จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
Jordan Henderson 20141221 (cropped).jpg
เฮนเดอร์สันเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ในปี 2014
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม จอร์แดน เบรน เฮนเดอร์สัน
เกิด 17 มิถุนายน ค.ศ. 1990 (24 ปี)
เกิดที่ ซันเดอร์แลนด์ อังกฤษ
สูง 6.1 ฟุต (1.85 เมตร)[1]
ตำแหน่ง กองกลาง
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน ลิเวอร์พูล
หมายเลข 14
ชุดเยาวชน
2006–2008 ซันเดอร์แลนด์
ชุดใหญ่*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2008–2011 ซันเดอร์แลนด์ 71 (4)
2009 คอเวนทรีซิตี (ยืมตัว) 10 (1)
2011– ลิเวอร์พูล 138 (17)
ทีมชาติ
2009 อังกฤษ 19 ปี 1 (0)
2009 อังกฤษ 20 ปี 1 (0)
2010– อังกฤษ 21 ปี 27 (4)
2010– อังกฤษ 20 (0)
* จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ชุดใหญ่และจำนวนประตูนับเฉพาะลีกท้องถิ่นเท่านั้น และ เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2015.

† ลงเล่น (ประตู)

‡ จำนวนนัดที่ลงเล่นและจำนวนประตูให้ทีมชาติ ข้อมูล ณ วันที่ 21:00, 31 มีนาคม 2015 (UTC)

จอร์แดน ไบรอัน เฮนเดอร์สัน (อังกฤษ: Jordan Brian Henderson) เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1990 ที่ซันเดอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ เป็นนักฟุตบอลของทีมชาติอังกฤษในชุดปัจจุบัน เล่นในตำแหน่งกองกลาง เฮนเดอร์สันเคยเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 2008 โดยทำประตูไป 4 ประตู ปัจจุบันเขาได้ย้ายมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในปี ค.ศ. 2011 โดยสวมเสื้อหมายเลข 14

สโมสรอาชีพ[แก้]

ซันเดอร์แลนด์[แก้]

ลิเวอร์พูล[แก้]

ฤดูกาล 2011-12[แก้]

เฮนเดอร์สันเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ในปี 2011

ในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 2011 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2011–12 เฮนเดอร์สัน ได้ลงสนามเป็นนัดแรกในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับทีมเก่าของเขา ซันเดอร์แลนด์ โดยเสมอกัน 1-1 ต่อมา ในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2011 เฮนเดอร์สัน ได้ลงสนามนัดที่สอง ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ อาร์เซนอล ที่ เอมิเรตส์สเตเดียม 2-0 ต่อมา ในวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 2011 เฮนเดอร์สัน ได้ทำประตูแรกในสีเสื้อของลิเวอร์พูล ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ โบลตันวอนเดอเรอส์ 3-1

ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 ลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศ ลิเวอร์พูล เจอกับ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ที่สนามนิวเวมบลีย์ เฮนเดอร์สัน ได้พาลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกคัพ สมัยที่ 8 มาครอง จากการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ผลประตูรวม 3-2 และเป็นแชมป์แรกของ เฮนเดอร์สัน นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่อมา ในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 เอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ ลิเวอร์พูล เจอกับ เชลซี ที่สนามนิวเวมบลีย์ เฮนเดอร์สัน ได้ลงสนามครบ 90 นาที สุดท้าย ลิเวอร์พูล ก็เป็นฝ่ายแพ้ไป 1-2 ทำให้ ลิเวอร์พูลพลาดโอกาสคว้าแชมป์เอฟเอคัพ อย่างน่าเสียดาย

ในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 ลิเวอร์พูล ลงเล่นที่แอนฟีลด์นัดสุดท้ายเจอกับ เชลซี อีกครั้ง ในพรีเมียร์ลีก โดย เฮนเดอร์สัน ได้ทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-0 ก่อนที่ ลิเวอร์พูล ล้างแค้น เชลซี ได้สำเร็จ 4-1 จบฤดูกาล เฮนเดอร์สัน ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 2 ประตูจาก 37 นัด

ฤดูกาล 2012-13[แก้]

ฤดูกาล 2013-14[แก้]

เฮนเดอร์สันเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ในปี 2014

ในวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 2013 ลีกคัพ รอบ 2 เฮนเดอร์สัน ได้ทำประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ นอตส์เคาน์ตี ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-2 ต่อมา ในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 2013 เฮนเดอร์สัน ได้ลงสนามนัดที่ 100 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ ที่ สเตเดียมออฟไลต์ 3-1 ต่อมา ในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 2013 เฮนเดอร์สัน ได้ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ 5-0[2] [3]

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 เฮนเดอร์สัน ได้ยิง 2 ประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ สวอนซีซิตี 4-3 ต่อมา ในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 2014 เฮนเดอร์สัน ได้ทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ 4-0 ต่อมา ในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 2014 เฮนเดอร์สัน โดนใบแดงครั้งแรกในฟุตบอลอาชีพ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี 3-2 ทำให้ เฮนเดอร์สัน โดนแบน 3 นัด ต่อมา ในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 นัดปิดฤดูกาล ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด เป็นนัดตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ซิตี โดย เฮนเดอร์สัน ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง ในนัดนี้ ลิเวอร์พูล จะต้องชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด และต้องลุ้นให้ เวสต์แฮมยูไนเต็ด เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี ที่ เอติฮัดสเตเดียม ลิเวอร์พูล ก็จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก โดย สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูชัยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 2-1 แต่สุดท้าย แมนเชสเตอร์ซิตี เอาชนะ เวสต์แฮมยูไนเต็ด 2-0 ทำให้ ลิเวอร์พูล พลาดโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่างน่าเสียดาย[4] จบฤดูกาล เฮนเดอร์สัน ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 4 ประตูจาก 35 นัด ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 2 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้กลับไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่ในปี 2009

ฤดูกาล 2014-15[แก้]

ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2014 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2014–15 ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับ เซาแธมป์ตัน เฮนเดอร์สันได้จ่ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ทำประตูให้ลิเวอร์พูลเอาชนะ เซาแธมป์ตัน 2-1 ต่อมา ในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2014 เฮนเดอร์สันได้จ่ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ทำประตูให้ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่ ไวต์ฮาร์ตเลน 3-0

ในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2014 สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ได้แต่งตั้ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ให้เป็นรองกัปตันทีมลิเวอร์พูล แทน ดาเนียล อักเกอร์ ที่ย้ายทีมออกไป[5]

ในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2014 เฮนเดอร์สัน ได้จ่ายให้ แอดัม ลัลลานา ทำประตูให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 1-0 ก่อนที่ในครึ่งหลัง เฮนเดอร์สัน จะเป็นคนทำประตูชัยให้ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 2-1[6] ต่อมา ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 เฮนเดอร์สัน ได้ทำประตูแรกให้กับ ลิเวอร์พูล ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ ลูโดโกเร็ตส์ ราซกราด จาก บัลแกเรีย 2-2[7] ต่อมา ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2014 เฮนเดอร์สัน ได้ลงสนามนัดที่ 150 ให้กับ ลิเวอร์พูล และทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ เลสเตอร์ซิตี ที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดียม 3-1[8]

ในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2015 เฮนเดอร์สัน ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมลิเวอร์พูลแทน สตีเวน เจอร์ราร์ด ที่ไม่ได้ลงสนามและได้ทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี 2-1[9] ต่อมา ในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 2015 เฮนเดอร์สัน ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมลิเวอร์พูลอีกครั้งและได้ทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เบิร์นลีย์ 2-0[10] ต่อมา ในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 2015 เฮนเดอร์สัน ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมลิเวอร์พูลอีกครั้งและได้ทำประตูชัยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ สวอนซีซิตี ที่ ลิเบอร์ตีสเตเดียม 1-0[11] [12] ต่อมา ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2015 เฮนเดอร์สัน ได้ยิงจุดโทษตีไข่แตกไล่ อาร์เซนอล แต่สุดท้ายก็แพ้ไป1-4[13] ต่อมา ในวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2015 เฮนเดอร์สัน ได้ตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรลิเวอร์พูล ไปจนถึงปี 2020 พร้อมค่าเหนื่อยเพิ่มเป็น 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์[14] [15]

ทีมชาติอังกฤษ[แก้]

ฟุตบอลโลก 2014[แก้]

ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ทีมชาติอังกฤษได้เรียกตัว จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ติดรายชื่อ 23 คน ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล โดย อังกฤษ ได้อยู่กลุ่ม D ร่วมกับ อุรุกวัย, คอสตาริกา และ อิตาลี ในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2014 เฮนเดอร์สัน ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในฟุตบอลโลก กลุ่ม D นัดแรก ในนัดที่แพ้ให้กับ อิตาลี 1-2 สุดท้าย อังกฤษ ก็ต้องตกรอบแรก ได้อันดับสุดท้ายของกลุ่ม D เสมอ 1 แพ้ 2 (แพ้ อิตาลี 1-2, แพ้ อุรุกวัย 1-2 และ เสมอ คอสตาริกา 0-0) ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลกที่บราซิลเพียงรอบแรกเท่านั้น และเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีที่อังกฤษตกรอบแรกฟุตบอลโลก

สถิติ[แก้]

สโมสร[แก้]

Club statistics
สโมสร ฤดูกาล ลีก เอฟเอคัพ ลีกคัพ ยุโรป รวม
ดิวิชัน ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
ซันเดอร์แลนด์ 2008–09[16] พรีเมียร์ลีก 1 0 0 0 1 0 2 0
2009–10[17] พรีเมียร์ลีก 33 1 2 0 3 1 38 2
2010–11[18] พรีเมียร์ลีก 37 3 1 0 1 0 39 3
รวม 71 4 3 0 5 1 79 5
โคเวนต์ตรี้ ซิตี้ (ยืมตัว) 2008–09[16] แชมเปียนชิป 10 1 3 0 0 0 13 1
ลิเวอร์พูล 2011–12[19] พรีเมียร์ลีก 37 2 5 0 6 0 48 2
2012–13[20] พรีเมียร์ลีก 30 5 2 0 2 0 10[a] 1 44 6
2013–14[21] พรีเมียร์ลีก 35 4 3 0 2 1 40 5
2014–15[22] พรีเมียร์ลีก 36 6 7 0 4 0 6[b] 1 53 7
รวม 138 17 17 0 14 1 16 2 185 20
รวมทั้งหมด 219 22 23 0 19 2 16 2 277 26
  1. ลงเล่นใน UEFA Europa League
  2. ลงเล่นใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ทีมชาติ[แก้]

ณ วันที่ 31 March 2015.[23]
International statistics
ทีมชาติ ปี ลงเล่น ประตู
อังกฤษ 2010 1 0
2012 4 0
2013 2 0
2014 11 0
2015 2 0
รวม 20 0

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสร[แก้]

ลิเวอร์พูล

  • Football League Cup: 2011–12

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • England U21 Player of the Year Award: 2012
  • นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของลิเวอร์พูล: 2011–12
  • นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของซันเดอร์แลนด์: 2009–10, 2010–11
  • Standard Chartered Liverpool Player of the Month (2): กันยายน 2014[24], มีนาคม 2015[25]
  • ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของอีเอ สปอร์ตส์ (1): กุมภาพันธ์ 2014[26]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Premier League Player Profile". Premier League. สืบค้นเมื่อ 23 March 2011. [ลิงก์เสีย]
  2. ภาพการแข่งขันลิเวอร์พูลพบสเปอร์ส
  3. ลิเวอร์พูลยกพลคว้าชัยถึงถิ่นสเปอร์สในเกมระดับห้าดาว
  4. ลิเวอร์พูลต่อสู้กลับมาเป็นผู้ชนะและคว้าตำแหน่งรองแชมป์
  5. เฮนเดอร์สันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองกัปตันทีม
  6. อดัม และเฮนโด้ ช่วยลิเวอร์พูลคว้าชัยเหนือเดอะ แบ็กกีส์
  7. ลิเวอร์พูลบุกไปเสมอที่โซเฟียก่อนเล่นนัดตัดสินกับบาเซิล
  8. สตีเวน เจอร์ราร์ด ทำประตูเกมลิเวอร์พูลเอาชนะเลสเตอร์
  9. ความยอดเยี่ยมของคูตินโญ่ช่วยทีมคว้าชัยเหนือแมนฯ ซิตี้ อีกครั้ง
  10. ประตูของเฮนเดอร์สัน และสเตอร์ริดจ์ ช่วยลิเวอร์พูลเก็บชัยเหนือเบิร์นลีย์
  11. ประตูโทนของเฮนเดอร์สันช่วยเก็บชัยเหนือสวอนซี
  12. 5 ข้อเท็จจริงจากเกมลิเวอร์พูลพบสวอนซี ซิตี้
  13. หงส์แดงผิดหวังหลังบุกไปพ่ายที่เอมิเรตส์
  14. เฮนเดอร์สันเซ็นสัญญาระยะยาวฉบับใหม่กับลิเวอร์พูล
  15. 14 สถิติสำคัญ ของรองกัปตันทีม
  16. 16.0 16.1 "Games played by Jordan Henderson in 2008/2009". Soccerbase. สืบค้นเมื่อ 18 January 2013. 
  17. "Games played by Jordan Henderson in 2009/2010". Soccerbase. สืบค้นเมื่อ 18 January 2013. 
  18. "Games played by Jordan Henderson in 2010/2011". Soccerbase. สืบค้นเมื่อ 18 January 2013. 
  19. "Games played by Jordan Henderson in 2011/2012". Soccerbase. สืบค้นเมื่อ 18 January 2013. 
  20. "Games played by Jordan Henderson in 2012/2013". Soccerbase. สืบค้นเมื่อ 18 January 2013. 
  21. "Games played by Jordan Henderson in 2013/2014". Soccerbase. สืบค้นเมื่อ 17 August 2013. 
  22. "Games played by Jordan Henderson in 2014/2015". Soccerbase. สืบค้นเมื่อ 12 September 2014. 
  23. "Player Info: Jordan Brian Henderson". englandstats.com. สืบค้นเมื่อ 5 October 2014. 
  24. ประกาศนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายน
  25. จอร์แดนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมีนาคม
  26. ประกาศรางวัลประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]