพโซเวียต

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966ประเทศอังกฤษ พวกเขาตกรอบแรกอีกครั้งโดยแพ้ให้กับทีมชาติเกาหลีเหนือในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มไปอย่างเหนือความคามดหมาย และไม่ชนะทีมใดเลยตลอดการแข่งขัน แม้ว่าในทีมชุดนั้นจะมีผู้เล่นอย่าง จานนี ริเวรา (Gianni Rivera) กองหลังชื่อดังจากสโมสร เอซี มิลาน และจาโกโม บุลกาเรลลี่ (Giacomo Bulgarelli) กองกลางจากสโมสรโบโลญญา เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศ แฟนบอลอิตาลีที่ไม่พอใจกับผลงานของทีมต่างพากันมารอที่สนามบินและขว้างปาสิ่งของและผลไม้ใส่ผู้เล่น[15] โดยก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นอิตาลีได้รับการคาดหมายว่าจะทำผลงานได้ดีเนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้ภายหลังจากโศกนาฎกรรมในปี 1949

แชมป์ยุโรปสมัยแรกและรองแชมป์โลก (1968-1974)[แก้]

กัปตันทีมชาติอิตาลี จาชินโต้ ฟัคเค็ตติ กับถ้วยแชมป์ฟุตบอลยูโรปี 1968

อิตาลีเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยูโรสมัยแรกของพวกเขาในปี 1968 ในฐานะเจ้าภาพและสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที โดยถือเป็นแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 30 ปี นับจากพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1938 และถือเป็นการยุติช่วงเวลาอันเลวร้ายตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีหลังจากเหตุการณ์ในปี 1949 พวกเขาเอาชนะยูโกสลาเวียได้ในรอบชิงชนะเลิศซึ่งแข่งขันกันที่กรุงโรมซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการแข่งขันช่วงต่อเวลาพิเศษหรือการยิงจุดโทษตัดสิน[16] และต้องเล่นนัดที่สองหลังจากเสมอกันในนัดแรก 1-1 และอิตาลีสามารถเอาชนะได้ 2-0 จากการทำประตูของ ลุยจิ ริวา (Luigi Riva) และปีเอโตร อนาสตาซี (Pietro Anastasi)

ดีโน ซอฟฟ์ ผู้รักษาประตูที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งทีสุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอล

ถัดมาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970ประเทศเม็กซิโก อิตาลีซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นชื่อดังจากชุดแชมป์ยุโรปในปี 1968 หลายรายประกอบไปด้วย จาชินโต้ ฟัคเค็ตติ (Giacinto Facchetti), ลุยจิ ริวา, ปีเอโตร อนาสตาซี และโรแบร์โต โบนินเซญา (Roberto Boninsegna) สามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ โดยเป็นการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี พวกเขาเอาชนะทีมชาติเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศมาได้ 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งในนัดดังกล่าวถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์โดย 5 จาก 7 ประตูได้เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ และได้รับการยกย่องว่าเป็น "การแข่งขันแห่งศตวรรษ" (Game of the century)[17] อย่างไรก็ตาม อิตาลีต้องแพ้ให้กับบราซิลอย่างยับเยินในรอบชิงชนะเลิศ 1-4

ในฟุตบอลโลก 1974 อิตาลีทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังโดยตกรอบแรกหลังจากแพ้ทีมชาติโปแลนด์

สายเลือดใหม่และแชมป์โลกสมัยที่สาม (1978-1986)[แก้]

หนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการฟุตบอล ซึ่งเป็นภาพของ ซันโดร แปร์ตีนี ประธานาธิบดีของอิตาลีในขณะนั้นกำลังเล่นไพ่กับดีโน ซอฟฟ์ กัปตันทีม และเอนโซ แบร์ซอต ผู้จัดการทีม

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1978ประเทศอาร์เจนตินา ทีมชาติอิตาลีในยุคนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่รายหลาย ที่โดดเด่นที่สุดได้แก่ เปาโล รอสซี (Paolo Rossi) ซึ่งติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก โดยอิตาลีเป็นทีมเดียวในการแข่งขันที่สามารถเอาชนะอาร์เจนตินาซึ่งเป็นแชมป์ในครั้งนั้นได้ อิตาลีจบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับที่สี่ โดยแพ้ให้กับบราซิล 1-2 ในนัดชิงอันดับสาม

อิตาลีลงแข่งขันยูโร 1980 ในฐานะเจ้าภาพ หลังจากเสมอกับสเปนและเบลเยียมตามด้วยการเอาชนะอังกฤษ พวกเขาแพ้ให้กับเชโกสโลวาเกียในนัดชิงอันดับสามจากการดวลจุดโทษ

ต่อมาในฟุตบอลโลก 1982ประเทศสเปน ทีมชาติอิตาลีต้องประสบกับปัญหาหลายอย่างจากการแข่งขันในประเทศ เนื่องด้วยผู้เล่นทีมชาติบางคน เช่น เปาโล รอสซี ถูกดำเนินคดีในข้อหาล้มบอล[18] อิตาลีผ่านเข้าสู่รอบที่สองได้และหลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากเหตุอื้อฉาวในประเทศ พวกเขาตัดสินใจงดให้สัมภาษณ์กับสื่อ โดยมีเพียงผู้จัดการทีม เอนโซ แบร์ซอต (Enzo Bearzot) และกัปตันทีม ดีโน ซอฟฟ์ (Dino Zoff) ที่ได้รับการแต่งตั้งให้พูดกับสื่อมวลชน

ในรอบที่สองซึ่งเป็นการแข่งขันแบบแบ่งกลุ่มอีกครั้ง อิตาลีอยู่ร่วมกลุ่มกับบราซิลและอาร์เจนตินา พวกเขาเริ่มต้นด้วยการเอาชนะอาร์เจนตินาได้ 2-1 และในนัดที่สองหลังจากบราซิลเอาชนะอาร์เจนตินาได้และต้องมาพบกับอิตาลี เกมจบลงด้วยชัยชนะของอิตาลี 3-2 จากการทำแฮตทริกของ เปาโล รอสซี ซึ่งนัดนั้นได้รับการยกย่องให้เป็นการแข่งขันที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งในฟุตบอลโลก[19][20][21] อิตาลีผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศและเอาชนะโปแลนด์ได้ 2-1

ในรอบชิงชนะเลิศ อิตาลีพบกับเยอรมนีตะวันตกซึ่งผ่านเข้ารอบมาด้วยการยิงจุดโทษชนะฝรั่งเศส ครึ่งแรกจบลงโดยยังไม่มีประตู และในช่วงครึ่งหลัง เปาโล รอสซี ยิงประตูแรกให้กับอิตาลีได้ และในขณะที่เยอรมนีโหมบุกอย่างหนัก มาร์โก ทาร์เดลลี และอเลสซานโดร อัลโตเบลลี ได้ทำเพิ่มอีกสองประตูจากจังหวะสวนกลับก่อนที่ พอล ไบรท์เนอร์จะทำประตูปลอบใจให้กับเยอรมนีตะวันตก เกมจบลงด้วยชัยชนะ 3-1 ของอิตาลีและเป็นการคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่สาม[22] เปาโล รอสซี คว้ารางวัลรองเท้าทองคำโดยทำได้ 6 ประตู รวมทั้งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งการแข่งขัน และดีโน ซอฟฟ์ ผู้รักษาประตูและกัปตันทีมทำสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่คว้าแชมป์โลกได้ด้วยวัย 40 ปี[23]

อิตาลีไม่ผ่านรอบคัดเลือกในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 1984 ต่อมาพวกเขาเดินทางไปป้องกันแชมป์ในฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก แต่แพ้ให้กับฝรั่งเศสในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

รองแชมป์โลกอีกครั้ง (1988-1994)[แก้]

โรแบร์โต บัจโจ หนึ่งในผู้เล่นตำนานของทีมชาติอิตาลี

ในปี 1986 อาเซลโย วีชีนี (Azeglio Vicini) เข้ามาทำหน้าที่แทน แบร์ซอต โดยอิตาลีผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในฟุตบอลยูโร 1988 ก่อนจะแพ้ให้กับสหภาพโซเวียต อิตาลีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเป็นครั้งทีสองในฟุตบอลโลก 1990 ซึ่งทีมชุดนั้นได้รับการจับตามองเนื่องจากมีนักเตะชื่อดังอย่าง โรแบร์โต บัจโจ อิตาลีลงแข่งขัน ณ กรุงโรมโดยไม่เสียประตูเลยในการแข่งขัน 5 นัดแรก อย่างไรก็ตามพวกเขาต้องแพ้ให้กับอาร์เจนตินาซึ่งนำโดยดิเอโก มาราโดนาในรอบรองชนะเลิศที่เมืองเนเปิล โดยก่อนเริ่มการแข่งขัน มาราโดนา ซึ่งเป็นผู้เล่นสโมสรนาโปลีในขณะนั้นได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างชาวอิตาเลียนทางตอนเหนือและทางใต้ของประเทศ[24][25] และเขาได้เรียกร้องให้แฟนบอลในเมืองเนเปิลทุกคนเอาใจช่วยทีมชาติอาร์เจนตินาแทน โดยอิตาลีแพ้ให้กับอาร์เจนตินาไปในการดวลจุดโทษ 3-4 หลังจากเสมอกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-1 ต่อมาพวกเขาเอาชนะทีมชาติอังกฤษได้ 3-1 ในนัดชิงอันดับสาม

พวกเขาไม่ผ่านรอบคัดเลือกในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 1992 ถัดมา ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1993 อิตาลีสามารถขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรกในการจัดอันดับโดยสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศซึ่งเริ่มมีการนำระบบการจัดอันดับโลกมาใช้ครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1992

ถัดมา ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1994สหรัฐอเมริกา อิตาลีสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง ณ เมืองลอสแอนเจลิส และนั่นถือเป็นหนึ่งในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง พวกเขาพบกับทีมชาติบราซิลและอิตาลีมีเวลาพักน้อยกว่าบราซิลถึง 24 ชั่วโมงเนื่องจากต้องเดินทางข้ามรัฐ ซึ่งเขตเวลาในทวีปอเมริกาเหนือนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยในเกมนั้นต้องตัดสินหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ และอิตาลีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หลังจากบัจโจกองหน้าคนสำคัญเป็นคนยิงจุดโทษข้ามคานไปในลูกสุดท้ายซึ่งบัจโจมีอาการบาดเจ็บรบกวนก่อนแข่ง[26] แต่ได้ฝืนลงแข่งขันโดยให้แพทย์ฉีดยาระงับปวดให้[27][28]

รองแชมป์ยุโรป (1996-2000)[แก้]

ฟรันเชสโก ตอตตี กองกลางคนสำคัญของทีมชาติอิตาลีในช่วงปี 2000-2006

อิตาลีตกรอบแรกในฟุตบอลยูโร 1996 และตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 1998 โดยแพ้ให้กับฝรั่งเศสเจ้าภาพในการดวลจุดโทษ 3-4 โดยในรายการดังกล่าว โรแบร์โต บัจโจ ทำสถิติเป็นผู้เล่นอิตาลีคนแรกที่ทำประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ 3 สมัย[29]

ต่อมาในการแข่งขันยูโร 2000 อิตาลีในชุดนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นชื่อดังมากมาย อาทิ ฟรันเชสโก ตอตตี, ฟีลิปโป อินซากี, อาเลสซันโดร เดล ปิเอโร, เปาโล มัลดินี และอาเลสซันโดร เนสตา สามารถพาทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศไปพบกับฝรั่งเศสคู่ปรับเก่าอีกครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะแพ้ไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-2 จากการทำประตูของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ ในช่วงกฎประตูทอง (Golden Goal)

ยุคของ โจวันนี ตราปัตโตนี (2000-2004)[แก้]

โจวันนี ตราปัตโตนี เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในฟุตบอลโลก 2002 โดยพวกเขาแพ้ให้กับเจ้าภาพร่วมเกาหลีใต้ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย 1-2 โดยเป็นนัดที่ได้รับการวิจารณ์มากที่สุดนัดหนึ่ง[30] จากการที่่ผู้เล่นอิตาลีสามารถส่งบอลเข้าประตูได้ในช่วงต่อเวลา แต่ผู้ตัดสินกลับตัดสินว่าเป็นการล้ำหน้า และยังแจกใบแดงไล่ ฟรันเชสโก ตอตตี ออกจากสนามรวมถึงให้จุดโทษแก่เกาหลีใต้อย่างค้านสายตา ไบรอน โมเรโน ผู้ตัดสินได้รับการวิจารณ์ว่ามีเจตนาทุจริตในการช่วยเหลือเกาหลีใต้[31]

อิตาลีมีผลงานที่ย่ำแย่ในการแข่งขันยูโร 2004 โดยพวกเขาตกรอบแบ่งกลุ่ม แม้จะมีคะแนน 5 คะแนนเท่ากับ เดนมาร์กและสวีเดน แต่ต้องตกรอบเนื่องจากจำนวนประตูลูกได้เสียเป็นรอง[32]

แชมป์โลกสมัยที่สี่ (2006)[แก้]

แฟนบอลอิตาลีออกมาเฉลิมฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2006
ประธานาธิบดีอิตาลี จอร์โจ นาโปลีตาโน ร่วมแสดงความยินดีกับ มาร์เชลโล ลิปปี ผู้จัดการทีม และ ฟาบิโอ คันนาวาโร กัปตันทีมชาติอิตาลีภายหลังเอาชนะฝรั่งเศสได้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006

สมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ประกาศแต่งตั้ง มาร์เชลโล ลิปปี เข้ามาทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 พวกเขาเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายและเอาชนะทีมชาติออสเตรเลียไปได้ 1-0 ทั้งๆที่่ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เนื่องจาก มาร์โก มาเตรัซซี่ ถูกไล่ออกจากสนาม โดย ฟรันเชสโก ตอตตี เป็นผู้ทำประตูชัยจากลูกจุดโทษท้ายเกม พวกเขาเอาชนะยูเครน 3-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ตามด้วยการเอาชนะเยอรมนีเจ้าภาพ 2-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษรอบรองชนะเลิศ

ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ การปะทะกันระหว่าง มาร์โก มาเตรัซซี และซีเนดีน ซีดาน ทำให้ซีดานได้รับใบแดงในช่วงต่อเวลาพิเศษหลังจากเสมอกัน 1-1 โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากการมีปากเสียงระหว่างสองผู้เล่นเนื่องจากซีดานโดนมาเตรัซซีดึงเสื้อ ก่อนที่มาเตรัซซีจะใช้วาจาพาดพิงน้องสาวของซีดาน[33] ทำให้เจ้าตัวคุมอารมณ์ไม่อยู่และใช้ศีรษะโขกมาเตรัซซีจนล้มลง ทำให้ผู้ตัดสินให้ใบแดงแก่ซีดาน อิตาลีเอาชนะฝรั่งเศสไปได้ในการดวลจุดโทษ 5-3[34] ซึ่งคนที่ยิงจุดโทษพลาดของฝรั่งเศสคือ ดาวิด เทรเซเก้ต์ ผู้ทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศที่ทั้งสองทีมพบกันในยูโร 2000

ในรายการนี้อิตาลีมีผู้ที่ทำประตูได้ถึง 10 คน และ 5 จาก 12 ประตูที่ทำได้มาจากนักเตะตัวสำรอง และ 4 ประตูมาจากการทำประตูของผู้เล่นกองหลัง และอิตาลีมีผู้เล่นที่ติดทีมยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันมากถึง 7 คน[35] จันลุยจี บุฟฟอน ได้รับรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน[36] และทีมชุดนี้ได้รับการยกย่องจากแฟนบอลให้เป็นหนึ่งในทีมที่ดีสุดของทีมชาติอิตาลี[37]

ความล้มเหลวในรายการใหญ่ (2006-2010)[แก้]

มาร์เชลโล ลิปปี ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง และโรแบร์โต้ โดนาโดนี่ เข้ามารับช่วงต่อ ในการแข่งขันยูโร 2008 อิตาลีอยู่ร่วมกลุ่มกับเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส ก่อนจะผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายและแพ้ให้กับสเปนในการดวลจุดโทษ ส่งผลให้สมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลีได้ประกาศปลดโดนาโดนีออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งมาร์เชลโล ลิปปีกลับมาอีกครั้ง[38]

อิตาลีเข้าร่วมรายการคอนเฟเดอเรชัน คัพ เป็นครั้งแรกในปี 2009 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ในฐานะแชมป์ฟุตบอลโลกก่อนที่จะตกรอบแรกโดยแพ้ให้กับทีมชาติอียิปต์และบราซิลในสองนัดสุดท้าย

ถัดมา พวกเขาตกรอบแรกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 อย่างเหนือความคาดหมาย โดยได้อันดับสุดท้ายของกลุ่มหลังจากเสมอสองนัดกับทีมชาติปารากวัยและทีมชาตินิวซีแลนด์และปิดท้ายด้วยการแพ้สโลวาเกีย และถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยอิตาลีถือเป็นชาติที่ 3 ที่ตกรอบแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกในฐานะแชมป์เก่า (ต่อจากทีมชาติบราซิลในปี 1966 และฝรั่งเศสในปี 2002)

รองแชมป์ยุโรปอีกครั้ง (2010-2014)[แก้]

อันเดรอา ปีร์โล หนึ่งในกองกลางระดับตำนานของทีมชาติอิตาลี

มาร์เชลโล ลิปปี ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และผู้ที่มารับตำแหน่งแทนคือ เซซาเร่ ปรันเดลลี่ (Cesare Prandelli) พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2012 โดยเอาชนะเยอรมนีไปได้ในรอบรองชนะเลิศ 2-1 จากการทำประตูของ มารีโอ บาโลเตลลี ทั้งสองประตู อย่างไรก็ตามพวกเขาแพ้ให้กับทีมชาติสเปนในรอบชิงชนะเลิศ 0-4[39]

ต่อมา ในรายการคอนเฟเดอเรชัน คัพ 2013 อิตาลีจบการแข่งขันด้วยอันดับที่สามหลังจากแพ้สเปนไปอีกครั้งในการดวลจุดโทษในรอบรองชนะเลิศ[40] และเอาชนะทีมชาติอุรุกวัยในการดวลจุดโทษในนัดชิงอันดับสาม

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 อิตาลีประสบความล้มเหลวอีกครั้ง โดยตกรอบแรกในการแข่งขันเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน จากผลงานชนะเพียง 1 นัด และแพ้ 2 นัด แม้พวกเขาจะเปิดสนามด้วยการเอาชนะทีมชาติอังกฤษไปได้ 2-1 แต่พวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้ในสองนัดถัดมาต่อทีมชาติคอสตาริกา และอุรุกวัยและ ปรันเดลลี่ ได้ลาออกจากตำแหน่ง[41]

ยุคของอันโตนีโอ กอนเต (2014-2016)[แก้]

อันโตนีโอ กอนเต ได้เข้ามารับช่วงต่อหลังจากประสบความสำเร็จในการพาสโมสรยูเวนตุสชนะเลิศรายการสำคัญในประเทศได้ โดยอิตาลีทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันรอบคัดเลือกยูโร 2016 โดยสามารถเก็บชัยชนะได้ 7 นัดและเสมอ 3 นัดไม่แพ้ทีมใด

ในการแข่งขันรอบสุดท้าย กอนเต ได้ประกาศว่าเขาจะยุติบทบาทหลังจบการแข่งขันเพื่อไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีมเชลซีในฤดูกาล 2016-2017 อิตาลีผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนจะแพ้ให้กับเยอรมนีด้วยการดวลจุดโทษ อย่างไรก็ตามในรายการดังกล่าว กอนเต ได้รับเสียงชื่นชมจากการทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าอิตาลีในชุดนั้นแทบจะไม่มีผู้เล่นระดับโลกในทีมเมื่อเทียบกับตัวผู้เล่นในช่วงปี 2000-2010 ซึ่งเต็มไปด้วยผู้เล่นชั้นนำหลายราย[42][43]

ฟุตบอลโลก 2018[แก้]

อิตาลีไม่ผ่านรอบคัดเลือกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 โดยผู้จัดการทีมในขณะนั้นคือ จาน ปิเอโร่ เวนตูร่า (Gian Piero Ventura) โดยพวกเขาจบอันดับที่สองในรอบคัดเลือก และต้องไปแข่งขันเพลย์ออฟกับทีมชาติสวีเดน ซึ่งอิตาลีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปจากการรวมผลสองนัด 0-1 และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1958 ที่พวกเขาไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก หลังจากจบรอบคัดเลือกผู้เล่นคนสำคัญ อาทิ จันลุยจี บุฟฟอน,ดานีเอเล เด รอสซี, และอันเดรีย บาร์ซาญี ได้ประกาศเลิกเล่นทีมชาติ

ยุคของโรแบร์โต มันชินีและแชมป์ยุโรปสมัยที่สอง (2018-ปัจจุบัน)[แก้]

โรแบร์โต มันชินี ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของทีมชาติอิตาลี

ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2018 โรแบร์โต มันชินี ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีม และทีมของมันชินีสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รอบคัดเลือกโดยเอาชนะคู่แข่งร่วมกลุ่มได้ทั้ง 10 นัดรวด เก็บได้ 30 คะแนนเต็ม และสามารถทำประตูไปได้ถึง 37 ประตู ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน อิตาลีสามารถจบการแข่งขัน ยูฟ่าเนชันส์ลีก ด้วยการเป็นอันดับที่หนึ่งของกลุ่มส่งผลให้พวกเขาผ่านเข้าไปเล่นยูโร 2020 รอบสุดท้ายได้แบบอัตโนมัติ[44]

ในการแข่งขันรอบสุดท้าย อิตาลีอยู่ในกลุ่มเอร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี และ เวลส์ โดยอิตาลีเล่นรอบแบ่งกลุ่มทั้งสามนัดในฐานะเจ้าภาพร่วมที่กรุงโรม พวกเขาจบรอบแบ่งกลุ่มในฐานะทีมอันดับหนึ่งด้วยผลงานชนะรวดสามนัด และทำสถิติเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยไม่เสียประตูในรอบแบ่งกลุ่ม[45] ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายอิตาลีเอาชนะออสเตรียไปได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 ตามด้วยการเอาชนะเบลเยียมซึ่งเป็นทีมอันดับหนึ่งของโลก 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และทำสถิติคว้าชัยชนะติดด่อกันในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปจำนวน 15 นัด (นับรวมตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบสุดท้าย)[46] ในรอบรองชนะเลิศ พวกเขาต้องเล่นกับสเปนจนถึงช่วงการดวลจุดโทษตัดสินหลังจากเสมอกัน 1-1 ก่อนจะเอาชนะไปได้ 4-2 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ในรอบ 8 ปี[47]

ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2021 อิตาลีสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรได้เป็นสมัยที่สอง โดยเอาชนะทีมชาติอังกฤษในการดวลจุดโทษ 3-2 ในรอบชิงชนะเลิศภายหลังเสมอกันในเวลาปกติ 1-1 และมันชินียังทำสถิติคุมทีมไม่แพ้ทีมใดติดต่อกันทุกรายการรวม 34 นัด[48][49]

เกียรติประวัติ[แก้]

รายการแข่งขัน[แก้]

  • ชนะเลิศ (4): 1934, 1938, 1982, 2006
  • รองชนะเลิศ (2): 1970, 1994
  • อันดับที่สาม (1): 1990
  • อันดับที่สี่ (1): 1978
  • ชนะเลิศ (2): 1968, 2020
  • รองชนะเลิศ (2): 2000, 2012
  • อันดับที่สี่ (1): 1980
  • รอบรองชนะเลิศ (1): 1988
  • อันดับที่สาม (1): 2013
  • เหรียญทอง (1): 1936
  • เหรียญทองแดง (2): 1928, 2004

รายการอื่น ๆ:

  • ชนะเลิศ (2): 1927–30, 1933–35
  • รองชนะเลิศ (2): 1931–32, 1936–38[nb 1]

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • Laureus World Team of the Year
  • ชนะเลิศ: 2007

ตารางสรุปถ้วยรางวัล[แก้]

รายการแข่งขัน 1 2 3 ทั้งหมด
ฟุตบอลโลก 4 2 1 7
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 2 0 4
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ 0 0 1 1
โอลิมปิกฤดูร้อน 1 0 2 3
เนชันส์ลีก 0 0 0 0
ทั้งหมด 7 4 4 15

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

รายชื่อผู้เล่นที่ถูกเรียกตัวสำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ประกาศเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน[50]

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 1GK ซัลวาโตเร ซีรีกู 12 มกราคม ค.ศ. 1987 (อายุ 34 ปี) 26 0 อิตาลี โตรีโน
2 2DF โจวันนี ดี โลเรนโซ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1993 (อายุ 27 ปี) 7 0 อิตาลี นาโปลี
3 2DF จอร์โจ กีเอลลีนี (กัปตัน) 14 สิงหาคม ค.ศ. 1984 (อายุ 36 ปี) 106 8 อิตาลี ยูเวนตุส
4 2DF เลโอนาร์โด สปีนัซโซลา 25 มีนาคม ค.ศ. 1993 (อายุ 28 ปี) 13 0 อิตาลี โรมา
5 3MF มานูเอล โลกาเตลลี 8 มกราคม ค.ศ. 1998 (อายุ 23 ปี) 9 1 อิตาลี ซัสซูโอโล
6 3MF มาร์โก แวร์รัตตี 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1992 (อายุ 28 ปี) 40 3 ฝรั่งเศส ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
7 3MF กาเอตาโน กัสโตรวิลลี 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 (อายุ 24 ปี) 2 0 อิตาลี ฟีออเรนตีนา
8 3MF ฌอร์ฌิญญู 20 ธันวาคม ค.ศ. 1991 (อายุ 29 ปี) 27 5 อังกฤษ เชลซี
9 4FW อันเดรอา เบลอตตี 20 ธันวาคม ค.ศ. 1993 (อายุ 27 ปี) 33 12 อิตาลี โตรีโน
10 4FW โลเรนโซ อินซิญเญ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1991 (อายุ 30 ปี) 40 7 อิตาลี นาโปลี
11 4FW โดเมนีโก เบราร์ดี 1 สิงหาคม ค.ศ. 1994 (อายุ 26 ปี) 10 4 อิตาลี ซัสซูโอโล
12 3MF มัตเตโอ เปสซีนา 21 เมษายน ค.ศ. 1997 (อายุ 24 ปี) 5 2 อิตาลี อาตาลันตา
13 2DF แอแมร์ซง 3 สิงหาคม ค.ศ. 1994 (อายุ 26 ปี) 14 0 อังกฤษ เชลซี
14 3MF เฟเดรีโก กีเอซา 25 ตุลาคม ค.ศ. 1997 (อายุ 23 ปี) 24 1 อิตาลี ยูเวนตุส
15 2DF ฟรันเชสโก อาแชร์บี 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1988 (อายุ 33 ปี) 13 1 อิตาลี ลาซีโอ
16 3MF บรายัน กริสตันเต 3 มีนาคม ค.ศ. 1995 (อายุ 26 ปี) 10 1 อิตาลี โรมา
17 4FW ชีโร อิมโมบีเล 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 (อายุ 31 ปี) 45 12 อิตาลี ลาซีโอ
18 3MF นีโกเลาะ บาเรลลา 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 (อายุ 24 ปี) 22 4 อิตาลี อินแตร์นาซีโอนาเล
19 2DF เลโอนาร์โด โบนุชชี 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1987 (อายุ 34 ปี) 101 7 อิตาลี ยูเวนตุส
20 3MF เฟเดรีโก แบร์นาร์เดสกี 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 (อายุ 27 ปี) 30 6 อิตาลี ยูเวนตุส
21 1GK จันลุยจี ดอนนารุมมา 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1999 (อายุ 22 ปี) 25 0 อิตาลี มิลาน
22 4FW จาโกโม รัสปาโดรี 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2000 (อายุ 21 ปี) 0 0 อิตาลี ซัสซูโอโล
23 2DF อาเลสซันโดร บัสโตนี 13 เมษายน ค.ศ. 1999 (อายุ 22 ปี) 5 0 อิตาลี อินแตร์นาซีโอนาเล
24 2DF อาเลสซันโดร โฟลเรนซี 11 มีนาคม ค.ศ. 1991 (อายุ 30 ปี) 42 2 ฝรั่งเศส ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
25 2DF ราฟาแอล โตลอย 10 ตุลาคม ค.ศ. 1990 (อายุ 30 ปี) 2 0 อิตาลี อาตาลันตา
26 1GK อาเลกซ์ เมเรต 22 มีนาคม ค.ศ. 1997 (อายุ 24 ปี) 2 0 อิตาลี นาโปลี

ผู้เล่นคนสำคัญตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน[แก้]


สถิติสำคัญของผู้เล่น[แก้]

ลงสนามมากที่สุด[แก้]

จันลุยจี บุฟฟอน เจ้าของสถิติลงเล่นให้แก่ทีมชาติอิตาลีมากที่สุดตลอดกาล

สถิติ ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2021[51]

อันดับ รายชื่อ จำนวนนัด จำนวนประตู ช่วงเวลา
1 จันลุยจี บุฟฟอน 176 0 1997–2018
2 ฟาบีโอ กันนาวาโร 136 2 1997–2010
3 เปาโล มัลดีนี 126 7 1988–2002
4 ดานีเอเล เด รอสซี 117 21 2004–2017
5 อันเดรอา ปีร์โล 116 13 2002–2015
6 ดีโน ซอฟฟ์ 112 0 1968–1983
จอร์โจ กีเอลลีนี 112 8 2004–ปัจจุบัน
8 เลโอนาร์โด โบนุชชี 109 7 2010–ปัจจุบัน
9 จันลูกา ซัมบรอตตา 98 2 1999–2010
10 จาชินโต้ ฟัคเค็ตติ 94 3 1963–1977
  • รายชื่อในตัวหนาคือผู้เล่นที่ยังลงเล่นอยู่ในปัจจุบัน

ผู้ทำประตูสูงสุด[แก้]

ลุยจิ ริวา เจ้าของสถิติผู้ทำประตูสูงที่สุดตลอดกาลของทีมชาติอิตาลี

สถิติ ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2021[52]

อันดับ รายชื่อ จำนวนประตู จำนวนนัด ค่าเฉลี่ย ช่วงเวลา
1 ลุยจิ ริวา 35 42 0.83 1965–1974
2 จูเซปเป เมอัซซา 33 53 0.62 1930–1939
3 ซิลวิโอ ปิโอลา 30 34 0.88 1935–1952
4 โรแบร์โต บัจโจ 27 56 0.48 1988–2004
อาเลสซันโดร เดล ปีเอโร 91 0.3 1995–2008
6 อดอลโฟ บาลอนเชียรี 25 47 0.53 1920–1930
ฟีลิปโป อินซากี 57 0.44 1997–2007
อเลสซานโดร อัลโตเบลลี่ 61 0.41 1980–1988
9 กริสเตียน วีเอรี 23 49 0.47 1997–2005
ฟรันเชสโก กราซีอานี 64 0.36 1975–1983

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. This edition of the tournament was interrupted due to the annexation of Austria to Nazi Germany on 12 March 1938.

อ้างอิง[แก้]

  1. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". FIFA. 27 พฤษภาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 27 พฤษภาคม 2021.
  2. "FIFA World Cup moments: Italy become first team to win title on foreign soil amidst mounting protests in 1938-Sports News , Firstpost". Firstpost. 2018-05-30.
  3. Lopresti, Sam. "Italy World Cup Rewind: Title No. 2, 1938 Final vs. Hungary". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  4. "FIFA". fifa.com (ภาษาอังกฤษ).
  5. "The Greatest Italian Football Players Every Geek Will Recognize". www.thefamouspeople.com (ภาษาอังกฤษ).
  6. "Italian Football | 7 of the Best Italian Footballers Ever". Forza Italian Football (ภาษาอังกฤษ). 2021-02-01.
  7. Corkhill, Barney. "FIFA World Cup's Greatest Ever: Top 20 Italian Players of All-Time". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  8. "Switzerland - Non-Official International Matches Representative Teams 1898-1992". www.rsssf.com.
  9. "Pietro Lana". www.magliarossonera.it.
  10. "Album della stagione". www.magliarossonera.it.
  11. https://download.repubblica.it/pdf/motori/supplemento_ottobre06/04.pdf
  12. "1st International Cup". www.rsssf.com.
  13. "3rd International Cup". www.rsssf.com.
  14. "MEAZZA Giuseppe: La favola di Peppin il folbèr". Storie di Calcio (ภาษาอิตาลี). 2016-01-30.
  15. https://web.archive.org/web/20060516064056/http://fifaworldcup.yahoo.com/06/en/p/cg/por_prk_1966.html
  16. "Euro 1968: Mullery's moment of madness". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.
  17. "Euro 2012: five classic tournament matches between Germany and Italy including the 'Game of the Century'". www.telegraph.co.uk.
  18. "The worst scandal of them all" (ภาษาอังกฤษ). 2006-07-25. สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.
  19. "1982: Why Brazil V Italy Was One Of Football's Greatest Ever Matches - Esquire". web.archive.org. 2015-09-27.
  20. "Italy 3-2 Brazil, 1982: the day naivety, not football itself, died | Jonathan Wilson". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2012-07-25.
  21. "Brazil lost that Italy game in 1982 but won a place in history – Falcão". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2014-05-30.
  22. "The Glasgow Herald - Google News Archive Search". news.google.com.
  23. "CNNSI.com - CNNSI.com's complete coverage of the FIFA World Cup - World Cup Hall of Fame: Dino Zoff - Wednesday May 29, 2002 12:33 AM". web.archive.org. 2005-09-12.
  24. Maradona, Diego (2004). El Diego, pg. 165.
  25. https://core.ac.uk/download/pdf/159384045.pdf
  26. "Profile: Has so much ever hung on a hamstring?: Roberto Baggio,". The Independent (ภาษาอังกฤษ). 2011-10-23.
  27. "Archivio Corriere della Sera". archivio.corriere.it.
  28. "Archivio Corriere della Sera". archivio.corriere.it.
  29. "Ora Yahoo fa parte del gruppo Verizon Media". consent.yahoo.com.
  30. "ESPNsoccernet.com World Cup 2002: Angry Italy blame 'conspiracy'". web.archive.org. 2006-11-23.
  31. "Fifa investigates Moreno" (ภาษาอังกฤษ). 2002-09-13. สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.
  32. "Italy angry at rivals' draw" (ภาษาอังกฤษ). 2004-06-23. สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.
  33. agencies, Staff and (2007-08-18). "And Materazzi's exact words to Zidane were..." the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  34. "Zidane off as Italy win World Cup" (ภาษาอังกฤษ). 2006-07-09. สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.
  35. "FIFA.com - Azzurri prominent in All Star Team". web.archive.org. 2010-06-14.
  36. "FIFA.com - Buffon collects Lev Yashin Award". web.archive.org. 2007-10-12.
  37. "Italian joy at World Cup victory" (ภาษาอังกฤษ). 2006-07-10. สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.
  38. "Lippi returns to manage Italy - Tribal Football". www.tribalfootball.com.
  39. UEFA.com (2012-07-01). "Spain overpower exhausted Italy to win UEFA EURO 2012 final". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  40. "Spain 0-0 Italy (Spain win 7-6 on pens)". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.
  41. "Italy boss Prandelli to resign". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.
  42. "Italy - Squad EURO 2016 in Frankreich". worldfootball.net (ภาษาอังกฤษ).
  43. "OFFICIAL: Italy squad for Euro 2016 - Football Italia" (ภาษาอังกฤษ).
  44. www.eurosport.com https://www.eurosport.com/geoblocking.shtml. Missing or empty |title= (help)
  45. "Perfect Italy are having fun at Euro 2020". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2021-06-20.
  46. UEFA.com (2021-07-09). "Italy set new record for longest EURO winning run". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  47. UEFA.com (2021-07-06). "Italy 1-1 Spain (pens: 4-2): Azzurri hold nerve to reach EURO final". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  48. "'34 games unbeaten for Italy' - Which national teams have the longest unbeaten run in football? | Goal.com". www.goal.com.
  49. "England lose shootout in Euro 2020 final". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-07-12.
  50. "26-man squad announcement for the Euros: Giacomo Raspadori makes it". Italian Football Federation. 2 June 2021. สืบค้นเมื่อ 2 June 2021.
  51. Roberto Di Maggio; José Luis Pierrend (8 April 2016). "Italy – Record International Players: Appearances for Italy National Team". RSSSF. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 6 July 2013. สืบค้นเมื่อ 3 May 2016.
  52. "Classifica marcatori" [Goalscoring standings]. FIGC.it (ภาษาอิตาลี). FIGC. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 31 July 2013. สืบค้นเมื่อ 2 May 2016.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]