ลกเจ๊ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ลกเจ๊ก
ที่ปรึกษาแห่งง่อก๊ก
ชื่อ
อักษรจีนตัวย่อ 陆绩
สำเนียงจีนฮกเกี้ยน ลกเจ๊ก
ยุคในประวัติศาสตร์ ยุคสามก๊ก

ลกเจ๊ก ตามสำเนียงฮกเกี้ยน หรือ ลู่ จี ตามสำเนียงกลาง (จีน: 陆绩; พินอิน: Lù Jī) เป็นข้าราชการชาวจีนในยุคสามก๊ก แม้จะมีร่างกายพิการแต่มีสติปัญญาเป็นเลิศ กับทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องความกตัญญูกตเวทีจนได้รับการย่องให้เป็นหนึ่งในบุคคลยอดกตัญญยี่สิบสี่คนแห่งประเทศจีน

ประวัติ[แก้]

ลกเจ๊กเกิดในสมัยราชวงศ์ฮั่น เป็นชาวง่อก๊ก มีชื่อรองว่า "กงจี้" ครอบครัวอยู่ระดับปานกลางถึงยากจน และตัวลกเจ๊กนั้นขาพิการทั้งสองข้าง ถึงกระนั้นก็มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและใฝ่รู้ใฝ่เรียนเป็นเลิศ

เมื่ออายุหกขวบได้ติดตามอาไปเยี่ยมคำนับอ้วนสุด ผู้ว่าราชการเมืองจิ่วเจียง ณ จวนผู้ว่าราชการซึ่งจัดงานเลี้ยงมโหฬารในครั้งนั้น ฝ่ายลกเจ๊กเมื่อได้รับประทานส้มในงานนั้นก็ระลึกถึงมารดาว่าชอบรับประทานส้มเป็นที่สุด คิดแล้วก็ซุกส้มสองผลไว้ในแขนเสื้อ แต่เมื่อได้เวลากลับบ้านขณะก้มกายคารวะอำลาอ้วนสุด เผอิญส้มที่ซุกซ่อนไว้หล่นลงพื้น อ้วนสุดเห็นจึงพูดสัพยอกว่า "ลกเจ๊กเอ๋ย เจ้ามาเป็นแขกผู้เยาว์ ไฉนจึงแอบซุกส้มของเจ้าบ้าน ไม่กลัวคนเขาจะหัวเราะเยาะว่าลักส้มหรือ" ลกเจ๊กก็คุกเข่าคำนับแล้วว่ามารดาตนชอบรับประทานส้มนัก ตนจึงตั้งใจเอาไปฝาก เมื่อมารดาได้รับประทานทานก็นับว่าท่านเจ้าบ้านได้เลี้ยงแขกเพิ่มอีกคนหนึ่งแล้ว อ้วนสุดได้ฟังก็ชมเชยว่า เด็กอายุเพียงเท่านี้ยังรู้จักกตัญญูต่อมารดา หายากยิ่งนัก แล้วสั่งให้บริวารเอาส้มกระเช้าหนึ่งเดินตามไปส่งถึงบ้าน

เมื่อลกเจ๊กเติบโตขึ้นได้ศึกษาบรรดาศิลปวิทยาทั้งปวงจนเชี่ยวชาญแล้ว ก็เข้ารับราชการกับซุนกวนแห่งง่อก๊ก ไม่นานก็ได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาราชการของซุนกวน ครั้นซุนกวนเป็นใหญ่ในกังตั๋งก็เชิญลกเจ๊กมารับราชการที่ตำแหน่ง "โจ้วเฉาเหวียน" ต่อมาลกเจ๊กก็ได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองหวี้หลิน บริหารราชการทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร สำหรับยศทหารนั้นว่า "เพียนเจียงจวิน" (เท่าระดับ "นายพล" ในปัจจุบัน) มีอำนาจหน้าที่ควบคุมทหารสองพันคน

ต่อมาในคราวยุทธการศึกเซ็กเพ๊ก ขงเบ้งได้ไปเจรจากับซุนกวน ณ เมืองกังตั๋ง เพื่อให้มาร่วมมือกับเล่าปี่ขับไล่กองทัพของโจโฉที่ยกมาอย่างมหึมา เพื่อให้การเป็นไปสมประสงค์ ขงเบ้งจึงต้องเจรจาโน้มน้าวจิตใจให้เหล่าที่ปรึกษาของซุนกวนคล้อยตามด้วย

ครั้งนั้น ขงเบ้งเข้าพบซุนกวนซึ่งแวดล้อมไปด้วยที่ปรึกษาเช่น เตียวเจียว ยีหวน โปเจ๋า ซีหอง ลกเจ๊ก เหยียมจุ้น เทียตก ซึ่งล้วน สนับสนุนให้ซุนกวนเข้าอ่อนน้อมด้วยโจโฉซึ่งตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์ของขงเบ้ง จึงเกิดเป็นการปะทะคารมกันขึ้น เมื่อเห็นว่าฝ่ายขงเบ้งเป็นต่ออยู่มาก ลกเจ๊กจึงลุกเดินจากที่นั่งตามตำแหน่งตนแล้วออกไปกล่าวด้วยขงเบ้งว่า

"ตัวข้าพเจ้านี้ชื่อลกเจ๊ก เป็นขุนนางเมืองกังตั๋ง ได้ฟังคำท่านแล้วเห็นชอบกลอยู่ จะใคร่ขอถามความท่านสักคำหนึ่งว่า อันโจโฉนี้มาตรว่าทำหยาบช้า แอบอ้างรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ เที่ยวปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวงให้แผ่นดินเดือดร้อนก็จริง แต่ว่าโจโฉนี้เป็นเชื้อสายของโจฉำผู้เป็นอุปราชมาแต่แผ่นดินก่อน อันเล่าปี่นี้ว่าเป็นเชื้อกษัตริย์กระเซ็นกระสายพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นเราไม่ รู้ แจ้งแต่ว่าตระกูลของเล่าปี่นั้นเป็นคนอนาถา ตัวเล่าปี่เองก็เคยเป็นเพียงคนทอเสื่อขาย ควรหรือจะมาองอาจไม่คิดเจียมตัว แลจะต่อสู้โจโฉนั้นเราไม่เห็นด้วย"

ขงเบ้งจึงตอบว่า

"ท่านนี้หรือชื่อว่าลกเจ๊ก เมื่อยังเป็นเด็กอยู่นั้นลักส้มเขาเอาไปให้มารดา นั่งลงเถิดเราจะเจรจาด้วย"

แล้วขงเบ้งก็ว่า

"อันเล่าปี่นายเรานั้นเป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ทำนุบำรุงให้ยศถาบรรดาศักดิ์ คนทั้งปวงก็รู้อยู่ เหตุไฉน ท่านจึงว่าเป็นคนอนาถา ถึงมาตรว่าเป็นคนทอเสื่อ ขายเกือกก็ดี อันนี้ประเพณีเป็นที่ทำมาหากินจะอับอายเป็นกระไรนักหนา ฝ่ายพระเจ้าฮั่นโกโจ นั้นเล่าก็มิใช่เป็นเชื้อพระวงศ์มาแต่ก่อน ก็เป็นแต่พันนายบ้าน แต่ กอปรไปด้วยความเพียร ก็ได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แลได้สืบพระราชวงศ์เสวยราชสมบัติมาตราบเท่าทุก วันนี้ ท่านจะมาประมาทเล่าปี่นายเรานั้นหาควรไม่

"ตัวท่านเป็นเด็กยังมิสิ้นกลิ่นน้ำนมจะมาอวดรู้กว่าผู้ใหญ่นั้นอย่าเจรจาสืบ ไปเลย ซึ่งท่านนับถือโจโฉว่าเป็นเชื้อสายของโจฉำ ก็จริงอยู่แต่ทว่าโจฉำนั้นเป็นคนกตัญญูสัตย์ซื่อต่อเจ้าปรากฏมาแต่ก่อน อันโจโฉนี้เป็นคนเสียชาติเสียตระกูล มิได้ประพฤติตามประเพณีปู่ย่าตายาย ทำให้ผิดจากตระกูลของตัว ซึ่งจะนับถือว่าดีนั้นก็แต่คนพาลเหมือนหนึ่งท่าน"

ลกเจ๊กไม่คาดคิดว่าขงเบ้งจะรู้ความหลังครั้งก่อนแต่ครั้งตัวอยู่ในวัยเด็ก ครั้นถูกขงเบ้งลำเลิกความหลังขึ้นต่อหน้าเพื่อนขุนนางก็รู้สึกละอายใจ ได้รับความอัปยศเป็นอันมาก กับทั้งถ้อยคำของขงเบ้งล้วนเป็นความจริงที่รู้กันทั่วไป แม้ลกเจ๊กเองก็รู้กระจ่าง จึงสิ้นคำจะต่อถ้อยวาจากับขงเบ้งอีกต่อไป ลกเจ๊กได้ความอัปยศดังนี้จึงก้มหน้าถอยกลับมานั่งในที่เดิม

ดูเพิ่ม[แก้]