สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
Manchester United FC crest.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
Manchester United Football Club
ฉายา Red Devils
ปิศาจแดง
ผีแดง
ก่อตั้ง ค.ศ. 1878
(ในชื่อ นิวตัน ฮีธ)
สนาม โอลด์แทรฟฟอร์ด, แมนเชสเตอร์
Ground ความจุ 76,765 ที่นั่ง[1]
เจ้าของ สหรัฐอเมริกา มัลคอล์ม เกลเซอร์
ประธาน สหรัฐอเมริกา โจเอล เกลเซอร์
สหรัฐอเมริกา อัฟราม เกลเซอร์
ผู้จัดการ เนเธอร์แลนด์ ลูวี ฟัน คาล[2]
ลีก พรีเมียร์ลีก
2014−15 อันดับที่ 4
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
A white shirt with a red v-neck, red stripes going down the top of the sleeves. black shorts with red stripes down the sides. white socks with red stripes at the top and a red band with a black stripe going around the middle.
สีชุดทีมเยือน
A black shirt with orange cuffs and orange stripes going down the top of the sleeves. black shorts with a white gradient pattern and orange stripes down the sides. white socks with orange stripes.
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Manchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ มีสนามเหย้าคือโอลด์แทรฟฟอร์ดในเมืองแมนเชสเตอร์ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสโมสรหนึ่ง โดยชนะเลิศแชมป์ลีก 20 ครั้ง (เอฟเอ พรีเมียร์ลีก/ดิวิชัน 1) ชนะเอฟเอคัพ 11 ครั้ง ลีกคัพ 3 ครั้ง ยูโรเปียนคัพ/ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 ครั้ง และชนะ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์สคัพ อินเตอร์เนชันแนลคัพ และ ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ อย่างละ 1 ครั้ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรกีฬาที่ได้รับความนิยมสูง โดยแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีสถิติผู้เข้าชมมากที่สุดในฟุตบอลอังกฤษตลอด 34 ฤดูกาล ยกเว้นในฤดูกาล 1987–89 ที่ปรับปรุงสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด[3] แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรหนึ่งในกลุ่มจี-14

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 สโมสรปรับปรุงรูปแบบดำเนินกิจการเป็นบริษัทมหาชน อย่างไรก็ตาม ต่อมานักธุรกิจชาวอเมริกัน มัลคอล์ม เกลเซอร์ เข้าครอบครองแบบไม่เป็นมิตร เป็นผลสำเร็จ และนำสโมสรออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005[4]

ประวัติศาสตร์สโมสร

สโมสรในช่วงแรก (1878-1945)

11 ตัวจริงหลักของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในช่วงปี ค.ศ. 1913

สโมสรในช่วงแรก (1878-1945) สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่จริงแล้วชื่อเดิมของสโมสรนั้น คือ "นิวตัน ฮีท " ในปี ค.ศ. 1878 พนักงานการรถไฟสายแลงคาเซี้ยร์ แอนด์ ยอร์คเชียร์ แผนกรถสินค้าและรถโดยสารของบริษัทรถไฟแอล.และวาย. (Lancashire and Yorkshire Railway (LYR) ในระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารมื้อเย็นอยู่นั้น พวกเขาได้ร่วมก่อตั้งทีมฟุตบอลกันขึ้นมา และตระเวณเล่นกันอยู่ในแถบเมืองนอร์ธกราวด์ ซึ่งอยู่ในนิวตัน ฮีท สถานที่ซ้อมก็ใช้รางรถไฟ เป็นเส้นแบ่งเขตสนาม ตลอดจนเสียงและควันจากรถไฟรถจักรไอน้ำ ทีมฟุตบอล นิวตัน ฮีท (แลนแคเชียร์ แอนด์ ยอร์ดเชียร์เรลเวย์) ที่พวกเขา ตั้งขึ้นมาก็เล่น ฟุตบอล กัน ได้อย่างดีเยี่ยมน่าประทับใจ โดยชุดแข่งที่ใช้เสื้อสีเขียว-เหลือง อย่างละครึ่ง กางเกงสีดำเป็นชุดเก่ง พนักงานที่อยู่ในแถบนั้น แพ้นิวตัน ฮีท กระจุย ในปี 1885 สมาชิกในทีมได้ตัดสินใจติดต่อกับการรถไฟ และก่อตั้งทีมเพื่อเป็น บริษัท จำกัด โดยใช้ชื่อว่า นิวตัน ฮีท ฟุตบอลคลับ ผลงานชิ้นแรกของเขาคือการคว้าแชมป์ แมนเชสเตอร์ คัพมาครอง นั้นคือถ้วยแรกของทีม นิวตัน ฮีท ในช่วงต้นของสโมสรฟุตบอลทุก ๆ สโมสรในขณะนั้น ต่างก็มีฐานะการเงินที่ย่ำแย่ นิวตัน ฮีท ก็เช่นเดียวกัน

ในปี 1902 นักเตะต้องจำนำชุดเพื่อนำมาใช้จ่ายแทนค่าจ้าง ขณะที่ สโมสร ฯ เป็นหนี้ถึง 2,670 ปอนด์ ซึ่งต้องถูกฟ้องล้มละลาย จุดพลิกผันได้เกิดขึ้น จอห์น เฮนรี่ เดวี่ส์ ผู้อำนวยการบริษัทเบียร์ ได้เข้ามาซื้อหุ้นของสโมสร และกรรมการบริหารชุดใหม่ ได้เปลี่ยนชื่อนิวตัน ฮีท เป็น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด พวกเขาเริ่มลงเล่นในเสื้อแดงและกางเกงขาสั้นสีขาว อีก 6 ปีต่อมา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์ฟุตบอลลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1907 - 1908 ในฤดูกาลต่อมาพวกเขาก็คว้าแชมป์ เอฟเอคัพได้สำเร็จ จากความสำเร็จทำให้ จอห์น เฮนรี่ เดวี่ส์ คิดที่จะย้ายสโมสรจากเดิมที่แบ๊งค์สตรีท ไปอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด และเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1910 สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ก็ถูกเปิดใช้เป็นครั้งแรกและคู่แค้นตลอดกาลอย่างลิเวอร์พูล ก็บุกมาเฉือนพวกเขา 4-3

ยุคของเซอร์ แมตต์ บัสบี (1945-1969)

แมตต์ บัสบีได้เข้ามาคุมทีมในปี 1945 เขาได้นำความสำเร็จมาสู่สโมสรได้อย่างรวดเร็ว โดยได้อันดับสองของฟุตบอลลีกในปี 1947 และชนะเลิศเอฟเอ คัพในปีต่อมา

บัสบีเป็นคนที่ดึงนักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาหลายคน จนได้แชมป์ลีกในปี 1956 ด้วยอายุเฉลี่ยของนักเตะเพียง 22 ปีเท่านั้น ในปีต่อมา เขาก็ได้พาทีมเป็นแชมป์ลีกอีกครั้ง และยังเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ แต่ไปไม่ถึงดวงดาวโดยการแพ้ต่อแอสตัน วิลลา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นทีมแรกของอังกฤษที่ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลยูโรเปียนคัพ และยังได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศอีกด้วย

โล่ประกาศเกียรติคุณของผู้ที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุ โศกนาฏกรรมมิวนิก

ในปี 1958 ได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของสโมสร เมื่อเครื่องบินที่บรรทุกนักเตะและทีมงานของสโมสร ที่กลับจากการไปแข่งขันยูโรเปียนคัพรอบก่อนรองชนะเลิศกับทีมเรดสตาร์เบลเกรด ซึ่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศแล้วได้ประสบอุบัติเหตุที่สนามบินในเมืองมิวนิก หลังจากแวะพักเครื่องบินที่เมืองมิวนิก ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณบ่าย 3 โมง เหตุการณ์ครั้งนั้นได้คร่าชีวิตนักเตะของทีมไปถึง 8 คน รวมถึงทีมงานสตาฟโค้ชและผู้โดยสารคนอื่นอีก 15 คน รวมเป็น 23 คน หนึ่งในคนที่เสียชีวิตในครั้งนี้ คือ ดันแคน เอ็ดเวิร์ด นักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงสุดในขณะนั้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผู้คาดว่าจะเป็นจุดตกต่ำของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่จิมมี เมอร์ฟีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมในช่วงที่บัสบีกำลังรักษาอาการบาดเจ็บ และใช้ตัวผู้เล่นแก้ขัดไปหลายตำแหน่ง แต่ทีมก็ยังสามารถเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพได้อีกครั้ง โดยครั้งนี้พ่ายต่อโบลตันทำให้ได้เพียงรองแชมป์เท่านั้น

หลังจากรักษาตัวเองแล้ว บัสบีได้ปรับปรุงทีมในช่วงต้นของทศวรรษ 60 โดยการเซ็นสัญญาคว้านักเตะอย่าง เดนิส ลอว์ กับ แพท ครีแลนด์มาเสริมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก็ชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพในปี 1963 และได้แชมป์ฟุตบอลลีกในปี 1965 และ 1967 นอกจากนี้ ยังได้แชมป์ฟุตบอลยูโรเปียนคัพเป็นสโมสรแรกของอังกฤษในปี 1968 ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 10 ปี เท่านั้นหลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่มิวนิก ที่ทำให้ทีมต้องสูญเสียผู้เล่นตัวหลักไปถึง 8 คน และจากความยอดเยี่ยมของทีมชุดนี้ ทำให้มีนักเตะ 3 คนด้วยกัน ที่สามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป (บัลลงดอร์) ได้แก่เดนิส ลอว์ ได้รับรางวัลในปี 1964 คนที่สองคือบ็อบบี ชาร์ลตันได้รับในปี 1966 หลังจากพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียวของพวกเขา และจอร์จ เบสต์ได้รับรางวัลในปี 1968 หลังจากโชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมพาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรเปียน คัพเป็นครั้งแรกของสโมสรและครั้งแรกของอังกฤษ

บัสบีได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมในปี 1969 โดยมีวิฟ แมคกินเนสโค้ชทีมสำรองทำหน้าที่แทน

1969-1986

ไบรอัน ร็อบสัน อดีตผู้เล่นในตำนานของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

สโมสรได้พยายามหาตัวแทนที่เหมาะสมของบัสบี โดยใช้ผู้จัดการทีมไปหลายคน ได้แก่ วิฟ แมคกิวเนส, แฟรงค์ โอฟาร์เรล ก่อนที่ ทอมมี โดเคอร์ตี้เข้ามาคุมทีมในปี 1972 เขาได้ช่วยทีมให้รอดจากการตกชั้น แต่อย่างไรก็ดี ทีมก็ได้ตกชั้นลงไปในปี 1974 แต่สโมสรก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาทันทีในปีถัดไป และยังได้เข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพในปีต่อมาอีกด้วย จากนั้นก็ได้เข้าชิงชนะเลิศอีกครั้งในปี 1977 โดยครั้งนี้สามารถคว้าแชมป์ได้โดยการเอาชนะทีมลิเวอร์พูล เป็นการดับความหวังการคว้าสามแชมป์ในปีเดียวกันของหงส์แดงลงไป ถึงเขาจะทำหน้าที่ได้ดี แต่ก็ถูกไล่ออกหลังจากรอบชิงชนะเลิศปีนั้นเนื่องจากมีข่าวพัวพันกับภรรยาของนักกายภาพบำบัด

เดฟ เซกซ์ตันได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมต่อในฤดูกาล 1977-1978 และเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมให้เน้นเกมรับมากขึ้น ระบบนี้ทำให้แฟนบอลไม่ค่อยพอใจมากนัก หลังจากทำทีมไม่ประสบความสำเร็จ เขาถูกไล่ออกในปี 1981

รอน แอคคินสันได้เข้ามาทำหนาที่นี้แทน เมื่อเขาเข้ามาก็ได้ทำลายสถิติซื้อขายสูงสุดของอังกฤษโดยการคว้าตัวไบรอัน ร็อบสัน มาจากเวสต์บรอมวิช รวมถึง การคว้าตัว เจสเปอร์ โอลเซน และกอร์ดอน สตรัคคั่น ในขณะที่มีนักเตะอย่างมาร์ค ฮิวจส์ และนอร์แมน ไวท์ไซด์ที่ขึ้นมาจากทีมเยาวชนของสโมสร แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้แชมป์เอฟเอ คัพในปี 1983

ปี 1985 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทำผลงานได้ดีในช่วงเปิดฤดูกาลโดยการชนะ 10 นัดรวด ทำให้มีคะแนนนำทีมอื่นถึง 10 คะแนนตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทีมทำผลงานได้ไม่ดีและจบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 ของลีก ผลงานในปีต่อมาก็ไม่ได้ดีขึ้น ทีมต้องหนีการตกชั้น ทำให้รอน แอคคินสันถูกไล่ออกไป

ยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (1986-2013)

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้เข้ามาคุมทีมต่อ โดยในฤดูกาลแรกสโมสรจบฤดูกาลด้วยอันดับ 11 แต่ในปีต่อมาก็ได้อันดับสองโดยไบรอัน แมคแคลร์ทำประตูได้ถึง 21 ประตู เป็นคนแรกของทีมหลังจากที่จอร์จ เบสต์เคยทำได้มาก่อนหน้านี้

ในปี 1989 เฟอร์กูสันเกิดความยากลำบากในการคุมทีมขึ้น เนื่องจากตัวผู้เล่นหลายตัวที่เขานำเข้ามาในทีมไม่เป็นที่พอใจของแฟนบอล มีข่าวออกมาว่าสโมสรจะปลดเฟอร์กี้ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมในช่วงต้นปี 1990 แต่การชนะนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ในรอบสาม ของเอฟเอ คัพ ก็ทำให้เขาสามารถคุมทีมต่อไปได้ จนคว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้ในปีนั้น เป็นแชมป์แรกให้กับเขาในการคุมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ฤดูกาล 1990-91 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ โดยการเอาชนะบาร์เซโลนา จากสเปน ในนัดชิงชนะเลิศ แต่ปีต่อมาทีมทำผลงานไม่ดีนักในพรีเมียร์ลีก

สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในลอนดอนเมื่อปี 1991 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 18 ล้านปอนด์ จากนั้น สโมสรต้องเปิดเผยข้อมูลการเงินทั้งหมดสู่สาธารณะ

เอริก กองโตนา อดีตกองหน้าคนสำคัญของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงฤดูกาล 1992-1997

เอริก กองโตนาย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ดมาร่วมทีมเมื่อปี 1992 ส่งผลต่อความสำเร็จของทีมเป็นอย่างมาก ทำให้ทีมได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นทันที ซึ่งนับเป็นแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 26 ปี นับจากที่ได้มาครั้งล่าสุดในปี 1967 ปีต่อมา ทีมได้ดับเบิลแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แต่ในปี 1994 นั้นเอง แมตต์ บัสบี ตำนานกุนซือของได้เสียชีวิตลงในวันที่ 20 มกราคม

ฤดูกาล 1994-95 คันโตนาถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษลงโทษห้ามแข่งถึง 8 เดือน หลังจากที่ไปกระโดดถีบใส่แมทธิว ซิมมอนส์ แฟนบอลคริสตัล พาเลซ ปีนั้น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้รองแชมป์ทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ เฟอร์กูสันได้กระทำสิ่งที่ขัดใจแฟนบอลของทีมอีกครั้ง ด้วยการขายนักเตะสำคัญของทีมและดันนักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาเล่นแทน แต่ปีนั้นทีมก็สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อย่างน่ายกย่อง โดยเป็นทีมแรกของเกาะอังกฤษ ที่สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้เป็นสมัยที่สองซึ่งเว้นจากครั้งแรกที่ได้ดับเบิ้ลแชม์ในปี 1994 เพียงปีเดียว และสามารถที่จะลบคำสบประมาทที่ถูกปรามาสเอาไว้ว่าไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จใดๆได้ จากการผลักดันเด็กเยาวชนของทีมให้ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่

สโมสรคว้าแชมป์ลีกอีกครั้งในปี 1997 จากนั้น เอริค คันโตนาได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลด้วยวัยเพียง 30 ปีซึ่งเร็วกว่านักเตะคนอื่นๆ มาก ฤดูกาลทีมยังเริ่มต้นการแข่งขันได้ดี แต่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนมามากจนทำให้จบฤดูกาลได้เพียงอันดับสองเท่านั้น

ปี 1998-99 ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้าทริปเปิลแชมป์ ซึ่งประกอบด้วยพรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และยูฟาแชมเปียนส์ลีกได้ในฤดูกาลเดียวกันอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยในนาทีสุดท้ายของเกมนั้น ทีมยังตามหลังบาเยิร์นมิวนิกอยู่ 1-0 แต่แล้วในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 3 นาทีนั้น ทีมสามารถทำได้ถึงสองประตูพลิกกลับมาชนะ 2-1 ได้อย่างเหลือเชื่อจากเท็ดดี เชอริงแฮม และ "เพชฌฆาตหน้าทารก" อูเล กุนนาร์ ซูลแชร์

ไรอัน กิกส์ นักเตะที่ลงเล่นมากที่สุดของสโมสร

จากการคว้าสามแชมป์ ทำให้อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบถที่ 2 เป็นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพื่อตอบแทนผลงานที่สามารถสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติให้แก่ประเทศ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่ได้รับตำแหน่งเซอร์คนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยผู้ที่ได้รับคนแรกคือ เซอร์แมตต์ บัสบี คนที่สองคือ เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ตำนานของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

หลังจากคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมา ในฤดูกาล 1999-2000 ถึง 2000-2001 ยูไนเต็ดสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในวงการฟุตบอลอังกฤษโดยการแชมป์ลีก 3 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งเป็นทีมทึ่ 3 ที่ทำได้ (ทีมที่ทำได้ก่อนหน้าคือทีมแรกอาร์เซนอลฤดูกาล 1932-33, 1933-34 และ 1934-35และลิเวอร์พูล) และในช่วงนั้นยูไนเต็ดได้คว้าตัวนักเตะสำคัญคือ กองหน้าชาวดัตช์ รืด ฟัน นิสเติลโรย ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็น 1 ในตำนานสโมสรที่ลงสนาม 220 นัด และยิงได้ถึง 150 ประตู และริโอ เฟอร์ดินานด์ กองหลังที่มีค่าตัวสูงถึง 30 ล้านปอนด์

แต่อย่างไรก็ดี ในปี 2001-2006 ยูไนเต็ดได้ประสบปัญหาหลายอย่าง อย่างแรกคือสโมสรไม่สามารถหาผู้รักษาประตูที่เป็นตัวตายตัวแทนของ ปีเตอร์ ชไมเคิล ได้ สโมสรได้เปลี่ยนผู้รักษาประตูมือ 1 หลายคน ไม่ว่าจะเป็นมาร์ค บอสนิช, ไรมอนด์ ฟาน เดอ ฮาว, มัสซิโม่ ตาอิบี้, พอล ราชุบก้า, แอนดี้ กอแร่ม, ฟาเบียง บาร์แตซ, ทิม โฮเวิร์ด, รอย คาโรล, และ ริคาร์โด้ โลเปซ และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือมีผู้เล่นที่เป็นกำลังหลักจำนวนมากได้ออกจากสโมสรไม่ว่าจะเป็นยาป สตัม, เดวิด เบ็คแฮม, รอย คีน กัปตันทีม, หรือแม้กระทั่งรืด ฟัน นิสเติลโรย โดยมีสาเหตุมาจากการมีปัญหากับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน [5] [6] ทั้งสิ้น ในช่วง 5 ปีนี้ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกเพียงครั้งเดียว (ฤดูกาล 2002-2003) และได้ถ้วยรางวัลอื่นๆ อีก 2 รายการ คือ เอฟเอคัพ (2003-2004) และ ลีกคัพ (2005-2006) เท่านั้น โดยใน 2 ฤดูกาลหลัง เชลซีได้เข้ามามีบทบาทเด่นในฟุตบอลลีกเนื่องมาจากการเข้าเทคโอเวอร์สโมสรของ โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ทำให้เชลซีมีงบประมาณซื้อตัวผู้เล่นไม่จำกัดและคว้าแชมป์ลีก 2 ปีติดต่อกัน

ต่อมาในปี 2006-2008 อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้ผ่าตัดทีมใหม่อีกครั้ง โดยมีแกรี่ เนวิลล์ เป็นกัปตันทีมคนใหม่ที่รับตำแหน่งกัปตันแทน รอย คีน 11 ผู้เล่นของยูไนเต็ดมีความลงตัวกว่าปีที่ผ่านๆ มา ผู้เล่นที่โดดเด่นมีแอ็ดวิน ฟัน เดอร์ซาร์ ผู้รักษาประตูทีมชาติฮอลแลนด์ที่เป็นตัวแทนของ ปีเตอร์ ชไมเคิล และกองหลังมีเนมานย่า วิดิช ผู้เล่นยอดเยี่ยมของเซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร และริโอ เฟอร์ดินานด์กองหลังค่าตัว 30 ล้านปอนด์เป็นแกนกลาง, ปีกซ้ายขวามีคริสเตียโน โรนัลโด ปีกดาวรุ่งโปรตุเกสที่สืบทอดเสื้อหมายเลข 7 ต่อจากเดวิด เบ็คแฮม และนานี ปีกดาวรุ่งผู้เป็นตัวแทนของไรอัน กิ๊กส์ และกองหน้ามี เวย์น รูนี่ย์ ดาวยิงประตูที่มีค่าตัวถึง 27 ล้านปอนด์ [7] เป็นกำลังหลัก อเล็กซ์เฟอร์กูสันได้กล่าวว่าทีมชุดนี้เป็นชุดที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ชุดปี 1999, ซึ่งทีมชุดนี้สามารถนำแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไล่ล่าความสำเร็จอีกครั้ง โดยการคว้าแชมป์ลีก 3 ปีติดต่อกันในปี 2006-2009 และการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้งในฤดูกาล 2007-2008

ในปี 2010 เนมานย่า วิดิช ได้รับตำแหน่งกัปตันหลังจากการประกาศเลิกเล่นของแกรี เนวิลล์ ผู้เล่นที่มีความโดดเด่นในช่วงนี้คือ ไมเคิล โอเวน อดีตกองหน้าลิเวอร์พูลที่สวมเสื้อหมายเลข 7 ต่อจากคริสเตียโน โรนัลโด, คาเบียร์ เอร์นันเดซ บัลกาซาร์ กองหน้าทีมชาติเม็กซิโก, และดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนผู้เป็นตัวแทนของฟัน เดอร์ซาร์ ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยชนะเลิศในลีกได้อีกสองครั้งในรอบ 3 ปีคือฤดูกาล 2010-11 และแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ฤดูกาล 2012-13 ก่อนจะปิดท้ายยุคสมัยของเซอร์อเล็กซ์ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ในประวัติศาสตร์ของสโมสร

การเทคโอเวอร์ของมัลคอล์ม เกลเซอร์

ในวันที่12 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 (2005) มัลคอล์ม เกลเซอร์ นักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกาสามารถครอบครองในสโมสรเกินร้อยละ 70 หลังจากบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นเจ. พี. แมกมานัส และจอห์น แมกเนียร์ ซึ่งถือหุ้นอยู่ร้อยละ 28.7 จาก และแฮร์รี่ ดอบสัน ผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับสามชาวสกอต[8][9] ในวันที่ 16 พฤษภาคม เกลเซอร์ครอบครองหุ้นเกินร้อยละ 75 ซึ่งทำให้เขาสามารถนำสโมสรออกจากตลาดหลักทรัพย์ได้[10] แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถูกนำออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในวันที่ 22 มิถุนายน[11] เกลเซอร์สามารถครอบครองหุ้นร้อยละ 98 เป็นผลสำเร็จในวันที่ 28 มิถุนายน ซึ่งเกินระดับที่กำหนดให้บังคับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ[4] มัลคอล์ม เกลเซอร์แต่งตั้งลูกชายสามคนของเขาเข้าในคณะกรรมการบริหาร ผู้สนับสนุนจำนวนมากไม่พอใจการเข้าครอบครองกิจการของเกลเซอร์[12]

2013–ปัจจุบัน

เดวิด มอยส์

ในฤดูกาล 2013-14 หลังจากที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ประกาศวางมือจากการคุมทีมไป หลังจากที่คุมทีมมาอย่างยาวนานกว่า 26 ปีครึ่ง ทางทีมและทางตัวของเฟอร์กูสันได้แต่งตั้ง เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตันชาวสกอต ให้มารับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่แทน แต่ปรากฏว่าผลงานของมอยส์ทำให้ทีมมีผลงานย่ำแย่มาก จนในที่สุดเมื่อจบฤดูกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เพียงแค่อันดับ 7 ไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรายการภาคพื้นทวีปได้ทั้งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หรือยูโรปาลีก อีกทั้งยังทำอีกหลายสถิติที่ย่ำแย่ จนกลายเป็นสถิติที่แย่ที่สุดของทีมในรอบ 19 ปี ในที่สุดก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลเพียงแค่ 4 นัด ผู้บริหารทีมก็ตัดสินใจปลดมอยส์ออกจากตำแหน่ง พร้อมกับแต่งตั้งไรอัน กิกส์ ปีกซ้ายชื่อดังของทีมวัย 40 ปี รับผิดชอบหน้าที่ผู้จัดการทีมชั่วคราวและผู้เล่นไปในตัวด้วย จนกว่าจะหาผู้จัดการทีมคนใหม่ได้ [13]

ที่สุดในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ทางทีมก็ได้แต่งตั้งลูวี ฟัน คาล ผู้จัดการทีมชาติเนเธอร์แลนด์เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ และกิกส์ที่ประกาศเลิกเล่นไปก็รับหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการทีม[2]

แต่การคุมทีมของฟัน คาล เมื่อเปิดฤดูกาลใหม่มา 2 นัด แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทำคะแนนได้เพียง 2 แต้มเท่านั้น จากการที่แพ้สวอนซีซิตี คาสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดของตัวเอง 1-2 และเสมอกับซันเดอร์แลนด์ในนัดต่อมา 1-1[14]และในรายการแคปิตอลวันก็ยังเป็นฝ่ายแพ้เอ็มเคดอนส์ ซึ่งเป็นทีมในลีกวันไปอีก 4-0 ทำให้ตกรอบ 2 ไปทันที [15]

ในพรีเมียร์ลีกนัดถัดมา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ชัยชนะนัดแรก เมื่อเป็นฝ่ายชนะคริสตัลพาเลซ ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดของตัวเอง 2-0 แต่ทว่าในนัดต่อมาเมื่อเจอกับเลสเตอร์ซิตี ที่เป็นทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากเดอะแชมเปียนชิป ที่สนาม คิงพาวเวอร์สเตเดียม ถึงแม้จะเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน 3-1 แต่ทว่าในครึ่งหลังกลับถูกเลสเตอร์ซิตีแซงจนชนะไป 5-3 ซ้ำไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ กองหลังของทีมก็ถูกใบแดงไล่ออกในนาทีที่ 83 อีกด้วย ทำให้เมื่อผ่านไป 5 นัด อันดับของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่ที่อันดับที่ 12 มีเพียง 5 คะแนนเท่านั้น[16] ซึ่งเมื่อเทียบสถิติกับเดวิด มอยส์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว พบว่าฟัน คาล มีสถิติแย่กว่ามอยส์เสียอีก เพราะ 5 นัดแรกในฤดูกาลนี้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยังไม่พบกับทีมใหญ่เลย ผิดกับฤดูกาลที่แล้วที่พบกับทีมใหญ่ถึง 3 ทีม คือ เชลซี, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ซิตี ใน 5 นัดแรก และมีรายงานว่าผู้เล่นบางคนถึงกับกล่าววาจาหยาบคายออกมาในห้องพักหลังจากแข่งขัน ซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจในตัวฟัน คาล[17]

โดยฟัน คาล ได้กล่าวว่าขอเวลาให้ตนเอง 4 เดือนเพื่อที่จะปรับทีมให้ลงตัวตามแผนการเล่น[18] ทั้งที่ก่อนเปิดฤดูกาลผลงานของฟัน คาล พาทีมชนะรวดทั้งหมด 6 นัดในการแข่งขันนัดอุ่นเครื่อง[19]

ผู้เล่น

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

ณ วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558[20][21]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 สเปน GK ดาบิด เด เคอา
4 อังกฤษ DF ฟิล โจนส์
5 อาร์เจนตินา DF มาร์โกส โรโค
6 ไอร์แลนด์เหนือ DF จอนนี เอฟวันส์
7 เนเธอร์แลนด์ MF แม็มฟิส เดอไป
8 สเปน MF ควน มาตา
10 อังกฤษ FW เวย์น รูนีย์ (กัปตัน)[22]
11 เบลเยียม MF อัดนัน ยานูไซ
12 อังกฤษ DF คริส สมอลลิง
13 เดนมาร์ก GK อันเนอส์ ลินเนอกา
14 เม็กซิโก FW คาเบียร์ เอร์นันเดซ
16 อังกฤษ MF ไมเคิล แคร์ริก (รองกัปตัน)[23]
17 เนเธอร์แลนด์ DF เดลีย์ บลินด์
18 อังกฤษ MF แอชลีย์ ยัง
19 อังกฤษ FW เจมส์ วิลสัน
20 อาร์เจนตินา GK เซร์คีโอ โรเมโร
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
21 สเปน MF อันเดร์ เอร์เรรา
23 อังกฤษ DF ลู้ก ชอว์
25 เอกวาดอร์ MF อันโตเนียว บาเลนเซีย
27 เบลเยียม MF มารวน แฟลายนี
28 ฝรั่งเศส MF มอร์แกน ชเนแดร์แล็ง
31 เยอรมนี MF บัสเตียน ชไวน์ชไตเกอร์
33 ไอร์แลนด์เหนือ DF แพดดี มักแนร์
35 อังกฤษ MF เจสซี ลินการ์ด
36 อิตาลี DF มัตเตโอ ดาร์มีอัน
42 อังกฤษ DF ไทเลอร์ แบล็กคิตต์
44 บราซิล MF อังเดรอัส เปเรย์รา
50 อังกฤษ GK แซม จอห์นสโตน
สเปน GK บิกตอร์ บัลเดส
อุรุกวัย DF กีเยร์โม บาเรลา
อังกฤษ MF นิก โพเวลล์

ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
48 อังกฤษ FW วิลล์ คีน (ยืมตัวไป เปรสตันนอร์ธเอนด์ จนถึง 30 มิถุนายน 2016)[24]

ผู้เล่นชุดสำรองและชุดเยาวชน

ผู้เล่นในอดีต

กัปตันทีม

ผู้เล่นแห่งปีเซอร์แมตต์ บัสบี

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: ผู้เล่นแห่งปีเซอร์แมตต์ บัสบี

ทีมงานประจำสโมสร

บริษัท แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จำกัด
สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
ทีมงานประจำสโมสร
  • Deputy Chief Operating Officer: แพดดี ลอร์ด
  • ผู้อำนวยการฝ่ายการติดต่อสื่อสาร: ฟิล ทาวน์เซนด์
  • Director of Business Development: Alan Dawson
  • Director of Legal and Business Affairs: Patrick Stewart
  • ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด: โจนาธาน ริกบี
  • Director of Finance & IT: Steve Deaville
  • ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งอำนวยสะดวก: คลิฟ สเนลล์
  • Ticket Office Manager: Sam Kelleher[37]
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย: ชาร์ลี คอกซอน[37]
  • ผู้จัดการสนาม: เอียน คอลลินส์[37]
  • ผู้จัดการพื้นสนาม: แอนโทนี ซินแคลร์[37]
ทีมงานผู้ฝึกสอน
ทีมงานผู้ฝึกสอนสถาบันฟุตบอล
  • ผู้อำนวยการสถาบันฟุตบอลเยาวชน: ไบรอัน แมคแคลร์[47]
  • ผู้ช่วยผู้อำนวยการของอายุ 17–21 ปี: พอล แมคกินเนสส์
  • ผู้ช่วยผู้อำนวยการของอายุ for 9–16 ปี: Tony Whelan
  • หัวหน้าผู้ฝึกสอน รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี: พอล แมคกินเนสส์
  • หัวหน้าผู้ฝึกสอน รุ่นอายุไม่เกิน 13–16 ปี: Chris Casper[48]
  • หัวหน้าผู้ฝึกสอน รุ่นอายุไม่เกิน 11–12 ปี: Tony Whelan
  • หัวหน้าผู้ฝึกสอน รุ่นอายุไม่เกิน 9–10 ปี: Eamon Mulvey
  • ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตูสถาบันฟุตบอล: Alan Fettis[49]
  • ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตูสถาบันฟุตบอล (U9s–U16s): Jack Robinson[50]
  • ผู้ฝึกสอนสถาบันฟุตบอล: Eddie Leach, Tommy Martin, Mike Glennie & Andy Welsh
ทีมงานแพทย์
  • แพทย์ประจำสโมสร: ดร. สตีฟ แม็คนัลลี[51]
  • ผู้ช่วยแพทย์ประจำสโมสร: ดร. โทนี กิลล์
  • นักกายภาพบำบัดทีมชุดแรก: นีล ฮูวจ์[52]
  • นักกายภาพบำบัดประจำทีมสถาบันฟุตบอลชุดใหญ่: แมนดี จอห์นสัน
  • นักกายภาพบำบัดประจำสถาบันฟุตบอล: จอห์น ดาวิน & ริชาร์ด เมอร์รอน
  • หมอนวด: แกรี อาร์เมอร์, ร็อด ธอร์นเลย์ & แอนดี เคเวเนย์
  • นักโภชนาการประจำสโมสร: เทรเวอร์ ลี

เกียรติประวัติ

ตัวเลขฤดูกาลตามปีค.ศ.

  • 1907-08, 1910-11, 1951-52, 1955-56, 1956-57, 1964-65, 1966-67, 1992-93, 1993-94, 1995-96, 1996-97, 1998-99, 1999-2000, 2000-01, 2002-03, 2006-07, 2007-08, 2008-09, 2010-11, 2012-13
  • 1935-36, 1974-75
  • 1909, 1948, 1963, 1977, 1983, 1985, 1990, 1994, 1996, 1999, 2004
  • 1992, 2006, 2009, 2010
  • 1968, 1999, 2008
  • 1991
  • อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ: 1
  • 1999
  • ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ: 1
  • 2008
  • ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ: 1
  • 1991
  • แชริตี้ชิลด์/คอมมูนิตี้ชิลด์: 17 (13 แชมป์เดี่ยว, 4 แชมป์ร่วม*)
  • 1908, 1911, 1952, 1956, 1957, 1965*, 1967*, 1977*, 1983, 1990*, 1993, 1994, 1996, 1997, 2003, 2007, 2008,2010
  • BBC Sports Personality of the Year Team Award
  • 1968 & 1999

สถิติที่สำคัญของสโมสร

(สถิติล่าสุดเมื่อ 8 ธันวาคม 2556)

สถิติลงเล่นมากที่สุด

(สัญลักษณ์ ↓ แสดงถึงกำลังเล่นอยู่ในสโมสร)

อันดับ รายชื่อ ฤดูกาล ลงเล่น ประตู
1 เวลส์ ไรอัน กิ๊กส์ 1990 - ปัจจุบัน 954 168
2 อังกฤษ บ็อบบี ชาร์ลตัน 1953 - 1973 758 249
3 อังกฤษ บิลล์ โฟ้กส์ 1950 - 1970 688 9
4 อังกฤษ พอล สโคลส์ 1994 - 2011, 2012 - 2013 718 155
5 อังกฤษ แกรี่ เนวิลล์ 1992 - 2011 597 7
6 อังกฤษ อเล็กซ์ สเต็ปนี่ย์ 1966 - 1978 539 2
7 ประเทศไอร์แลนด์ โทนี่ ดัน 1960 - 1973 535 2
8 ประเทศไอร์แลนด์ เดนิส เออร์วิน 1990 - 2002 529 33
9 อังกฤษ โจ สเปนซ์ 1919 - 1933 510 168
10 สกอตแลนด์ อาเธอร์ อัลบิซตัน 1974 - 1988 485 7

สถิติทำประตูสูงสุด

(สัญลักษณ์ ↓ แสดงถึงกำลังเล่นอยู่ในสโมสร)

อันดับ รายชื่อ ฤดูกาล ลงเล่น ประตู
1 อังกฤษ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน 1953 - 1973 758 249
2 สกอตแลนด์ เดนิส ลอว์ 1962 - 1973 404 237
3 อังกฤษ แจ็ก โรว์ลีย์ 1937 - 1955 424 211
4 อังกฤษ เวย์น รูนีย์ 2004 - ปัจจุบัน 421 207
5 = อังกฤษ เดนนิส ไวโอเล็ต 1949 - 1962 293 179
5 = ไอร์แลนด์เหนือ จอร์จ เบสต์ 1963 - 1974 470 179
7 = เวลส์ ไรอัน กิ๊กส์ 1990 - ปัจจุบัน 954 168
7 = อังกฤษ โจ สเปนซ์ 1919 - 1933 510 168
9 เวลส์ มาร์ค ฮิวจ์ส 1980 - 1986, 1988 - 1995 467 163
10 อังกฤษ พอล สโคลส์ 1994 - 2011, 2012 - 2013 718 155

สถิติของสโมสร

สถิติอื่นๆ

  • ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา (1991-2009) เป็นสโมสรเดียวที่จบฤดูกาลไม่ต่ำกว่าอันดับ 3
  • ทำแต้มในลีกรวมทุกลีก ได้เป็นอันดับหนึ่งตลอดกาล (5621 แต้ม อันดับ 2 และ 3 คือลิเวอร์พูลและอาร์เซนอล ได้ 5565 และ 5392 แต้มตามลำดับ)

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. "Manchester United" (PDF). Premier League. p. 17. สืบค้นเมื่อ 15 August 2012. 
  2. 2.0 2.1 "ตามคาด!ผีประกาศตั้งฟานกัลผู้จัดการทีม". สนุกดอตคอม. 19 May 2014. สืบค้นเมื่อ 20 May 2014. 
  3. European Football Statistics (อังกฤษ)
  4. 4.0 4.1 Glazer gets 98% of Man Utd shares บีบีซีนิวส์ 28 มิถุนายน 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  5. http://www.metro.co.uk/sport/football/646602-top-5-fergie-vs-beckham-and-other-great-player-boss-bust-ups Top 5: Fergie vs Beckham and other great player-boss bust-u ps (อังกฤษ)
  6. http://www.mail-archive.com/newslist@rednews.co.uk/msg00352.html MANCHESTER UNITED have sensationally agreed to sell 18 million Dutch defender Jaap Stam to Lazio. (อังกฤษ)
  7. http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/eng_prem/3611234.stm Man Utd sign Rooney. (อังกฤษ)
  8. Glazer wins control of Man United บีบีซีนิวส์ 12 พฤษภาคม 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  9. Tycoon seizes control of Man Utd, ซีเอ็นเอ็น 12 พฤษภาคม 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  10. Glazer Man Utd stake exceeds 75% บีบีซีนิวส์ 16 พฤษภาคม 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  11. Man Utd shares leave stock market บีบีซีนิวส์ 22 มิถุนายน 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550 (อังกฤษ)
  12. Fans rage at Glazer takeover move บีบีซีนิวส์ 13 พฤษภาคม 2548 เรียกข้อมูลวันที่ 23-05-2550
  13. "แมนฯ ยูฯ ถอดมอยส์ สังเวยผลงานย่ำแย่". ครอบครัวข่าว 3. 23 April 2014. สืบค้นเมื่อ 12 May 2014. 
  14. "“ผี” ออกตัวช้าถูก “แมวดำ” ไล่เจ๊า 1-1". ผู้จัดการออนไลน์. 24 August 2014. สืบค้นเมื่อ 25 August 2014. 
  15. "“ผี” หมดสภาพ เจอ “ดอนส์” ถลุงยับ 0-4". ผู้จัดการออนไลน์. 27 August 2014. สืบค้นเมื่อ 27 August 2014. 
  16. "“จิ้งจอก” รัวท้ายเกม แซงดับผี 10 ตัว 5-3". ผู้จัดการออนไลน์. 21 September 2014. สืบค้นเมื่อ 22 September 2014. 
  17. หน้า 19 กีฬา, แฉฟานกัลผลงานแย่กว่ามอยส์. "แข้งผีชักจะไม่แฮปปี้ฟานกัล". เดลินิวส์ฉบับที่ 23,722: วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย
  18. ""ฟาน กัล" เผย ขอเวลา 4 เดือน ผีลงตัวแน่!!". gangzababall. 24 August 2014. สืบค้นเมื่อ 25 August 2014. 
  19. "บิ๊กแมตช์มาเร็ว". ข่าวสด. 23 August 2014. สืบค้นเมื่อ 28 August 2014. 
  20. "First Team". ManUtd.com. Manchester United. สืบค้นเมื่อ 26 August 2014. 
  21. Marshall, Adam (7 August 2015). "Revealed: Manchester United squad numbers for 2015/16 Barclays Premier League". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 7 August 2015. 
  22. Hibbs, Ben (12 August 2014). "Wayne Rooney named Manchester United captain". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 12 June 2015. 
  23. Hann, Michael (20 December 2014). "Michael Carrick takes over as Manchester United vice-captain from Darren Fletcher". The Independent (London: Independent Print). สืบค้นเมื่อ 20 December 2014. 
  24. "Will Keane: Manchester United striker joins Preston on loan". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 8 July 2015. สืบค้นเมื่อ 9 July 2015. 
  25. Red Football Shareholder Limited: Group of companies' accounts made up to 30 June 2009. Downloaded from Companies House UK
  26. Gardner, Neil (8 October 2009). "Martin Edwards voices concerns over Manchester United's future". The Times (London: Times Newspapers). สืบค้นเมื่อ 11 June 2010. 
  27. 27.0 27.1 27.2 27.3 "Board of Directors". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 1 July 2013. 
  28. "Management". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 6 July 2014. 
  29. Sale, Charles (21 May 2013). "Fergie lands £100k-a-day deal as United ambassador... with help from son who champions once vowed never to work with". Mail Online (Associated Newspapers). สืบค้นเมื่อ 1 April 2015. 
  30. "Reds' new Club Secretary". ManUtd.com (Manchester United). 20 December 2009. สืบค้นเมื่อ 3 December 2010. 
  31. Tuck, James (17 July 2013). "Cole enjoying club role". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 2 June 2014. 
  32. "Nev's new role". ManUtd.com (Manchester United). 8 April 2011. สืบค้นเมื่อ 2 June 2014. 
  33. "Manchester United appoint Bryan Robson as global ambassador". The Times (London: Times Newspapers). 20 March 2008. สืบค้นเมื่อ 11 June 2010. 
  34. "New role for Schmeichel". ManUtd.com (Manchester United). 27 July 2012. สืบค้นเมื่อ 2 June 2014. 
  35. 35.0 35.1 "Sir Alex Ferguson earned more than £2m in eight months for £100,000-a-day Manchester United ambassador role and David Moyes was handed pay-off of almost £5m". Daily Mail. 26 January 2015. สืบค้นเมื่อ 21 February 2015. 
  36. "Park Ji-sung appointed Manchester United club ambassador as retired South Korean returns to Old Trafford for Everton clash". Daily Mail. 2 October 2014. สืบค้นเมื่อ 21 February 2015. 
  37. 37.0 37.1 37.2 37.3 "Club Directory: Manchester United Football Club Limited". Premier League. สืบค้นเมื่อ 10 July 2014. 
  38. "New coaching appointment: Albert Stuivenberg". ManUtd.com (Manchester United). 6 July 2014. สืบค้นเมื่อ 6 July 2014. 
  39. 39.0 39.1 "Manchester United F.C. appoint Louis van Gaal as manager". 19 May 2014. Manchester United F.C. Press Office. สืบค้นเมื่อ 19 May 2014. 
  40. Bostock, Adam (21 July 2014). "Gallery: United's new faces". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 30 July 2014. 
  41. "Club confirm new responsibilities for Strudwick". www.ManUtd.com. สืบค้นเมื่อ 3 October 2014. 
  42. Shergold, Adam (15 July 2013). "United's coaches get tough in training as De Gea and Van Persie return... so it's no wonder they needed a sit down afterwards!". Mail Online (Associated Newspapers). สืบค้นเมื่อ 2 June 2014. 
  43. "Coaching Staff: Richard Hawkins". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 3 December 2010. 
  44. "Van Gaal introduces his backroom staff". ManUtd.com (Manchester United). 25 July 2014. p. 2. สืบค้นเมื่อ 30 July 2014. 
  45. Bartram, Steve (16 December 2010). "Res: United 5 N'wcstle 1". ManUtd.com (Manchester United). p. 3. สืบค้นเมื่อ 10 March 2011. 
  46. "Interview: Jim Lawlor". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 3 December 2010. 
  47. "Coaching Staff – Brian McClair". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 3 December 2010. 
  48. Ocean of Optimism (30 June 2010). "Casper In As Man Utd Youth Guru". Vital Grimsby Town (Vital Network). สืบค้นเมื่อ 2 June 2014. 
  49. Marshall, Adam (28 July 2014). "Keeper focus: Joel Pereira". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 29 July 2014. 
  50. "Hands-on top flight training for Pickering Town ’keeper Toby Wells". York Press (Newsquest (Yorkshire & North East)). 20 July 2011. สืบค้นเมื่อ 6 July 2014. 
  51. "Reds appoint new club doctor". ManUtd.com (Manchester United). 4 July 2006. สืบค้นเมื่อ 3 December 2010. 
  52. Bostock, Adam (4 July 2014). "United physio Swire retires". ManUtd.com (Manchester United). สืบค้นเมื่อ 6 July 2014. 

แหล่งข้อมูลอื่น

  • ManUtd.com เว็บไซต์สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอย่างเป็นทางการ (อังกฤษ)
  • Manuclub.com แมนยูคลับ (Supporter) (ไทย)
  • Redarmyfc.com เรด อาร์มี่ แฟนคลับ (Supporter) (ไทย)