บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พลเอก บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เสธ.อ้าย อดีตประธานมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก อดีตนายทหารราชองครักษ์พิเศษ[1] อดีตตุลาการศาลทหารสูงสุด อดีตรองประธานราชตฤณมัยสมาคมและประธานองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) เกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 ที่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1 (ตท.1) พ.ศ. 2503 ร่วมรุ่นกับ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน และเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 12 (จปร.12) พ.ศ. 2508

ชีวิตส่วนตัวสมรสกับนางธิดา แก้วประสิทธิ์ มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ ร้อยโทจิตรลดา แก้วประสิทธิ์ และนายบรรดาล แก้วประสิทธิ์

ในช่วงปี พ.ศ. 2520 พล.อ.บุญเลิศ ซึ่งขณะนั้นมียศเป็น พันตรี (พ.ต.) ได้เข้าร่วมใน กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 ที่มี พล.อ. ฉลาด หิรัญศิริ เป็นแกนนำในการล้มรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินของ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ อย่างไรก็ตามการก่อรัฐประหารครานั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จ[2]

นับจากวันนั้นเป็นเวลาถึง 35 ปี ที่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ "เสธ.อ้าย" ห่างหายจากสารบบทางการเมือง แต่ทว่าในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ชื่อของเสธ.อ้ายได้กลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง ในฐานะประธานองค์การพิทักษ์สยาม ที่ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าจะเป็นแกนนำมวลชนชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดีเดย์วันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ โดยมี "ธง" นำประเทศไทยย้อนเวลาไปสู่การ "แช่แข็ง" นักการเมืองไม่ให้มายุ่งกับการปฏิรูปประเทศเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี

นอกจากนี้แล้ว พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยด้วย ซึ่งนับเป็นการดำรงตำแหน่งในช่วงที่สำคัญที่ทางไทยมีปัญหาบาดหมางกับทางสหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ หรือไอบ้า จนเกือบจะถูกตัดสิทธิให้เข้าร่วมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก และถูกให้ออกจากสมาชิกสหพันธ์ฯ[3] ซึ่งในการแข่งขันโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน พล.อ.บุญเลิศ ได้ประกาศไว้ว่าหากนักกีฬาไทยไม่อาจคว้าเหรียญทองมาได้ จะลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งต่อมาก็ไม่มีใครสามารถคว้าเหรียญทองมาได้จริง (ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด คือ แก้ว พงษ์ประยูร ที่ได้เหรียญเงินในรุ่นไลต์ฟลายเวต) พล.อ.บุญเลิศ ก็ได้ลาออกจริงตามที่ได้ให้วาจาไว้[4]

เครื่องราชย์อิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/013/T_0001.PDF
  2. พลิกประวัติ เสธ.อ้าย แกนนำขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กระปุกดอตคอม, พฤศจิกายน 2555
  3. "จากวอยซ์ทีวี". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2014-10-04. สืบค้นเมื่อ 2013-04-29.
  4. 'เสธ.อ้าย'ลาออก'นายกเสื้อกล้าม'แล้ว จากคมชัดลึก
  5. ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย (ชั้นสายสะพาย ในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ จำนวน ๔,๘๙๖ ราย) เล่ม 116 ตอนที่ 20ข วันที่ 2 ธันวาคม 2542