สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ทอตนัมฮอตสเปอร์
Tottenham Hotspur.png
ฉายาสเปอร์, The Lilywhites
ไก่เดือยทอง (ไทย)
ก่อตั้งค.ศ. 1882 (ในชื่อ "สโมสรฟุตบอลฮอตสเปอร์)
สนามสนามกีฬาทอตนัมฮอตสเปอร์
Ground ความจุ62,062
เจ้าของอีเอ็นไอซีกรุ๊ป
ประธานแดเนียล เลวี
ผู้จัดการนูนู อึชปีรีตู ซังตู
ลีกพรีเมียร์ลีก
2020–21พรีเมียร์ลีก อันดับที่ 7 จาก 20
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ (อังกฤษ: Tottenham Hotspur F.C.) เป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษซึ่งอยู่ในพรีเมียร์ลีก รู้จักในนามสั้น ๆ ว่า "สเปอร์" (Spurs) ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1882 และแฟนคลับของสโมสรมีชื่อเรียกว่า "ยิดอาร์มี" (Yid Army) อันหมายถึง ชาวยิว[1] อันเนื่องจากแฟนคลับแต่ดั้งเดิมของสโมสรเป็นชาวยิวที่ตั้งรกรากในกรุงลอนดอนตอนเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งสโมสร[2]

สโมสรมีคำขวัญทางการว่า "To dare is to do" ("กล้าที่จะทำ") สีประจำสโมสรคือชุดเหย้าสีขาวและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินซึ่งใช้มาตั้งแต่ฤดูกาล 1898–99 สเปอร์ชนะเลิศเอฟเอคัพเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1901[3] ส่งผลให้พวกเขาเป็นสโมสรจากลีกสมัครเล่นเพียงทีมเดียวถึงปัจจุบันที่คว้าแชมป์ได้นับตั้งแต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษได้ก่อตั้งระบบการแข่งขันแบบลีกขึ้นใน ค.ศ. 1888[4] สเปอร์ยังถือเป็นสโมสรแรกในศตวรรษที่ 20 ที่ประสบความสำเร็จในการชนะเลิศฟุตบอลลีกและเอฟเอคัพในฤดูกาลเดียวกัน (ฤดูกาล 1960–61)[5] และยังถือเป็นสโมสรแรกจากอังกฤษที่ชนะเลิศการแข่งขันของสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป ภายหลังจากชนะเลิศ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ใน ค.ศ. 1963 รวมทั้งทำสถิติเป็นทีมจากอังกฤษทีมแรกที่ชนะเลิศการแข่งขันของทวีปยุโรปได้ 2 รายการแตกต่างกัน ภายหลังจากชนะเลิศยูฟ่าคัพ ใน ค.ศ. 1972 นอกจากนี้สเปอร์ยังเป็นเพียงหนึ่งในสองสโมสรของอังกฤษ (ร่วมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ที่ชนะเลิศถ้วยรางวัลได้อย่างน้อย 1 รายการตลอดระยะเวลา 6 ทศวรรษติดต่อกัน (ค.ศ. 1950-2000)[6]

ในการแข่งขันภายในประเทศ สเปอร์ชนะเลิศลีกสูงสุด 2 สมัย, เอฟเอคัพ 8 สมัย, ลีกคัพ 4 สมัย และ เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ 7 สมัย ในการแข่งขันระดับทวีป พวกเขาชนะเลิศ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย และ ยูฟ่าคัพ 2 สมัย และผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2018-19 สเปอร์มีสโมสรคู่ปรับสำคัญคือ อาร์เซนอล โดยการแข่งขันระหว่างสองทีมเรียกว่า ดาร์บีลอนดอนเหนือ สโมสรมีกลุ่ม ENIC Group บริษัทด้านการลงทุนของประเทศอังกฤษเป็นเจ้าของทีมซึ่งเข้ามาซื้อกิจการตั้งแต่ ค.ศ. 2001 สเปอร์เป็นสโมสรที่มีมูลค่าทีมสูงเป็นอันดับที่ 10 ของโลก ด้วยมูลค่า 1.67 พันล้านปอนด์ ใน ค.ศ. 2021[7] และมีรายรับมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลกโดยทำรายได้ 390 ล้านปอนด์ ใน ค.ศ. 2020[8] ปัจจุบันสนามเหย้าของสเปอร์คือ สนามกีฬาทอตนัมฮอตสเปอร์

ประวัติ[แก้]

ยุคก่อตั้งสโมสร (1882-1908)[แก้]

ผู้เล่นของสเปอร์ใน ค.ศ. 1885
อาเทอร์ กริมส์เดล กัปตันทีมของสเปอร์ใน ค.ศ. 1921

สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1882 โดยกลุ่มเด็กนักเรียนมัธยม 11 คนซึ่งเป็นสมาชิกชมรมคริกเกต นำโดย บ็อบบี บัคเคิล[9] โดยใช้ชื่อ ฮอตสเปอร์ เอฟซี โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้ออกกำลังกายในช่วงปิดภาคเรียนในฤดูหนาว หนึ่งปีต่อมากลุ่มนักเรียนได้ร้องขอให้ จอห์น ริพเชอร์ คุณครูสอนคัมภีร์ไบเบิลในโบสถ์ประจำโรงเรียนเป็นประธานสโมสรคนแรก[10] โดยริพเชอร์ได้ช่วยเหลือทีมทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและให้คำแนะนำด้านการฝึกซ้อม[11] ใน ค.ศ. 1884 สโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น ท็อตนัมฮอตสเปอร์ เอฟซี เพื่อให้ไม่เกิดความสับสนกับสโมสรอื่นๆในกรุงลอนดอนที่ใช้ชื่อว่าฮอตสเปอร์[12] และมีการตั้งชือเล่นให้กับสโมสรว่า "สเปอร์" และ "ดอกลิลลี่สีขาว (The Lily Whites)"[13]

ในช่วงแรกทีมยังไม่ลงแข่งขันรายการใดอย่างเป็นทางการโดยมีเพียงการเตะอุ่นเครื่องกับสโมสรท้องถิ่น การแข่งขันอาชีพนัดแรกของสเปอร์คือการพบกับทีมท้องถิ่นชื่อว่า Radicals ซึ่งพวกเขาแพ้ไป 0-2 ต่อมา สเปอร์ได้ร่วมแข่งขันรายการฟุตบอลถ้วยทางการครั้งแรกในถ้วยการกุศลของกรุงลอนดอน ในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1885 และเอาชนะทีม เซนต์ อัลบาน ไป 5-2[14] ต่อมา สเปอร์ได้จดทะเบียนเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1895 และได้ร่วมแข่งขันลีกเป็นครั้งแรกในการแข่งขัน เซาเทิร์นฟุตบอลลีก (Southern Football League)

สโมสรมีสนามเหย้าแห่งแรกคือ ทอตนัม มาร์เชส แต่ใน ค.ศ. 1897 สนามได้ถูกระงับการใช้งานอย่างถาวร เนื่องจากเกิดปัญหาสงครามขึ้น โดยสเปอร์ได้เช่าบริเวณย่าน นอททัมเบอร์แลนด์ และขอเช่าสนาม นอททัมเบอร์แลนด์ พาร์ค เป็นเวลา 8 ปี ก่อนที่จะย้ายไปยังสนาม ไวต์ฮาร์ตเลน ในค.ศ. 1898 ในปีนั้นสเปอร์แต่งตั้ง แฟรงค์ เบรดเทลล์ ชาวอังกฤษเป็นผู้จัดการทีมคนแรก โดยนักเตะคนแรกที่เบรดเทลล์ซื้อมาร่วมทีมคือ จอห์น คาเมรอน จากสโมสรควีนส์พาร์ก และในปีเดียวกันนั้น สโมสรได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดอย่างเป็นทางการ[15] หลังจากคุมทีมได้เพียงฤดูกาลเดียว เบรดเทลล์ได้ย้ายไปคุมสโมสรพอร์ตสมัท ใน ค.ศ. 1899 และผู้ที่มาคุมทีมแทนก็คือ จอห์น คาเมรอน ซึ่งเบรดเทลล์เพิ่งซื้อตัวเขามานั่นเอง ซึ่งคาเมรอนได้เซ็นสัญญาในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีม โดยนอกจากการทำหน้าที่คุมทีมแล้วเขายังลงเล่นให้กับสโมสรต่อในตำแหน่งกองหน้า

ภายใต้การคุมทีมของคาเมรอน สเปอร์สามารถคว้าแชมป์เซาเทิร์นฟุตบอลลีกได้ใน ค.ศ. 1900 และตามด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอคัพสมัยแรกใน ค.ศ. 1901 โดยเอาชนะสโมสรเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ในนัดแข่งใหม่ 3-1 หลังจากเสมอกันในนัดแรก 2-2[16] ทำให้สเปอร์เป็นสโมสรจากลีกสมัครเล่นเพียงทีมเดียวจนถึงทุกวันนี้ที่ได้แชมป์ เอฟเอคัพ นับตั้งแต่เริ่มมีการนำระบบลีกอาชีพมาใช้ใน ค.ศ. 1888[17] คาเมรอนยังพาสเปอร์ได้รองแชมป์ลีกอีก 2 ครั้งใน ค.ศ. 1902 และ 1904 ต่อมา ใน ค.ศ. 1908 คาเมรอนได้ลาออก และเฟรด เคิร์กแฮม เข้ามาคุมทีมต่อ ในปีนั้นสเปอร์ได้ย้ายไปเล่นในฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 และสามารถคว้ารองแชมป์ได้[18]

ยุคตกต่ำและแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรก (1912-1957)[แก้]

ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1912-27 สเปอร์มี ปีเตอร์ แม็ควิลเลียม อดีตนักฟุตบอลชาวสกอตแลนด์เป็นผู้จัดการทีม และสปอร์ต้องจบอันดับสุดท้ายในดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1914-15 ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลลีกจะหยุดไป 5 ปีเนื่องจากสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ต่อมา ฟุตบอลอังกฤษได้กลับมาแข่งขันในฤดูกาล 1919-20 โดยในปีนั้น สมาคมฟุตบอลอังกฤษ มีมติเพิ่มจำนวนทีมในลีกสูงสุดจากเดิม 20 ทีม เป็น 22 ทีม โดยสมาคมได้ให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1-2 ในดิวิชั่นสองเลื่อนชั้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งได้แก่ ดาร์บีเคาน์ตี และเพรสตันนอร์ทเอนด์ และในส่วนของโควตาทีมสุดท้ายนั้น สมาคมได้โหวตเลือกสโมสรอาร์เซนอลซึ่งอยู่ในดิวิชั่น 2 เลื่อนชั้นขึ้นมาในลีกสูงสุด และให้สเปอร์ซึ่งได้อันดับ 20 ในดิวิชั่น 1 ฤดูกาลล่าสุดต้องตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 2 แทน แม้สเปอร์จะยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลแต่ก็ไม่เป็นผล[19] อย่างไรก็ตามสเปอร์สามารถเลื่อนขั้นกลับขึ้นมาลีกสูงสุดได้ในเวลาเพียงแค่หนึ่งฤดูกาล

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1921 แม็ควิลเลียมพาสเปอร์คว้าแชมป์เอฟเอคัพได้เป็นสมัยที่สอง โดยเอาชนะ วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 1-0 ตามด้วยการได้รองแชมป์ลีกในปี 1922 โดยเป็นรองเพียงลิเวอร์พูล โดยสเปอร์มีผู้เล่นชื่อดังในสมัยนั้นคือ อาเทอร์ กริมส์เดล กัปตันทีม แต่หลังจากนั้นพวกเขาเริ่มเข้าสู่ยุคแห่งความตกต่ำ โดยทำได้เพียงจบด้วยอันดับกลางตารางในอีก 5 ฤดูกาลถัดมา และตกชั้นอีกครั้งในฤดูกาล 1927-28 ส่งผลให้แม็คมิลานลาออก หลังจากนั้นในช่วงทศวรรษ 1930-40 สเปอร์เล่นอยู่ในดิวิชั่น 2 เป็นส่วนมาก (ยกเว้นในช่วง ค.ศ. 1933-35) ต่อมา ใน ค.ศ. 1949 สโมสรมีผู้จัดการทีมคือ อาเทอร์ โรเวย์ ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ และโรเวย์ถือเป็นผู้จัดการทีมที่เข้ามาปฏิวัติแผนการเล่นของทีมให้เน้นเกมรุกเอาใจแฟนๆ ด้วยลีลาการเล่นที่เร้าใจ จนได้รับฉายาว่า The "push and run" [20] โรเวย์พาสเปอร์เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้งใน ค.ศ. 1950 และสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในฤดูกาล 1950-51[21] ต่อมา โรเวย์ได้ลาออกในฤดูกาล 1955 เนื่องจากปัญหาสุขภาพ

ยุคทองแห่งความสำเร็จ (1958-1992)[แก้]

ผู้เล่นของสเปอร์ในช่วงยุคทองแห่งความสำเร็จใน ค.ศ. 1960 ซึ่งมีบิล นิโคลสันเป็นผู้จัดการทีม
สเปอร์ชนะเลิศรายการยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ใน ค.ศ. 1963

บิล นิโคลสัน ตำนานของทอตนัมฮอตสเปอร์[22] ได้กลับเข้ามาคุมทีมอีกครั้งใน ค.ศ. 1958 หลังจากเลิกการเล่นฟุตบอลไปแล้ว โดยเขาได้นำสเปอร์ครองแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง 1 สมัย, แชมป์ เอฟเอคัพ 3 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย, เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ 3 สมัย และในระดับบอลถ้วยยุโรปเขาก็นำสเปอร์เป็นแชมป์ ยูฟ่าคัพ (ยูโรปาลีกในปัจจุบัน) 1 สมัย และแชมป์ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ อีก 1 สมัย[23] แต่นิโคลสันได้ถูกปลดจากการทำผลงานย่ำแย่ในฤดูกาล 1974-75 หลังจากยุคของ นิโคลสัน แล้วนั้น สเปอร์ก็ยังเล่นอยู่ในระดับสูงโดยสามารถสู้กับทีมใหญ่ๆได้ โดยในช่วงปี ค.ศ. 1981-82 สเปอร์เป็นแชมป์ เอฟเอคัพ 2 สมัยติดกันในช่วงยุคของ คีธ เบอร์คินชอว์ และเขายังนำสเปอร์ได้แชมป์ ยูฟ่าคัพ เป็นสมัยที่ 2 ใน ค.ศ. 1984 โดยเบอร์คินชอว์สร้างทีมด้วยนักเตะแกนหลักอย่าง เกล็น ฮอดเดิ้ล

ต่อมา เทอร์รี เวนาเบิลส์ อดีตนักฟุตบอลชาวอังกฤษได้เข้ามาคุมทีม ในช่วง ค.ศ. 1987-93 โดยสามารถพาสเปอร์คว้าแชมป์เอฟเอคัพและเอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ได้ในฤดูกาล 1990-91 โดยเป็นทีมแรกของอังกฤษที่ได้แชมป์เอฟเอคัพครบ 8 สมัย นักเตะตัวหลักของทีมในยุคนั้นได้แก่ พอล แกสคอยน์ และ แกรี่ ลินิเกอร์ ในช่วงถัดมาตั้งแต่ฤดูกาล 1993-2000 สเปอร์สามารถคว้าแชมป์เพิ่มได้ 1 รายการคือลีกคัพในฤดูกาล 1998-99 ภายใต้การคุมทีมของ จอร์จ เกรแฮม โดยเอาชนะเลสเตอร์ซิตี 1-0

ยุคพรีเมียร์ลีก (2000-ปัจุจบัน)[แก้]

สเปอร์ได้แชมป์ ลีกคัพ ใน ค.ศ. 2008

ในช่วงปลายทศวรรษ 90-ต้นทศวรรษ 2000 สเปอร์มีผู้เล่นชื่อดังในทีมหลายราย เช่น เท็ดดี้ เชอริงแฮม, เยือร์เกิน คลีนส์มัน และ ดาวีด ฌีโนลา และเล่นในลีก พรีเมียร์ลีก (ดิวิชั่น 1 เดิม) ได้อย่างมั่นคง[24] โดยมักจะอยู่ในอันดับต้นๆของตาราง ทีมมีผู้จัดการทีมหลายคนเข้ามาคุมทีมในช่วงนั้น เช่น เกล็น ฮอดเดิล, ฌัก ซ็องตีนี, มาร์ติน โยล ในยุคของมาร์ติน โยล สเปอร์มีโอกาสที่จะเข้าไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก แต่ก็ทำได้เพียงอันดับ 5 และในปี 2007 ได้มีการปลดมาร์ติน โยล ออกจากตำแหน่งจากผลงานอันย่ำแย่[25] ทั้งที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลรวมถึงการซื้อดาร์เรน เบนท์ มาด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ซึ่งเป็นสถิติของสโมสรในขณะนั้น[26][27] ต่อมา สโมสรได้แต่งตั้ง ฆวนเด รามอส อดีตผู้จัดการทีมหลายสโมสรในลาลิกาเข้ามาคุมทีมก่อนจะพาทีมได้แชมป์ฟุตบอลลีกคัพ ด้วยการชนะ เชลซี 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ[28] และเป็นการยุติช่วงเวลา 9 ปี ที่ทีมไม่สามารถคว้าถ้วยรางวัลใดได้

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2008-09 รามอสได้ถูกปลดเนื่องจากทำผลงานได้ย่ำแย่[29][30] สเปอร์ได้แต่งตั้ง แฮร์รี เรดแนปป์ กุนซือชาวอังกฤษเป็นผู้จัดการทีม เรดแนปป์ได้ซื้อผู้เล่นมาเสิรมทีมหลายคน และสามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศลีกคัพ พบกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ แต่ก็ต้องพ่ายการดวลจุดโทษไป 1-4[31] และจบเพียงอันดับที่ 8 ในพรีเมียร์ลีก ต่อมา ในฤดูกาล 2009-10 สเปอร์สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยจบอันดับที่ 4 ได้ไปแข่งขัน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1961-62 ซึ่งสมัยนั้นยังใช้ชื่อว่ายูโรเปียน คัพ[32][33]

เรดแนปป์ นำสเปอร์ไปเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้ใน ค.ศ. 2011

ฤดูกาล 2010-11 สเปอร์ได้เล่นใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะแพ้ เรอัลมาดริด และจบอันดับ 5 ในพรีเมียร์ลีก ทีมชุดนั้นยังประกอบไปด้วยผู้เล่นชื่อดัง เช่น แกเร็ท เบล และ ลูกา มอดริช เรดแนปป์ได้ลาทีมในฤดูกาล 2012 เนื่องจากการเจรจาสัญญาฉบับใหม่ที่ไม่ลงตัว[34] โดยต่อมา อังแดร วีลัช-โบอัช และ ทิม เชอร์วู้ด สองผู้จัดการทีมได้เข้ามาคุมทีมในช่วงสั้นๆในฤดูกาล 2012 และ 2013 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในรายการใด[35][36]

แฮร์รี่ เคน กองหน้าคนสำคัญของสโมสร

เมาริซิโอ โปเชติโน[37] เข้ามารับตำแหน่งใน ค.ศ. 2014[38] โดยสเปอร์ภายใต้ผู้นำทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน กองหน้าคนสำคัญ สามารถคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2016-17 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดของพวกเขานับตั้งแต่ฤดูกาล 1962-63 ในสมัยฟุตบอลดิวิชั่นหนึ่ง และโปเชติโนยังพาสเปอร์สเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2018-19 ก่อนจะแพ้ลิเวอร์พูล 0-2 ต่อมาโปเชติโน่ได้ถูกปลดในช่วงกลางฤดูกาล 2019-20 และผู้ที่มารับตำแหน่งต่อคือ โชเซ มูรีนโย ผู้จัดการทีมชื่อดัง แต่มูรีนโยก็ถูกปลดหลังจากคุมทีมไปได้ 17 เดือน[39]จากการทำผลงานย่ำแย่ในฤดูกาล 2020-21 แม้จะสามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศอีเอฟแอลคัพได้[40] ไรอัน เมสัน อดีตผู้เล่นของสโมสรได้เข้ามาทำหน้าที่รักษาการจนจบฤดูกาล ปัจจุบันในฤดูกาล 2021-22 สเปอร์มี นูนู อึชปีรีตู ซังตู เป็นผู้จัดการทีม[41][42]

ตราสัญลักษณ์ของสโมสร[แก้]

ตราสัญลักษณ์ของสโมสรทอตนัมฮอตสเปอร์เป็นรูปไก่ตัวผู้ที่มีเดือยแหลมคมเหยียบลูกฟุตบอล จึงได้ฉายาในภาษาไทยว่า "ไก่เดือยทอง" ตราสัญลักษณ์นี้มีที่มาจากนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 1901 เมื่อแฮร์รี เพอร์ซี ฮอตสเปอร์ บุคคลที่เชื่อกันว่าทางสโมสรได้นำนามสกุลของเขาตั้งขึ้นเป็นชื่อสโมสร ใส่รูปไก่ตัวผู้ลงไปในตราสัญลักษณ์เพื่อให้ผู้เล่นเกิดความฮึกเหิม ต่อมาอีก 8 ปี วิลเลียม เจมส์ สก๊อต อดีตผู้เล่นของสโมสรได้ทำรูปหล่อสำริดไก่ตัวผู้เหยียบลูกฟุตบอลขึ้นมา จึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรนับตั้งแต่บัดนั้น

โดยสัญลักษณ์รูปนี้ได้ทำการปรับเปลี่ยนมาหลายครั้งในหลายยุคสมัย โดยในยุคทศวรรษที่ 1920 เป็นรูปลักษณ์ที่เรียบ ๆ ต่อมาสมัยก็มีรูปลูกโลกรวมถึงสิงโตคู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลนอร์ททัมเบอร์แลนด์ของแฮร์รี ฮอตสเปอร์ ทั้งปราสาทบรูซซึ่งตั้งอยู่ใกล้สนามไวท์ฮาร์ทเลน รวมทั้งต้นไม้ 7 ต้น สื่อถึงเซเวนซิสเตอร์ส์ ย่านหนึ่งในลอนดอนเหนือที่ตั้งของสโมสรด้วย พร้อมคติภาษาละตินที่ว่า "Audere Est Facere" (จงกล้าที่จะทำ) ต่อมาในยุคทศวรรษที่ 1980 ได้ตัดรายละเอียดต่าง ๆ ออกไป เหลือเพียงไก่กับสิงโตและคติภาษาละตินเท่านั้น

โดยสัญลักษณ์แบบปัจจุบันเกิดขึ้นในปี 2006[43]

สนามแข่งขัน[แก้]

ในยุคแรก ทอตนัมฮอตสเปอร์มีสนามประจำสโมสรคือ ทอตนัม มาร์เชส แต่เนื่องจากเกิดปัญหาสงครามขึ้นใน ค.ศ. 1897 สนาม ทอตนัม มาร์เชส ได้ถูกระงับการใช้งานอย่างถาวร โดยสโมสรได้ไปเช่าบริเวณย่าน นอททัมเบอร์แลนด์ และขอเช่าสนาม นอททัมเบอร์แลนด์ พาร์ค เป็นเวลา 8 ปี ก่อนที่จะย้ายไปยังสนาม ไวต์ฮาร์ตเลน ใน ค.ศ. 1899[44] โดยสนามแห่งนี้มีความจุทั้งหมด 36,230 ที่นั่ง และยังได้รับเลือกให้เป็นสนามฟุตบอลที่มีความสะอาดและอุดุมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศอังกฤษ[45] โดยสนามมีพื้นที่เป็นพื้นหญ้ามีความยาว 100 เมตร ความกว้าง 67 เมตร ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ อาชิบัลด์ ลีตช์ ชาวสกอตแลนด์ และสโมสรได้ใช้สนามแห่งนี้เรื่อยมายาวนานจนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ผู้บริหารจึงมีแนวคิดที่จะสร้างสนามแห่งใหม่เพื่อรองรับแฟนบอลในกรุงลอนดอนที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกฤดูกาล[46] โดยมีความพยายามที่จะย้ายสนามใหม่ตั้งแต่ ค.ศ.2001 โดยจะย้ายไปยังสนามกีฬาในเขตพิคเกตส์ล็อก ที่มีความจุ 43,000 คน แต่ไม่ได้รับอนุมัติจากนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนเนื่องจากสภาพการจราจรที่แออัด และในช่วงหลายปีถัดมาก็ได้มีการหาวิธีที่จะย้ายสนามมากมายรวมไปถึงการย้ายไปยังสนามกีฬาเวมบลีย์ ใน ค.ศ. 2007 แต่ก็ไม่เกิดขึ้น

สนามทอตนัมฮอตสเปอร์สเตเดียม สนามเหย้าปัจจุบันของสโมสร
บรรยากาศภายในห้องแต่งตัวของสนามทอตนัมฮอตสเปอร์สเตเดียม

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 สโมสรประกาศแผนการสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ทันทีทางทิศเหนือแทนที่สนามกีฬาไวท์ฮาร์ทเลน เนื่องจากผู้บริหารของสเปอร์ต้องการเพิ่มความจุและความทันสมัยให้แก่แฟนบอล โดยทางใต้ของสนามใหม่จะมีเนื่อที่ครึ่งหนึ่งทับซ้อนกันกับทางตอนเหนือของเดอะเลน[47] โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า "นอร์ธัมเบอร์แลนด์" สโมสรเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2009 แต่หลังจากปัญหาต่างๆทั้งด้านทำเลที่ตั้งและเรื่องค่าใช้จ่าย สโมสรก็ถูกเพิกถอนโครงการชั่วคราว อย่างไรก็ตามผู้บริหารสเปอร์ได้เสนอแผนงานใหม่อีกครั้งโดยมีการเสนอแผนไปที่องค์การอนุรักษ์แห่งอังกฤษและเลขานุการของรัฐบาล โดยบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนในขณะนั้นได้อนุมัติแผนดังกล่าวในวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010 และต่อมาในวันที่ 20 กันยายน 2011 ได้มีการอนุมัติโครงการพัฒนานอร์ธัมเบอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการ

ใน ค.ศ. 2011 ระหว่างการดำเนินการโครงการ นอร์ธัมเบอร์แลนด์ ผู้บริหารของสเปอร์มีแนวคิดที่จะย้ายไปยังสนามกีฬาโอลิมปิกลอนดอน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 2012 และในปีเดียวกัน ได้มีการยื่นข้อเสนอขอใช้สนามกีฬาโอลิมปิกจากสองสโมสรคือสเปอร์กับเวสต์แฮมยูไนเต็ด โดยสเปอร์ได้ชนะในการเสนอราคาครั้งแรก แต่ได้ตัดสินใจถอนตัวในภายหลังเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เวสต์แฮมยูไนเต็ดได้ใช้สนามกีฬาโอลิมปิกลอนดอนแทนด้วยสัญญา 99 ปี และสเปอร์จึงกลับไปพัฒนาโครงการนอร์ธัมเบอร์แลนด์ต่อ

ภายหลังจากความล่าช้าในการเจรจาข้อตกลงต่างๆ ในที่สุด การก่อสร้างสนามแห่งใหม่ได้เริ่มขึ้นในปี 2016 และสนามกีฬาแห่งใหม่มีกำหนดเปิดในช่วงฤดูกาล 2018–19 ขณะที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เกมในบ้านของสเปอร์ทั้งหมดในฤดูกาล 2017–18 ได้ย้ายไปเล่นที่สนามกีฬาเวมบลีย์[48] หลังจากการทดสอบระบบที่ประสบความสำเร็จสองครั้ง ทอตนัมฮอตสเปอร์ ได้ย้ายเข้าสู่สนามใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2019[49] ในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกกับคริสตัล พาเลซ ซึ่งสเปอร์ชนะ 2–0 สนามกีฬาแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า สนามกีฬาทอตนัมฮอตสเปอร์ และเป็นบ้านหลังใหม่ของทีมสเปอร์มาถึงปัจจุบัน

แฟนคลับและความนิยม[แก้]

แฟนบอลสเปอร์ในสนามทอตนัมฮอตสเปอร์สเตเดียม ค.ศ. 2019

สเปอร์เป็นสโมสรเก่าแก่ที่มีผู้ติดตามมายาวนาน[50] และมีฐานแฟนคลับที่ใหญ่ในกรุงลอนดอน[51] พวกเขาเคยมียอดผู้ชมเกมในสนามเฉลี่ยมากทีสุดในประเทศในช่วง ค.ศ. 1950-62 และมียอดจำหน่ายบัตรเข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2008-09 และสเปอร์เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลกจากทุกทวีป แฟนคลับรุ่นบุกเบิกของสโมสรมีชื่อเรียกว่า "ยิดอาร์มี" (Yid Army) ซึ่งหมายถึงชาวยิว เนื่องจากแฟนคลับแต่ดั้งเดิมของสโมสรเป็นชาวยิวที่ตั้งรกรากในกรุงลอนดอนตอนเหนือ แฟนฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของสเปอร์ได้แก่ เจสซี เจ นักร้องชื่อดังชาวอังกฤษ[52] และ เจ. เค. โรว์ลิง นักเขียนนวนิยาย

สเปอร์มีเพลงประจำสโมสรที่แฟนๆมักร้องเชียร์ในสนามคือ "Glory Glory Tottenham Hotspur" เริ่มใช้ครั้งแรกใน ค.ศ. 1961 ภายหลังจากที่ทีมคว้าดับเบิลแชมป์ได้ในฤดูกาลดังกล่าว และได้ไปแข่งขันฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

สโมสรคู่อริ[แก้]

ดาร์บีลอนดอนเหนือใน ค.ศ. 2010
การปะทะกันของผู้เล่นสเปอร์และเชลซีในฤดูกาล 2015-16

ทอตนัมฮอตสเปอร์ เป็นคู่แข่งโดยตรงกับอาร์เซนอล ซึ่งตั้งอยู่ในย่านลอนดอนเหนือด้วยกัน โดยการแข่งขันระหว่างสองทีมเรียกว่า ดาร์บีลอนดอนเหนือ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการย้ายจากลอนดอนตะวันออก มายังลอนดอนเหนือของอาร์เซนอลใน ค.ศ. 1913 โดยแต่เดิมนั้น สเปอร์เป็นสโมสรเดียวที่ตั้งอยู่ในย่านลอนดอนเหนือ พวกเขาเปรียบเสมือนความภาคภูมิใจและเป็นสโมสรตัวแทนของคนในย่านนี้ การย้ายมาของอาร์เซนอลจึงเปรียบเสมือนการมาแย่งพื้นที่และฐานแฟนคลับของสเปอร์ ยิ่งไปกว่านั้น จากการมีมติเพิ่มจำนวนทีมในลีกสูงสุดจากเดิม 20 ทีม เป็น 22 ทีมในฤดูกาล 1919-20 โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษได้ให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1 และ 2 จากดิวิชั่นสองเลื่อนชั้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ (ดาร์บีเคาน์ตี และ เพรสตันนอร์ทเอนด์) และในโควตาทีมสุดท้ายนั้น สมาชิกสมาคมได้โหวตเลือกให้อาร์เซนอลซึ่งอยู่ในดิวิชั่น 2 เลื่อนชั้นขึ้นมาในลีกสูงสุด (ดิวิชั่น 1) และให้สเปอร์ซึ่งได้อันดับ 20 ในดิวิชั่น 1 ตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 2 แทน ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างความโกรธแค้นให้แก่สเปอร์และทำให้ความเป็นอริกันของสองสโมสรทวีความรุนแรงมาจนถึงทุกวันนี้[53]

สโมสรในลอนดอนอื่นๆที่เป็นคู่แข่งกับสเปอร์ได้แก่ เชลซี และ เวสต์แฮม แต่ความเป็นอริและบรรยากาศการเผชิญหน้ากันทุกครั้งนั้นไม่ดุเดือดเท่าการพบกับอาร์เซนอล[54]

ชุดและสปอนเซอร์ที่ใช้[แก้]

ชุดที่ใช้[แก้]

สปอนเซอร์[แก้]

1 ออราสมาเป็นบริษัทลูกของ ออโตโนมี คอร์ปอเรชัน
2 ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เป็นบริษัทแม่ของ ออโตโนมี คอร์ปอเรชัน

ผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2021[61][62]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
1 GK  ฝรั่งเศส อูว์โก โลริส (กัปตัน)
2 DF  ไอร์แลนด์ แมตต์ ดอเฮอร์ตี
3 DF  สเปน เซร์ฆิโอ เรกิลอน
4 DF  อาร์เจนตินา กริสเตียน โรเมโร (ยืมจากอาตาลันตา)
5 MF  เดนมาร์ก พีแยร์-เอมิล ฮอยปีแยร์
6 DF  โคลอมเบีย ดาบินซอน ซันเชซ
7 FW  เกาหลีใต้ ซน ฮึง-มิน
8 MF  อังกฤษ แฮร์รี วิงส์
10 FW  อังกฤษ แฮร์รี เคน (รองกัปตัน)
11 FW  สเปน บรายัน ฆิล
12 DF  บราซิล เอเมอร์สัน รอยัล
14 DF  เวลส์ โจ รอดอน
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
15 DF  อังกฤษ เอริก ไดเออร์
18 MF  อาร์เจนตินา โยบานิ โล เซลโซ
19 MF  อังกฤษ ไรอัน เซสเซยง
20 MF  อังกฤษ เดลี แอลลี
22 GK  อิตาลี ปีแอร์ลุยจี กอลลีนี (ยืมจากอาตาลันตา)
23 MF  เนเธอร์แลนด์ สเตเฟิน แบร์คไวน์
25 DF  อังกฤษ จาเฟ็ต ทังแกงกา
27 FW  บราซิล ลูกัส โมรา
28 MF  ฝรั่งเศส ต็องกี อึนดอมเบเล
29 MF  อังกฤษ โอลิเวอร์ สกิปป์
33 DF  เวลส์ เบน เดวีส์
47 FW  อังกฤษ แจ็ก คลาร์ก

ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
38 DF  สหรัฐ แคเมอรอน คาร์เตอร์-วิกเกอส์ (ปล่อยยืมไป สโมสรฟุตบอลเซลติก จนจบฤดูกาล 2021-22[63])
41 GK  อังกฤษ อัลฟี ไวท์แมน (ปล่อยยืมไป เดเกอร์ฟอร์ส ไอเอฟ จนจบฤดูกาล 2021-22[64])
MF  เซเนกัล ป๊าป ซาร์ (ปล่อยยืมไป สโมสรฟุตบอลแม็ส จนจบฤดูกาล 2021-22[65])

ทำเนียบผู้จัดการทีม[แก้]

รายชื่อผู้จัดการทีมสโมสรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน[แก้]

20 อันดับผู้จัดการทีมที่ค่าเฉลี่ยในการคุมทีมชนะมากที่สุด[แก้]

  • คำนวณจากเปอร์เซนต์ในการชนะ
ชื่อผู้จัดการทีม ปี จำนวนนัดที่คุมทีม ชนะ ชนะ %
1 อังกฤษ แฟรงค์ เบรดเทลล์ 1898–1899 63 37 58.73
2 อังกฤษ ไรอัน เมสัน 2021-2021 7 4 57.14
3 อังกฤษ อาเทอร์ เทอร์เนอร์ 1942–1946 49 27 55.10
4 โปรตุเกส อังแดร วีลัช-โบอัช 2012-2013 80 44 55.00
5 อาร์เจนตินา เมาริซิโอ โปเชติโน 2014-2019 293 159 54.27
6 โปรตุเกส โชเซ มูรีนโย 2019-2021 86 44 51.16
7 สกอตแลนด์ จอห์น คาเมรอน 1899-1907 570 296 51.93
8 อังกฤษ เดวิด พลีท 1986–1987 119 60 50.42
9 อังกฤษ ทิม เชอร์วู้ด 2013-2014 28 14 50.00
10 อังกฤษ แฮร์รี เรดแนปป์ 2008–2012 198 98 49.49
11 อังกฤษ บิล นิโคลสัน 1958–1974 832 408 49.03
12 อังกฤษ อาเทอร์ โรว์ 1949–1955 283 135 47.70
13 อังกฤษ เฟรด คริกแฮม 1907–1908 61 29 47.54
14 อังกฤษ จิมมี แอนเดอร์สัน 1955–1958 161 75 46.58
13 อังกฤษ เพอร์ซี สมิธ 1929–1935 253 109 46.38
15 อังกฤษ ดัก ลิเวอร์มอร์
อังกฤษ เรย์ คลีเมนซ์
1992–1993 51 23 45.09
16 เนเธอร์แลนด์ มาร์ติน โยล 2004–2007 150 67 44.67
17 อังกฤษ ปีเตอร์ ชรีฟส์ 1984–1986 & 1991–1992 177 79 44.63
18 อังกฤษ แจ็ค ทรีซานเดิร์น 1935–1938 146 65 44.52
19 สกอตแลนด์ ปีเตอร์ แม็ควิลเลียม 1913–1927 & 1938–1942 750 331 44.13
20 อังกฤษ เพอร์ซีย์ สมิท 1929–1935 253 109 43.08
  • ข้อมูลล่าสุด: สิงหาคม ค.ศ. 2021

1 Includes caretaker manager stints in 1998, 2001 and 2003–04
2 Includes short caretaker manager stint
3 Includes his one match as caretaker manager after Santini's resignation

ทีมงานผู้ฝึกสอนปัจจุบัน[แก้]

ตำแหน่ง รายชื่อ
ผู้จัดการทีม โปรตุเกส นูนู อึชปีรีตู ซังตู
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม สกอตแลนด์ เอียน แคโทร
ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู โปรตุเกส ลุยส์ บาร์โบซา
ผู้ฝึกสอนฟิตเนส โปรตุเกส อันโทนิโอ ดิอาส
ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน อังกฤษ เลดลีย์ คิง
ผู้จัดการทีมชุดเยาวชน อังกฤษ ดีน รัสติก
ผู้ฝึกสอนรุ่นอายุ 17-23 ปี อังกฤษ ไรอัน เมสัน[66]
หัวหน้าแมวมอง อังกฤษ ปีเตอร์ บราวด์
หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา อังกฤษ เจฟ สกอต
นักกายภาพบำบัด อังกฤษ สจ๊วต แคมเบล
  • ข้อมูลล่าสุด: สิงหาคม 2021

อดีตผู้เล่นที่มีชื่อเสียง[แก้]

เกียรติประวัติ[แก้]

อังกฤษ ระดับประเทศ[แก้]

  • เอฟเอคัพ
    • ชนะเลิศ (8): 1900–01, 1920–21, 1960–61, 1961–62, 1966–67. 1980–81, 1981–82, 1990–91

ยุโรป ระดับทวีปยุโรป[แก้]

  • อัลกโลว์-อิตาเลียน ลีกคัพ
    • ชนะเลิศ (1): 1970–71
  • ออดีคัพ
    • ชนะเลิศ (1): 2019

ระดับภูมิภาค[แก้]

  • เซาเทิร์นฟุตบอลลีก
    • ชนะเลิศ (1): 1899–00
  • เวสเทิร์นฟุตบอลลีก
    • ชนะเลิศ (1): 1903–04

สถิติสำคัญ[แก้]

สตีฟ เพอร์รี่แมน เจ้าของสถิติลงสนามให้กับสโมสรมากที่สุดจำนวน 854 นัด
  • สถิติผู้ชมสูงที่สุด: ในเวมบลีย์ นัดที่พบกับไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซิน (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก), 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 (85,512 คน)[67]
  • สถิติชนะมากที่สุด: ชนะ ครูว์ อเล็กซานดร้า 13-2 (เอฟเอคัพ), 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960[68]
  • สถิติแพ้มากที่สุด: แพ้ แอร์สเทอ เอ็ฟเซ เคิลน์ 0-8 (ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ), 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1995[69]
  • ผู้เล่นที่ลงสนามทุกรายการมากที่สุด: สตีฟ เพอร์รี่แมน, 854 นัด, ค.ศ. 1969-86[70]
  • ผู้เล่นที่ลงสนามในเกมลีกมากที่สุด: สตีฟ เพอร์รี่แมน, 613 นัด, ค.ศ. 1969-86[71]
  • ผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ลงสนาม: แบรด ฟรีเดล, 42 ปี และ 176 วัน, พบกับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด, 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013[72]
  • ผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงสนาม: อัลฟี เดวีน, 16 ปี และ 163 วัน, พบกับ Marine A.F.C., 10 มกราคม ค.ศ. 2021
  • สถิติซื้อนักเตะแพงที่สุด: 53.8 ล้านปอนด์, ต็องกี อึนดอมเบเล จาก ออแล็งปิกลียอแน, ค.ศ. 2019[73]
  • สถิติขายนักเตะแพงที่สุด: 86.3 ล้านปอนด์, แกเร็ท เบล ไป เรอัลมาดริด, ค.ศ. 2013[74]
  • นักเตะที่ทำประตูมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล (ดิวิชั่นหนึ่ง): ไคลฟ์ อัลเลน, 49 ประตู, ฤดูกาล 1986-87
  • นักเตะที่ทำประตูมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล (พรีเมียร์ลีก): แฮร์รี่ เคน, 33 ประตู , ฤดูกาล 2020-21[75]
  • นักเตะที่ทำประตูรวมมากที่สุดตลอดกาล: จิมมี กรีฟส์, 266 ประตู, ฤดูกาล 1961-70[76]
  • ฤดูกาลที่ทีมยิงประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก: 86 ประตู, ฤดูกาล 2016-17[77]
  • ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด: บิล นิโคลสัน, ชนะเลิศถ้วยรางวัล 11 รายการ (ค.ศ. 1958-74)[78]
  • ผู้จัดการทีมที่คุมทีมยาวนานที่สุด: บิล นิโคลสัน, 16 ฤดูกาล (ค.ศ. 1958-74)[79]

ในประเทศไทย[แก้]

สำหรับผู้ที่นิยมหรือสนับสนุนทอตนัมฮอตสเปอร์ในประเทศไทยที่มีชื่อเสียง ได้แก่ อาทิวราห์ คงมาลัย (นักร้อง), อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี (นักร้อง)[80], ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ (นักร้องและนักแสดง), เพชร มาร์ (โปรดิวเซอร์-นักดนตรี-นักแต่งเพลงและพิธีกร), เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ (นักฟุตบอลทีมชาติไทย) เป็นต้น

อ้างอิง[แก้]

  1. "Dictionary includes Spurs fans in Yid definition". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 2020-02-12. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  2. “David Cameron: Yid is not hate speech when it’s Spurs" from Jewish Chronicle. Jewish Chronicle.
  3. "Year By Year". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  4. "Spurs Trophies & Honours". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  5. "Tottenham Hotspur football club honours". www.11v11.com.
  6. UEFA.com. "Tottenham | History | UEFA Champions League". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  7. "The Business Of Soccer". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  8. "Deloitte Football Money League | Deloitte UK". Deloitte United Kingdom (ภาษาอังกฤษ).
  9. "Year By Year". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  10. "JOHN RIPSHER". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  11. "Why Tottenham Hotspur owe it all to a pauper". www.telegraph.co.uk.
  12. "Tottenham Hotspur Club History & Football Trophies". web.archive.org. 2015-05-04.
  13. Nilsson, Leonard Jägerskiöld (2018-11-15). World Football Club Crests: The Design, Meaning and Symbolism of World Football's Most Famous Club Badges (ภาษาอังกฤษ). Bloomsbury Publishing. ISBN 978-1-4729-5424-4.
  14. "TOPSPURS.COM - Jim Duggan's Spurs Site". www.topspurs.com.
  15. http://www.spurshistory.com/pages/32.htm
  16. "England Players' Clubs - Tottenham Hotspur". www.englandfootballonline.com.
  17. "Football League - facts, stats and history". www.footballhistory.org.
  18. "History Of THFC". www.mehstg.com.
  19. "Arsenal's Election To The First Division In 1919 | The History of Arsenal". blog.woolwicharsenal.co.uk (ภาษาอังกฤษ). 2013-01-19.
  20. "Obituary: Arthur Rowe". The Independent (ภาษาอังกฤษ). 2011-10-23.
  21. "Spurs Odyssey - Spurs' First Title Success (1950-51)- February 1951". www.spursodyssey.com.
  22. "Bill Nicholson". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  23. "Bill Nicholson -" (ภาษาอังกฤษ).
  24. "Tottenham Hotspur FC Season History | Premier League". www.premierleague.com (ภาษาอังกฤษ).
  25. "Jol sacked by Spurs as Ramos waits in wings". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2007-10-26.
  26. "Bent 'set to join Spurs for £16m'". East Anglian Daily Times (ภาษาอังกฤษ). 2007-06-23.
  27. "Bent makes £16.5m Tottenham move" (ภาษาอังกฤษ). 2007-06-29. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  28. "Tottenham 2-1 Chelsea" (ภาษาอังกฤษ). 2008-02-24. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  29. Lawton, Jerry (2021-06-01). "Ex-Spurs boss Juande Ramos 'lost the dressing room' after banning apple crumble". Dailystar.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  30. Thomas, Gareth (2019-07-02). "The story of Juande Ramos' ill-fated 12-month stint at Tottenham". These Football Times (ภาษาอังกฤษ).
  31. "Man Utd 0-0 Tottenham (aet)" (ภาษาอังกฤษ). 2009-03-01. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  32. "Harry Redknapp and Spurs given bitter pill of Europa League by Chelsea". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2012-05-19.
  33. Scott, Trent. "Tottenham's 10 Best Moments Under Harry Redknapp". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  34. "Tottenham sack manager Redknapp". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  35. Cooper, Thomas. "Breaking Down How Tim Sherwood Has Changed Tottenham Hotspur Tactically". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  36. "Sherwood sacked as Tottenham manager". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  37. "Mauricio Pochettino - Manager profile". www.transfermarkt.com (ภาษาอังกฤษ).
  38. "Mauricio Pochettino". The Independent (ภาษาอังกฤษ).
  39. Smith, Rory (2021-04-19). "Tottenham Hotspur Fires a Trophy-Less José Mourinho". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  40. "Mourinho sacked by Tottenham". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 2021-04-19.
  41. "Nuno Espírito Santo promises a Spurs love story – with Harry Kane". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2021-07-16.
  42. "Nuno Espírito Santo appointed new Head Coach". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  43. "ทำไมสเปอส์ต้องเป็นไก่". tukthakai. 10 March 2016.
  44. "White Hart Lane History". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  45. Non (2018-05-07). "ข้อมูล ประวัติ สถิติ ทีม ทอตนัมฮอตสเปอร์ : ไก่เดือยทองตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน". Cheerthai (ภาษาอังกฤษ).
  46. schreef, Footymaddad. "White Hart Lane - London - The Stadium Guide" (ภาษาดัตช์).
  47. "Tottenham reveal new ground plan" (ภาษาอังกฤษ). 2008-10-30. สืบค้นเมื่อ 2021-08-15.
  48. "Tottenham confirm they will not play in new stadium until 2019". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-26.
  49. Parry, Jack Rosser, Joe Krishnan, Richard (2019-04-03). "Tottenham new stadium opening - LIVE!". www.standard.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  50. "Spurs Supporters' Clubs in the UK". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  51. "Spurs fans - footballlondon". www.football.london.
  52. "Tottenham Hotspur FC – Famous Tottenham Hotspur Fans". Genius.
  53. X, Mr. "Arsenal and Tottenham Hotspur: A Rivalry Explained". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  54. "Wayback Machine" (PDF). web.archive.org. 2013-10-20.
  55. "Sponsorship and 2010/2011 Kit Update". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 8 July 2010. สืบค้นเมื่อ 1 March 2013.
  56. "Tottenham Hotspur announces new shirt sponsorship with Investec". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 16 August 2010. สืบค้นเมื่อ 1 March 2013.
  57. "Historical Kits – Tottenham Hotspur". historicalkits.co.uk. Historic Football Kits. สืบค้นเมื่อ 1 March 2013.
  58. "Club Announce HP as Principal Partner". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 8 July 2013. สืบค้นเมื่อ 8 July 2013.
  59. "Tottenham Hotspur announces AIA as Cup Shirt Partner". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 15 August 2013. สืบค้นเมื่อ 22 August 2013.
  60. "AIA to Become Tottenham Hotspur's New Principal Partner". tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur. 13 February 2014. สืบค้นเมื่อ 5 June 2014.
  61. "First team: Players". Tottenham Hotspur F.C. สืบค้นเมื่อ 16 September 2018.
  62. "2019/20 Premier League squad numbers announced". www.tottenhamhotspur.com. Tottenham Hotspur F.C. สืบค้นเมื่อ 11 August 2019.
  63. . 31 August 2021 https://www.tottenhamhotspur.com/news/2021/august/celtic-loan-for-carter-vickers/. สืบค้นเมื่อ 31 August 2021. Missing or empty |title= (help)
  64. "Whiteman loaned to Degerfors IF". Tottenham Hotspur F.C. 12 August 2021. สืบค้นเมื่อ 12 August 2021.
  65. Tottenham Hotspur F.C. 27 August 2021 https://www.tottenhamhotspur.com/news/2021/august/pape-matar-sarr-signs-from-metz/. สืบค้นเมื่อ 27 August 2021. Missing or empty |title= (help)
  66. "Chris Powell named head of coaching at Tottenham academy". Sky Sports. 13 August 2020.
  67. "85,512 - the facts". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  68. "On This Day: Spurs secured record victory 13-2; Kluivert scored FOUR for Barca| All Football". AllfootballOfficial (ภาษาอังกฤษ).
  69. "1. FC Köln 8-0 Tottenham Hotspur 22 Temmuz 1995 1995 Sezonu İntertoto Kupası 2. Grup 5. Maçı Müngersdorfer Stadion Stadyumu, Köln, Almanya". www.macanilari.com.
  70. "Steve Perryman". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  71. "Premier League + 1. Division - All-time appearances". worldfootball.net (ภาษาอังกฤษ).
  72. "Friedel becomes oldest Spurs player". Sports Mole (ภาษาอังกฤษ).
  73. 161385360554578 (2019-07-04). "Ndombele 'joined Spurs to win silverware' - despite last trophy coming 11 years ago". talkSPORT (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: numeric names: authors list (link)
  74. "Gareth Bale in battle to force through £86m move to Real Madrid". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2013-07-27.
  75. Admin (2021-07-03). "Harry Kane scored 33 goals with 17 assists in 2021, Check out Haaland goals in the same season". Sports Extra (ภาษาอังกฤษ).
  76. "Jimmy Greaves". Tottenham Hotspur (ภาษาอังกฤษ).
  77. George-Miller, Dustin (2017-05-24). "Tottenham Hotspur 2016-17 Season in Review". Cartilage Free Captain (ภาษาอังกฤษ).
  78. "League Managers Association - BILL NICHOLSON OBE". leaguemanagers.com.
  79. "Bill Nicholson -" (ภาษาอังกฤษ).
  80. "สัมภาษณ์2นักร้องชื่อดังที่แฟนปืน-ผีอาจมีเคือง". thaifootball.com. 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]