ฟุตบอลทีมชาติซาอุดีอาระเบีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซาอุดีอาระเบีย
Shirt badge/Association crest
ฉายาالأخضر ("สีเขียว")
الصقور الخضر ("เหยี่ยวเขียว")
الصقور العربية ("เหยี่ยวอาหรับ")
สิงห์ทะเลทราย (ในภาษาไทย)
สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย
สมาพันธ์ย่อยดับเบิลยูเอเอฟเอฟ (เอเชียตะวันตก)
สมาพันธ์เอเอฟซี (เอเชีย)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนแอร์เว เรอนาร์
กัปตันซัลมาน อัลฟะร็อจญ์
ติดทีมชาติสูงสุดมุฮัมมัด อัดดะเอียะอ์ (178)[1]
ทำประตูสูงสุดมาญิด อับดุลลอฮ์ (72)[2]
รหัสฟีฟ่าKSA
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 51 ลดลง 3 (23 ธันวาคม 2021)[3]
อันดับสูงสุด21 (กรกฎาคม ค.ศ. 2004)
อันดับต่ำสุด126 (ธันวาคม ค.ศ. 2012)
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติเลบานอน เลบานอน 1–1 ซาอุดีอาระเบีย ธงชาติซาอุดีอาระเบีย
(เบรุต ประเทศเลบานอน; 18 มกราคม ค.ศ. 1957)
ชนะสูงสุด
ธงชาติประเทศติมอร์-เลสเต ติมอร์-เลสเต 0–10 ซาอุดีอาระเบีย ธงชาติซาอุดีอาระเบีย
(ดิลี ประเทศติมอร์ตะวันออก; 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015)
แพ้สูงสุด
ธงชาติสหสาธารณรัฐอาหรับ สหสาธารณรัฐอาหรับ 13–0 ซาอุดีอาระเบีย ธงชาติซาอุดีอาระเบีย
(กาซาบล็องกา ประเทศโมร็อกโก; 3 กันยายน ค.ศ. 1961)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม5 (ครั้งแรกใน 1994)
ผลงานดีที่สุดรอบคัดเลือก 16 ทีม (1994)
เอเชียนคัพ
เข้าร่วม10 (ครั้งแรกใน 1984)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1984, 1988, 1996)
อาหรับคัพ
เข้าร่วม7 (ครั้งแรกใน 1985)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1998, 2002)
อาเรเบียนกัลฟ์คัพ
เข้าร่วม24 (ครั้งแรกใน 1970)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1994, 2002, 2003)
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ
เข้าร่วม4 (ครั้งแรกใน 1992)
ผลงานดีที่สุดรองชนะเลิศ (1992)

ฟุตบอลทีมชาติซาอุดีอาระเบีย (อาหรับ: المنتخب العربي السعودي لكرة القدم‎) เป็นทีมฟุตบอลประจำชาติของประเทศซาอุดีอาระเบียในการแข่งขันระหว่างประเทศ อยู่ภายใต้การดูแลของสหพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย มีฉายาคือ อัลศอกรฺ (Al-Saqour) หรือภาษาอังกฤษคือ The Falcons (นกเหยี่ยว) และ อัลอัคฎอร (Al-Akhdar) หรือภาษาอังกฤษคือ The Green ซึ่งมาจากสีประจำทีมคือสีเขียว ซาอุดีอาระเบียได้ลงแข่งขันทั้งในรายการของสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ และสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย

ซาอุดีอาระเบียเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในทวีปเอเชีย[4][5] โดยชนะเลิศการแข่งขันเอเชียนคัพ 3 สมัย (ค.ศ. 1984, 1988 และ 1996) และเป็นหนึ่งในสองทีมที่เข้าชิงชนะเลิศรายการนี้มากที่สุด 6 ครั้ง และพวกเขายังคว้าเหรียญเงินในเอเชียนเกมส์ 1986 ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 5 ครั้ง และยังเป็นชาติแรกในเอเชียที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันของฟีฟ่าในนามทีมชาติชุดใหญ่ โดยเข้าชิงชนะเลิศรายการ คิงฟาฮัด คัพ ใน ค.ศ. 1992 ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ "ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ" โดยมีเพียงอีกสองชาติในสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียที่ทำสถิติดังกล่าวได้จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ออสเตรเลีย ใน ค.ศ. 1997 (ซึ่งลงแข่งขันในนามสมาพันธ์ฟุตบอลโอเชียเนียในขณะนั้น) และญี่ปุ่นใน ค.ศ. 2001

ซาอุดีอาระเบียลงแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1994 โดยเอาชนะเบลเยียม และโมร็อกโกได้ในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะเข้าไปแพ้สวีเดนในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ส่งผลให้พวกเขาเป็นทีมจากชาติอาหรับประเทศที่สองที่เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก ต่อจากโมร็อกโกในฟุตบอลโลก 1986 และเป็นหนึ่งในห้าทีมของเอเชียที่ทำได้ (ร่วมกับญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และเกาหลีเหนือ)

ประวัติ[แก้]

ฟุตบอลทีมชาติซาอุดีอาระเบียมีจุดเริ่มต้นใน ค.ศ. 1951 โดยเกิดจากการรวมตัวของผู้เล่นจากสโมสรกีฬาอัล-เวห์ดา เมกกะ และ สโมสรฟุตบอลอัลอะฮ์ลี (ญิดดะฮ์) เพื่อลงแข่งขันเกมกระชับมิตรพบกับทีมจากกระทรวงสาธารณสุขจากประเทศอียิปต์ ในวันที่ 27 มิถุนายน ณ เมืองญิดดะฮ์ และทั้งสองทีมได้แข่งขันกันอีกครั้งในวันต่อมา โดยซาอุดีอาระเบียใช้ผู้เล่นของสโมสรฟุตบอลอัล อิติตฮัด และ สโมสรฟุตบอลอัลฮิลาล ต่อมาในเดือนสิงหาคม เจ้าชาย อับดุลลาห์ บิน ไฟซาล อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้จัดการแข่งขันกระชับมิตรกับอียิปต์เป็นครั้งที่สาม และถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการจัดตั้งทีมฟุตบอลเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศอย่างเป็นทางการ

ใน ค.ศ. 1953 ประเทศซาอุดีอาระเบียก็ได้ก่อตั้งทีมฟุตบอลขึ้น และได้เดินทางไปแข่งขันกระชับมิตรระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยเดินทางไปแข่งขัน ณ กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ในวโรกาสที่สมเด็จพระราชาธิบดีซะอูด บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด เสด็จขึ้นครองราชย์[6] ต่อมาใน ค.ศ. 1957 ซาอุดีอาระเบียได้ร่วมแข่งขันรายการแพนอาหรับเกมส์ ที่เบรุต ประเทศเลบานอน โดยสมเด็จพระราชาธิบดีซะอูด บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด ได้รับเชิญให้เสด็จไปร่วมพิธีเปิด ณ สนาม คามิลล์ ชามูน สปอร์ตส์ ซิตี สเตเดียม ร่วมกับ คามิลล์ ชามูน ประธานาธิบดีเลบานอน และในนัดเปิดสนามเป็นการแข่งขันระหว่างซาอุดีอาระเบีย และเลบานอน โดยเสมอกันไป 1–1 และซาอุดีอาระเบียตกรอบแบ่งกลุ่มในครั้งนั้น

สหพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย ได้ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1956 ทว่าหลังจากนั้น ซาอุดีอาระเบียไม่ได้ร่วมแข่งขันในรายการสำคัญใด ๆ จนกระทั่งเอเชียนคัพ 1984 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งพวกเขาคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยแรก เอาชนะจีนในรอบชิงชนะเลิศ 2–0 และพวกเขาได้ประกาศศักดาเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในทวีปเอเชียนับตั้งแต่นั้น โดยเข้าชิงชนะเลิศเอเชียนคัพได้อีก 4 ครั้งติดต่อกัน และคว้าแชมป์เพิ่มได้อีกสองครั้งในปี 1988 (ชนะจุดโทษเกาหลีใต้) และ 1996 (ชนะจุดโทษสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และได้ร่วมแข่งขันเอเชียนคัพทุกครั้งนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถคว้าแชมป์เพิ่มได้ โดยผลงานดีสุดคือการเข้าชิงชนะเลิศในเอเชียนคัพ 2007 แพ้อิรัก 0–1

การแข่งขันเอเชียนคัพ ค.ศ. 1984 รอบชิงชนะเลิศระหว่างซาอุดีอาระเบียและจีน

พวกเขาเข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายสมัยแรกในฟุตบอลโลก 1994 ภายใต้ผู้ฝึกสอนชาวอาร์เจนตินา ฆอร์เก โซลารี และผู้เล่นพรสวรรค์สูงอย่าง ซะอีด อัลอุวัยรอน และ ซามี อัลญาบิร พาทีมผ่านเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายก่อนจะแพ้สวีเดน 1–3 และพวกเขาเข้าร่วมฟุตบอลโลกในอีกสามครั้งถัดมา แต่ไม่สามารถชนะในรอบแบ่งกลุ่มแม้แต้นัดเดียว และไม่ได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 2010 และ 2014 ก่อนจะกลับมาแข่งขันในฟุตบอลโลก 2018 แพ้เจ้าภาพอย่างรัสเซียในนัดเปิดสนามขาดลอย 0–5[7] ซึ่งถือเป็นการชนะด้วยผลประตูที่มากที่สุดเป็นอันดับสองตลอดกาลของชาติเจ้าภาพในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย[8] นับตั้งแต่อิตาลีเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1934 เอาชนะสหรัฐด้วยผลประตู 7–1[9] ซาอุดีอาระเบียตกรอบแรกอีกครั้งหลังจากแพ้อุรุกวัยไปอย่างสูสี 0–1[10] แม้พวกเขาจะเอาชนะอียิปต์ได้ในนัดสุดท้าย 2–1[11] ในครั้งนี้ซาอุดีอาระเบียมีผลงานในฟุตบอลโลกที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งพวกเขาแพ้เยอรมนี 0–8 และจบในอันดับ 32 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายจากการจัดอันดับรวมเมื่อจบการแข่งขัน[12] อย่างไรก็ตาม พวกเขายังได้รับเสียงชื่นชมจากการชนะได้หนึ่งนัดในครั้งนี้ นับเป็นชัยชนะครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1994[13]

ผู้เล่นซาอุดีอาระเบียขณะอบอุ่นร่างกายก่อนลงแข่งขันฟุตบอลโลก 2006
ทีมชาติซาอุดีอาระเบียในนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 2018 พบกับทีมชาติรัสเซีย

ซาอุดีอาระเบียลงแข่งขันเอเชียนคัพ 2019 ด้วยความคาดหวังว่าจะทำผลงานได้ดีขึ้น แต่พวกเขาจบอันดับสองของกลุ่ม หลังจากแพ้กาตาร์ในรอบสุดท้าย[14] ส่งผลให้พวกเขาต้องพบกับทีมใหญ่อย่างญี่ปุ่นและแพ้ไป 0–1 แม้พวกเขาจะเล่นได้ดีกว่าตลอดทั้งเกม

ในวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ซาอุดีอาระเบียได้แข่งขันกับปาเลสไตน์ ที่เวสต์แบงก์เป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้การแข่งขันระหว่างสองทีมจะจัดขึ้น ณ ประเทศที่สาม การแข่งขันดังกล่าวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล ทว่าก็ได้รับการวิจารณ์จากองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ว่าจะเป็นการสนับสนุนอำนาจอธิปไตยในเขตเวสต์แบงก์[15] ทั้งสองทีมเสมอกันไป 0–0

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย – รอบที่ 3 ซาอุดีอาระเบียอยู่ในกลุ่มบีร่วมกับญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, จีน, โอมาน และเวียดนาม

คู่แข่ง[แก้]

อิหร่านถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของซาอุดีอาระเบียด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ และการแข่งขันได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สืบเนื่องจากความขัดแย้งจากการแบ่งแยกลัทธิทางศาสนา ซาอุดีอาระเบียมีผลงานการพบกันที่เป็นรองเล็กน้อย โดยชนะ 4 ครั้ง เสมอ 6 ครั้ง และแพ้ 5 ครั้ง และการพบกันของทั้งสองชาติถือเป็นหนึ่งในสิบการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศซึงได้รับอิทธิพลจากการเมืองที่ดุเดือดที่สุด[16]

อิรักถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญเช่นกัน โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากทศวรรษ 1970 จากเหตุการณ์สงครามอ่าว ซึ่งอิรักได้รุกรานพันธมิตรของซาอุดีอาระเบีย และนับแต่นั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติก็ไม่แน่นอนนัก โดยมีทั้งการพัฒนาความสัมพันธ์ในเชิงบวกสลับกับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดจนถึงปัจจุบัน โดยอิรักเกือบจะถอนตัวจากการแข่งขัน กัลฟ์ คัพ ออฟ เนชั่นส์ ใน ค.ศ. 2013 หลังจากได้รับการปฏิเสธการเป็นเจ้าภาพ โดยอิรักเชื่อว่าซาอุดีอาระเบียเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

คู่แข่งชาติอื่น ๆ ของซาอุดีอาระเบียได้แก่ กาตาร์, คูเวต และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สนาม[แก้]

ตั้งแต่อดีต ซาอุดีอาระเบียมักจะลงเล่นที่สนาม คิง ฟาฮัด อินเตอร์เนชันแนล สเตเดียม ตั้งอยู่ในกรุงรียาด เป็นหนึ่งในสนามกีฬาที่มีหลังคาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีฉายาว่า "The Pearl" หรือ ไข่มุก โดยเป็นสยามเหย้าในการแข่งขันรายการสำคัญของทีมชาติซาอุดีอาระเบียทั้งในการแข่งขันระดับภูมิภาครวมถึงฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก

นับตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา ซาอุดีอาระเบียมีการใช้สนามอื่น ๆ มากขึ้น ในฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก พวกเขาลงเล่นที่ สนามปรินซ์ โมฮาเหม็ด บิน ฟาฮัด สเตเดียม ในอัดดัมมาน และในฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก พวกเขาใช้สนาม ไฟซาล บิน ฟาฮัด และนับตั้งแต่ทศวรรษ 2010 ซาอุดีอาระเบียลงเล่นที่คิงอับดุลลอห์สปอร์ตซิตี ในรียาด ซึ่งเป็นสนามที่สร้างขึ้นใหม่ความจุกว่า 60,000 ทีนั่ง

ผลงาน[แก้]

ฟุตบอลโลก[แก้]

  • 1930 ถึง 1974 - ไม่ได้เข้าร่วม
  • 1978 ถึง 1990 - ไม่ผ่านรอบคัดเลือก
  • 1994 - รอบสอง
  • 1998 - รอบแรก
  • 2002 - รอบแรก
  • 2006 - รอบแรก
  • 2010 ถึง 2014 - ไม่ผ่านรอบคัดเลือก
  • 2018 - รอบแรก

เอเชียนคัพ[แก้]

  • 1956 ถึง 1972 - ไม่ได้ร่วม
  • 1976 - ถอนตัว
  • 1980 - ไม่ได้ร่วม
  • 1984 และ 1988 - ชนะเลิศ
  • 1992 - รองชนะเลิศ
  • 1996 - ชนะเลิศ
  • 2000 - รองชนะเลิศ
  • 2004 - รอบแรก
  • 2007 - รองชนะเลิศ
  • 2011 และ 2015- รอบแรก
  • 2019 - รอบ 16 ทีมสุดท้าย

นักเตะชุดปัจจุบัน[แก้]

รายชื่อผู้เล่นที่ถูกเรียกตัวเพื่อลงแข่งขันรายการฟุตบอลโลก 2018 ในระหว่างวันที่ 14 กรกฎาคม ถึงวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2018

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 1GK อับดุลลอฮ์ อัลมะอ์ยูฟ 23 มกราคม ค.ศ. 1987 (อายุ 31 ปี) 9 0 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
2 2DF มันศูร อัลฮัรบี 19 ตุลาคม ค.ศ. 1987 (อายุ 30 ปี) 37 1 ซาอุดีอาระเบีย อัลอะฮ์ลี
3 2DF อุซามะฮ์ เฮาซาวี (กัปตัน) 31 มีนาคม ค.ศ. 1984 (อายุ 34 ปี) 133 7 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
4 2DF อะลี อาล บุลัยฮี 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 (อายุ 28 ปี) 1 0 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
5 2DF อุมัร เฮาซาวี 27 กันยายน ค.ศ. 1985 (อายุ 32 ปี) 40 3 ซาอุดีอาระเบีย อันนัศร์
6 2DF มุฮัมมัด อัลบรัยก์ 15 กันยายน ค.ศ. 1992 (อายุ 25 ปี) 9 1 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
7 3MF ซัลมาน อัลฟะร็อจญ์ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1989 (อายุ 28 ปี) 40 3 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
8 3MF ยะห์ยา อัชชะฮ์รี 26 มิถุนายน ค.ศ. 1990 (อายุ 27 ปี) 55 7 สเปน เลกาเนส
9 3MF ฮัตตาน บาฮับรี 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 25 ปี) 3 0 ซาอุดีอาระเบีย อัชชะบาบ
10 4FW มุฮัมมัด อัสซะฮ์ลาวี 10 มกราคม ค.ศ. 1987 (อายุ 31 ปี) 38 28 ซาอุดีอาระเบีย อันนัศร์
11 3MF อับดุลมะลิก อัลค็อยบรี 13 มีนาคม ค.ศ. 1986 (อายุ 32 ปี) 35 0 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
12 3MF มุฮัมมัด กันนู 22 กันยายน ค.ศ. 1994 (อายุ 23 ปี) 5 1 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
13 2DF ยาซิร อัชชะฮ์รอนี 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 26 ปี) 34 0 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
14 3MF อับดุลลอฮ์ อุฏ็อยฟ์ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 25 ปี) 14 1 ซาอุดีอาระเบีย อัลฮิลาล
15 3MF อับดุลลอฮ์ อัลค็อยบะรี 16 สิงหาคม ค.ศ. 1996 (อายุ 21 ปี) 3 0 ซาอุดีอาระเบีย อัชชะบาบ
16 3MF ฮุซัยน์ อัลมุเกาะฮ์วี 28 มกราคม ค.ศ. 1988 (อายุ 30 ปี) 15 1 ซาอุดีอาระเบีย อัลอะฮ์ลี
17 3MF ตัยซีร อัลญาซิม 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1984 (อายุ 33 ปี) 129 18 ซาอุดีอาระเบีย อัลอะฮ์ลี
18 3MF ซาลิม อัดเดาซะรี 19 สิงหาคม ค.ศ. 1991 (อายุ 26 ปี) 30 4 สเปน บิยาร์เรอัล
19 4FW ฟะฮัด อัลมุวัลลัด 14 กันยายน ค.ศ. 1994 (อายุ 23 ปี) 42 10 สเปน เลบันเต
20 4FW มุฮันนัด อัสซีรี 14 ตุลาคม ค.ศ. 1986 (อายุ 31 ปี) 17 4 ซาอุดีอาระเบีย อัลอะฮ์ลี
21 1GK ยาซิร อัลมุซัยลีม 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 (อายุ 34 ปี) 32 0 ซาอุดีอาระเบีย อัลอะฮ์ลี
22 1GK มุฮัมมัด อัลอุวัยส์ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1991 (อายุ 26 ปี) 5 0 ซาอุดีอาระเบีย อัลอะฮ์ลี
23 2DF มัวะอ์ตัซ เฮาซาวี 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 (อายุ 26 ปี) 15 0 ซาอุดีอาระเบีย อัลอะฮ์ลี

ผู้ฝึกสอน[แก้]

ผู้ฝึกสอน จาก ถึง
อียิปต์ อับดุลเราะห์มาน เฟาซี 1957 1961
ตูนิเซีย อะลี ชาอวช 1967 1969
อังกฤษ จอร์จ สกินเนอร์ 1970 1970
อียิปต์ โมฮัมเหม็ด เชตา 1970 1972
อียิปต์ ตาฮา อิสมาอิล 1972 1974
อียิปต์ Abdo Saleh El Wahsh 1974 1974
ฮังการี เฟเรนซ์ ปุสกัส 1975 1975
อังกฤษ บิล แม็คแกร์รี 1976 1977
อังกฤษ แดนนี อัลลิสัน 1978 1978
อังกฤษ เดวิด วู้ดฟิลด์ 1979 1979
บราซิล รูเบนส์ มิเนลลี 1980 1980
บราซิล มาริโอ ซากัลโล 1981 1984
ซาอุดีอาระเบีย เคาะห์ลีล อิบรอฮีม อัลซะยานี 1984 1986
บราซิล การ์ลูส ฌูแซร์ กัสติลโญ่ 1986 1986
บราซิล ออสวัลโด 1987 1987
อังกฤษ รอนนี อเลน 1988 1988
บราซิล การ์ลูส กัลเล็ตติ 1988 1988
อุรุกวัย โอมาร์ บอร์ราส 1988 1988
บราซิล การ์ลูส อัลแบร์โต ปาร์เรย์รา 1988 1990
ตุรกี เมติน ตูเรล 1990 1990
บราซิล เคลาดินโญ่ การ์เซีย 1990 1992
บราซิล เวโลโซ 1992 1992
บราซิล เนลสัน โรซา มาร์ตินส์ 1992 1992
บราซิล แคนดิญโญ่ 1993 1993
เนเธอร์แลนด์ ลีโอ บีนฮัคเคอร์ 1993 1994
ซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด อัลเคาะห์ราชี 1994 1994
บราซิล อิโว เวิร์ทมันน์ 1994 1994
อาร์เจนตินา ฆอร์เก โซลารี 1994 1994
ซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด อัลเคาะห์ราชี 1995 1995
บราซิล เซ มาริโอ 1995 1996
โปรตุเกส เนโล วินกาดา 1996 1997
ออสเตรีย ฮันเซล วัลเดม 1996 1997
เยอรมนี อ็อตโต ฟิตส์เตอร์ 1998 1998
บราซิล การ์ลูส อัลแบร์โต ปาร์เรย์รา 1998 1998
ซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด อัลเคาะห์ราชี มิถุนายน 1998 มิถุนายน 1998
เยอรมนี อ็อตโต ฟิตส์เตอร์ 1999 กุมภาพันธ์ 1999
เช็กเกีย มิลาน มาคาลา พฤษภาคม 1999 2000
ซาอุดีอาระเบีย นาศิร อัลโญฮัร 2000 2000
เซอร์เบียและมอนเตเนโกร สโลโบดัน ซานทรัช สิงหาคม 2001 สิงหาคม 2001
ซาอุดีอาระเบีย นาศิร อัลโญฮัร สิงหาคม 2001 กรกฎาคม 2002
เนเธอร์แลนด์ เจอร์ราร์ด ฟาน เดอ เลม สิงหาคม 2002 สิงหาคม 2004
เนเธอร์แลนด์ มาร์ติน คูปมัน 2002 2002
ซาอุดีอาระเบีย นาศิร อัลโญฮัร กันยายน 2004 พฤศจิกายน 2004
อาร์เจนตินา กาเบรียล กัลเดรอน พฤศจิกายน 2004 ธันวาคม 2005
บราซิล มาร์กอส ปาเกตา 2006 2007
บราซิล เอลิโอ ดอส อันฌูส มีนาคม 2007 มิถุนายน 2008
ซาอุดีอาระเบีย นาศิร อัลโญฮัร มิถุยายน 2008 กุมภาพันธ์ 2009
โปรตุเกส ฌูแซร์ เปเซโร กุมภาพันธ์ 2009 มกราคม 2011
ซาอุดีอาระเบีย นาศิร อัลโญฮัร มกราคม 2011 กุมภาพันธ์ 2011
บราซิล โรเจริโอ รอเลนโซ มิถุนายน 2011 กรกฎาคม 2011
เนเธอร์แลนด์ แฟรงก์ ไรจ์การ์ด สิงหาคม 2011 มกราคม 2013
สเปน ฆวน รามอน โลเปซ กาโร มกราคม 2013 ธันวาคม 2014
โรมาเนีย คอสมิน โอลาโรอู ธันวาคม 2014 มกราคม 2015
ซาอุดีอาระเบีย Faisal Al Baden มีนาคม 2015 สิงหาคม 2015
เนเธอร์แลนด์ Bert van Marwijk กันยายน 2015 กันยายน 2017
อาร์เจนตินา Edgardo Bauza กันยายน 2017 พฤศจิกายน 2017
อาร์เจนตินา สเปน Juan Antonio Pizzi พฤศจิกายน 2017 2019
ซาอุดีอาระเบีย Youssef Anbar 2019 2019
ฝรั่งเศส Hervé Renard 2019 ปัจจุบัน

อดีตผู้เล่นคนสำคัญ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "FIFA Century Club" (PDF). Fifa.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 5 September 2015. สืบค้นเมื่อ 10 September 2016.
  2. "Majed Abdullah". RSSSF.
  3. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". FIFA. 23 ธันวาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2021.
  4. "How Saudi Arabian football is thriving with two big targets in sight". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2021-10-28.
  5. "How Saudi Arabia got back to top of Asian football". Arab News (ภาษาอังกฤษ). 2021-10-18.
  6. "1953.. أول بعثة رياضية إلى الخارج". arriyadiyah.com (ภาษาอาหรับ).
  7. "Impressive Russia win World Cup opener". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-12-24.
  8. 161385360554578 (2018-06-20). "Are Saudi Arabia the worst team ever at a World Cup?". talkSPORT (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: numeric names: authors list (link)
  9. "History of the World Cup: 1934 – Italy wins for Il Duce - Sportsnet.ca". www.sportsnet.ca.
  10. "The climate of the UK - Atmosphere and climate - Edexcel - GCSE Geography Revision - Edexcel". BBC Bitesize (ภาษาอังกฤษ).
  11. https://digitalhub.fifa.com/m/3448065c375af8be/original/rsfgqnivvkgwkhlvrsah-pdf.pdf
  12. "BBC SPORT | WORLD CUP | Germany v Saudi Arabia | Germany savage Saudis". news.bbc.co.uk.
  13. "Salah scores but Egypt lose to Saudis". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-12-24.
  14. "AFC Asian Cup 2019: Saudi Arabia 0-2 Qatar in Abu Dhabi". iranpress.com (ภาษาอังกฤษ).
  15. https://www.washingtonpost.com/world/middle_east/saudi-arabia-breaks-its-decades-long-boycott-to-play-soccer-in-the-west-bank/2019/10/14/9cd78ca0-eea2-11e9-bb7e-d2026ee0c199_story.html
  16. "Policy Goals: Soccer and the Saudi-Iranian Rivalry". www.csis.org (ภาษาอังกฤษ).

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]