บังทอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หน้านี้เป็นชื่อบุคคลจีน นามสกุลคือ ผัง (龐)
บังทอง (ผัง ถ่ง)
龐統
ภาพวาดบังทองสมัยราชวงศ์ชิง
ขุนพลที่ปรึกษาการทหารภายในสำนัก
(軍師中郎將)
(ภายใต้เล่าปี่)
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. ? (?) – ค.ศ. 214 (214)
ดำรงตำแหน่งร่วมกับจูกัดเหลียง
กษัตริย์ พระเจ้าเหี้ยนเต้
เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยสำนักส่วนกลาง
(治中從事)
(ภายใต้เล่าปี่)
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. 210 (210) – ค.ศ. ? (?)
กษัตริย์ พระเจ้าเหี้ยนเต้
เจ้าหน้าที่ผู้ช่วย (從事)
(ภายใต้ซุนกวน)
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. ? (?) – ค.ศ. 210 (210)
กษัตริย์ พระเจ้าเหี้ยนเต้
นายอำเภอลอยเอี๋ยง (耒陽令)
(ภายใต้ซุนกวน)
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. ? (?) – ค.ศ. 210 (210)
กษัตริย์ พระเจ้าเหี้ยนเต้
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด ค.ศ. 179[a]
เมืองเซียงหยาง มณฑลหูเป่ย์
เสียชีวิต ค.ศ. 214 (อายุ 35 ปี) [a]
เมืองกวั่งฮั่น มณฑลเสฉวน
ที่ไว้ศพ ศาลและสุสานบังทอง
บุตร ผัง หง
อาชีพ นักการเมือง
ชื่อรอง ชื่อเยฺหวียน (士元)
สมัญญานาม จิ้งโหฺว (靖侯)
ฉายา "ฮองซู"
(鳳雛)

บังทอง (ค.ศ. 179 – 214) [a] หรือชื่อในภาษาจีนกลางว่า ผัง ถ่ง (เกี่ยวกับเสียงนี้ การออกเสียง ; จีนตัวย่อ: 庞统; จีนตัวเต็ม: 龐統; พินอิน: Páng Tǒng) มีชื่อรองว่า ชื่อเยฺหวียน (士元) เป็นนักการเมืองชาวจีน เป็นที่ปรึกษาของขุนศึกเล่าปี่ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของจีน บังทองในวัยเยาว์มักถูกผู้อื่นมองข้ามเพราะมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา แต่สุมาเต๊กโชนับถือบังทองอย่างมากเรียกบังทองว่าเป็น "มงกุฎของบัณฑิตแห่งแดนใต้" บังทองเรียนตำรากับสุมาเต๊กโชพร้อมกับจูกัดเหลียง ชีซีและเอี่ยงลอง แล้วได้รับฉายาว่า "ฮองซู" (鳯雛 เฟิ่งฉู) แปลว่า "หงส์อ่อน" ด้วยความที่บังทองมีท่าทีเป็นมิตรจึงได้รับราชการเป็นนักประเมินบุคคลในเมืองลำกุ๋น เมื่อพิจารณาบุคคลใด ๆ จะความสำคัญกับคุณธรรมมากกว่าความสามารถและส่งเสริมให้พวกเขาช่วยเหลือผู้อื่น

บังทองรับราชการกับจิวยี่เป็นเวลาสั้น ๆ ได้ผูกมิตรเป็นเพื่อนกับลกเจ๊ก, กู้ เช่า และจวนจ๋อง ก่อนจะเข้าร่วมกับเล่าปี่ในปี ค.ศ. 209 หลังจากที่เล่าปี่ได้ขึ้นเป็นเจ้ามณฑลเกงจิ๋ว เล่าปี่ตั้งให้บังทองมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยตามคำแนะนำของโลซกและจูกัดเหลียง และเลื่อนขึ้นเป็นที่ปรึกษาการทหารขุนพลองครักษ์ บังทองแนะนำเล่าปี่ให้ยึดมณฑลเอ๊กจิ๋ว แล้วได้ติดตามเล่าปี่ไปร่วมการศึกที่เอ๊กจิ๋ว (ครอบคลุมพื้นที่ของมณฑลเสฉวนและนครฉงชิ่งในปัจจุบัน) รบกับขุนศึกเล่าเจี้ยง แต่บังทองถูกสังหารโดยเกาทัณฑ์ลูกหลงระหว่างการรบที่อำเภอลกเสีย (ปัจจุบันอยู่ทางเหนือของเมืองกวั่งฮั่น มณฑลเสฉวน) ในปี ค.ศ. 214[1]

ชีวประวัติช่วงต้น[แก้]

บังทองเป็นชาวเมืองซงหยง (เซียงหยาง) มณฑลเกงจิ๋ว ในวัยเยาว์บังทองเป็นคนที่ดูธรรมดาและเรียบง่าย ไม่เป็นที่สนใจมากนัก เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ (เมื่ออายุราว 19 ปี) ได้ไปเยี่ยมสุมาเต๊กโช (ซือหม่า ฮุย ชื่อรอง เต๋อเชา) ผู้มีชื่อเสียงในการแนะนำผู้มีความสามารถ ทั้งคู่มาที่ต้นหม่อน สุมาเต๊กโชปีนขึ้นไปเก็บผลหม่อน ส่วนบังทองนั่งอยู่ด้านล่าง ทั้งคู่สนทนากันตลอดทั้งวันจนย่ำค่ำ สุมาเต๊กโชเห็นว่าบังทองเป็นบุคคลไม่ธรรมดาจึงเรียกบังทองว่าเป็น "มงกุฎของบัณฑิตแห่งแดนใต้" (南州士之冠冕 หนานโจวชื่อจือกวันเหมี่ยน) คั้งแต่นั้นมาบังทองก็เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่บัณฑิต[ซันกั๋วจื้อ 1] บังทองได้รับการตั้งฉายานามว่า "ฮองซู" (鳳雛 เฟิ่งฉู; มีความหมายว่า "หงส์อ่อน") จากบังเต๊กก๋ง (龐德公 ผัง เต๋อกง) ผู้เป็นอา เช่นเดียวกับจูกัดเหลียงที่มีฉายานามว่า "ฮกหลง" (臥龍 วั่วหลง; มีความหมายว่า "มังกรหลับ") และสุมาเต๊กโชที่มีฉายานามว่า "สุ่ยจิ้ง" (水鏡; มีความหมายว่า "กระจกน้ำ")[ซันกั๋วจื้อจู้ 1]

อาของบังทองเป็นชาวเมืองซงหยงเช่นกัน บังเต๊กก๋งรู้จักกันกับจูกัดเหลียง จูกัดเหลียงมักคำนับบังเต๊กก๋งด้วยความเคารพอย่างสูงเมื่อไปเยี่ยมทีบ้าน ครั้งหนึ่งบังเต๊กข้ามแม่น้ำไกซุย (เหมียนสุ่ย) เพื่อไปไหว้สักการะสุนบรรพบุรุษ สุมาเต๊กโชไปเยี่ยมที่บ้านของบังเต๊กก๋ง จึงเรียกภรรยาและลูก ๆ ของบังเต๊กก๋งและบอกให้เตรียมอาหารสำหรับแขกคนสำคัญที่มีเพียงชีซีที่รู้จัก ซึ่งจะมาพบเขาและบังเต๊กก๋ง ภรรยาและลูก ๆ ของบังเต๊กก๋งทำตามคำของสุมาเต๊กโชด้วยความเคารพ ต่อมาไม่นานบังเต๊กก๋งกลับมาและยืนต้อนรับแขกแม้ไม่รู้ว่าแขกที่มานี้เป็นใคร ให้ความสนิทใกล้ชิดเหมือนเป็นครอบครัวและไม่มีการแบ่งแยกระหว่างแขกและเจ้าบ้าน สุมาเต๊กโชมีอายุน้อยกว่าบังเต๊กก๋งสิบปี จึงปฏิบัติต่อบังเต๊กก๋งเหมือนเป็นพี่ชาย เรียกบังเต๊กก๋งด้วยความนับถือว่าบังก๋ง (龐公 ผังกง) จนทำให้ผู้คนคิดว่าชื่อ "บังก๋ง" เป็นชื่อรองของบังเต๊กก๋ง แต่ความจริงไม่ใช่[ซันกั๋วจื้อจู้ 2]

บุตรชายของบังเต๊กก๋งชื่อว่า ผัง ชาหมิน (龐山民) ก็เป็นผู้มีชื่อเสียงเช่นกัน และได้แต่งงานกับพี่สาวคนรองของจูกัดเหลียง ภายหลังได้รับราชการในตำแหน่งหฺวังเหมินลี่ (黃門吏) แต่เสียชีวิตขณะยังหนุ่ม บุตรชายของผัง ชาหมินชื่อผัง ฮฺวั่น (龐渙) ชื่อรอง ชื่อเหวิน (世文) มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองจังเกอ (牂牁太守 จังเกอไท่โฉฺ่ว) ระหว่างปี ค.ศ. 280 ถึง 289

เมื่อบังทองอยู่ในวัยเยาว์ยังไม่มีใครให้ความสนใจบังทอง มีเพียงบังเต๊กก๋งที่ประเมินบังทองไว้สูง เมื่อบังทองอายุสิบแปดปี บังทองถูกส่งมาพบสุมาเต๊กโช หลังจากสุมาเต๊กโชสนทนากับบังทองก็ถอนใจพูดว่า “บังเต๊กก๋งมองคนออกจริง ๆ เด็กผู้นี้คือผู้มีคุณธรรมสูงส่งอย่างแท้จริง”[ซันกั๋วจื้อจู้ 3]

รับราชการเป็นนักประเมินบุคคล[แก้]

ภายหลังบังทองเข้ารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ปกครอง (功曹 กงเฉา) ในเมืองลำกุ๋น (南郡 หนานจวิ้น; ปัจจุบันอยู่บริเวณอำเภอเจียงหลิง มณฑลหูเป่ย์) บังทองเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี ชอบช่วยเหลือและให้คำปรึกษา จึงได้รับการเสนอชื่อให้มาทำหน้าที่เป็นนักประเมินบุคคล เมื่อบังทองประเมินผู้คน จะให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรมประจำตนมากกว่าเรื่องความสามารถ บังทองชอบบทเรียนด้านจริยธรรมและพยายามรักษามาตรฐานทางศีลธรรมให้สูงอยู่เสมอ เมื่อถูกขอให้ประเมินบุคคลก็มักจะยกย่องเกินจริง.[ซันกั๋วจื้อ 2]

เวลานั้นผู้คนไม่เข้าใจจึงถามบังทองว่าทำไมจึงยกย่องผู้คนเกินจริง บังทองตอบว่า:

“บัดนี้แผ่นดินกำลังโกลาหล ธรรมเนียมและหลักการมักถูกลืม คนดีถูกคนชั่วครอบงำ ข้าอยากจะเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมและรื้อฟื้นธรรมเนียมดีงามเพื่อส่งเสริมคนดี และทำให้มีชื่อเสียงที่ดียิ่งกว่า (ยกย่องเกินจริง) เพื่อให้คนหมู่มากชื่นชมและถือแบบอย่างที่ดีให้ผู้อื่น สมมติว่าข้ายกย่องเกินจริงสิบส่วน แม้จะผิดไปห้าส่วน แต่ก็ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นแบบอย่างอันสูงส่งเพื่อสอนใจคนในยุคนี้ ทำให้ผู้คนมุ่งมั่นจะทำความดี เรื่องนี้จะยอมรับไม่ได้เลยหรือ”[ซันกั๋วจื้อ 3]

รับใช้จิวยี่[แก้]

ในปี ค.ศ. 209 จิวยี่ ขุนพลของขุนศึกซุนกวน เข้ายึดเมืองลำกุ๋นหลังชนะในยุทธการที่กังเหลง หลังจิวยี่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง (太守 ไท่โฉ่ว) ของเมืองลำกุ๋น บังทองได้เข้ารับราชการกับจิวยี่ เมื่อจิวยี่เสียชีวิตในปี ค.ศ. 210 บังทองร่วมในขบวนคุ้มกันโลงศพกลับไปกังตั๋งและเข้าร่วมในพิธีศพ ขุนนางหลายคนของกังตั๋งได้ยินชื่อเสียงของบังทอง เมื่อบังทองกำลังจะออกเดินทางกลับเกงจิ๋ว เหล่าขุนนางจึงมารวมตัวพบบังทองที่ประตูตะวันตก (昌門 ชางเหมิน) ในขุนนางเหล่านั้น บังทองได้พบและเป็นเพื่อนกับลกเจ๊ก กู้ เช่า และจวนจ๋อง บังทองยังประเมินแต่ละคนแยกกัน โดยประเมินลกเจ๊กไว้ว่าเป็น "ม้าที่วิ่งไม่เร็วแต่มีขวัญกำลังใจแข็งแกร่ง" ประเมินกู้ เช่าว่าเป็น "โคที่ร่างกายอ่อนแอ แต่แบกสัมภาระไปได้ไกล"[ซันกั๋วจื้อ 4] จากนั้นจึงเปรียบจวนจ๋องว่าเป็นดั่งฟ่าน จื่อเจา (樊子昭) แห่งเมืองยีหลำ (หรู่หนัน) กล่าวว่าเป็นคนใจกว้างผู้ชื่นชมบุรุษที่น่านับถือ[ซันกั๋วจื้อ 5] พวกเขาต่างพึงพอใจต่อการประเมินของบังทอง

มีบางคนถามบังทองว่า "นั่นหมายความว่าลกเจ๊กดีกว่ากู้ เช่าหรือ" บังทองตอบว่า "แม้ว่าม้าจะวิ่งเร็ว แต่รับน้ำหนักได้เพียงคนหนึ่งคน โคสามารถเดินทางได้ 300 ลี้ต่อวัน สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าคนหนึ่งคน!" ภายหลังกู้ เช่าถามบังทองว่า "ท่านมีชื่อเสียงในฐานะผู้เก่งในการประเมินบุคคล ระหว่างเราสองคนท่านคิดว่าใครดีกว่ากัน" บังทองตอบว่า "ข้าไม่ดีเท่าท่านในเรื่องการคบหาสมาคมกับผู้คนและการประเมินคนเหล่านั้น แต่เมื่อเป็นเรื่องการเมืองและกลยุทธ์ ดูเหมือนข้าจะนำหน้าท่านไปหนึ่งวัน" กู้ เช่าเห็นด้วยกับบังทองก็ยิงสนิทกับบังทองมากขึ้น[ซันกั๋วจื้อจู้ 4] ก่อนที่บังทองจะจากไป ลกเจ๊กและกู้ เช่าบอกเขาว่า "เมื่อแผ่นดินกลับมาสงบสุข เราอยากจะสนทนากับท่านเกี่ยวกับผู้มีชื่อเสียง" ทั้งคู่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับบังทอง[ซันกั๋วจื้อ 6]

รับใช้เล่าปี่ที่เกงจิ๋ว[แก้]

บังทองกลายมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเล่าปี่ หลังจากเล่าปี่ได้ขึ้นเป็นเจ้ามณฑลของมณฑลเกงจิ๋วในปี ค.ศ. 210 เริ่มแรกบังทองรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วย (從事 ฉงชื่อ) และนายอำเภอ (縣令 เซี่ยนลิ่ง) ของอำเภอลอยเอี๋ยง (เหล่ยหยาง) แต่ภายหลังถูกปลดจากตำแหน่งเพราะทำงานได้ไม่ดี โลซกขุนพลของซุนกวนเขียนหนังสือถึงเล่าปี่ แนะนำว่าบังทองเป็นผู้มีความสามารถยอดเยี่ยม ควรช่วงใช้ในภารกิจที่สำคัญ ไม่ควรให้มาจัดการพื้นที่เล็ก ๆ จูกัดเหลียง นักยุทธศาสตร์ของเล่าปี่ก็แนะนำบังทองเช่นกัน เล่าปี่จึงไปพบกับบังทอง ก็รู้สึกประทับใจในความสามารถและวางใจมอบหมายในเรื่องสำคัญ เล่าปี่รับบังทองมาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยสำนักส่วนกลาง (治中從事 จื้อจงฉงชื่อ) เล่าปี่ปฏิบัติต่อบังทองอย่างให้เกียรติรองลงมาจากจูกัดเหลียง ภายหลังแต่งตั้งทั้งบังทองและจูกัดเหลงเป็นที่ปรึกษาการทหารขุนพลองครักษ์ (軍師中郎將 จวินชือจงหลางเจี้ยง)[ซันกั๋วจื้อ 7]

ขณะร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ เล่าปี่ถามบังทองว่า "ครั้งหนึ่งท่านทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองของโจว กงจิ่น[b] ก่อนหน้านี้เมื่อข้าไปยังแดนง่อ ข้าได้ยินว่าเขาลอบยุจ้งโหมว[c] ให้กักตัวข้า นี่เป็นเรื่องจริงหรือ ผู้ใดอยู่ด้วยนายย่อมต้องซื่อสัตย์ต่อนายอย่างถึงที่สุด" บังทองยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง เล่าปี่จึงถอนใจพูดว่า "เวลานั้นข้าตกอยู่ในอันตรายและพวกเขาได้ช่วยข้าไว้ ข้าจึงไม่อาจปฏิเสธคำเชิญและเกือบหนีไม่พ้นเงื้อมมือของจิวยี่! ผู้มีสติปัญญาความสามารถในแผ่นดินนี้สามารถมองทะลุอุบายของอีกคนออก ก่อนที่ข้าจะไป ขงเบ้ง[d]มองอุบายนี้ออกจึงคัดค้านสุดใจ แต่ข้าไม่ฟังเพราะข้าเห็นว่าข้าเป็นแนวป้องกันทางทิศเหนือของจ้งโหมว เขาจึงต้องการความช่วยเหลือของข้า ข้าไม่ได้สงสัยเขาเลย นี่เป็นการเข้าถ้ำเสือโดยแท้ เป็นแผนที่เสี่ยงมาก"[ซันกั๋วจื้อจู้ 5]

ช่วยเหลือเล่าปี่ในการยึดครองเอ๊กจิ๋ว[แก้]

ราวปี ค.ศ. 210 บังทองโน้มน้าวเล่าปี่ให้เข้ายึดครองมณฑลเอ๊กจิ๋ว (ครอบคลุมพื้นที่ของมณฑลเสฉวนและนครฉงชิ่งในปัจจุบัน) อาศัยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของเอ๊กจิ๋วในการช่วงชิงอำนาจกับโจโฉ บังทองกล่าวว่า:

“เกงจิ๋วรกร้างและถูกทำลายด้วยความขัดแย้งต่อเนื่องยาวนาน ราษฎรเหนื่อยยาก มีซุนกวนอยู่ทางตะวันออกและโจโฉทางเหนือ ดังนั้นสมดุลแห่งอำนาจสามขั้วยากจะดำรง บัดนี้เอ๊กจิ๋วมั่งคั่งราษฎรแข็งแกร่ง ประชากรนับร้อยหมื่นพร้อมด้วยทหารและม้าจำนวนมากทั่วภูมิภาค ทั้งหมดนี้ท่านสามารถถือครองและจากนั้นไปจะกลายเป็นรากฐานของอนาคต บัดนี้ท่านสามารถเข้าคว้าเพื่อสำเร็จการใหญ่"[ซันกั๋วจื้อจู้ 6]

เล่าปี่ตอบว่า:

“ยามนี้ศัตรูของข้าคือโจโฉ ทั้งข้าและเขาเป็นขั้วตรงข้ามดั่งน้ำกับไฟ เขาเข้มงวดส่วนข้าผ่อนปรน เขาโหดร้ายส่วนข้ามีเมตตา เขาคิดคดส่วนข้าสัตย์ซื่อ หาข้ายังคงทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเขาเช่นนี้ แผนเราจะต้องสำเร็จ บัดนี้เพื่อผลประโยชน์เล็กน้อย จะทำให้ข้าเสียศรัทธาและความเชื่อมั่นของคนทั้งปวงในแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่อาจกระทำการเช่นนั้นได้”[ซันกั๋วจื้อจู้ 7]

บังทองตอบว่า:

“ยามนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องมีความยืดหยุ่นและไม่อาจยึดมั่นหลักการเดียว สยบผู้อ่อนแอขณะโจมตีในทางลับเป็นหนทางของห้าอธิราช ยุติการกบฏขณะปกป้องผู้ภักดี ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพและซื่อตรงขณะที่ให้รางวัลอย่างยุติธรรมหลังความขัดแย้งสิ้นสุด จะไม่เป็นการกลับไปสู่ความชอบธรรมหรอกหรือ พึงตระหนักว่าหากไม่รับเอามาในวันนี้ ท้ายที่สุดมันจะตกไปเป็นของผู้อื่น”

เล่าปี่จึงปฏิบัติตามคำแนะนำของบังทอง[ซันกั๋วจื้อจู้ 8]

ในปี ค.ศ. 211 เล่าปี่นำทัพจากเกงจิ๋วไปยังเอ๊กจิ๋ว อ้างว่าเพื่อช่วยเล่าเจี้ยงเจ้ามณฑลเอ๊กจิ๋วในการต้านกับบุกของขุนศึกเตียวฬ่อแห่งเมืองฮันต๋ง (ฮั่นจง) จูกัดเหลียงยังคงอยู่รักษาเกงจิ๋วด้านหลังในขณะที่บังทองติดตามเล่าปี่ไปเอ๊กจิ๋ว[ซันกั๋วจื้อ 8] เล่าเจี้ยงต้อนรับเล่าปี่ที่อำเภอโปยเสีย (涪縣 ฝูเซี่ยน; ปัจจุบันคือเมืองเหมียนหยาง มณฑลเสฉวน) บังทองโน้มน้าวเล่าปี่ให้ใช้โอกาสนี้จับตัวเล่าเจี้ยงและบังคับให้ยกมณฑลเอ๊กจิ๋วให้ แต่เล่าปี่ปฏิเสธเพราะตนเพิ่งเข้ามาเอ๊กจิ๋วใหม่ ๆ ยังไม่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคง ภายหลังเล่าเจี้ยงเดินทางกลับไปยังเซงโต๋ (เฉิงตู) เมืองเอกของมณฑลเอ๊กจิ๋ว[ซันกั๋วจื้อ 9]

แนะนำเล่าปี่รบกับเล่าเจี้ยง[แก้]

บังทองเสนอแผนสามข้อให้เล่าปี่เลือก:

  • แผนขั้นสูง: เลือกทหารชั้นดีเพื่อก่อตั้งกองกำลังชั้นยอดและรุกเข้าเซงโต๋อย่างรวดเร็ว บังคับให้เล่าเจี้ยงยอมจำนนและมอบมณฑลเอ๊กจิ๋ว บังทองยังเชื่อว่าเล่าเจี้ยงไม่มีความสามารถในด้านการทหารและย่อมไม่ได้เตรียมการรับมือ ดังนั้นโอกาสสำเร็จจึงมีสูง บังทองถือว่านี่เป็นแผนที่ดีที่สุด
  • แผนขั้นกลาง: เนื่องจากทราบว่าเอียวหวย (楊懷 หยาง ไหฺว) และโกภาย (高沛 เกา เพ่ย์) เป็นขุนพลมีชื่อเสียงผู้นำกองกำลังที่แข็งแกร่งในการป้องกันกวนโถวและก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยแนะนำเล่าเจี้ยงให้ส่งเล่าปี่กลับเกงจิ๋ว ดังนั้นก่อนจะนำทัพรุกคืบ ให้แพร่ข่าวลือว่าเล่าปี่กำลังจะกลับเกงจิ๋วโดยอ้างว่าเกงจิ๋วตกอยู่ในอันตราย เล่าปี่จึงต้องการไปช่วย ให้ทำทีว่าจะนำทหารถอยกลับไป ด้วยชื่อเสียงของเล่าปี่ประกอบกับเอียวหวยและโกภายก็อยากให้เล่าปี่กลับไปอยู่แล้ว ทั้งคู่จะต้องออกมาส่งเล่าปี่พร้อมทหารม้าจำนวนน้อยห่างจากด่านบนภูเขาที่พวกเขารักษาอยู่ ให้จัดการสังหารทั้งคู่และเข้าคุมตำแหน่งกับกองกำลังของพวกเขา สุดท้ายจึงรุกเข้าเซงโต๋
  • แผนขั้นต่ำ: ถอยไปเป๊กเต้ (ไป๋ตี้เฉิง) และรอโอกาสอื่นเข้าโจมตี บังทองถือว่านี่เป็นแผนที่แย่ที่สุด

บังทองบอกเล่าปี่ว่าถ้าใช้เวลาตัดสินใจนานเกินไปและไม่ทำอะไรสักอย่างจะตกอยู่ในอันตรายและไม่อาจรอดได้ [ซันกั๋วจื้อ 10] เล่าปี่ตัดสินใจเลือกปฏิบัติตามแผนขั้นกลาง สังหารเอียวหวยและโกภาย นำกองกำลังมุ่งไปยังเซงโต๋ พิชิตได้ดินแดนหลายแห่งของเล่าเจี้ยงไปตลอดทาง[ซันกั๋วจื้อ 11]

ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของเล่าปี่ระหว่างการศึก[แก้]

เมื่อเล่าปี่แสดงออกซึ่งความยินดีระหว่างงานเลี้ยงที่อำเภอโปยเสียเพื่อฉลองความสำเร็จ ได้กล่าวว่าวันนี้ควรเป็นวันรื่นเริง บังทองตำหนิว่า "เฉลิมฉลองระหว่างการรุกรานดินแดนของคนอื่นไม่เป็นสิ่งที่ผู้ทรงคุณธรรมควรทำเลย" เล่าปี่กำลังเมาสุราก็โต้กลับด้วยความโกรธว่า "จิวบูอ๋อง (โจวอู่หวัง) ก็ชื่นชมยินดีหลังชัยชนะเหนือติวอ๋อง (โจ้วหวัง) นี่ไม่ใช่แบบอย่างของผู้ทรงคุณธรรมหรอกหรือ ท่านกล่าวผิดไปแล้ว ออกไปเดี๋ยวนี้!"[ซันกั๋วจื้อ 12] หลังบังทองออกไป เล่าปี่กลับมารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พูดออกไปจึงให้เชิญบังทองกลับมา บังทองกลับมายังที่นั่งและไม่พูดอะไร ทำตัวเหมือนปกติ เล่าปี่ถามว่า "ที่ทุ่มเถียงกันเมื่อครู่ ท่านคิดว่าใครเป็นฝ่ายผิด" บังทองตอบว่า "ทั้งท่านและข้าต่างก็ผิดกันทั้งคู่" เล่าปี่หัวเราะ แล้วงานเลี้ยงก็ดำเนินต่อไป[ซันกั๋วจื้อ 13]

เสียชีวิต[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: ศาลและสุสานบังทอง
ศาลและสุสานบังทองที่อำเภอหลัวเจียง

ภายหลังบังทองเข้าร่วมในศึกรบกับกองกำลังของเล่าเจี้ยงที่อำเภอลกเสีย (雒縣 ลั่วเซี่ยน; ปัจจุบันอยู่ทางเหนือของนครกวั่งฮั่น มณฑลเสฉวน) บังทองเสียชีวิตหลังถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ลูกหลงในระหว่างการรบขณะอายุ 36 ปี (ตามการนับอายุแบบเอเชียตะวันออก) เล่าปี่เสียใจอย่างสุดซึ้งกับการเสียชีวิตของบังทองและจะร้องไห้ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงบังทอง บังทองได้รับบรรดาศักดิ์ย้อนหลังระดับกวันเน่ยโหฺว (關內侯) หลังเล่าปี่ขึ้นเป็นจักรพรรดิและสถาปนารัฐจ๊กก๊กในปี ค.ศ. 221[ซันกั๋วจื้อ 14] ในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน ค.ศ. 260 พระเจ้าเล่าเสี้ยนโอรสของพระเจ้าเล่าปี่ แต่งตั้งย้อนหลังให้บังทองเป็น "จิ้งโหฺว" (靖侯)[ซันกั๋วจื้อ 15]

เล่าปี่ให้สร้างศาลและสุสานอุทิศแก่บังทองใกล้อำเภอลกเสีย ศาลและสุสานนี้ปัจจุบันตั้งอยู่เขตเมืองไป่หม่ากวัน (白馬關鎮) อำเภอหลัวเจียง มณฑลเสฉวน. ในวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 ศาลและสุสานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ได้รับความคุ้มครองในระดับชาติ[2]

ถัง เกิงกล่าวถึงการเสียชีวิตของบังทอง[แก้]

ครอบครัวและทายาท[แก้]

หลังการเสียชีวิตของบังทอง เล่าปี่ตั้งให้บิดาของบังทอง (ซึ่งไม่มีการบันทึกชื่อในประวัติศาสตร์) ให้เป็นขุนนางที่ปรึกษา (議郎 อี้หลาง) และภายหลังเลื่อนขึ้นเป็นขุนนางที่ปรึกษาผู้เสนอคำค้าน (諫議大夫 เจี้ยนอี้ต้าฟู) จูกัดเหลียงปฏิบัติต่อบิดาของบังทองด้วยความเคารพอย่างสูง[ซันกั๋วจื้อ 16]

บังทองมีน้องชายชื่อ ผัง หลิน (龐林) รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยในที่ว่าการมณฑลเกงจิ๋ว (荊州治中從事 จิงโจวจื้อจงฉงชื่อ) เข้าร่วมในยุทธการที่อิเหลงในปี ค.ศ. 221–222 ร่วมกับขุนพลอุยก๋วนรับผิดชอบป้องกันฝั่งเหนือของแม่น้ำจากการโจมตีที่อาจจะมีโดยวุยก๊กรัฐศัตรูของจ๊กก๊ก หลังเล่าปี่พ่ายแพ้ต่อลกซุนขุนพลของซุนกวนในยุทธการที่อิเหลง ผัง หลินและอุยก๋วนถูกแยกโดดเดี่ยวจากทัพที่เหลือของเล่าปี่และไม่สามารถกลับจ๊กก๊กได้ จึงจำต้องนำกองกำลังของตนยอมสวามิภักดิ์ต่อวุยก๊ก ผัง หลินรับราชการเป็นเจ้าเมือง (太守 ไท่โฉ่ว) ของเมืองกิลกกุ๋น (鉅鹿郡 จวี้ลู่จวิ้น) ในวุยก๊ก และได้รับบรรดาศักดิ์โหฺว[ซันกั๋วจื้อ 17]

ภรรยาของผัง หลินเป็นน้องสาวของสี เจิน ในปี ค.ศ. 208 ภรรยาของผัง หลินถูกแยกจากผัง หลิน เมื่อขุนศึกโจโฉนำทัพรุกรานเกงจิ๋วและยึดซงหยง ก่อนจะกลับมาอยู่ร่วมกับผัง หลินอีกครั้งในปี ค.ศ. 222 เมื่อผัง หลินและอุยก๋วนเข้าด้วยวูยก๊กหลังยุทธการที่อิเหลง ในช่วงเวลา 14 ปีที่อยู่แยกกัน ภรรยาของผัง หลินยังค่อซื่อสัตย์ต่อสามีและเลี้ยงดูลูกสาวด้วยตนเอง จักรพรรดิวุยก๊กโจผียกย่องคุณธรรมของภรรยาผัง หลิน และพระราชทานของขวัญให้[ซันกั๋วจื้อจู้ 9]

บังทองมีบุตรชายชื่อ ผัง หง (龐宏) ชื่อรอง จวี้ชื่อ (巨師) ผัง หงรับราชการในราชสำนักจ๊กก๊ก มีชื่อเสียงเรื่องความมัธยัสถ์และการพูดตรงไปตรงมา ผัง หงมีเรื่องขึ้นเคืองกับเฉิน ตี (陳袛) ขุนนางตำแหน่งหัวหน้าสำนักราชเลขาธิการ (尚書令 ช่างชูลิ่ง) เฉิน ตีวิพากย์วิจารณ์ผัง หง และขัดขวางผัง หงไม่ให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ผัง หงเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง (太守 ไท่โฉ่ว) ของเมืองฝูหลิง (涪陵郡 ฝูหลิงจวิ้น).[ซันกั๋วจื้อ 18]

ในนิยายสามก๊ก[แก้]

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 ชีวประวัติบังทองในจดหมายเหตุสามก๊กบันทึกว่าบังทองเสียชีวิตขณะอายุ 36 ปี (ตามการนับอายุแบบเอเชียตะวันออก) ในปี ค.ศ. 214 เมื่อคำนวณแล้วปีเกิดของบังทองจึงควรเป็นราว ค.ศ. 179
  2. "กงจิ่น" เป็นชื่อรองของจิวยี่ (โจว ยฺหวี)
  3. "จ้งโหมว" เป็นชื่อรองของซุนกวน
  4. "ขงเบ้ง" (ข่งหมิง) เป็นชื่อรองของจูกัดเหลียง

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

อ้างอิงจากจดหมายเหตุสามก๊ก (ซันกั๋วจื้อ)[แก้]

  1. (...襄陽人也。少時樸鈍,未有識者。潁川司馬徽清雅有知人鑒,統弱冠往見徽,徽採桑於樹上,坐統在樹下,共語自晝至夜。徽甚異之,稱統當為南州士之冠冕,由是漸顯。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  2. (性好人倫,勤於長養。每所稱述,多過其才,) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  3. (時人怪而問之,統答曰:「當今天下大亂,雅道陵遲,善人少而惡人多。方欲興風俗,長道業,不美其譚即聲名不足慕企,不足慕企而為善者少矣。今拔十失五,猶得其半,而可以崇邁世教,使有志者自勵,不亦可乎?」) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  4. (吳將周瑜助先主取荊州,因領南郡太守。瑜卒,統送喪至吳,吳人多聞其名。及當西還,並會昌門,陸勣、顧劭、全琮皆往。統曰:「陸子可謂駑馬有逸足之力,顧子可謂駑牛能負重致遠也。」) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  5. (謂全琮曰:「卿好施慕名,有似汝南樊子昭。雖智力不多,亦一時之佳也。」) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  6. (績、劭謂統曰:「使天下太平,當與卿共料四海之士。」深與統相結而還。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  7. (先主領荊州,統以從事守耒陽令,在縣不治,免官。吳將魯肅遺先主書曰:「龐士元非百里才也,使處治中、別駕之任,始當展其驥足耳。」諸葛亮亦言之於先主,先主見與善譚,大器之,以為治中從事。親待亞於諸葛亮,遂與亮並為軍師中郎將。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  8. (亮留鎮荊州。統隨從入蜀。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  9. (益州牧劉璋與先主會涪,統進策曰:「今因此會,便可執之,則將軍無用兵之勞,而坐定一州也。」先主曰:「初入他國,恩信未著,此不可也。」璋旣還成都,先主當為璋北征漢中,...) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  10. (璋既還成都,先主當為璋北征漢中,統復說曰:「陰選精兵,晝夜兼道,徑襲成都;璋既不武,又素無預備,大軍卒至,一舉便定,此上計也。楊懷、高沛,璋之名將,各仗彊兵,據守關頭,聞數有牋諫璋,使發遣將軍還荊州。將軍未至,遣與相聞,說荊州有急,欲還救之,並使裝束,外作歸形;此二子既服將軍英名,又喜將軍之去,計必乘輕騎來見,將軍因此執之,進取其兵,乃向成都,此中計也。退還白帝,連引荊州,徐還圖之,此下計也。若沈吟不去,將致大因,不可久矣。」) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  11. (先主然其中計,即斬懷、沛,還向成都,所過輒克) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  12. (先主然其中計,即斬懷、沛,還向成都,所過輒克。於涪大會,置酒作樂,謂統曰:「今日之會,可謂樂矣。」統曰:「伐人之國而以為歡,非仁者之兵也。」先主醉,怒曰:「武王伐紂,前歌後舞,非仁者邪?卿言不當,宜速起出!」於是統逡巡引退。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  13. (先主尋悔,請還。統復故位,初不顧謝,飲食自若。先主謂曰:「向者之論,阿誰為失?」統對曰:「君臣俱失。」先主大笑,宴樂如初) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  14. (進圍雒縣,統率衆攻城,為流矢所中,卒,時年三十六。先主痛惜,言則流涕。 ... 追賜統爵關內侯,謚曰靖侯。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  15. ([景耀]三年秋九月,追謚故將軍關羽、張飛、馬超、龐統、黃忠。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 33.
  16. (拜統父議郎,遷諫議大夫,諸葛亮親為之拜。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  17. (統弟林,以荊州治中從事參鎮北將軍黃權征吳,值軍敗,隨權入魏,魏封列侯,至鉅鹿太守。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  18. (統子宏,字巨師,剛簡有臧否,輕傲尚書令陳袛,為袛所抑,卒於涪陵太守。) จดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.

อ้างอิงจากอรรถาธิบายจดหมายเหตุสามก๊ก (ซันกั๋วจื้อจู้)[แก้]

  1. (襄陽記曰:諸葛孔明為卧龍,龐士元為鳳雛,司馬德操為水鏡,皆龐德公語也。) อรรถาธิบายจากเซียยงหยางจี้ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  2. (德公,襄陽人。孔明每至其家,獨拜床下,德公初不令止。德操嘗造德公,值其渡沔,上祀先人墓,德操徑入其室,呼德公妻子,使速作黍,「徐元直向云有客當來就我與龐公譚。」其妻子皆羅列拜於堂下,奔走供設。須臾,德公還,直入相就,不知何者是客也。德操年小德公十歲,兄事之,呼作龐公,故世人遂謂龐公是德公名,非也。) อรรถาธิบายจากเซียยงหยางจี้ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  3. (德公子山民,亦有令名,娶諸葛孔明小姊,為魏黃門吏部郎,早卒。子渙,字世文,晉太康中為牂牁太守。統,德公從子也,少未有識者,惟德公重之,年十八,使往見德操。德操與語,既而歎曰:「德公誠知人,此實盛德也。」) 'อรรถาธิบายจากเซียยงหยางจี้ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  4. (張勃吳錄曰:或問統曰:「如所目,陸子為勝乎?」統曰:「駑馬雖精,所致一人耳。駑牛一日行三百里,所致豈一人之重哉!」劭就統宿,語,因問:「卿名知人,吾與卿孰愈?」統曰:「陶冶世俗,甄綜人物,吾不及卿;論帝王之秘策,攬倚伏之要最,吾似有一日之長。」劭安其言而親之。) อรรถาธิบายจากอู๋ลู่ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  5. (江表傳曰:先主與統從容宴語,問曰:「卿為周公瑾功曹,孤到吳,聞此人密有白事,勸仲謀相留,有之乎?在君為君,卿其無隱。」統對曰:「有之。」備歎息曰:「孤時危急,當有所求,故不得不往,殆不免周瑜之手!天下智謀之士,所見略同耳。時孔明諫孤莫行,其意獨篤,亦慮此也。孤以仲謀所防在北,當賴孤為援,故決意不疑。此誠出於險塗,非萬全之計也。」) อรรถาธิบายจากเจียงเปี่ยวจวั้น ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  6. (九州春秋曰:統說備曰:「荊州荒殘,人物殫盡,東有吳孫,北有曹氏,鼎足之計,難以得志。今益州國富民彊,戶口百萬,四部兵馬,所出必具,寶貨無求於外,今可權借以定大事。」) อรรถาธิบายจากจิ่วโจวชุนชิว ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  7. (備曰:「今指與吾為水火者,曹操也,操以急,吾以寬;操以暴,吾以仁;操以譎,吾以忠;每與操反,事乃可成耳。今以小故而失信義於天下者,吾所不取也。」) อรรถาธิบายจากจิ่วโจวชุนชิว ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  8. (統曰:「權變之時,固非一道所能定也。兼弱攻昧,五伯之事。逆取順守,報之以義,事定之後,封以大國,何負於信?今日不取,終為人利耳。」備遂行。) อรรถาธิบายจากจิ่วโจวชุนชิว ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.
  9. (襄陽記云:[龐]林婦,同郡習禎姉。禎事在楊戲輔臣贊。曹公之破荊州,林婦與林分隔,守養弱女十有餘年,後林隨黃權降魏,始復集聚。魏文帝聞而賢之,賜牀帳衣服,以顯其義節。) อรรถาธิบายจากเซียงหยางจี้ในจดหมายเหตุสามก๊ก เล่มที่ 37.

รายการอ้างอิงอื่น ๆ[แก้]

  1. de Crespigny 2007, p. 689.
  2. 昭化古城001 [Zhaohua Gucheng 001] (4 June 2014). "庞统祠墓 [Pang Tong Shrine and Tomb]". zhjmg.com (ภาษาจีน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 January 2015. สืบค้นเมื่อ 1 January 2015.

บรรณานุกรม[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]