นี่คือบทความคุณภาพ คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เลียวเนล เมสซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เลียวเนล เมสซี
2015 UEFA Super Cup 64 crop.jpg
เลียวเนล เมสซีขณะเล่นให้กับบาร์เซโลนา
ในการแข่งขันยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2015 ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม เลียวเนล อันเดรส เมสซี กูซีตีนี[1][2][3]
เกิด 24 มิถุนายน พ.ศ. 2530 (30 ปี)
เกิดที่ โรซารีโอ อาร์เจนตินา
สูง 1.70 เมตร (6 ฟุต)[1]
ตำแหน่ง กองหน้า / ปีก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน บาร์เซโลนา
หมายเลข 10
ชุดเยาวชน
1992–1995 กรานโดลี
1995–2000 นิวเวลส์โอลด์บอยส์
2000–2004 บาร์เซโลนา
ชุดใหญ่*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2003–2004 บาร์เซโลนา เซ 10 (5)
2004–2005 บาร์เซโลนา เบ 22 (6)
2004– บาร์เซโลนา 392 (361)
ทีมชาติ
2004–2005 รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี 18 (14)
2008 รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 5 (2)
2005– อาร์เจนตินา 122 (61)
  • จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ชุดใหญ่และจำนวนประตูนับเฉพาะลีกท้องถิ่นเท่านั้น และ เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2017.

† ลงเล่น (ประตู)

‡ จำนวนนัดที่ลงเล่นและจำนวนประตูให้ทีมชาติ ข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2017

เลียวเนล อันเดรส "เลโอ" เมสซี กูซีตีนี (สเปน: Lionel Andrés "Leo" Messi Cuccitini[4] เสียงอ่าน: [ljoˈnel anˈdɾes ˈmesi]) เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1987 เป็นนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา ปัจจุบันเล่นอยู่ในสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาและฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา ในตำแหน่งกองหน้าหรือปีก เขายังถือสัญชาติสเปนอีกด้วย ซึ่งทำให้เขาถือว่าเป็นนักฟุตบอลยุโรป เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในรุ่นของเขา[5][6][7] และมักถูกกล่าวถึงว่าเป็นผู้เล่นร่วมสมัยที่ดีที่สุดในโลก[8]

เมสซีได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรปและรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปีเมื่อเขาอายุ 21 ปี และได้รับรางวัลในปี ค.ศ. 2009 (นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรปและรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปี ค.ศ. 2009)[8][9][10][11] และได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี ค.ศ. 2010[12] ,2011 และ 2012 สไตล์การเล่นของเขาและความสามารถ มักถูกเปรียบเทียบเสมอเดียโก มาราโดนา ซึ่งพูดถึงเมสซีว่าเป็นผู้สืบทอดจากเขา[13][14]

เมสซีสมัยเล่นให้ทีมเด็กของนีเวลส์โอลด์บอย

เมสซีเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุยังน้อยและบาร์เซโลนาก็ค้นพบแนวโน้มที่ดีของเขาอย่างรวดเร็ว เขาออกจากทีมเยาวชนสโมสรกีฬานิวเวลส์โอลด์บอยส์ เมืองโรซารีโอ เมื่อปี ค.ศ. 2000 และย้ายพร้อมครอบครัวไปอยู่ยุโรป โดยบาร์เซโลนาเสนอในการรักษาภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตให้กับเมสซี เขาเปิดตัวครั้งแรกในฤดูกาล 2004–05 โดยทำลายสถิติทีม โดยเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในลีก เกียรติประวัติในฤดูกาลแรกของเขาคือชนะการแข่งขันในลาลีกา และชนะครั้งที่ 2 ในลีก รวมถึงในแชมเปียนส์ลีก ในปี ค.ศ. 2006 ฤดูกาลแจ้งเกิดของเขาคือฤดูกาล 2006–07 เขาเป็นผู้เล่นในทีมชุดใหญ่เต็มตัว โดยทำแฮตทริกในเอลกลาซีโก จบฤดูกาลยิงประตู 14 ประตู ใน 26 เกมในลีก จากนั้นเมสซีก็ประสบความสำเร็จที่สุดในอาชีพของเขาในฤดูกาล 2008–09 ยิงประตู 38 ประตู เป็นส่วนสำคัญของทีมในการชนะ 3 รายการในฤดูกาลเดียว แต่แล้วสถิตินี้ก็ถูกบดบังไปในฤดูกาลถัดมา ฤดูกาล 2009–10 ที่เมสซียิงประตูไป 47 ประตูในทุกการแข่งขัน เทียบเท่าสถิติของโรนัลโดที่เคยทำให้กับบาร์เซโลนา แต่เขาก็ทำลายสถิตินี้ในฤดูกาล 2010–11 กับประตู 53 ประตูในทุกการแข่งขัน แต่สถิติการยิงประตูสูงสุดของเมสซีเกิดขึ้นในฤดูกาลถัดมา คือฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเขายิงประตูรวมในทุกการแข่งขันได้ถึง 82 ประตู [15] และในปี 2012 นี้ เมสซียังสามารถทำลายสถิติยิงมากที่สุดใน 1 ปีปฏิทินของเกิร์ด มึลเลอร์ ซึ่งทำไว้ที่ 85 ประตูใน 1 ปีตั้งแต่ปี 1972 โดยเมสซีได้ทำสถิติใหม่ไว้สูงถึง 91 ประตู ใน 1 ปี ปฏิทินเลยทีเดียว [16]

เมสซีเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ชนะเลิศในลาลีกา 8 ครั้ง แชมเปียนส์ลีก 4 ครั้ง โดยยิงประตูได้ 2 ประตูในนัดตัดสิน ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทั้งในปี ค.ศ. 2009 และ 2011 โดยเป็น Man of the match ในปี 2011 ด้วย อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญกับทุกประตูในนัดชิงชนะเลิศปี 2015 กับยูเวนตุส เขาไม่ได้ลงสนามในนัดที่บาร์เซโลนาชนะอาร์เซนอลในปี ค.ศ. 2006 เนื่องจากอาการบาดเจ็บ แต่ก็ได้รับเหรียญทองในฐานะผู้ชนะในการแข่งขัน

หลังจากยิง 12 ประตูในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2010–11 ทำให้เมสซีเป็นนักฟุตบอลที่ยิงประตูได้สูงสุดใน 1 ฤดูกาลเทียบเท่า รืด ฟัน นิสเติลโรย และยิงประตูรวมสูงสุดในแชมเปี้ยส์ลีกอันดับ 3 รองจากเกิร์ด มึลเลอร์และฌ็อง-ปีแยร์ ปาแป็ง เมสซีทำลายสถิติยิงสูงสุดใน 1 ฤดูกาลขึ้นครองสถิติคนเดียวในฤดูกาลถัดมา คือ 2011-12 ด้วยจำนวนประตู 14 ประตูใน 1 ฤดูกาล และนั่นทำให้เมสซีเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้ทำประตูสูงสุดในแชมเปียนส์ลีก 4 ปีติดต่อกัน หลังจากที่แชมเปียนส์ลีกเปลี่ยนระบบการแข่งขันในปี ค.ศ. 1992[17] ในฤดูกาล 2014-15 เมสซีสามารถทำลายสถิติยิงประตูสูงสุดในแชมเปี้ยนส์ลีกของราอุล กอนซาเลซ ที่ทำไว้ 71 ประตูลงได้ และครองตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของแชมเปี้ยส์ลีกร่วมกับคริสเตียโน โรนัลโด้หลังจบฤดูกาล 2014-15 ที่ 77 ประตู [18]

เมสซีนำทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดเยาวชน U20 ชนะเลิศถ้วยฟุตบอลเยาวชนโลก หรือการแข่งขันยูทแชมเปียนชิป ปี 2005 โดยเป็นผู้ทำประตูสูงสุด กับ 6 ประตู รวมถึง 2 ประตูในนัดชิงชนะเลิศ และได้รับรางวัลโกลเด้นบอลหรือผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นท์ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เป็นส่วนหนึ่งในทีมชุดใหญ่ฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา และในปี ค.ศ. 2006 เขาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาที่อายุน้อยที่สุดที่เล่นในฟุตบอลโลก และได้ตำแหน่งรองชนะเลิศไปในโคปาอเมริกาในปี ถัดมา และในปี ค.ศ. 2008 ที่ปักกิ่งเขาได้รับเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ในนามของฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา ในปี 2014 เมสซีนำทีมชาติอาร์เจนตินาเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับทีมชาติเยอรมัน แต่แพ้ไป 1 ประตูต่อ 0 ในช่วงต่อเวลาอย่างน่าเสียดาย ได้เพียงแค่ตำแหน่งรองชนะเลิศ และในปี 2015 เขาก็พาทีมชาติอาร์เจนตินาเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศโคปาอเมริกา กับทีมชาติชิลี แต่เสมอกันทั้งในเวลาและช่วงต่อเวลา และที่สุดก็ต้องแพ้ดวลจุดโทษไปอย่างน่าเสียดายอีกเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 รายการหลังนี้เมสซีได้รับรางวัลโกลเด้นบอลและผู้เล่นทรงคุณค่าของทัวร์นาเม้นท์

เนื้อหา

ชีวิตช่วงแรก

เมสซีเกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1987 ที่โรงพยาบาลอีตาเลียโนการีบัลดี ในเมืองโรซารีโอ รัฐซานตาเฟ เป็นบุตรของคอร์เค เมสซี (เกิดปี ค.ศ. 1958) เป็นคนงานโรงงาน และเซเลีย มารีอา กุกซิตตีนี คนทำความสะอาดนอกเวลา[19][20][21][22] ครอบครัวทางฝั่งพ่อมาจากเมืองในประเทศอิตาลี คือเมืองอังโกนา โดยบรรพบุรุษของเขา อันเจโล เมสซี อพยพมาอยู่อาร์เจนตินา ในปี ค.ศ. 1883[23][24] เขามีพี่ชาย 2 คนชื่อโรดรีโกและมาเตียส และมีน้องสาวชื่อ มารีอา ซอล[25]

เมื่อเขาอายุ 5 ปี ได้เริ่มเล่นฟุตบอลให้กับกรันโดลี สโมสรท้องถิ่น ที่พ่อเขาคอร์เค เป็นโค้ช[26] ในปี ค.ศ. 1998 เมสซีย้ายไปอยู่สโมสรนีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ ซึ่งอยู่ในเมืองบ้านเกิดเขาโรซารีโอ[26] ตลอด 6 ปีที่เขาอยู่กับนีเวลส์ เขาทำประตูได้มากมาย เป็นสมาชิกของ "เครื่องจักร 87" (The Machine of 87) ทีมเยาวชนที่สมาชิกของทีมเกือบทั้งหมดเกิดในปี 1987 และเป็นทีมที่เกือบจะไม่เคยแพ้เลย และสร้างความสนุกสนานให้ผู้ชมเสมอด้วยการโชว์เทคนิคการเล่นฟุตบอลช่วงพักครึ่งเกมเหย้าของทีมชุดใหญ่ [27]ตอนอายุ 10 ปี เขามีอาการขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ประกันสุขภาพของพ่อเขาครอบคลุมการรักษาเขาได้เพียงแค่ 2 ปี ซึ่งค่ารักษาหลังจากนั้นเกินกำลังฐานะครอบครัวเขา ประกอบกับอาร์เจนตินากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในขณะนั้น (1999-2001) [28][29] ทำให้สโมสรนีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ต้นสังกัดของเขาที่ตอนแรกตกลงจะช่วยเหลือเรื่องค่ารักษา ไม่สามารถทำได้ตามทีตกลงกันไว้ และถึงแม้ว่า สโมสรอัตเลตีโกรีเบอร์ปลาเต (River Plate) สโมสรใหญ่ในลีกสูงสุดของอาร์เจนตินา จะแสดงความสนใจในตัวเมสซี ก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เขา เป็นเงินถึง 900 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน[22]

แต่นับว่าเมสซียังมีความหวังอยู่บ้าง เพราะครอบครัวของเขามีญาติอาศัยอยู่ในเมืองเยย์ดา แคว้นคาเทโลเนีย ซึ่งช่วยเหลือนำเทปบันทึกการเล่นฟุตบอลของเมสซีส่งให้สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาพิจารณา หลังผ่านการพิจารณา เมสซีและพ่อของเขาก็เดินทางมาทดสอบฝีเท้าที่บาร์เซโลนา การ์เลส ราซัก ผู้บริหารด้านกีฬาของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาในขณะนั้น ได้เห็นความสามารถของเมสซี ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญากับเขาทันที โดยสัญญาฉบับแรกเขียนขึ้นอย่างคร่าวๆในกระดาษเช็ดปากของร้านอาหารที่การ์เลส ราซัก นัดพูดคุยกับพ่อเขานั่นเอง[30] กลายเป็นตำนานสัญญาผ้าเช็ดปากที่กล่าวกันในปัจจุบัน โดยบาร์เซโลนาเสนอจ่ายค่าพยาบาลให้ทั้งหมด ถ้าเขายินยอมที่จะย้ายมาอยู่สเปน[26] เมสซีและครอบครัวย้ายมายังยุโรป ในเดือนกุมภาพันธ์ 2001 ขณะที่เขาอายุ 13 ปี และเริ่มเล่นให้สโมสรเยาวชนของทีมตั้งแต่นั้นมา [31]

แต่ในช่วงขวบปีแรกที่บาร์เซโลนาของเขาก็ไม่ง่ายนัก เขายังไม่สามารถลงเล่นในเกมเป็นทางการได้ เนื่องจากเป็นนักเตะเยาวชนต่างชาติ ยังไม่ได้รับสัญชาติยุโรป เขาจึงได้ลงสนามแค่ในเกมกระชับมิตร และเกมในการแข่งขันกาตาลาลีกเท่านั้น อีกทั้งแม่ พี่ชาย 2 คนและน้องสาวของเขาก็ย้ายกลับไปอาร์เจนตินา เหลือเพียงตัวเขากับพ่อเท่านั้นที่ยังอยู่บาร์เซโลนา การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ของเขาไม่ง่าย เนื่องจากเป็นเด็กที่ค่อนข้างเงียบ เก็บตัว และมีความต่างด้านภาษา สำเนียง และวัฒนธรรมค่อนข้างมาก (บาร์เซโลนาใช้ภาษากาตาลาอย่างแพร่หลาย) และในปี 2002 เขาก็ได้รับการลงทะเบียนเป็นนักเตะสามารถลงแข่งขันได้ทุกรายการ และเริ่มมีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น นักฟุตบอลซึ่งเติบโตมาด้วยกันที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ฌาราร์ ปิเก และ เซสก์ ฟาเบรกัส[32]

พออายุ 14 ปี การรักษาภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตของเขาก็สำเร็จเสร็จสิ้น เมสซีก็กลายเป็นส่วนสำคัญของ เบบี้ ดรีมทีม (Baby dream Team) ทีมเยาวชนที่ดีที่สุดที่เคยมีมาของสโมสร ในฤดูกาลแรก 2002-03 ที่เขาสามารถเล่นได้เต็มฤดูกาล เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดด้วยจำนวนประตู 36 ประตูจาก 30 เกม ของทีมเยาวชนอายุ 14-15 ปี (Cadetes A) ซึ่งได้ทริปเปิ้ลแชมป์ แชมป์ลีก ถ้วยเยาวชนสเปน และถ้วยกาตาลาคัพ ในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศถ้วยกาตาลาคัพซึ่งเอาชนะทีมเยาวชนเอสปัญญอลไปได้ 4-1 ประตู เป็นที่รู้จักในสโมสรว่าเป็น "แมทช์หน้ากาก" เนื่องจาก 1 สัปดาห์ก่อนการแข่งขันเมสซีได้รับบาดเจ็บกระดูกโหนกแก้มแตกในการแข่งขันเกมลีก เมสซีได้รับอนุญาตให้เป็นตัวจริงลงแข่งได้ แต่ต้องสวมหน้ากากป้องกันการกระแทก หลังจากเริ่มแข่งไปได้ไม่นานเมสซีก็ถอดหน้ากากออกและยิง 2 ประตูก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกใน 10 นาทีต่อมา ตอนจบฤดูกาลเขาได้รับข้อเสนอให้ไปร่วมทีมจากสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล สโมสรดังจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่ในขณะที่ ฌาราร์ ปิเก และ เซสก์ ฟาเบรกัส เลือกรับข้อเสนอจากสโมสรอังกฤษ เมสซีเลือกที่จะอยู่บาร์เซโลนาต่อ[33][34]

ระดับอาชีพ

บาร์เซโลนา

ฤดูกาล 2003–04

ในช่วงฤดูกาลนี้ เป็นปีที่ 4 ของเมสซีในบาร์เซโลนา เขาเลื่อนชั้นทีมเยาวชนไปตามลำดับของสโมสรอย่างรวดเร็ว และสร้างสถิติเล่นให้ทีมในระดับต่างๆของบาร์เซโลนาถึง 5 ทีมด้วยกัน ในฤดูกาลเดียว

กล่าวคือ หลังจากได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ในทัวร์นาเมนท์การแข่งขัน 4 ประเทศช่วงพรีซีซั่นกับ ทีมเยาวชนรุ่นอายุ 16-18 ปี ทีม B (Juveniles B) เขาก็เล่นเกมเป็นทางการกับทีม B อีกเพียงแค่ 1 นัด ก่อนจะได้รับการเลื่อนชั้นไปเล่นในทีมเยาวชนรุ่นอายุ 16-18 ปี ทีม A (Juveniles A) ทันที ซึ่งในระหว่างที่อยู่ในระดับทีมนี้ เขาทำประตูได้ 18 ประตู จากเกมลีก 11 นัด[35] เมสซีเป็น 1 ในนักเตะเยาวชนซึ่งถูกเรียกไปเสริมทีมบาร์เซโลนาชุดใหญ่ในช่วงเบรกทีมชาติอยู่บ่อยครั้ง โดยปีกชาวฝรั่งเศส ลูโดวิก ชูลี ได้เคยเล่าว่า เมสซีเป็นที่จับตามองอย่างมาก เมื่อถูกเรียกมาซ้อมรวมกับทีมชุดใหญ่เสมอ "ตอนนั้นเขาอายุแค่ 16 ปี แต่เขาเล่นงานพวกเราทั้งหมด พวกเราต้องเตะทำฟาวล์เขาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเด็กทำให้อับอาย แต่เขาก็แค่ลุกขึ้นและเล่นต่อไป เขาลากเลื้อยผ่านนักเตะ 4 คนและยิงประตู แม้แต่เซ็นเตอร์แบคตัวจริงของทีมตอนนั้นยังกลัวเขา เขาเป็นมนุษย์ต่างดาวชัดๆ"[36]

เมสซี ลงแข่งอย่างเป็นทางการครั้งแรกกับทีมชุดใหญ่เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 2003 ขณะที่อายุได้ 16 ปี 145 วัน ในนัดกระชับมิตรกับสโมสรฟุตบอลปอร์ตู[37][38] ซึ่งโจเซ่ มูริญโญ่เป็นนายใหญ่ในตอนนั้น เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 75 และมีฟอร์มการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ สร้างโอกาสให้เกิดประตู 2 ครั้ง และยิงเข้ากรอบ 1 ครั้ง สร้างความประทับใจให้ทีมงานเทคนิคเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเขาก็เริ่มฝึกซ้อมกับทีมสำรองชุดใหญ่ของบาร์เซโลนา (Barcelona B) และได้รับโอกาสให้ฝึกซ้อมอาทิตย์ละครั้งกับทีมชุดใหญ่ ซึ่งหลังจากเขาได้ฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ รอนัลดีนโย นักเตะอันดับ 1 ของสโมสรในเวลานั้น ได้บอกกับเพื่อนร่วมทีมว่า เขาเชื่อว่าเด็กอายุ 16 ปีคนนี้จะกลายเป็นนักเตะที่ดีกว่าเขาแน่นอน

เพื่อประสบการณ์ที่มากขึ้น เมสซียังถูกส่งไปเข้าร่วมทีมสำรอง ทีม C (Barcelona C) เพิ่มเติมจากการเล่นกับทีมเยาวชน ทีม A (Juveniles A) เขาเล่นให้ทีมสำรอง C เป็นครั้งแรกในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2003 เขาช่วยให้ทีมหนีจากการตกชั้น ลีกที่ 3 ของสเปน (Tercera División) ด้วยการยิง 5 ประตู ใน 10 เกม ได้สำเร็จ รวมทั้งทำแฮตทริกในเวลา 8 นาทีระหว่างการแข่งถ้วยสแปนิชคัพ ทั้งที่ถูกประกบโดยเซร์คีโอ ราโมส จากเซบีญ่า

จากการถูกยืมตัวไปร่วมทีมในหลากหลายระดับของบาร์เซโลนา ทำให้มีผลต่อการเซ็นสัญญาระดับอาชีพครั้งแรกกับสโมสร สัญญาฉบับแรกของเขาเซ็นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 และระยะสัญญายาวถึงปี 2012 เลยทีเดียว โดยระบุราคาค่าฉีกสัญญาสูงถึง 30 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าสูงมากในสมัยนั้น

1 เดือนถัดมา วันที่ 6 มีนาคม 2004 เขาก็ได้ลงสนามเปิดตัวครั้งแรกกับทีมสำรอง ทีม B (Barcelona B) เล่นในลีกที่ 2 ของสเปน (Segunda División B) และนั่นทำให้ค่าฉีกสัญญาของเขาพุ่งไปที่ 80 ล้านยูโรเลยทีเดียว แต่เขามีโอกาสลงเล่นกับทีมสำรอง ทีม B (Barcelona B) ได้เพียง 5 เกม เนื่องจากตัวเล็ก และยังเด็กเกินไป เมื่อต้องพบกับคู่แข่งซึ่งไม่ใช่ทีมเยาวชนแล้ว ทำให้เขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแกร่งของร่างกาย เพื่อให้เพียงพอต่อการหลบหลีกกองหลังทีมตรงข้าม หลังจากจบฤดูกาลของทีมสำรอง B (Barcelona B) เขายังกลับไปเล่นให้ทีมเยาวชนทั้ง 2 ทีม และช่วยให้ทีม B (Juveniles B) ชนะเลิศในลีกอีกด้วย

ฤดูกาล 2004–05

ในฤดูกาลนี้ เมสซีพัฒนาจนกระทั่งได้เป็นตัวจริงของทีมสำรอง ทีม B (Barcelona B) อย่างสม่ำเสมอ

และในตุลาคม 2004 นักเตะจากทีมชุดใหญ่ขอให้โค้ชของทีมขณะนั้นคือ ฟรังก์ ไรการ์ด เลื่อนชั้นให้เขามาเล่นกับทีมชุดใหญ่ เนื่องจากรอนัลดีนโย ไปเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายแล้ว ฟรังก์ ไรการ์ด ปรับตำแหน่งการเล่นของเมสซีให้เล่นทางขวา ซึ่งจะทำให้เขาสามารถตัดเข้ากลาง และยิงประตูด้วยขาซ้าย ข้างที่ถนัดได้[39] เมสซีเล่นเกมลีก นัดแรกในวันที่ 16 ตุลาคม 2004 ในนัดพบกับแอร์ราเซเด อัสปัญญอล โดยถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม ในนาทีที่ 82 ตอนนั้นเขาอายุ 17 ปี 114 วัน ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดอันดับ 3 ที่เล่นให้กับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา และเป็นผู้เล่นสโมสรที่อายุน้อยที่สุดที่เล่นในลาลีกา แต่ต่อมาสถิตินี้ถูกทำลายโดยเพื่อนร่วมทีมบาร์เซโลนา โบยาน เกอร์กิช

และเมื่อเขาทำประตูแรกในทีมชุดใหญ่ให้กับสโมสรที่แข่งกับอัลบาเซเตบาลอมเปีย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 ขณะที่เมสซีอายุ 17 ปี 10 เดือน 7 วัน ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในลาลีกา ให้กับทีมบาร์เซโลนา[40] แต่สถิติก็ถูกทำลายอีกครั้งโดยโบยาน เกอร์กิชในปี ค.ศ. 2007 ที่ยิงประตูจากการจ่ายของเมสซี[41] เมสซีพูดเกี่ยวกับอดีตโค้ชของเขาฟรังก์ ไรการ์ดว่า "ผมจะไม่มีวันลืมความจริงที่ผมได้เปิดตัวอาชีพของผมนี้ ว่าเขาได้สร้างความเชื่อมั่นในตัวผมขณะที่ผมอายุเพียง 16 หรือ 17 ปี"[42]

ในฐานะผู้เล่นสำรอง และยังไม่ได้รับสัญชาติสเปน ทำให้ติดกฎนักเตะที่ไม่มีสัญชาติยุโรป เขาได้ลงเล่น 77 นาทีจาก 9 นัด รวมเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก นักแรกในอาชีพกับสโมสรฟุตบอลชาคห์ตาร์โดเนตสค์ ในฤดูกาลแรกที่เลื่อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ [43]


เมสซีในเกมกับมาลาก้า 2005

ฤดูกาล 2005–06

วันที่ 24 มิถุนายน 2005 วันเกิดครบรอบ 18 ปีของเมสซี เขาได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะทีมชุดใหญ่เต็มตัวเป็นครั้งแรก โดยสัญญายาวถึงปี 2012 น้อยกว่าสัญญาเดิมของเขา 2 ปี แต่ค่าฉีกสัญญาของเขากลับพุ่งสูงลิ่วถึง 150 ยูโรเลยทีเดียว

และทุกคนได้ประจักษ์ในความสามารถของเขา 2 เดือนถัดมา ในวันที่ 24 สิงหาคม 2005 เกมกระชับมิตรถ้วยประเพณี ฌูอัน กัมเป แข่งกับสโมสรฟุตบอลยูเวนตุสเมสซีได้เป็นตัวจริงครั้งแรก และโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ได้เสียงการปรบมือชื่นชมกึกก้องสนามคัมป์นูว์ และยังสร้างความประทับใจให้ ฟาบีโอ กาเปลโล กุนซือของยูเวนตุสในขณะนั้นเป็นอย่างมาก จนถึงขนาดยื่นขอยืมตัวเขาหลังเกมเลยทีเดียว และยังมีการยื่นขอซื้อตัวเมสซีจากทีมอิตาลี สโมสรฟุตบอลอินแตร์นาซีโอนาเลมีลาโน (Inter Milan) ซึ่งยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาของเขา และเสนอค่าจ้างให้เขาถึง 3 เท่าจากที่ได้รับอยู่เดิม แต่เมสซีก็เลือกอยู่ต่อกับบาร์เซโลนา

และวันที่ 16 กันยายน 2005 เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือนที่บาร์เซโลนาประกาศปรับสัญญาใหม่ของเมสซี ครั้งนี้ปรับการจ่ายให้เขาในฐานะผู้เล่นทีมชุดใหญ่และขยายสัญญาไปจนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014[26]

แต่ปัญหาจากสมาคมฟุตบอลสเปน เรื่องสัญชาติของเมสซี ทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นเกมลีกได้ในช่วงแรก แต่วันที่ 26 กันยายน 2005 เมสซีก็ได้รับสัญชาติสเปนในที่สุด[44] และได้สวมเสื้อเบอร์ 19 หลังจากนั้นเขาก็ได้เล่นเปิดตัวในลาลีกาครั้งแรกของฤดูกาล และในนัดนอกบ้านนัดแรกในแชมเปียนส์ลีก เมื่อวันที่ 27 กันยายน โดยเจอกับสโมสรฟุตบอลอิตาลี สโมสรอูดีเนเซกัลโช[37] แฟนฟุตบอลที่สนามกัมนอว์ ของทีมบาร์เซโลนา ได้ยืนปรบมือเป็นเกียรติเมื่อเขาเปลี่ยนตัว กับความนิ่งและการส่งผ่านบอลให้กับรอนัลดีนโยทำให้แฟนบาร์เซโลนาประทับใจ[45][46]

เมสซีสามารถยึดตำแหน่งปีกขวาตัวจริงได้แล้ว โดยเล่นประสานกับรอนัลดีนโย และซามุแอล เอโต

เมสซียิงประตู 6 ประตู ในการลงแข่ง 17 นัดในลีก และยิง 1 ใน 6 ประตูในแชมเปียนส์ลีก แต่ฤดูกาลของเขาจบก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 2006 เขาได้รับบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อฉีกที่ต้นขา ในนัดที่ 2 ที่แข่งกับสโมสรฟุตบอลเชลซีในแชมเปียนส์ลีก[47] บาร์เซโลนาโดยการนำทีมของ ฟรังก์ ไรการ์ด จบฤดูกาลด้วยการเป็นทีมชนะเลิศในลาลีกาและแชมเปียนส์ลีก[48][49]



เมสซีลงแข่งกับ เรนเจอร์ส ใน ค.ศ. 2007

ฤดูกาล 2006–07

ในฤดูกาล 2006–07 เมสซีลงเล่นในฐานะทีมชุดใหญ่ ทำประตู 14 ประตูใน 26 นัด[50] ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ในเกมที่เจอกับเรอัลซาราโกซา เมสซีบาดเจ็บจากกระดูกฝ่าเท้าแตก ทำให้เขาไม่ได้ลงแข่งเป็นเวลา 3 เดือน[51][52] เขาพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่อาร์เจนตินา และกลับมาลงแข่งอีกครั้งกับราซิงซานตันเดร์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์[53] โดยลงในครึ่งหลัง ในฐานะตัวสำรอง

เมสซีได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ ปี 2006 เป็นครั้งแรก และได้รับเสียงโหวตเป็นลำดับที่ 20 ในปีนั้น โดยเมสซีเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในเหล่านักเตะ 50 คนที่ได้รับการเสนอชื่อ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม เมสซีแสดงฝีมือเต็มตัวอีกครั้ง โดยการโชว์ฟอร์มมหัศจรรย์ ยิงแฮตทริกได้ในการแข่งขันเอลกลาซีโก ทั้งที่ผู้เล่นของบาร์เซโลน่าเหลือ 10 คนในสนามตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งแรก ช่วยให้บาร์เซโลนายันเสมอกับเรอัลมาดริดไป 3–3 ประตู และเป็น Man of The Match ในนัดนั้น ประตูสุดท้ายที่ตีเสมอนั้น เขาวิ่งไปรับบอลจากรอนัลดีนโย 5 หลาจากกรอบเขตโทษ และเลี้ยงลากหลบผู้เล่นเรอัลมาดริดเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนซัดบอลผ่านมืออิเคร์ กาซียาสผู้รักษาประตูเข้าไปอย่างสวยงาม [54][55]

เมสซีทำประตูในนัดแข่งกับเคตาเฟ

การทำแฮตทริกในครั้งนี้ ทำให้เขาเป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ อีบัน ซาโมราโน (เรอัลมาดริด ในฤดูกาล 1994–95) ที่ทำแฮตทริกได้ในเกมเอลกลาซีโก หลังจากจบเกมนี้เมสซีก็เป็นที่กล่าวขวัญ และชื่นชมเป็นอย่างมาก ในฐานะนักเตะดาวรุ่งอายุเพียง 19 ปี แต่สามารถทำแฮตทริกได้ในเกมใหญ่อย่างเอลกลาซีโก [56]

จากนั้นไล่ไปจนจบฤดูกาลเขาทำประตูได้มากขึ้นเรื่อย ๆ 11 ประตูในจาก 14 นัด มาจาก 13 นัดสุดท้ายของฤดูกาล[57]

เมสซียังพิสูจน์ถึงความเป็น "มาราโดนาคนใหม่" ที่ไม่ใช่คำพูดเกินจริง โดยเกือบจะโด่งดังเท่ามาราโดนา ในการทำประตูในฤดูกาลเดียวกัน[58] เมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 2007 เขายิง 2 ประตูในโกปาเดลเรย์ ในรอบรองชนะเลิศที่แข่งกับสโมสรฟุตบอลเคตาเฟ ที่มีความคล้ายคลึงกับประตูที่มีชื่อเสียงของมาราโดนา ในครั้งแข่งกับทีมชาติอังกฤษ ในฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก ที่เรียกว่า "ประตูแห่งศตวรรษ"[59] สื่อต่าง ๆ ของโลกต่างเปรียบเทียบเขากับมาราโดนา และสื่อสเปนเรียกเมสซีว่า "เมสซีโดนา"[60] เขายิงในระยะเดียวกับมาราโดนา ที่ 62 เมตร (203 ฟุต) หลบคู่ต่อสู้ในจำนวนเดียวกัน (6 คน รวมถึงผู้รักษาประตู) และทำประตูได้ในตำแหน่งที่คล้ายกันมาก และวิ่งไปยังธงมุมสนาม เหมือนอย่างที่มาราโดนาทำไว้ในเม็กซิโกเมื่อ 21 ปีก่อน[58] ในงานแถลงข่าวหลังการแข่งขัน เพื่อนร่วมทีม เดโก พูดว่า "เป็นการทำประตูที่ดีที่สุด ที่ผมเคยเห็นในชีวิตของผม"[61] ในการแข่งกับแอร์ราเซเด อัสปัญญอล เมสซีทำประตูที่คล้ายกับ "หัตถ์พระเจ้า" ของมาราโดนา ในฟุตบอลโลกนัดแข่งกับทีมชาติอังกฤษรอบก่อนชิงชนะเลิศ เมสซีดีดตัวไปที่ลูกบอลและใช้มือของเขายิงประตูผ่านผู้รักษาประตูคาร์ลอส คาเมนี (Carlos Kameni)[62] และถึงแม้ว่าผู้เล่นของอัสปัญญอลจะประท้วงและภาพช้าจากโทรทัศน์แสดงให้เห็นว่าเป็นแฮนด์บอล แต่ผู้ตัดสินก็ยังถือว่าเป็นประตู[62]

เมสซีทำประตูให้กับบาร์เซโลนา 2–0 ในนัดเจอกับเซบียา ที่สนามกัมนอว์ เมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 2007


ฤดูกาล 2007–08

ในฤดูกาล 2007–08 เมสซี ยิง 5 ประตูในสัปดาห์เดียว ทำให้บาร์เซโลนาติดใน 4 อันดับแรกในลาลีกา เมื่อวันที่ 19 กันยายน เขายิง 1 ประตูในนัดชนะลียง 3–0 ที่บ้านตัวเองในการแข่งขันแชมเปียนส์ลีก[63] เขายิง 2 ประตูในการแข่งกับสโมสรฟุตบอลเซบียา เมื่อวันที่ 22 กันยายน[64] จากนั้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน เมสซียิงอีก 2 ประตูในชัยชนะเหนือเรอัลซาราโกซา 4–1[65] ประตูถัดไป ในนัดเยือนเลบันเตอูเด 4-1 เมื่อวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 2007 และประตูที่ 2 ในแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลนั้น เขายิงในนัดพบกับสโมสรฟุตบอลชตุทการ์ท เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เมสซีลงเล่นอย่างเป็นทางการกับบาร์เซโลนาเป็นนัดที่ 100 โดยแข่งกับสโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย[66]

เมสซีได้รับเสียงโหวตเป็นอันดับ 2 ในการประกาศรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของฟีฟ่า ปี 2007 (FIFA World Player of the year) และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ ปี 2007 โดยได้รับคะแนนโหวตเป็นอันดับ 3 เป็นปีแรกที่เขาติดเป็น 1 ในผู้เข้าชิง 3 คนสุดท้าย

เมสซีได้รับการเสนอชื่อรางวัลฟิฟโปรครั้งที่ 10 ในสาขากองหน้า[67] แบบสำรวจออนไลน์ของหนังสือพิมพ์สเปนที่ชื่อ มาร์กา ได้ให้เขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ด้วยคะแนนร้อยละ 77[68] นักเขียนจากหนังสือพิมพ์ในบาร์เซโลนา อย่าง เอลมุนโดเดปอร์ตีโบ และ สปอร์ต ได้เขียนว่ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรปสมควรเป็นของเมสซี และได้รับการสนับสนุนจากฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์[69] ผู้มีชื่อเสียงด้านฟุตบอลอย่าง ฟรันเชสโก ตอตตี กล่าวว่า เมสซีเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก ในปัจจุบัน[70]

เมสซีไม่ได้ลงแข่งเป็นเวลา 6 อาทิตย์หลังจากบาดเจ็บเมื่อวันที่ 4 มีนาคม เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาซ้ายฉีก ในระหว่างการแข่งขันแชมเปียนส์ลีก ที่พบกับสโมสรฟุตบอลเซลติก เป็นครั้งที่ 4 ใน 3 ฤดูกาลที่เมสซีบาดเจ็บ[71] หลังจากการมาจากอาการบาดเจ็บ เมสซียิงประตูสุดท้ายในฤดูกาล 2007–08 แข่งกับบาเลนเซีย เมื่อ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 โดยชนะ 6–0 เมื่อจบฤดูกาลเมสซียิงประตู 16 ประตู และช่วยส่งยิงประตู 13 ครั้งในทุกการแข่งขัน


ฤดูกาล 2008–09

เมสซี ในนัดชิงชนะเลิศการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก 2009

หลังจากที่รอนัลดีนโยออกจากสโมสรไป เมสซีก็สวมเสื้อเบอร์ 10 แทน[72] เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2008 ในนัดการแข่งขันแชมเปียนส์ลีก แข่งกับสโมสรฟุตบอลชาคห์ตาร์โดเนตสค์ เมสซียิงได้ 2 ประตูใน 7 นาทีสุดท้าย โดยเปลี่ยนตัวแทนเธียร์รี อองรี พลิกสถานการณ์จากแพ้ 1–0 ไปเป็นชนะ 2–1 ให้กับบาร์เซโลนา[73] และเกมในลีกนัดถัดมา แข่งกับสโมสรฟุตบอลอัตเลตีโกมาดริด ที่ถือเป็นการปะทะกับมิตรสหายที่ดีของเมสซี คือ เซร์คีโอ อาเกวโร[74] เมสซียิงประตูจากการเตะฟรีคิก และยังช่วยส่งบอลยิงประตูให้กับบาร์เซโลนา ชนะ 6–1[75] เมสซียิงตุงตาข่ายอีกครั้งในนัดแข่งกับเซบียา โดยยิงลูกวอลเลย์ในระยะ 23 เมตร (25 หลา) และจากนั้นก็เลี้ยงลูกผ่านผู้รักษาประตูและยิงประตูจากมุมแคบได้[76] เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2008 ในการแข่งเอลกลาซีโกนัดแรกของฤดูกาล เมสซียิงประตูที่ 2 ในนัดที่บาร์เซโลนาชนะเรอัลมาดริด 2–0[77]

เมสซีได้รับคะแนนโหวตเป็นลำดับที่ 2 ในรางวัลผู้เล่นแห่งปีของฟีฟ่า (FIFA World Player of the year) ปี 2008 ด้วยคะแนน 678 คะแนน[10] และได้รับเสียงโหวตเป็นลำดับ 2 ในการประกาศรางวัลบัลลงดอร์ ปี 2008 เช่นเดียวกัน เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่เขาติดอันดับผู้เข้าชิง 3 คนสุดท้าย

เมสซียิงแฮตทริกแรกในปี ค.ศ. 2009 ในโกปาเดลเรย์ ในนัดแข่งกับอัตเลตีโกมาดริด โดยบาร์เซโลนาชนะไป 3-1[78] เมสซียิงอีกประตูสำคัญ 2 ประตู เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 โดยลงมาในฐานะตัวสำรองในครึ่งหลัง ช่วยให้บาร์เซโลนาชนะราซิงซานตันเดร์ 1–2 หลังจากที่ตามอยู่ 1–0 และประตูการยิงที่ 2 ของเขาถือเป็นประตูที่ 5000 ในลีกของสโมสรบาร์เซโลนา[79] ในการแข่งครั้งที่ 29 ในลาลีกา เมสซียิงประตูที่ 30 ของฤดูกาล นับในทุกการแข่งขัน ทำให้ทีมชนะ 6–0 ต่อสโมสรฟุตบอลมาลากา[80] เมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2009 เขายิง 2 ประตูในนัดแข่งกับสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิค ในแชมเปียส์ลีก เขายิงเป็นประตูที่ 8 ในการแข่งถ้วยนี้[81] เมื่อวันที่ 18 เมษายน เมสซียิงประตูที่ 20 ของฤดูกาลในนัดชนะเคตาเฟ 1–0 ทำให้บาร์เซโลนายังคงมีคะแนนอันดับสูงสุดในลีกและนำเรอัลมาดริด 6 คะแนน[82]

เมื่อใกล้จบฤดูกาล เมสซียิง 2 ประตู (ประตูที่ 35 และ 36 ในทุกการแข่งขัน) นำ 6–2 ชนะเหนือเรอัลมาดริด ที่สนามซานเตียโก เบร์นาเบว[83] ที่ถือเป็นการแพ้มากที่สุดของเรอัลมาดริดตั้งแต่ ค.ศ. 1930[84] หลังยิงประตู เขาวิ่งไปหาเหล่าคนดูและกล้อง และแสดงเสื้อบาร์เซโลนาและแสดงเสื้อทีเชิร์ตอีกตัวที่เขียนว่า Síndrome X Fràgil เป็นภาษากาตาลาหมายถึง กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะบาง (Fragile X syndrome) เพื่อแสดงการสนับสนุนต่อเด็กที่ป่วยจากอาการดังกล่าว[85]

เมสซีมีส่วนต่อการเสริมกำลังในระหว่างที่อันเดรส อีเนียสตา บาดเจ็บ และในการแข่งขันกับสโมสรฟุตบอลเชลซี ในแชมเปียนส์ลีกในรอบรองชนะเลิศ เขาเลี้ยงบอลและแอสซิสต์ให้อันเดรส อีเนียสตา ยิงประตูชัยให้บาร์เซโลน่า ทำให้บาร์เซโลนาผ่านเข้ารอบไปเจอกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศ เขายังได้รับถ้วยรางวัลโกปาเดลเรย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ยิง 1 ประตูและช่วยส่งลูกยิงประตูอีก 2 ลูก ในชัยชนะ 4–1 เหนือแอทเลติกบิลบาโอ[86] เขาช่วยทีมเป็นผู้ชนะในครั้งที่ 2 ในลาลีกา

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกรอบชิงชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่กรุงโรม อิตาลี บาร์เซโลน่าสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปได้ 2-0 ประตู โดยเมสซีโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง ทำประตูที่ 2 ของการแข่งขันได้ จากการกระโดดโหม่งย้อนเปลี่ยนทางลูกบอล เข้าประตูอย่างสวยงาม ในนาทีที่ 70 เขายังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในแชมเปียนส์ลีก และเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ทำประตูได้ 9 ประตู[87]

เมสซีได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลส่วนตัวมากมายในฤดูกาลนี้ เพราะบาร์เซโลน่าจบฤดูกาลได้อย่างสวยงาม[88] เป็นครั้งแรกที่สโมสรฟุตบอลสเปนได้ทริปเปิ้ลแชมป์ คือ ชนะทั้ง 3 การแข่งขันใหญ่ในฤดูกาลเดียว คือ ชนะเลิศในลีกสเปน ลาลีก้า ฟุตบอลถ้วยในประเทศโกปาเดลเรย์ และฟุตบอลถ้วยยุโรป แชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลเดียว[89]


ฤดูกาล 2009–10

"เมื่อเห็นเขาวิ่ง ก็ไม่มีอะไรมาหยุดเมสซีได้ เขาเป็นนักฟุตบอลคนเดียวที่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ด้วยฝีเท้า"

"เขาเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกที่มีมา เขา (เหมือนกับ) เป็นเพลย์สเตชัน เขาสามารถหาประโยชน์ได้จากทุกความผิดพลาดที่พวกเราทำ"

อาร์แซน แวงแกร์ กล่าวหลังการแข่งขันที่อาร์เซนอลแพ้ต่อบาร์เซโลนา 4-1[90][91]
เมสซีในนัดแข่งชิงถ้วยโชอันกัมเปร์ โดยบาร์เซโลนาแข่งกับแมนเชสเตอร์ซิตี ที่สนามกัมนอว์

หลังจากทีมชนะในการแข่งขันยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2009 ผู้จัดการทีม ชูเซบ กวาร์ดีโอลา แสดงความมั่นใจว่าเมสซีอาจเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดที่เขาเคยเห็น[92] เมื่อวันที่ 18 กันยายน เมสซีเซ็นสัญญาใหม่กับบาร์เซโลนา ที่จะสิ้นสุดในปี ค.ศ. 2016 ด้วยสัญญา 250 ล้านยูโร ทำให้เมสซี รวมถึงซลาตัน อิบราฮิโมวิช เป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดในลาลีกา โดยเมสซีได้เงินราว 9.5 ล้านยูโรต่อปี[93][94] หลังจากนั้น 4 วัน ในวันที่ 22 กันยายน เมสซียิง 2 ประตูและช่วยส่งลูกยิงประตูอีก 1 ลูกในชัยชนะที่บาร์ซาชนะราซิงซานตันเดร์ 4–1 ในลาลีกา[95] เขายิงประตูแรกในถ้วยยุโรปของฤดูกาลนี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายน นำบาร์เซโลนาชนะดีนาโมเคียฟ 2–0[96] จากนั้นยิง 1 ประตูในลาลีกาที่ชนะ 6–1 ต่อเรอัลซาราโกซาที่สนามกัมนอว์[97]

เมสซีได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป (บัลลงดอร์) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2009 ด้วยคะแนน 473 คะแนน นำรองผู้ชนะ คริสเตียโน โรนัลโด ซึ่งได้คะแนน 233 ขาดลอย[98][99][100] สร้างสถิติได้รับคะแนนโหวตทิ้งห่างอันดับ 2 มากที่สุดตั้งแต่มีรางวัลมา คือ 240 คะแนน หลังจากนั้นนิตยสาร ฟรองซ์ฟุตบอล นำคำพูดที่เมสซีลงไว้ว่า "ผมอุทิศให้กับครอบครัวของผม พวกเขาอยู่ตรงนั้นเสมอเมื่อผมต้องการกำลังใจ และในบางครั้งพวกเขามีความรู้สึกในเรื่องเกี่ยวกับผม มากกว่าตัวผมเสียอีก"[101]

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม เมสซียิงประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังจากเสมอกันในเวลา 1-1 ประตู ในนัดชิงชนะเลิศของการแข่งขัน ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 2009 ในนัดแข่งกับสโมสรฟุตบอลเอสตูเดียนเตส ลา พลาต้า ของอาร์เจนตินา แชมป์จากโซนอเมริกาใต้ ที่อาบูดาบี ทำให้สโมสรชนะการแข่งครั้งถ้วยที่ 6 ในปีนี้[102] สร้างประวัติศาสตร์เป็นสโมสรแรกที่ชนะในทุกการแข่งขันที่เข้าร่วม

หลังจากนั้น 2 วันเขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลแห่งปีของฟีฟ่า (FIFA World Player of the Year) ปี 2009 โดยได้รับคะแนนโหวตสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 1,073 คะแนน เอาชนะอันดับ 2 คริสเตียโน โรนัลโด (352 คะแนน) และลำดับถัดๆมาอย่าง , ชาบี (196 คะแนน), กาก้า (190 คะแนน) และอันเดรส อีเนียสตา(134 คะแนน) ไปได้อย่างมโหฬาร โดยเป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรางวัลนี้ และเป็นชาวอาร์เจนตินาคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้[103]

เมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 2010 เมสซียิงแฮตทริกแรกในปี ค.ศ. 2010 และเป็นแฮตทริกแรกของฤดูกาล ในนัดแข่งกับเซเดเตเนรีเฟ ด้วยประตูชนะ 0–5[104] และเมื่อวันที่ 17 มกราคม เขายิงประตูที่ 100 ให้กับสโมสรในเกมที่ชนะเซบียา 4–0[105]

เมสซีสร้างความประทับใจโดยยิงประตู 11 ประตูใน 5 เกม เกมแรกยิงประตูในนาทีที่ 84 ในนัดแข่งกับสโมสรฟุตบอลมาลากา ด้วยประตูชนะ 2–1[106] จากนั้นเขายิง 2 ประตูในนัดแข่งกับอูเดอัลเมรีอา เสมอ 2–2[107] เขายังยิงอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์แห่งความประทับใจ ที่เขายิงไป 8 ประตู โดยเริ่มยิงแฮตทริกในนัดชนะบาเลนเซียในบ้าน 3–0[108] จากนั้นยิง 2 ประตูในนัดแข่งกับสโมสรฟุตบอลชตุทการ์ท ในชัยชนะ 4–0 ทำให้บาร์เซโลนาผ่านสู่รอบก่อนรอบสุดท้ายในแชมเปียนส์ลีก[109] และท้ายสุดกับการยิงแฮตทริกอีกครั้งในนัดไปเยือนซาราโกซาชนะ 4–2[110] ทำให้เป็นผู้เล่นบาร์เซโลนาคนแรกที่ทำแฮตทริกได้ติดต่อกันในลาลีกา[111] เขาลงแข่งอย่างเป็นทางการเป็นนัดที่ 200 กับบาร์เซโลนาในนัดแข่งกับโอซาซูนา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2010[112]

เมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2010 เป็นครั้งแรกในอาชีพของเขาที่ยิง 4 ประตูในนัดเดียว ในนัดเป็นทีมเหย้าแข่งกับอาร์เซนอล ในชัยชนะ 4–1 ในแชมเปียนส์ลีกรอบก่อนรอบสุดท้าย นัดที่ 2[113][114][115] ทำให้เขาเป็นผู้เล่นบาร์เซโลนาที่ยิงประตูได้มากที่สุดตลอดกาลในแชมเปียนส์ลีก แซงหน้ารีวัลดูไป[116]

เมื่อวันที่ 10 เมษายน เมสซียิงประตูที่ 40 ของฤดูกาลในประตูแรกในชัยชนะเยือนเรอัลมาดริด 2–0[117]

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม เมสซียิงประตูที่ 50 ของฤดูกาลและยิง 2 ประตูในการเยือนบียาร์เรอัล ด้วยชัยชนะ 4–1[118] 3 วันต่อมา เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม เมสซียิง 2 ประตูในนัดเป็นทีมเหย้าแข่งกับเตเรรีเฟ ด้วยชัยชนะ 4–1[119] เมสซียิงประตูที่ 32 ในฤดูกาลนี้ของลาลีกาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ในการเยือนเซบียา[120] และนัดสุดท้ายของฤดูกาลแข่งกับบายาโดลิด เขายิง 2 ประตูในครึ่งหลัง ทำให้สถิติยิงจำนวนประตูของสโมสรใน 1 ฤดูกาลของลาลีกาแซงหน้าโรนัลโด บราซิล (32 ประตู) ที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูกาล 1996–97[121][122] แต่ตามหลังสถิติตลอดกาล ของเตลโม ซาร์รา ที่ทำไว้ 38 ประตูในฤดูกาลเดียวของลาลีกา 4 ประตู[123]

เมสซีได้รับรางวัลผู้เล่นลาลีกาแห่งปี เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2010[124]

ในฤดูกาล 2009-10 นี้ เมสซีทำประตูในลีกได้ถึง 34 ประตู ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลรองเท้าทองคำ ประจำฤดูกาลนี้ไปครอง[125]


เมสซีในเกมพบกับเลบันเต้ 2011

ฤดูกาล 2010–11

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 2010 เมสซียิงแฮตทริก ในนัดเปิดฤดูกาลของเขาในชัยชนะ 4–0 เหนือเซบียา ในการชิงถ้วยซูเปร์โกปาเดเอสปาญา ทำให้บาร์เซโลนาได้ถ้วยแรกของฤดูกาล หลังจากแพ้ 1–3 ในการแข่งนัดแรก[126] เขาเริ่มต้นฤดูกาลในลาลีกา ด้วยการยิงประตูในนาทีที่ 3 ในนัดแข่งกับราซิงซานตันเดร์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2010 เขายังคงแสดงฝีมือยอดเยี่ยมในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในนัดแบ่งกลุ่ม แข่งกับพานาทีไนกอส (Panathinaikos) โดยเขายิงได้ 2 ประตู และยังช่วยส่งลูกยิงประตูอีก 2 ลูก และยังยิงเข้ากรอบประตูใน 2 ครั้ง

เมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 2010 เมสซีได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าเนื่องจากการเข้าแย่งลูกจากกองหลังสโมสรฟุตบอลอัตเลตีโกมาดริด โตมัส อุยฟาลูซี (Tomáš Ujfaluši) ในนาทีที่ 92 ในนัดที่ 3 ที่สนามกีฬาบีเซนเตกัลเดรอน โดยเริ่มแรกนั้นเกรงว่าเมสซีจะบาดเจ็บจากข้อเท้าแตกและทำให้เขาไม่สามารถลงแข่งได้อย่างน้อย 6 เดือน แต่จากผลเอ็มอาร์ไอแสดงให้เห็นในวันถัดไปในบาร์เซโลนาว่า เกิดการเคล็ดที่เอ็นภายในและภายนอกที่ข้อเท้าขวา[127] เพื่อนร่วมทีม ดาบิด บียา ออกมากล่าวว่า "การเข้าแย่งลูกปะทะเมสซีเป็นสิ่งที่หยาบคาย" หลังจากดูวิดีโอที่เล่นแล้ว เขายังเชื่อว่า "ไม่ได้กระแทกให้เจ็บ"[128] จากเหตุนี้ทำให้สื่อวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วและนำไปสู่การถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมกันในการปกป้องผู้เล่นในเกม

เมื่อเมสซีหายดีแล้ว เขายิงประตูในนัดเสมอกับเอร์เรเซเดมายอร์กา 1–1 จากนั้นยิงอีก 1 ประตูในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดเจอกับสโมสรฟุตบอลโคเปนเฮเกน ช่วยให้ทีมชนะในบ้าน 2–0[129] เขายังคงยิงประตูอย่างต่อเนื่อง ในนัดเจอกับซาราโกซาและเซบียา เมื่อเริ่มเดือนพฤศจิกายนเขายิงประตูโดยไปเยือนโคเปนเฮเกน เสมอ 1–1 และไปเยือนสโมสรฟุตบอลเคตาเฟชนะ 3–1 ที่เขาช่วยจ่ายบอลให้ดาบิด บียาและเปโดร โรดรีเกซ ยิง[130] ในนัดต่อไปเจอกับบียาร์เรอัล เขายิงประตูที่น่าแปลกใจจากการร่วมมือกับเปโดร ทำให้นำ 2–1 จากนั้นก็ยิงอีกประตู ทำให้บาร์เซโลนาชนะ 3–1 และเป็นนัดที่ 7 ติดต่อกันที่เมสซียิงประตู ทำลายสถิติตัวเขาเองที่เคยยิงได้ 6 นัดติดต่อกัน ในนัดพบกับอูเดอัลเมรีอา เขาทำแฮตทริกครั้งที่ 2 ของฤดูกาลในนัดเยือนที่ชนะไป 8–0 ประตูที่ 2 ในนัดนี้เป็นประตูที่ 100 ในลาลีกาของเขา[131] เขายิงประตูได้ 9 นัดติดต่อกัน (รวมถึง 10 นัดติดต่อกันในนัดกระชับมิตรแข่งกับทีมชาติบราซิล) โดยไปเยือนพานาทีไนกอส ชนะ 3–0[132]

ในนัดเอลกลาซีโกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน เมสซียิงประตูช่วยให้บาร์เซโลนาชนะ 5–0 และเมสซียังช่วยส่งลูกยิงประตูให้กับบียา 2 ครั้ง[133] ในนัดถัดมาเขาทั้งยิงและช่วยจ่ายลูกยิงให้นัดเจอกับโอซาซูนา[134] เขาตอกย้ำรอยเดิมโดยการยิงประตูในนัดแข่งกับเรอัลโซเซียดัด[135]ในนัดดาร์บีที่แข่งกับแอร์ราเซเด อัสปัญญอล บาร์เซโลนาชนะ 1-5 เขาช่วยส่งจ่ายลูกยิงให้กับเปโดรและบียา คนละหนึ่งประตู[136] ประตูแรกในปี ค.ศ. 2011 ของเขา แข่งกับเดปอร์ตีโบเดลาโกรูญา ยิงจากลูกฟรีคิก ในนัดที่ชนะ 4–0 โดยการไปเยือน ซึ่งเขาก็ยังช่วยยิงลูกจ่ายประตูให้กับทั้งเปโดรและบียาอีกครั้ง[137]

ไฟล์:Messi Crack.jpg
เมสซีแสดงความดีใจ หลังลากเดี่ยวครึ่งสนาม ไปยิงเป็นประตูสุดสวย เกมแชมป์เปี้ยนส์ลีก เลคแรก นัดเยือน กับเรอัลมาดริด 2011

เมสซีได้รับรางวัลฟีฟ่าบาลงดอร์ 2010 ชนะเพื่อนร่วมทีมของเขาอย่าง ชาบีและอีเนียสตา[138] โดยเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน[139] 2 วันถัดหลังได้รับรางวัล เขายิงแฮตทริกแรกของปี และเป็นแฮตทริกที่ 3 ในฤดูกาล ในนัดแข่งกับเรอัลเบติส[140] กลับมาสู่ในลีก เขายิงประตูในครึ่งหลัง โดยยิงประตูที่ 2 ของทีม จากจุดโทษในนัดแข่งกับราซิงเดซานตันเดร์[141] หลังจากยิงประตูเขาแสดงข้อความบนเสื้อในเขียนว่า "สุขสันต์วันเกิด คุณแม่"[142] เขายิงประตูด้วยความมั่นใจในนัดแข่งกับอัลเมรีอา ในโกปาเดลเรย์รอบรองชนะเลิศ[143] จากนั้นไม่ถึงอาทิตย์ก็ยิงอีกครั้งในนัดแข่งกับเอร์กูเลส[144] ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ บาร์เซโลนาสร้างสถิติใหม่ โดยการชนะติดต่อกันมากที่สุดในลีก โดยชนะติดต่อกัน 16 ครั้ง หลังจากที่ทีมชนะอัตเลตีโกมาดริด 3–0 ที่สนามกัมนอว์[145] เมสซียิงแฮตทริกเพื่อแสดงความมั่นใจว่าชัยชนะจะอยู่ที่ทีมเขา หลังจบการแข่งขันเขาพูดว่า "เป็นเกียรติที่สามารถทำลายสถิติที่ยิ่งใหญ่ที่ทำขึ้นเหมือนอย่างอัลเฟรโด ดี สเตฟาโน" และ "ถ้าสถิตินี้ยังคงมีไปอีกนานเพราะว่ามันซับซ้อนที่จะชนะและเราก็สามารถทำถึงมันโดยชนะในทีมที่ยาก กับสถานการณ์อันเลวร้าย ซึ่งก็ทำให้มันยิ่งยากขึ้น"[146]

หลังจากไม่ได้ทำประตูใน 2 นัด เขายิงประตูในชัยชนะเหนือแอทเลติกบิลบาโอที่บาร์เซโลนาชนะ 2–1[147] ในสัปดาห์ต่อมาเขายิงประตู เป็นผู้นำในลีกฤดูกาลนี้ ในนัดแข่งกับมายอร์กา 3–0 ในการไปเยือน.[148] สร้างสถิติเทียบเท่าทีมจากแคว้นบาสก์ เรอัลโซเซียดัด ในฤดูกาล 1979–80 ที่ชนะ 19 ครั้งติดต่อกันในฐานะทีมเยือน แต่สถิตินี้ก็ถูกทำลายไปในอีก 3 วันต่อมาเมื่อเมสซียิงประตูเดียวในชัยชนะการไปเยือนบาเลนเซีย[149] เมื่อวันที่ 8 มีนาคม เมสซียิง 2 ประตูในนัดเจอกับอาร์เซนอล ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่สนามกัมนอว์ โดยประตูแรกเมสซีใช้เท้ากระดกบอลข้ามศีรษะผู้รักษาประตูในระยะกระชั้น ก่อนจะตวัดบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม 2 ประตูของเมสซีช่วยให้บาร์เซโลนาชนะด้วยประตูรวม 3–1 และเข้าสู่รอบก่อนชิงชนะเลิศ[150] หลังจากไม่สามารถยิงประตูได้ร่วมเดือน เขายิงประตูในนัดแข่งกับอัลเมรีอา ประตูที่ 2 เป็นประตูที่ 47 ในฤดูกาลนี้ของเขา เทียบเท่าสถิติการทำประตูในฤดูกาลก่อนของเขา[151] เขาทำลายสถิติเมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 2011 โดยยิงประตูในชัยชนะเหนือชาคห์ตาร์โดเนตสค์ ในการแข่งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้เขาถือสถิติผู้ทำประตูสูงสุดในฤดูกาลเดียวของบาร์เซโลนา[152] เขายิงประตูที่ 8 ในเอลกลาซีโก เสมอ 1–1 ที่สนามซานเตียโก เบร์นาเบว เมื่อวันที่ 23 เมษายน เมสซียิงประตูที่ 50 ของฤดูกาลในนัดแข่งกับโอซาซูนา 2–0 ในบ้าน เมื่อเขาออกมาเปลี่ยนตัวในนาทีที่ 60[153]

ในนัดแรกของแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศ เขาสร้างความประทับใจ โดยยิง 2 ประตูในนัดที่พบกับเรอัลมาดริด ชนะด้วยจำนวนประตู 2–0 ประตูที่ 2 เป็นการเลี้ยงลูกหลบผู้เล่นหลายคน และยังได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในการแข่งขันนี้[154][155] ในการแข่งขันยูฟาแชมเปียนส์ลีกที่เว็มบลี เมสซีทำประตูตอกย้ำให้บาร์เซโลนาคว้าแชมป์เป็นสมัยที่สามในรอบหกปี และเป็นสมัยที่สี่ในประวัติศาสตร์สโมสร[156]

ฤดูกาล 2011–12

เมสซีขณะยิงประตูในนัดชิงถ้วยฟิฟ่าคลับเวิร์ลคัพกับซานโตส 2011

ในการแข่งขันชิงถ้วยซูเปร์โกปาเดเอสปาญา 2011 เมสซียิงประตู 3 ประตู และช่วยจ่ายลูกยิงประตูอีก 2 ประตู ทำให้มีผลประตูรวม 5–4 ชนะทีมเรอัลมาดริดไปได้[157] ในนัดถัดมาอย่างเป็นทางการเขายิงประตูอีกครั้งหลังจากการส่งหลังผิดพลาดของเฟรดี กัวริน และได้ช่วยส่งประตูให้เซสก์ ฟาเบรกัสยิงประตู ทำให้ชนะโปร์ตู 2-0 ในการแข่งขันยูฟ่าซูเปอร์คัพ[158] เมื่อเริ่มฤดูกาลในลาลีกา เมสซียิง 2 ประตูในนัดแข่งกับบียาร์เรอัล[159] และเขายังสามารถยิงแฮตทริกได้ต่อเนื่องในฐานะทีมเหย้ากับโอซาซูนา[160]และอัตเลตีโกมาดริด[161]

ในวันที่ 28 กันยายน เมสซียิง 2 ประตูในแชมเปียนส์ลีกใน 2 นัดแรกของฤดูกาล แข่งกับสโมสรฟุตบอลบาเตโบรีซอฟ[162] ทำให้เขาเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของบาร์เซโลนา เทียบเท่ากับลัสโซล คูบาลา กับ 194 ประตู ในทุกการแข่งขันที่เป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการ[163] แต่ต่อมาเขาก็ทำลายสถิตินี้โดยยิงอีก 2 ประตูเมื่อแข่งกับราซิงเดซานตันเดร์[164] และเหลืออีกประตูเดียวก็ถึง 200 ประตู เมื่อเขายิงแฮตทริกในนัดแข่งที่บ้าน แข่งกับมายอร์กา และยิงได้แซงหน้าคูบาลา ที่จำนวน 132 ประตู[165] เขายิงประตูที่ 200 ให้กับบาร์เซโลนา และอีก 2 ลูก เป็นแฮตทริกในนัดแข่งกับวิกตอเรียเปิลเซน (Viktoria Plzeň) ในแชมเปียนส์ลีก[166] เมสซียิงประตูแรกของเขาได้ในซานมาเมส ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้เสมอกับแอทเลติกบิลบาโอ 2–2[167] นัดต่อมาเขายิงประตูในนัดแข่งกับเรอัลซาราโกซา[168] เขายิงจุดโทษให้ทีมชนะในการเยือน 3–2 แข่งกับเอซี มิลาน ในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปียนส์ลีก[169] เขายิงประตูได้ครั้งแรกกับราโยบาเยกาโน ในนัดชนะที่บ้าน 4–0[170] จากนั้นยิง 1 ประตู นัดแข่งกับเลบันเตอูเด ทำให้ทีมชนะในบ้าน 5-0[171]

เมสซีได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมยุโรปของฟีฟ่าปี ค.ศ. 2011 โดยชนะเพื่อนร่วมทีม ชาบี และผู้เล่นจากเรอัลมาดริด คริสเตียโน โรนัลโด เมสซียังได้รับรางวัลฟีฟ่าบาลงดอร์ 2011 อีกครั้ง โดยชนะชาบีและคริสเตียโน โรนัลโดเช่นกัน การได้รับรางวัลบาลงดอร์ครั้งนี้ ทำให้เมสซีเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ที่ได้รับรางวัลบาลงดอร์ 3 ครั้ง ก่อนหน้านี้คือ โยฮัน ครัฟฟ์, มีแชล ปลาตีนี และมาร์โก ฟาน บัสเทิน ต่อมาในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 เมสซีลงเล่นในลาลีกาเป็นนัดที่ 200 โดยเขายิงได้ 4 ประตู ในนัดแข่งกับบาเลนเซีย โดยผลคือทีมชนะ 5–1[172] ในวันที่ 7 มีนาคม เมสซีเป็นผู้เล่นคนแรกที่ยิงประตู 5 ประตูในแชมเปียนส์ลีก โดยได้ช่วยทีมป้องกันแชมป์ในนัดที่บาร์เซโลนาชนะบาเยอร์ เลเฟอร์คูเซิน 7–1[173]

ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม เมสซียิงได้ 3 ประตูในนัดแข่งกับสโมสรฟุตบอลกรานาดา ทำให้เขาเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดของบาร์เซโลนา แซงหน้านักฟุตบอลตำนาน เซซาร์ โรดรีเกซ อัลบาเรซ ที่เคยถือสถิติ ยิง 232 ประตู[174] ในวันที่ 2 พฤษภาคม เมสซียิงแฮตทริกในนัดแข่งกับสโมสรฟุตบอลมาลากา ทำให้เขาทำลายสถิติของเกิร์ด มึลเลอร์ (ที่ยิง 67 ประตูในฤดูกาล 1972-73) โดยเมสซียิงได้ 68 ประตู และเขาเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของยุโรปใน 1 ฤดูกาล[175]

รองเท้าทองคำของเมสซี 2012-13

ฤดูกาล 2012–13

วันที่ 27 ตุลาคม 2012 เมสซีทำประตูทะลุหลัก 300 ประตูในการแข่งขันอาชีพของตนได้ จากการทำ 2 ประตูในเกมลีก นัดที่บุกไปเยือนราโยบาเยกาโน จำนวนรวม 301 ประตูนี้ แบ่งเป็น 270 ประตูจากการเล่นในบาร์เซโลนา และ 31 ประตูจากการเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่า ทั้งหมดจากการลงเล่นรวม 419 นัดเท่านั้น[176] หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2012 เมสซียิง 2 ประตูในการแข่งขันเกมลีกนัดเยือนกับมายอร์ก้า ทำให้เขามีสถิติยิงประตูใน 1 ปีปฏิทิน 76 ประตู แซงหน้าเปเล่ (75 ประตู) ขึ้นครองสถิติ ดาวยิงประตูสูงสุดตลอดกาล ใน 1 ปีปฏิทินอันดับ 2 ตามหลัง เกิร์ด มึลเลอร์ (85 ประตู) เพียง 9 ประตู[177]

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2012 เมสซีก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในการแข่งขัน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เทียบเท่ากับ รืด ฟัน นิสเติลโรย โดยทำเพิ่ม 2 ประตูจากการออกไปเยือน สปาร์ตัก มอสโก [178] ทำให้มีจำนวนรวมประตูในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกเพิ่มขึ้นเป็น 56 ประตู การทำประตูได้ในมอสโคว์นี้ ทำให้เกิดสถิติอีก 1 อย่างคือการทำประตูได้ใน 19 เมืองแตกต่างกันในการแข่งขันเกมส์สโมสรยุโรป (เทียบเท่า ราอุล กอนซาเลซ)

วันที่ 9 ธันวาคม 2012 แม้มีอาการบาดเจ็บอยู่ก่อนหน้า แต่เมสซีก็ลงเล่นในเกมลีกนัดเยือนกับ เรอัลเบติส และทำได้ 2 ประตู ทำให้เขาก้าวขึ้นไปถือครองสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลใน 1 ปีปฏิทิน ที่ 86 ประตู แทนที่ เกิร์ด มึลเลอร์ (85 ประตู) อย่างสวยงาม โดย 86 ประตู แบ่งเป็นประตูที่ยิงให้บาร์เซโลนา 74 ประตู และ 12 ประตูที่ยิงให้ทีมชาติอาร์เจนตินา ขณะนั้นบาร์เซโลนายังเหลือการแข่งขันให้เล่นในปี 2012 อีก 3 นัด [179] และเมสซี ก็จบปี 2012 ด้วยการทำสถิติดาวซัลโวสูงสุดใน 1 ปีปฏิทิน ขึ้นใหม่ที่ 91 ประตู

วันที่ 7 มกราคม 2013 เมสซีได้รับรางวัล ฟีฟ่าบาลงดอร์ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับเสียงโหวตสูงถึง 41.6 เปอร์เซ็น เมื่อนับรวมกับรางวัลบัลลงดอร์ที่เมสซีได้รับก่อนที่ฟีฟ่าจะควบรวมรางวัลแล้ว เมสซีเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ได้รับรางวัลบาลงดอร์ถึง 4 ครั้ง และเป็น 4 ปีติดต่อกันด้วย เมสซีได้รับเลือกเป็น 1 ใน FIFA FIFPro World XI คือ ทีมแห่งปี เป็นปีที่ 6 ติดต่อกันอีกด้วย

วันที่ 27 มกราคม 2013 เมสซีทำโปกเกอร์ คือยิง 4 ประตูในนัดเดียว ในเกมลีกพบกับโอซาซูนา และนั่นทำให้เขาทำประตูใน ลาลีกา สเปน ได้ทะลุ 200 ประตู ขณะที่อายุน้อยที่สุด

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2013 เมสซีตกลงทำสัญญาใหม่กับบาร์เซโลนา นั่นทำให้สัญญาของเขามีอายุยืดออกไปถึง 30 มิถุนายน ปี 2018 และสัญญาฉบับนี้ยังระบุค่าฉีกสัญญาของเมสซีสูงถึง 250 ล้านยูโร เลยทีเดียว

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2013 เมสซียิง 2 ประตูได้ในนัดพบกับกรานาดาในเกมลีก ถือเป็นประตูที่ 301 จาก 365 เกมอย่างเป็นทางการที่เมสซียิงให้บาร์เซโลนา นอกจากนั้นยังเป็นเกมส์ที่ 14 ที่เมสซีทำประตูได้ทุกเกมส์ต่อเนื่องกัน

หลังจากนั้นไม่นาน วันที่ 9 มีนาคม 2013 เกมลีกที่บาร์เซโลนา เปิดบ้านรับ เดปอร์ติโบลาโกรุญญา ที่เมสซียิง 1 ประตูย้ำชัยให้บาร์เซโลนา เมสซีก็เป็นเจ้าของสถิติใหม่ เป็นผู้ทำประตูทุกนัดต่อเนื่องยาวนานที่สุดในลีกสูงสุดของยุโรป 17 นัดติดต่อกัน ทำลายสถิติเดิมของ ทีโอดอร์ เปเตเร็ค ที่ทำไว้ 16 นัดติดต่อกันในลีกสูงสุดของโปแลนด์ ฤดูกาล 1937-38[180]

ในวันที่ 30 มีนาคม 2013 เกมลีกนัดไปเยือนเซลตาบิโก ซึ่งเมสซีทำได้ 1 ประตู นับเป็นนัดที่ 19 ติดต่อกัน แต่นั่นทำให้เกิดสถิติใหม่สำหรับตัวเขาอีกเช่นกัน คือ เขายิงประตูทีมในลีกได้ครบทุกทีม เพราะ ลาลีกามี 20 ทีม เมื่อยิงประตูได้ 19 นัดติดต่อกัน นั่นหมายถึงการยิงประตูคู่ต่อสู้ทุกทีมในลีกได้ [181] โดยในเกมนี้ เมสซี สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมบาร์เซโลนาครั้งแรก ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการอีกด้วย

ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2013 บาร์เซโลนาได้แชมป์ลาลีกาโดยปริยาย จากการเสมอของเรอัลมาดริดกับอัสปัญญอล ทั้งที่ยังเหลือเกมให้เล่นอีกถึง 4 เกม ในวันต่อมา เมสซีลงเล่นเกมเยือนกับอัตเลติโกมาดริดแต่ต้องออกจากสนามไปในครึ่งหลังจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อขาขวาและจะไม่ลงเล่นเกมที่ยังเหลืออยู่อีก ทำให้เมสซีต้องหยุดสถิติยิงติดต่อกันมากที่สุดในลีกไว้ที่ 21 นัด

แต่อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ได้เล่นเกมส์ที่เหลือ แต่เมสซีก็ยังคงเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกาในฤดูกาลนี้ที่ 46 ประตู ได้รับรางวัลปีชีชี และรองเท้าทองคำเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

เมสซี 2014

ฤดูกาล 2013-14

วันที่ 18 สิงหาคม 2013 เมสซีเริ่มต้นการแข่งขันเกมลีกด้วย 2 ประตู และ 1 แอสซิสต์ ในเกมที่พบกับเลบันเต้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของบาร์เซโลนาที่เอาชนะคู่แข่งด้วยสกอร์สูงถึง 7-0

วันที่ 28 สิงหาคม 2013 บาร์เซโลนาได้แชมป์ ซูเปร์โกปาเอสปาญา ทำให้เมสซีเป็นนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาที่ได้ถ้วยแชมป์มากที่สุด ร่วมกับ เอสเตบัน กัมเบียสโซ

วันที่ 1 กันยายน 2013 เมสซีทำแฮตทริกแรกของฤดูกาลได้ จากการไปเยือนสนามเม็สตัลยา ของบาเลนเซีย ทำให้เมสซีเป็นนักเตะที่มีสถิติยิงประตูนอกบ้านมากที่สุดในประวัติศาสตร์ลาลีกา 100 ประตู โดยเจ้าของสถิติเดิมคือ อูโก ซานเชซ (99 ประตู)

วันที่ 18 กันยายน 2013 ในเกมส์ยูฟ่า แชมเปี้นส์ลีก บาร์เซโลนาเปิดบ้านพบกับ อาเอฟเซ อายักซ์ เมสซีทำแฮตทริกอีกครั้ง นั่นทำให้เขาเป็นนักเตะคนแรกที่ทำแฮตทริกได้ถึง 4 ครั้งในประวัติศาสตร์แชมเปียนส์ลีก

ตั้งแต่ต้นฤดูกาลมา เมสซีมีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริงรบกวนมาโดยตลอด ร่วมกับอาการป่วยอาเจียนในสนาม แต่สามารถประคองตัวเล่นไว้ได้ แต่ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2013 นัดที่เจอกับเรอัลเบติส เขาได้รับบาดเจ็บเพิ่มที่บริเวณกล้ามเนื้อขาซ้าย ต้องเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 20 และต้องหยุดพักยาวถึง 8 สัปดาห์

วันที่ 8 มกราคม 2014 เมสซีกลับมาลงสนามในนัดที่พบกับ เฆตาเฟ รอบ 16 ทีมสุดท้ายการแข่งขัน โกปาเดลเรย์ โดยเมสซีเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 63 ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับกึกก้องจากแฟนบอลทั้งสนามคัมป์นูว์ และในนาทีที่ 89 เขาก็ทำประตูแรกได้ และบวกเพิ่มได้อีก 1 ประตูในเวลาไม่ถึง 2 นาทีถัดมา รวมยิงได้ 2 ประตูในนัดนี้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2014 เกมลีกนัดเปิดบ้านรับราโยบาเยกาโน เมสซียิง 2 ประตู และทำให้เขาทุบสถิติยิงประตูสูงสุดให้สโมสรเดียวในลาลีกาของ เตลโม ซาร์รา นักเตะตำนานทีม แอทเลติกบิลบาโอ ที่ทำไว้ที่ 335 ประตู โดยเมสซีสร้างสถิติใหม่ที่ 337 ประตูให้แก่บาร์เซโลนาในนัดนั้น และ 2 ประตูนี้ยังทำให้เขา ก้าวข้าม อัลเฟรโด ดี สเตฟาโน (227 ประตู) ซึ่งอยู่อันดับ 4 ในทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของลาลีกา ขึ้นไปเทียบเคียง ราอุล กอนซาเลซ อันดับ 3 ที่ 228 ประตู อีกด้วย[182]

วันที่ 12 มีนาคม 2014 เกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เปิดบ้านรับ แมนเชสเตอร์ซิตี รอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกแรก เมสซียิง 1 ประตู ทำให้เขาเป็นผู้ยิงประตูในการแข่งขัน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก มากที่สุดกับทีมเดียว คือ 67 ประตู ทุบสถิติเดิมของ ราอุล กอนซาเลซ ที่ทำให้เรอัลมาดริด 66 ประตูลงได้[183]

วันที่ 16 มีนาคม 2014 เมสซีทำแฮตทริกอีกครั้ง ในเกมลีกนัดเหย้า พบกับโอซาซูนา และกลายเป็นนักเตะดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสรบาร์เซโลนา ในการแข่งขันเป็นทางการและกระชับมิตร ด้วยจำนวนรวม 371 ลูก เป็นที่เรียบร้อย โดยสถิตินี้เดิมเป็นของ เปาลินโญ่ อัลคันทารา ดาวยิงลูกครึ่งฟิลิปปินส์ทำเอาไว้ที่ 369 ประตูจากการลงเล่นทั้งหมด 357 นัด ในช่วงปี 1912-1927[184]

อาทิตย์ถัดมา ในวันที่ 23 มีนาคม 2014 ในศึก เอลกลาซีโก เกมลีก นัดเยือนกับ เรอัลมาดริด เมสซีทำแฮตทริกได้อีกครั้ง ทำให้เขาซึ่งครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในเกม เอลกลาซีโก ร่วมกับ อัลเฟรโด ดี สเตฟาโน ของเรอัลมาดริด ที่ 18 ประตูอยู่ก่อนหน้า ขึ้นไปนำเป็นดาวซัลโวสูงสุดในเกม เอลกลาซีโก เดี่ยว ๆ ด้วยจำนวนประตู 21 ประตู

ในฤดูกาลนี้แม้จะเป็นฤดูกาลที่ไม่ดีนักสำหรับเมสซี เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวนถึง 4 หนใน 8 เดือน[185] ต้องหยุดพักรักษาตัวเป็นเวลาถึง 8 สัปดาห์ ร่วมกับมีอาการอาเจียนในสนามบ่อยครั้ง แต่เขาก็ยังสามารถทำประตูให้สโมสรในทุกการแข่งขันได้ถึง 41 ประตู และ 28 ประตูในลีก ก็เพียงพอให้เขาอยู่อันดับ 2 ในทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกาในฤดูกาลนี้ ทำลายสถิติต่าง ๆ ได้มากมาย และยังคงเป็น 1 ใน 3 ผู้เข้าชิงรางวัลฟีฟ่าบาลงดอร์ และ 1 ใน FIFA FIFPro World XI of the year

เมสซีฉลองประตู ในเกมกับกรานาด้า ฤดูกาล2014-15

ฤดูกาล 2014-15

เมสซีเริ่มต้นเกมลีกฤดูกาลนี้ด้วย การยิง 2 ประตู ในการเปิดบ้านรับ เอลเช เป็นครั้งแรกที่เขาเป็นคนยิงเปิดประตูแรกของฤดูกาลให้บาร์เซโลนา

ในนัดถัดมา เกมลีก นัดเหย้ากับ บียาร์เรอัล เมสซีทำแอสซิสต์ให้ ซานโดร รามิเรส ดาวรุ่งที่เพิ่งขึ้นจากทีมสำรอง แม้ว่าจะมีอาการกล้ามเนื้อตึงบริเวณสะโพกด้านขวาแต่ก็เล่นจนจบเกม

ในวันที่ 12 กันยายน 2014 เมสซีทำแอสซิสต์ 2 แอสซิสต์อย่างสวยงามให้เนย์มาร์ ยิงประตูในเกมลีกนัดเหย้ากับ แอทเลติกบิลบาโอ หลังเกม หลุยส์ เอ็นริเก้ โค้ชคนใหม่ของบาร์เซโลนา ได้พูดชมเมสซีว่า "เมสซีเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ไม่ใช่เพียงเพราะเขาทำประตูได้มากมายแต่ยังเป็นเพราะแอสซิสต์ของเขาด้วย เขาทำบางอย่างในการฝึกซ้อมที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เคยเห็นแม้แต่กับกัปตันซึบาสะหรือในเพลย์สเตชัน"

วันที่ 27 กันยายน 2014 เมสซีทำ 2 ประตูได้ในเกมลีก นัดเปิดบ้านรับ กรานาดา ทำให้เขาทำประตูในระดับอาชีพทะลุ 400 ประตู ด้วยวัยเพียง 27 ปี โดย 401 ประตูนี้ มาจากการลงสนาม 524 นัด แบ่งเป็นยิงให้ บาร์เซโลนา 359 ประตู และทีมชาติอาร์เจนตินา 42 ประตู ในเกมนี้เมสซีทำแอสซิสต์เพิ่มได้อีก 2 แอสซิสต์ ทำให้จำนวนแอสซิสต์ในระดับอาชีพของเขาอยู่ที่จำนวน 201 แอสซิสต์

วันที่ 18 ตุลาคม 2014 เมสซีทำประตูที่ 250 ในลาลีกาของตัวเองได้สำเร็จ ในนัดพบกับ เอย์บาร์ เป็นการฉลองครบ 10 ปี ในการลงเล่นนัดแรกให้กับบาร์เซโลนาชุดใหญ่เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2004 โดยเป็นเกมกาตาลา ดาร์บี้ แมทช์ที่แข่งขันกับเอสปันญ่อล และเมสซีได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟสบุ๊คของเขาว่า "ผมอยากจะขอกล่าวคำขอบคุณไปยังครอบครัว,เพื่อนๆ,เพื่อนร่วมทีม, ทีมงานของสโมสรบาร์เซโลนาสำหรับการสนับสนุนอันน่าเหลือเชื่อตลอดช่วงเวลา 10 ปี ผมมีความสุขทุกๆเวลาที่ได้ก้าวลงเล่นในสนาม สวมเสื้อสีนี้ ได้ใช้เวลาในช่วงเวลาอันน่าทึ่ง และผมก็จะพยายามพัฒนาฝีเท้า และคว้าแชมป์รางวัลให้กับทีมเพิ่มมากขึ้นอีก ขอกอดทุกๆคน ลีโอ"

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2014 เมสซียิง 2 ประตูในนัดออกไปเยือน อาเอฟเซ อายักซ์ เกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้เขาทาบสถิติ ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกของราอุล กอนซาเลซ เป็นดาวซัลโวร่วมที่ 71 ประตู ทั้งที่ลงเล่นในจำนวนนัดน้อยกว่าโดยเมสซีลงเล่นเพียง 91 นัดในการคว้าสถิตินี้ ขณะที่ราอุล กอนซาเลซ ลงเล่นถึง 142 นัดในการสร้างสถิติดาวซัลโวสูงสุดนี้

เมสซี ก้าวขึ้นมาเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของลาลีกา สเปน คนใหม่ ด้วยจำนวนประตู 253 ประตู ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2014 เกมเหย้า บาร์เซโลนาพบกับสโมสรฟุตบอลเซบียา เมสซีทำแฮตทริกได้ในนัดนี้ เป็นการทำลายสถิติของ เตลโม ซาร์รา นักเตะตำนานทีม แอทเลติกบิลบาโอ ที่ทำไว้ 251 ประตูตั้งแต่ปี 1955 และ 3 วันหลังจากนั้น เมสซีก็ทำแฮตทริกอีกครั้ง ในการแข่งขัน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดเหย้า พบกับ อาโปเอล ทำให้เขาขึ้นไปเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในการแข่งขัน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเดี่ยวๆทันที โดยสถิตินัดนั้นที่ 74 ประตู

เมสซีสร้างสถิติกลายเป็นนักเตะเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลสเปนที่ทำประตูให้กับสโมสรเดียวได้ 400 ลูกขึ้นไป หลังทำแฮตทริกได้ในเกมลีก นัดดาร์บีแห่งแคว้นกาตาลุญญา ในวันที่ 7 ธันวาคม 2014 ทำให้ยอดรวมประตูของเขาอยู่ที่ 402 ประตู และเขายังทำลายสถิติของเซซาร์ โรดริเกซ (11 ประตู) ขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในเกมดาร์บีของแคว้นกาตาลุญญา ด้วยประตูรวม 12 ประตู ในนัดนี้อีกด้วย

หลังจากพ่ายแพ้ เกมลีกนัดเยือนกับ เรอัลโซเซียดัด ในวันที่ 4 มกราคม 2015 ที่อาโนเอต้า ทำให้บาร์เซโลนาพลาดโอกาสขึ้นเป็นจ่าฝูงลาลีกา โดย ลุยส์ เอนรีเก โค้ชของบาร์เซโลนาตัดสินใจไม่ส่งผู้เล่นตัวจริงหลายคนลงเล่นในเกมสำคัญนี้ เช่น เมสซี เนย์มาร์ ปิเก ทำให้มีข่าวลือเกี่ยวกับความไม่ลงรอยกันของนักเตะตัวหลักของทีมหลายคน

แต่ในระหว่างมรสุมข่าวลือเหล่านั้น ในวันที่ 11 มกราคม 2015 เกมลีก นัดเปิดบ้านรับ อัตเลติโกมาดริด เมสซีก็ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย ด้วยฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของเมสซี ช่วยบาร์เซโลนาเอาชนะอัตเลติโกมาดริดไปอย่างสวยงาม กลับมาลุ้นแชมป์เต็มตัว โดยกองหน้าของทีมทั้ง 3 คน เมสซี เนย์มาร์ และ หลุยซ์ ซัวเรซ ทำประตูได้ทั้ง 3 คน โดยเมสซีเป็น Man of The Match ของนัดนี้ โดยก่อนเริ่มเกมนี้มีการมอบรางวัลดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของลาลีกาให้แก่เมสซีด้วย หลังจากนั้นเมสซีออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งแรกเกี่ยวกับข่าวลือที่ออกมา โดยเขาปฏิเสธความคิดเรื่องจะย้ายทีม และปฏิเสธเกี่ยวกับความไม่ลงรอยกันของนักเตะและโค้ช

วันที่ 12 มกราคม 2015 เมสซีได้เสียงโหวตเป็นที่ 2 ในการประกาศรางวัล ฟีฟ่าบาลงดอร์ 2014

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2015 เมสซีลงเล่นเกมลีก นัดเยือน แอทเลติกบิลบาโอ ทำ 1 ประตู และ 2 แอสซิสต์ นั่นทำให้เมสซีขึ้นแท่นครองสถิติทำแอสซิสต์สูงสุดในลาลีกา เท่ากับ ลูอีช ฟีกู คือ 107 ครั้ง

เกมลีกนัดที่ 300 ของเมสซี เป็นเกมเหย้า กับ เลบันเต ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2015 เมสซีทำแฮตทริกฉลองนัดที่ 300 และยังสามารถทำเพิ่มอีก 1 แอสซิสต์ ทำสถิติแอสซิสต์สูงสุดในลาลีกาใหม่ที่ 108 ครั้ง[186]


วันที่ 8 มีนาคม 2015 นัดเหย้ากับ ราโยบาเยกาโน เมสซีทำแฮตทริกได้ภายในเวลา 12 นาที เร็วที่สุดในการค้าแข้งอาชีพของเขา และจากแฮททริกนี้ทำให้เมสซีขึ้นไปนำเดี่ยว ในสถิติการทำแฮตทริกสูงสุดตลอดกาลให้กับทีมในสเปนจากการลงเล่นในทุกรายการ 32 ครั้ง และทำสถิติใหม่ทำประตูในระดับสโมสร 6 ซีซั่นติดต่อกัน ได้รวมแล้วสูงที่สุดตลอดกาล ด้วยจำนวน 315 ลูก ทำลายสถิติเดิมของ เปเล่ (313 ประตู)

วันที่ 18 เมษายน 2015 เมสซีทำเพิ่ม 1 ประตูจากเกมลีก นัดเหย้าพบกับ บาเลนเซีย เป็นประตูที่ 400 ที่เขาทำให้บาร์เซโลนาจาก 471 นัด

เมสซีในนัดชิงชนะเลิศ UCL กับยูเวนตุส

วันที่ 6 พฤษภาคม 2015 เมสซีโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นที่กล่าวขานและชื่นชมไปทั่วโลก ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 4 ทีมสุดท้าย เลกแรก ที่คัมป๋นูว์ กับ บาเยิร์นมิวนิก โดนเมสซียิงคนเดียว 2 ประตู และทำแอสซิสต์ในเนย์มาร์อีก 1 ประตู โดยประตูที่ 2 ที่เขายิงนั้นได้รับคำเลือกให้เป็น Goal of the season ของยูฟ่าอีกด้วย 2 ประตูนี้ทำให้เมสซีแซงหน้า คริสเตียโน โรนัลโด กลับขึ้นไปเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล และในฤดูกาลนี้ของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกด้วย

วันที่ 17 พฤษภาคม 2015 เมสซียิงประตูชัย ให้บาร์เซโลนาเอาชนะ อัตเลติโกมาดริด ทำให้บาร์เซโลนาเป็นแชมป์ลาลีกาในฤดูกาลนี้ทันที โดยไม่ต้องรอลุ้นนัดสุดท้ายกับ เดปอร์ติโบลาโกรุญญา

วันที่ 30 พฤษภาคม 2015 เมสซีทำ 2 ประตู ช่วยให้บาร์เซโลนา เอาชนะ แอทเลติกบิลบาโอ ในนัดชิงชนะเลิศ เป็นแชมป์โกปาเดลเรย์ ในฤดูกาลนี้ โดยประตูแรกของเขานั้น เป็นประตูสุดสวยได้รับการกล่าวขานว่าเป็นประตูที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน โกปาเดลเรย์ ทั้งยังได้เข้าชิง เป็น 3 ประตูสุดท้าย รางวัลปุชกาชอีกด้วย

วันที่ 6 มิถุนายน 2015 เมสซีลงเล่นเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศกับ ยูเวนตุส ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และมีส่วนสำคัญในการทำประตูทุกประตูของบาร์เซโลนาในเกมนั้น ซึ่งบาร์เซโลนาสามารถเอาชนะยูเวนตุส เป็นแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ได้

ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ยอดเยียมของเมสซี พาทีมคว้าทริปเปิลแชมป์ เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยทำได้ในปี 2009 มีคะแนนความสามารถเฉลี่ยทั้งฤดูกาลสูงที่สุดในยุโรป เป็น Man of The Match ในการแข่งขันลาลีกาถึง 25 จาก 37 เกมที่ลงเล่น และเป็น Man of The Match ถึง 9 จาก 13 เกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกที่ลงเล่นในฤดูกาลนี้ เลยทีเดียว[187] และนั่นทำให้เขาเป็นตัวเต็งของทุกงานประกาศรางวัลของนักฟุตบอล และได้รับรางวัลเป็นเกียรติยศส่วนตัวมากมาย

ฤดูกาล 2015-16

เมสซี ในการแข่งขันยูฟ่าซุปเปอร์คัพ 2015

เมสซี เริ่มต้นฤดูกาลด้วยประตูฟรีคิก 2 ประตูในการแข่งขันชิงถ้วย ยูฟ่าซุปเปอร์คัพ ที่บาร์เซโลนาเอาชนะเซบีญ่าไป 5-4 ประตู วันที่ 11 สิงหาคม 2015 เป็นครั้งแรกที่เขาทำประตูได้จากการเตะลูกฟรีคิก 2 ประตูในเกมเดียว และจาก 2 ประตูนี้ ทำให้เมสซีทำสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดการในการแข่งขันทุกรายการของยูฟ่า เท่ากับคริสเตียโน โรนัลโด้ ที่ 80 ประตู

วันที่ 27 สิงหาคม 2015 เมสซีได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งทวีปยุโรป ปี 2015 (Uefa Best Player 2015) โดยเมสซีเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ถึง 2 ครั้ง โดยได้รับคะแนนโหวตไปถึง 90.74% คือ 49 คะแนนจาก 54 คะแนน เป็นสถิติตะแนนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีรางวัลนี้มา โดยมี หลุยส์ ซัวเรซ (3 คะแนน) และคริสเตียโน โรนัลโด้ (2 คะแนน) ตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ และประตูที่ 2 ที่เมสซียิงบาเยิร์นมิวนิค ในนัดบาร์เซโลนาเปิดบ้านรับบาเยิร์นมิวนิค ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายการแข่งขันยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ได้รับรางวัล ประตูยอดเยี่ยมของฤดูกาล 2015 (Uefa Goal of the season 2015) อีกด้วย [188]

วันที่ 16 กันยายน 2015 เมสซีทำสถิติเป็นนักฟุตบอลที่ลงเล่นเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกครบ 100 นัด ในขณะที่อายุน้อยที่สุด ในนัดเกมเยือนกับโรม่า รอบแบ่งกลุ่มยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก วันที่ 20 กันยายน 2015 เมสซีทำหน้าที่กัปตันทีมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในสนามคัมป์นูว

วันที่ 26 กันยายน 2015 เมสซีได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าซ้ายฉีก ในเกมลีก นัดเหย้ากับลาส พัลมาส ทำให้เขาต้องพักรักษาตัวนานถึง 8 สัปดาห์

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2015 เมสซีกลับมาลงสนามซ้อมได้ 5 วันก่อนการแข่งขัน เอลกลาซีโก วันที่ 21 พฤศจิกายน 2015 ในศึก เอลกลาซีโก เกมลีกนัดเยือน เมสซีกลับมาลงสนามได้ โดยเป็นตัวสำรองลงสนามในนาทีที่ 59 และมีส่วนช่วยให้เกิดประตูสุดท้าย โดยเมสซีส่งบอลให้ ฆอร์ดี้ อัลบา แตะส่งให้หลุยซ์ ซัวเรซทำประตูที่ 4 ของการแข่งขันที่บาร์เซโลนาเอาชนะ เรอัลมาดริดไปได้ถึง 0-4 ประตู

วันที่ 8 มกราคม 2016 เมสซีได้รับเลือกให้อยู่ในทีมแห่งปี 2015 ของยูฟ่า โดยได้รับเสียงโหวตมากที่สุดในบรรดาผู้เล่นทั้งหมด คือ 70% (448,445 คะแนนโหวต)

วันที่ 11 มกราคม 2016 เมสซีได้รับรางวัล ฟีฟ่าบาลงดอร์ เป็นรางวัล บัลลงดอร์ สมัยที่ 5 ของเขา ด้วยเสียงโหวต 41.33% โดนมีคริสเตียโน โรนัลโด้ (27.76%) และ เนย์มาร์ (7.86%) ตามมาเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ และเขายังได้รับเลือกให้เป็น 1 ในทีมยอดเยี่ยมของฟีฟ่า FIFA FIFPro World XI 2015 อีกด้วย ในงานรับรางวัล เขาให้สัมภาษณ์ว่า "เขารู้สึกดีมากกับทุกอย่างที่เขาทำมากับทีมบาร์เซโลนา มันยากเสมอที่จะกลับมาชนะทุกอย่าง นี่เป็นครั้งที่ 9 แล้วที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ มันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ เขาดีใจมาก" และเมื่อนักข่าวถามเขาว่า เขายินดีจะแลกรางวัล บัลลงดอร์ 5 ครั้งนี้ กับถ้วยฟุตบอลโลกไหม เขาตอบในทันทีว่า แน่นอน ถ้วยแชมป์ของทีมมันยิ่งใหญ่กว่ารางวัลส่วนตัวเสมอ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2016 เกมลีกนัดเหย้ากับ เซลต้า บีโก้ บาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 6-1 ประตู โดยเมสซียิงประตูแรกของเกมจากลูกฟรีคิก แต่สิ่งที่สร้างความฮือฮาในเกมนี้ คือ ลูกจุดโทษ โดยเมสซีเรียกจุดโทษให้ทีมได้ในนาทีที่ 81 จากการลากหลบกองหลังไปจนสุดเส้นหลัง แต่ยังแตะอ้อมกองหลังแล้ววิ่งไปเอาบอลได้จนกองหลังต้องทำฟาวล์ เมสซีรับหน้าที่ยิงสังหาร ซึ่งหากยิงเข้า จะเป็นประตูที่ 300 ในลาลีกาของเขา แต่เมสซีกลับหลอกแตะบอลออกด้านขวาของตัวเองเบาๆ ให้หลุยส์ ซัวเรซวิ่งจากนอกกรอบเข้ามาแปเข้าไป โดยจุดโทษลูกนี้เป็นที่ฮือฮาอย่างมาก มีเสียงชื่นชมและวิจารณ์มากมาย แต่ตามกติกาแล้ว การยิงจุดโทษแบบนี้ (Indirect Penalty) สามารถทำได้ โดยไม่ผิดกฎแต่อย่างใด ซึ่งหลังเกมเนย์มาร์ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆแล้วเป็นเมสซีกับตัวเขาซ้อมกันไว้ก่อน เมสซีตั้งใจส่งให้เขา แต่ซัวเรสวิ่งไปถึงบอลเร็วกว่าจึงยิงเข้าไป

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2016 ในเกมลีก นัดเยือนกับ สปอร์ติ้ง กิฆ่อน เมสซีก็ทำประตูที่ 300 ในลาลีกาของเขาได้สำเร็จ โดยยิงประตูสุดสวยทะลุแผงกองหลังเข้าไปจากนอกกรอบ เป็นประตูแรกของเกม ซึ่งบาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 1-3

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2016 เกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดเยือนกับทีมอาร์เซนอล เมสซีสามารถทำประตูผ่านนายทวารมือเก๋า ปีเตอร์ เช็ก ได้เป็นครั้งแรก หลังจากเคยพบกันมา 6 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยนัดนี้เมสซีเหมายิงคนเดียว 2 ประตู เป็น Man of The Match ของเกมนี้

วันที่ 13 มีนาคม 2016 เมสซีทำสถิติทาบ ฆวน โรมัน ริกวัลเม ในสถิติทำแอสซิสต์สูงสุด 247 แอสซิสต์ (รวมสโมสรและทีมชาติ) ในเกมเจอกับเกตาเฟ่ ซึ่งบาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 6-0 โดยเมสซีทำแอสซิสต์ 3 ครั้ง เป็นแฮตทริกแอสซิสต์ในเกมนี้

วันที่ 17 เมษายน 2016 เมสซีทำประตูที่ 500 ในการแข่งขันเป็นทางการได้ นับรวมทั้งสโมสรและทีมชาติ ในเกมลีก นัดเปิดบ้านรับบาเลนเซีย

ฤดูกาลนี้ เมสซีเริ่มเปลี่ยนสไตล์การเล่นชัดเจนมากขึ้น เน้นทำเกม ส่งให้เพื่อนยิง ไม่วิ่งขึ้นไปยิงเองแบบฤดูกาลก่อนๆ สื่อยกให้เขาเป็นนักกลยุทธ์คนใหม่ของคัมป์นูว์ เขาตัดสินใจได้ดีว่าเวลาไหนควรยิง และเวลาไหนควรจ่าย และเขาจบฤดูกาลด้วยการเป็นผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดของลาลีกา [189] และมีคะแนนความสามารถเฉลี่ยทั้งฤดูกาลสูงที่สุด [190] เป็น Man of The Match ในเกมลีกถึง 13 ใน 31 เกมที่ลงเล่น[191]


เมสซี กับเจ้าหนูถุงพลาสติก 2016

ฤดูกาล 2016-17

เมสซีเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการเปลี่ยนลุคครั้งใหญ่ เซอร์ไพรส์แฟนบอลทุกคน คือการเปลี่ยนสีผมเป็นสีแพลทตินั่มบลอนด์ และเริ่มไว้หนวดเครา โดยให้เหตุผลในการเปลี่ยนลุคครั้งนี้ว่า ต้องการรู้สึกถึงการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

วันที่ 17 สิงหาคม 2016 เมสซีพาบาร์เซโลนา คว้าแชมป์แรกของฤดูกาล คือ แชมป์สแปนิช ซูเปอร์คัพ (ซูเปร์โคปา เด เอสปาญา) โดยเอาชนะเซบีญาไปได้ทั้ง 2 เลคเหย้าเยือน ซึ่งรวม 2 เลค เมสซีทำได้ 1 ประตู 2 แอสซิสต์ เป็น Man of The Match ของทั้ง 2 นัด แชมป์นี้เป็นแชมป์ที่ 29 ของเมสซีกับบาร์เซโลนา แต่เป็นแชมป์ถ้วยแรกที่เมสซีได้รับในฐานะกัปตันทีมของบาร์เซโลนา เนื่องจากอันเดรส อิเนียสต้า กัปตันทีมที่ 1 นั้นไม่ได้ลงเล่นในนัดนี้

วันที่ 20 สิงหาคม 2016 เมสซีทำได้ 2 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ในเกมลีค นัดเปิดฤดูกาล โดยบาร์เซโลนาเปิดบ้านเอาชนะ เรอัล เบติส ไปได้ 6-2 ประตู โดยเมสซีได้คะแนนความสามารถเต็ม 10 และเป็น Man of The Match ในนัดนี้

วันที่ 13 กันยายน 2016 เมสซีทำแฮตทริกที่ 40 ในชีวิตการค้าแข้งได้ โดยเมสซีทำแฮตทริก และ 1 แอสซิสต์ ในเกมบาร์เซโลนา เปิดบ้านรับกลาสโกลว์ เซลติก ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดแรก รอบแบ่งกลุ่ม แฮตทริกครั้งนี้ถือเป็นแฮตทริกที่ 6 ของเมสซีในการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

วันที่ 17 กันยายน 2016 เมสซีเป็นนักฟุตบอลคนแรกของลาลีกา สเปน ที่สามารถทำประตูได้ใน 34 สนามแตกต่างกัน จากการเบิ้ลทำ 2 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ ในเกมลีก ที่บาร์เซโลน่าออกไปเยือนสนาม เอสตาดิโอ มูนิซิปาล บูร์ตาเก้ ของเลกาเนส ทำลายสถิติเดิมของ ราอูล กอนซาเลซ ที่เคยทำไว้ 33 สนาม[192]

วันที่ 21 กันยายน 2016 ในเกมลีก นัดบาร์เซโลน่า เปิดบ้านรับ แอตเลติโก มาดริด เมสซีได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อโคนขาหนีบด้านขวา จากจังหวะปะทะกับ ดิเอโก้ โกดิน จนเล่นต่อไม่ไหว ต้องเปลี่ยนตัวออก ซึ่งหลังจากเมสซีถูกเปลี่ยนตัวออก บาร์เซโลนาก็ถูกตีเสมอ จบเกมที่ 1-1 ประตู โดยผลการตรวจออกมาว่าเมสซีต้องพักรักษาตัว 3 สัปดาห์

วันที่ 15 ตุลาคม 2016 เมสซีกลับมาลงสนามได้ในเกมลีก นัดเหย้า ระหว่างบาร์เซโลนา และ เดปอร์ติโว ลากอรุนญา โดยเป็นตัวสำรองถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 54 และแผลงฤทธิ์ทันที โดยสัมผัสแรกของเขา ในนาทีที่ 57 คือการยิงประตูที่ 4 ให้บาร์เซโลนาเอาชนะคู่แข่งไปได้อย่างสวยงาม

วันที่ 19 ตุลาคม 2016 เกมแชมเปี้ยนส์ลีก นัดเปิดบ้านรับ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี เมสซีทำแฮตทริกที่ 2 ของฤดูกาลได้สำเร็จ และในวันที่ 22 ตุลาคม 2016 เมสซียิง 2 ประตูในเกมลีก ช่วยให้บาร์เซโลนาเอาชนะบาเลนเซียไปได้อย่างฉิวเฉียดที่สนามเมสตาย่าของบาเลนเซีย 2-3 ประตู

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2016 เมสซีทำประตูที่ 500 ในสีเสื้อของบาร์เซโลนาได้สำเร็จ (469 ประตู จากการแข่งขันอย่างเป็นทางการ และ 31 ประตูจากเกมกระชับมิตร) จากการยิงประตูตีเสมอ สโมสรฟุตบอลเซบียา ได้ก่อนหมดเวลาครึ่งแรก ก่อนจะแอสซิสต์ให้ หลุยส์ ซัวเรซ ยิงประตูชัยในครึ่งหลัง วันที่ 23 พฤศจิกายน 2016 ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก บาร์เซโลน่าออกไปเยือน สโมสรฟุตบอลเซลติก เมสซีทำคนเดียว 2 ประตูในนัดนี้ ทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลคนแรก ที่ทำประตูให้สโมสรในการแข่งขันระดับนานาชาติได้ถึง 100 ประตู (ยูฟ่า แชมเปี้นส์ลีก 92 ประตู , ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ 3 ประตู และ ฟีฟ่าคลับ เวิร์ลคัพ 5 ประตู)

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2016 ในเกมลีกนัดเยือน เรอัล โซเซียดัด เมสซียิงได้ 1 ประตู ทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลคนแรกในลาลีกาสเปนที่ทำประตูได้ครบ 200 นัดในลีก วันที่ 6 ธันวาคม 2016 เมสซีลงแข่งขันเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก กับ โบรุสเซียเมินเชนกลัดบัค ซึ่งเป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการนัดที่ 549 ของเขาในสีเสื้ออาซุลกรานา ทำให้เขาขึ้นมาครองอันดับ 4 นักเตะที่ลงสนามในเกมเป็นทางการให้บาร์เซโลนามากที่สุด ร่วมกับ มิเกลลี โดยใน 10 อันดับแรก มีเพียงเขา และอันเดรส อีเนียสตา (603 นัด อยู่ในอันดับ 2)เท่านั้น ที่ยังคงค้าแข้งให้บาร์เซโลนาอยู่[193]

วันที่ 13 ธันวาคม 2016 ทีมบาร์เซโลนาเดินทางไปเตะฟุตบอลกระชับมิตรที่ประเทศกาตาร์ โดยพบกับแชมป์ลีกของประเทศซาอุดิอาระเบีย อัล อาห์ลี โดยบาร์เซโลนาสามารถเอาชนะไปได้ 3-5 ประตู แต่สิ่งที่เรียกความสนใจได้มากกว่าคือ เมสซีได้มีโอกาสพบกับเจ้าหนูมูร์ตาซา อาห์มาดี (Murtaza Ahmadi) เด็กน้อยชาวอัฟกานิสถานที่นำถุงพลาสติกลายทางสีฟ้า-ขาวมาเขียนชื่อเมสซีและหมายเลข 10 และสวมเป็นเสื้อฟุตบอล ซึ่งภาพถ่ายของหนูน้อยนี้ได้ถูกส่งต่อเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ เจ้าหนูเกาะติดไอดอลอย่างเมสซีตลอดเวลา แม้ถึงเวลาเริ่มแข่ง ก็ยังอยากอยู่กับเมสซี ไม่ยอมออกจากสนาม สร้างความเอ็นดูให้แก่ทุกคนเป็นอย่างมาก[194]

วันที่ 18 ธันวาคม 2016 เมสซียิง 1 จ่าย 1 ในเกมลีก ดาร์บี้กาตาลา โดยเกมนี้ถือเป็นนัดที่ 600 รวมนัดเป็นทางการและกระชับมิตร ที่เมสซีลงแข่งให้ทีมใหญ่ของบาร์เซโลนา[195]

วันที่ 29 ธันวาคม 2016 เมสซีได้รับเลือกให้เป็นเพลย์เมคเกอร์ยอดเยี่ยมแห่งปี เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จาก IFFHS[196] และจบปี 2016 ด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดด้วยจำนวนประตู 59 ประตู และยังเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกาด้วย 12 ประตูในลีก และดาวซัลโวยูฟ่าแชมเปี้ยส์ลีกที่ 10 ประตู

เมสซี เริ่มต้นปี 2017 ด้วยประตูฟรีคิก ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย โกปาเดลเรย์ เลกแรก ช่วยให้ทีมยังมีความหวังในการผ่านเข้ารอบ แม้จะพ่ายแพ้ต่อแอทเลติกบิลบาโอไป 2-1 ที่สนามซานมาเมส วันที่ 8 มกราคม 2017 เมสซีช่วยทีมอีกครั้งด้วยการยิงประตูฟรีคิกให้ทีมตีเสมอบียาร์เรอัลไปได้ในเกมลีก และนั่นทำให้เขามีสถิติใหม่ เป็นดาวซัลโวประตูจากฟรีคิกให้บาร์เซโลนา ร่วมกับโรนัลด์ กุมัน ที่ 26 ประตู [197]

วันที่ 11 มกราคม 2017 ในการแข่งขันโกปาเดลเรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้าย เลก 2 เมสซี ยิงประตูจากฟรีคิกอีก ช่วยให้ทีมผ่านเข้ารอบไปได้อย่างฉิวเฉียด แม้จะแพ้มาในเลกแรก และทำให้เขาก้าวข้าม โรนัลด์ คูมัน ขึ้นไปนำดาวซัลโวจากฟรีคิกสูงสุดของบาร์เซโลนาที่ 27 ประตูทันที[198] หลังจากนั้น 3 วัน ในวันที่ 14 มกราคม 2017 เมสซีก็สร้างสถิติใหม่อีก โดยยิงประตูที่ 2 ในเกมลีก เปิดบ้านรับ ลาส พัลมาส ทำให้เขาทำสถิติเทียบเท่า ราอุล กอนซาเลซ ในการยิงประตูคู่แข่งได้ถึง 35 ทีมในลีกสูงสุดของสเปน[199]

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2017 ศึกบิ๊กแมทช์ อัตเลตีโกมาดริด เปิดบ้านรับบาร์เซโลนา ในเลคแรก เกมโกปาเดลเรย์ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมสซี ปั่นไกลเป็นประตูสุดสวย ช่วยให้บาร์เซโลนาเก็บชัยชนะได้ 1-2 ประตู และทำให้เขาเลื่อนตำแหน่งในทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดในการแข่งขันถ้วยโกปาเดลเรย์ ขึ้นไปเทียบเท่ากับ อัลเฟรโด ดี สเตฟาโน ที่ 43 ประตู 3 วันถัดมา วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2017 เมสซียิงฟรีคิกได้ ในเกมลีกเปิดบ้านรับแอทเลติกบิลบาโอ เป็นประตูจากฟรีคิกประตูที่ 4 ของฤดูกาล ฉลองการแข่งขันนัดที่ 700 (รวมสโมสรและทีมชาติ) ในชีวิตค้าแข้งของเขา

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2017 เมสซียิงประตูชัยให้บาร์เซโลนาเอาชนะอัตเลตีโกมาดริด ไปได้ 1-2 ในเกมลีก นัดเยือน สร้างสถิติทำประตูในลีกได้เกิน 20 ประตูต่อฤดูกาล ใน 9 ฤดูกาลติดต่อกัน[200] และยังเป็นชัยชนะที่ 400 นับตั้งแต่ขึ้นทีมชุดใหญ่มาอีกด้วย[201]

วันที่ 1 มีนาคม 2017 เมสซีฉลองการลงเล่นเป็นตัวจริงให้บาร์เซโลนาในการแข่งขันอย่างเป็นทางการครบ 500 นัด ด้วยการทำประตูจากลูกโหม่ง และทำแอสซิสต์อีก 1 ประตู ในเกมลีก นัดเหย้า บาร์เซโลนาเอาชนะสปอร์ตติ้ง กิฆ่อนไปได้ 6-1 ประตู

วันที่ 8 มีนาคม 2017 บาร์เซโลนาสร้างประวัติศาสตร์ เป็นทีมแรกที่สามารถพลิกนรก ผ่านเข้ารอบยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้ ทั้งที่เลกแรกแพ้มาถึง 0-4 ประตู โดยสามารถเปิดบ้านเอาชนะสโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ไปได้ 6-1 ประตู โดยในนัดนี้เมสซียิงได้ 1 ประตู จากการยิงจุดโทษในช่วงเวลากดดัน เป็นดาวซัลโวแชมเปี้ยนส์ลีกของฤดูกาลนี้ที่ 11 ประตู และวันที่ 19 มีนาคม 2017 การแข่งขันเกมลีก นัดบาร์เซโลนาเปิดบ้านเอาชนะบาเลนเซียไป 4-2 ประตู เมสซีทำประตูดับเบิ้ล (ยิง 2 ประตูในนัดเดียว) ครั้งที่ 100 ได้ในสีเสื้อบาร์เซโลนา และสร้างสถิติทำประตูได้เกิน 40 ประตูในทุกการแข่งขัน 8 ฤดูกาลติดกัน

วันที่ 23 เมษายน 2017 ศึกใหญ่ในตำนาน เกมลีก เอลกลาซีโก บาร์เซโลนาออกไปเยือน สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว ของเรอัลมาดริด โดยผลของเกมนี้เป็นที่จับตามองอย่างมาก เนื่องจากบาร์เซโลนาและเรอัลมาดริด อยู่ในช่วงขับเคี่ยวแย่งชิงแชมป์ลาลีกา โดยเกมนี้บาร์เซโลนาสามารถเอาชนะเรอัลมาดริดไปได้อย่างสุดมันส์ 2-3 ประตู ด้วยฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของเมสซี โดยเลี้ยงหลบกองหลัง 3 คนไปยิงประตูสุดสวย ตีเสมอให้บาร์เซโลนาในครึ่งแรก และยิงประตูชัยเสียบมุมอย่างเฉียบขาดได้ใน 16 วินาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลา เมสซีเป็น Man Of the Match ในนัดนี้ไปอย่างไร้ข้อกังขา และทั้ง 2 ประตูในนัดนี้ยังเป็นประตูสำคัญในชีวิตค้าแข้งของเขาอีกด้วย โดยประตูแรกทำให้เขาก้าวข้ามอัลเฟรโด ดี สเตฟาโน ขึ้นไปนำเป็นดาวซัลโวในศึกเอลกลาซีโก ในเกมลีกอย่างเดี่ยวๆ ที่ 15 ประตู และขยับขึ้นเป็น 16 ประตูจากประตูชัย และยังขยับสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในเกมเอลกลาซีโกทุกรายการแข่งขัน ที่เขาเป็นเจ้าของเดิมอยู่แล้ว ไปที่ 23 ประตูอีกด้วย ส่วนประตูชัยในนาทีสุดท้ายนั้นเป็นประตูที่ 500 ของเขาที่ยิงให้บาร์เซโลน่า ตลอดอาชีพการค้าแข้งในเกมที่เป็นทางการ ซึ่งเมสซีฉลองประตูด้วยการถอดเสื้อออกแล้วชูเสื้อโชว์ชื่อและหมายเลขบนเสื้อ หลังจบเกมนี้เมสซีได้รับเสียงชื่นชมมากมาย โดยชื่อของเขาติดเป็นอันดับ 1 คำที่ถูกใช้มากที่สุดในโซเชียลมีเดียขณะนั้นด้วย[202][203]

วันที่ 27 พฤษภาคม 2017 สนามกีฬาบีเซนเตกัลเดรอนของอัตเลตีโกมาดริด ได้ถูกยืมมาใช้ในการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศถ้วยโกปาเดลเรย์ ระหว่างบาร์เซโลนา และเดปอร์ตีโบอาลาเบส โดยเมสซีทำประตูแรกให้บาร์เซโลนาขึ้นนำ และแอสซิสต์สุดสวยโดยลากหลบ 4 กองหลัง แล้วส่งให้ปาโก้ อัลกาแซร์ ยิงประตูตอกฝาโลง ทำให้บาร์เซโลนาเอาชนะเดปอร์ตีโบอาลาเบส ไปได้ 3-1 คว้ารางวัลชนะเลิศรายการนี้ไปครองอย่างสวยงาม โดยแชมป์รายการนี้ เป็นแชมป์ที่ 30 ของเมสซีกับบาร์เซโลนา ถือเป็นนักฟุตบอลที่ได้แชมป์กับบาร์เซโลนามากที่สุด ซึ่งสถิตินี้เมสซีถือครองร่วมกับอันเดรส อีเนียสตา

เมสซีจบฤดูกาลนี้ด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกาที่ 37 ประตู ได้รับรางวัลปิชีชี่ (Pichichi) มีคะแนนและจำนวนประตูสูงสุดในทำเนียบรางวัลรองเท้าทองคำยุโรปอีกด้วย และยังเป็นดาวซัลโวในการแข่งขันถ้วยโกปาเดลเรย์ที่ 5 ประตู ยิงรวมทุกรายการ 54 ประตู จากการแข่งขัน 52 นัด[204] โดยเมสซีได้รับรางวัลรองเท้าทองคำครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้ว เป็นสถิติได้รับรางวัลรองเท้าทองคำมากที่สุด ถือครองร่วมกับคริสเตียโน โรนัลโด้

เมสซียังเป็นเป็นอันดับ 1 ในตารางนักเตะ Top Player ของฤดูกาล ได้รับเลือกเป็น Man Of The Match ถีง 16 จากการลงเล่น 32 นัดในลีก [205][206]


ฤดูกาล 2017-18

วันที่ 5 กรกฎาคม 2017 บาร์เซโลนาได้ประกาศถึงสัญญาฉบับใหม่ของเมสซี่ ว่าตกลงรายละเอียดกันได้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการเซ็นสัญญา โดยสัญญาฉบับใหม่นี้มีค่าฉีกสัญญาสูงถึง 300 ล้านยูโร และจะทำให้เมสซี่มีสัญญากับบาร์เซโลนายาวไปถึงปี ค.ศ. 2021 เลยทีเดียว [207]

ในฤดูกาลนี้เอร์เนสโต บัลเบร์เด กุนซือคนใหม่ของบาร์เซโลนา ได้ปรับตำแหน่งให้เมสซี่ จากการเล่นตำแหน่งปีกขวาในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ให้กลับมาเล่นตรงกลางในตำแหน่ง False 9 ซึ่งเป็นตำแหน่งถนัด และเป็นตำแหน่งที่เขาเคยเล่นสมัยที่เป๊บ กวาดิโอลาคุมทีมอยู่

วันที่ 7 สิงหาคม 2017 เมสซี่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของสุดยอดนักเตะในประวัติศาสตร์การแข่งขันลาลีกา สเปน[208] โดยการสำรวจและค้นคว้าจาก 'CIHEFE' (Centro de Investigaciones de Historia y Estadistica del Futbol Espanol) คือ ศูนย์ค้นคว้าประวัติศาสตร์และสถิติฟุตบอลสเปน [209] โดยเมสซี่ซึ่งทำอันดับดีขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นนักเตะเพียงคนเดียวในลำดับ 1 - 15 ซึ่งยังคงค้าแข้งอยู่ในปัจจุบัน จากการจัดอันดับครั้งล่าสุดนี้เมสซี่มีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 545 คะแนน เริ่มทำคะแนนทิ้งห่าง อันดับ 2 คือ ราอุล กอนซาเลซ (528 คะแนน) และอันดับ 3 คือ เซซาร์ โรดริเกซ (524 คะแนน) โดยนักเตะที่ยังคงค้าแข้งอยู่และมีคะแนนรองลงมา คือ คริสเตียโน โรนัลโด้ (415 คะแนน) ซึ่งรั้งอยู่ในอันดับที่ 17 [210]

วันที่ 26 สิงหาคม 2017 เมสซี่ยิงประตูแรกของฤดูกาล ในเกมลีกที่บุกไปเยือนอลาเบส โดยเมสซี่ยิงคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้บาร์เซโลนาเอาชนะอลาเบสไปได้ โดยประตูแรกนั้นเป็นประตูที่ 350 จาก 384 เกมในลาลีกาของเขา โดยแน่นอนว่าเมสซี่ซึ่งเป็นดาวซัลโวตลอดกาลของลาลีกาอยู่แล้ว จะต้องเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ลาลีกาที่สามารถทำได้ [211]

วันที่ 9 กันยายน 2017 เมสซี่ยิงแฮตทริกแรกของฤดูกาลได้ ในเกมลีก ดาร์บี้กาตาลา เปิดบ้านรับแอร์ราเซเด อัสปัญญอล ซึ่งช่วยให้บาร์เซโลนาเอาชนะไปได้อย่างสวยหรู 5-0 ประตู

ใน 3 วันถัดมา วันที่ 12 กันยายน 2017 ในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม บาร์เซโลนาเปิดบ้านรับการมาเยือนของสโมสรฟุตบอลยูเวนตุส และสามารถเอาชนะไปได้ 3-0 ประตู โดยเมสซี่ยิงได้ 2 ประตูในนัดนี้ ซึ่งเป็นการยิงผ่านมือผู้รักษาประตูมือฉมังอย่างจันลุยจี บุฟฟอน ได้เป็นครั้งแรก

วันที่ 19 กันยายน 2017 เมสซี่ทำโปกเกอร์ ยิง 4 ประตูในนัดเดียวได้ ในเกมลีก ซึ่งบาร์เซโลนาเปิดบ้านเอาชนะเอเซเด เอย์บาร์ ไปได้ 6-1 ประตู

วันที่ 1 ตุลาคม 2017 เมสซี่ได้แซงการ์เลส ปูยอล ขึ้นไปเป็นอันดับ 3 ของนักเตะที่ลงเล่นให้บาร์เซโลนามากที่สุดในประวัติศาตร์สโมสร ในเกมลีกเปิดบ้านรับอูเด ลัสปัลมัส โดยนัดนี้เมสซี่ทำได้ 2 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ ช่วยให้บาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 3-0 ประตู เกมนี้มีขึ้นในวันลงประชามติขอแยกแคว้นกาตาลาเป็นเอกราชจากสเปน ซึ่งเกิดความวุ่นวายนอกสนามมากมาย มีคนบาดเจ็บกว่า 800 คน ทางสโมสรบาร์เซโลนาได้ขอเลื่อนวันแข่งแล้ว แต่สมาคมฟุตบอลสเปนไม่อนุญาตให้เลื่อน โดยให้เหตุผลว่า "ไม่มีเหตุผลอันควร" และถ้าบาร์เซโลนายกเลิกการแข่งขันเองจะถูกตัดคะแนน 6 คะแนน 3 คะแนนจากการถูกปรับแพ้ และอีก 3 คะแนนจากการยกเลิกการแข่งขันโดยไม่ได้รับอนุญาต สุดท้ายสโมสรบาร์เซโลนาจึงตัดสินใจให้ทำการแข่งขันกันในสนามปิด คือ แข่งขันกันโดยไม่มีแฟนบอลเข้าเชียร์ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้บริหารของสโมสรบาร์เซโลนาหลายคนได้ประกาศลาออก เนื่องจากรับไม่ได้จากการถูกบังคับให้ทำการแข่งขันในสภาวะนี้

วันที่ 18 ตุลาคม 2017 ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก นัดบาร์เซโลนาเปิดบ้านเอาชนะโอลิมเปียกอส ไป 3-1 ประตู เมสซี่ยิงฟรีคิกทำประตูที่ 100 ของเขาในการแข่งขันยูฟ่าได้ และยังทำแอสซิสต์ได้อีก 1 ประตูในนัดนี้ด้วย เมสซี่ทำประตูในการแข่งขันยูฟ่าครบ 100 ประตู จากการแข่งขันเกมยูฟ่า 122 นัด โดยเป็นประตูจากเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 97 ประตู อีก 3 ประตูมาจากการแข่งขันยูฟ่าซุปเปอร์คัพ โดยเมสซี่เป็นนักเตะคนที่ 2 ที่ทำได้ หลังจากคริสเตียโน โรนัลโด้ได้เคยทำไว้ก่อนแล้ว แต่เมสซี่มีสถิติต่อเกมดีกว่า เนื่องจากสามารถทำได้โดยอาศัยเกมการแข่งขันน้อยกว่าถึง 21 เกม และทำได้ในช่วงอายุน้อยกว่า [212]

วันที่ 23 ตุลาคม 2017 เมสซี่ได้รับการโหวตเป็นอันดับ 2 ในงานประกาศรางวัลนักฟตบอลยอดเยี่ยมของฟีฟ่า แต่เช่นเดียวกับปีก่อนเมสซี่ได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 ของกองหน้าที่ดีที่สุด ในทีมยอดเยี่ยมแห่งปี ฟีฟ่าฟิฟโปร FIFA FIFPro[213] ซึ่งมาจากการโหวตของนักเตะอาชีพทั้งหมดโหวตกันเอง โดยไม่มีคะแนนจากสื่อ ซึ่งเมสซี่ติดทีมฟิฟโปรเป็นปีที่ 11 ติดต่อกันแล้ว [214]

การแข่งขันระดับทีมชาติ

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 เขาลงแข่งในฐานะทีมชาติอาร์เจนตินา โดยเล่นในชุดอายุไม่เกิน 20 ปีในนัดกระชับมิตรเจอกับทีมชาติปารากวัย[215] ในปี ค.ศ. 2005 เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ชนะในฟีฟ่าเวิลด์ยูทแชมเปียนชิป ที่จัดขึ้นที่เนเธอร์แลนด์ โดยเขาได้รับรางวัลลูกบอลทองคำและรองเท้าทองคำ[216] เขายิงประตูใน 4 นัดสุดท้ายของอาร์เจนตินา รวมยิงได้ 6 ประตูในการแข่งขัน

เขาลงแข่งในฐานะทีมชาติเต็มตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2005 ในนัดเจอกับฮังการี เมื่อเขาอายุ 18 ปี เขาถูกส่งเปลี่ยนตัวลงสนามในนาทีที่ 63 แต่ก็ถูกผู้ตัดสินมาร์คุส แมร์ค ไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 65 เนื่องจากเมสซีโขกหัวกับกองหลัง วิลมอช วอนซัก (Vilmos Vanczák) ที่พยายามดึงเสื้อเมสซี การตัดสินครั้งนี้ทำให้เป็นข้อถกเถียงกันและมาราโดนา ก็กล่าวถึงการตัดสินว่าผู้ตัดสินมีเจตนาล่วงหน้า[217][218] เมสซีกลับมาเล่นอีกครั้งในวันที่ 3 กันยายน ในรอบคัดเลือกที่อาร์เจนตินาไปเยือนปารากวัยและได้ชัยชนะมา 1–0 หลังจากนัดนี้เขาออกมาว่า นี่ถือเป็นนัดเปิดตัวอีกครั้ง ครั้งแรกถือว่าค่อนข้างสั้นไป[219] จากนั้นก็ลงแข่งกับเปรู หลังจากนัดนี้โคเซ เปเกร์มัน พูดถึงเมสซีว่า "คือ อัญมณี"[220]

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 2009 ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่เจอกับเวเนซุเอลา เมสซีสวมเสื้อเบอร์ 10 เป็นครั้งแรกให้กับอาร์เจนตินา ในนัดนี้เป็นนัดแรกอย่างเป็นทางการของผู้จัดการทีม เดียโก มาราโดนา อาร์เจนตินาชนะ 4–0 โดยเมสซีเป็นผู้ทำประตูแรก[221]

วันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010 เมสซียิงประตูในนาทีสุดท้ายที่แข่งกับคู่ปรับสำคัญ บราซิล ทำให้ทีมชนะ 1–0 ในนัดกระชับมิตรครั้งนี้ที่แข่งกับที่เมืองโดฮา ถือเป็นครั้งแรกที่เขายิงประตูบราซิลในฐานะทีมชาติรุ่นใหญ่[222] เมสซียิงอีกประตูในนาทีสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 ในนัดแข่งกับโปรตุเกส โดยยิงจุดโทษ ทำให้อาร์เจนตินาชนะ 2–1 ในนัดกระชับมิตรที่จัดขึ้นที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

ฟุตบอลโลก 2006

อาการบาดเจ็บของเมสซีทำให้เขาไม่ได้ลงใน 2 เดือนท้ายสุดของฤดูกาล 2005–06 ซึ่งทำให้เขาไม่ได้ลงเล่นในฟุตบอลโลก 2006 นัก แต่อย่างไรก็ตามเมสซีก็ยังได้รับเลือกให้ลงเล่นในชุดทีมชาติอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 เขายังลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศให้กับอาร์เจนตินาชุดอายุไม่เกิน 20 ปี อยู่ 15 นาทีและนัดกระชับมิตรที่เจอกับแองโกลา ตั้งแต่นาทีที่ 64[223][224] เขานั่งอยู่บนม้านั่งสำรองในนัดที่อาร์เจนตินาชนะต่อโกตดิวัวร์[225] ในนัดถัดมาที่เจอกับเซอร์เบียและมอนเตเนโกร เมสซีถือเป็นนักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาที่อายุน้อยที่สุดที่ลงแข่งในฟุตบอลโลกเมื่อเขาออกมาแทนมักซี โรดรีเกซในนาทีที่ 74 เขาช่วงส่งประตูยิงให้กับเอร์นัน เกรสโปในไม่กี่นาทีหลังจากที่เขาลงสนามและยังช่วยยิงประตูในชัยชนะ 6–0 ทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดในฟุตบอลโลก 2006 ที่ยิงประตูได้และเป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดอันดับ 6 ที่ยิงประตูได้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก[226]

ในนัดถัดมาเมสซีลงในการแข่งขันที่เสมอกับเนเธอร์แลนด์ 0–0[227] ต่อมาเจอกับเม็กซิโก โดยเมสซีลงเปลี่ยนตัวแทนในนาทีที่ 84 ในนัดนี้เสมอ 1–1 เขาสามารถยิงประตูได้แต่ก็ล้ำหน้า แต่อาร์เจนตินายิงประตูได้ในการต่อเวลาพิเศษ[228][229] ผู้ฝึกสอน โคเซ เปเกร์มันให้เมสซีนั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรองในการแข่งขันรอบก่อนชิงชนะเลิศที่เจอกับเยอรมนี ที่พวกเขาแพ้ 4–2 ในการดวลจุดโทษ[230]

โคปาอเมริกา 2007

เมสซีในการแข่งขันโคปาอเมริกา 2007

เมสซีลงเล่นเกมแรกของโคปาอเมริกา 2007 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2007 เมื่ออาร์เจนตินาชนะสหรัฐอเมริกา 4–1 ในเกมแรก โดยเขาได้แสดงความสามารถในฐานะเพลย์เมกเกอร์ เขาตั้งลูกทำประตูให้กับเพื่อนร่วมทีม เอร์นัน เกรสโปรและยิงเข้ากรอบหลายลูก เตเบซลงมาแทนเมสซีในนาทีที่ 79 และยิงประตูในอีกไม่กี่นาทีต่อมา[231]

นัดที่ 2 ของเขาแข่งกับโคลอมเบีย ที่เขาได้รับจุดโทษ ทำให้เกรสโปยิงตีเสมอ 1–1 เขายังเป็นส่วนหนึ่งของประตูที่ 2 ของอาร์เจนตินา โดยเขาได้ถูกทำฟาวล์นอกเขตโทษ ทำให้ควน โรมัน รีเกลเม ทำประตูได้จากลูกฟรีคิก และทำให้อาร์เจนตินานำเป็น 3–1 และจบประตูสุดท้ายของเกมที่ 4–2 ทำให้มั่นใจได้ว่าอาร์เจนตินาเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศแน่นอน[232]

ในนัดที่ 3 แข่งกับปารากวัย โค้ชให้เมสซีพักเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยเขาได้ออกจากม้านั่งสำรองแทนเอสเตบัน กัมเบียสโซ ในนาทีที่ 64 กับประตูในขณะนั้นที่ 0–0 ต่อมาในนาทีที่ 79 เขาช่วยส่งลูกยิงประตูให้กับคาเบียร์ มาเชราโน[233] ในรอบรองชนะเลิศ แข่งกับเปรู เมสซียิงประตูที่ 2 ของเกมจากการส่งของรีเกลเม โดยจบที่ชัยชนะ 4–0[234] ในรอบรองชนะเลิศที่แข่งกับเม็กซิโก เมสซียิงลูกโด่งข้ามโอสวัลโด ซานเชซ ทำให้อาร์เจนตินาชนะ 3–0 เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ[235] แต่อาร์เจนตินาก็แพ้ 3–0 ในนัดชิงชนะเลิศกับบราซิล[236]

โอลิมปิกฤดูร้อน 2008

เมสซีในรอบก่อนชิงชนะเลิศ แข่งกับบราซิลในโอลิมปิกฤดูร้อน 2008

เมสซีถูกห้ามเล่นให้กับทีมชาติอาร์เจนตินาระหว่างเกมในโอลิมปิกฤดูร้อน 2008[237] แต่ท้ายสุดบาร์เซโลนาตกลงว่าปล่อยเขาให้เล่นหลังจากได้จัดการพูดคุยกับ โค้ชคนใหม่ ชูเซบ กวาร์ดีโอลา[238] เขาลงเล่นกับทีมชาติอาร์เจนตินาและทำประตูแรกในประตู 2–1 ที่ชนะโกตดิวัวร์[238] จากนั้นยิงประตูเปิดเกมและช่วยส่งลูกยิงให้กับอังเคล ดิ มาเรียในประตูที่ 2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้ทีมชนะเนเธอร์แลนด์ 2–1[239] เขายิงลงแข่งในนัดพบกับคู่ปรับ บราซิล ที่อาร์เจนตินาชนะ 3–0 เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ในนัดชิงเหรียญทอง เมสซีช่วยส่งลูกอีกครั้งให้กับดิ มาเรีย ในประตูเดียวของเกม 1–0 ทำให้ทีมชนะไนจีเรีย[240]

ฟุตบอลโลก 2010

เมสซีในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา ลงเล่นพบกับ ทีมชาติเยอรมนี

เมสซีลงแข่งตลอดเกมในนัดแรกที่อาร์เจนตินาพบกับไนจีเรีย ชนะไป 1–0 เขามีโอกาสในการทำประตูหลายครั้ง แต่วินเซนต์ เอนเยมา ก็รักษาประตูไว้ได้[241] เมสซีลงแข่งในนัดเจอกับเกาหลีใต้ ชนะด้วยประตู 4–1 โดยเขามีส่วนร่วมในการทำประตูทุกประตูของทีม และช่วยกอนซาโล อีกวาอินยิงแฮตทริก[242] ในนัดที่ 3 และนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม เมสซีนำทีมอาร์เจนตินาชนะกรีซ และเขาได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นแห่งนัด[243]

ในรอบ 16 ทีม เขาช่วยส่งลูกยิงประตูให้กับการ์โลส เตเบซ ในประตูแรกที่อาร์เจนตินาชนะเม็กซิโก 3–1 ผู้ตัดสินให้ประตูถึงแม้ว่าจะไม่กระจ่างว่าล้ำหน้าหรือไม่[244] อาร์เจนตินาจบการแข่งขันในฟุตบอลครั้งนี้ด้วยการแพ้ให้กับเยอรมนี 4–0[245]

โคปาอเมริกา 2011

เขาเป็นส่วนหนึ่งในทีมชาติอาร์เจนตินาในการแข่งขันโคปาอเมริกา 2011 เขาไม่สามารถยิงประตูได้แต่ช่วยส่งยิงประตู 3 ประตู เขาได้รับเลือกเป็นผู้เล่นแห่งนัดในนัดแข่งกันโบลิเวีย (1–1) และคอสตาริกา (3–0) อาร์เจนตินาเสมอกับโคลอมเบียและตกรอบเมื่อเจอกับอุรุกวัยจากการดวลลูกโทษ โดยเมสซีดวลจุดโทษเป็นคนแรก

ด้านอื่น

ชีวิตส่วนตัว

เมสซีเคยมีข่าวคบหากับมาซาเรนา เลโมส ที่มาจากบ้านเกิดเดียวกันที่โรซารีโอ กล่าวกันว่าทั้งคู่รู้จักกันจากการแนะนำของพ่อของฝ่ายหญิง เมื่อครั้งที่เขากลับมารักษาตัวจากการบาดเจ็บในโรซารีโอ ไม่กี่วันก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006[246][247] เขาเคยมีข่าวความสัมพันธ์กับนางแบบชาวอาร์เจนตินา ลูเซียนา ซาลาซาร์[248][249]

แต่เมสซียืนยันเรื่องความรักครั้งแรกและครั้งเดียวต่อสาธารณะ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 เขาบอกทางรายการ "แฮตทริกบาร์ซา" ช่องกานัล 33 ว่า "ผมมีแฟนสาวและเธออยู่ที่อาร์เจนตินา ผมรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข"[249] โดยหญิงสาวคนนั้นคือ อันโตเนลา รอกกุซโซ[250] โดยรอกกุซโซเป็นชาวโรซารีโอเช่นเดียวกันกับเมสซี โดยทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่ยังเด็ก รอกกุซโซเป็นญาติของเพื่อนสนิทวัยเด็กของเขา แต่เริ่มคบหากันฉันคนรักในปี ค.ศ. 2008[251]

ในปี ค.ศ. 2010 ทั้งคู่เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์เริ่มต้นชีวิตคู่ รอกกุซโซ ย้ายจากโรซาริโอมาอยู่กับเมสซีที่บาร์เซโลนา

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ปี 2012 แมตช์ที่อาร์เจนตินาคว้าชัยเหนือเอกวาดอร์ 4 ประตูต่อ 0 เมสซีได้ยืนยันข่าวลือการตั้งท้องของแฟนสาว โดยการฉลองประตูของเขาด้วยการยัดลูกบอลใส่เสื้อบริเวณหน้าท้อง และในวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 รอกกุซโซได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกของพวกเขา คือ ติอาโก้ เมสซี โดยในวันนั้นเมสซีได้รับอนญาตให้งดซ้อม และอยู่เฝ้าแฟนสาวจนกระทั่งคลอดลูกชาย โดยเมสซีได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า วันนั้นเขาร้องไห้เพราะ ติอาโก้เป็นเด็กคลอดยาก เขารู้สึกว่ามันใช้เวลานานมาก กลัวและกังวลไปหมดจนกระทั่งลูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัย เขาได้ให้สัมภาษณ์อีกว่า "วันนี้ฉันเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก ลูกชายของฉันถือกำเนิดแล้ว ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญชิ้นนี้ ขอบคุณครอบครัวของฉันสำหรับกำลังใจและการสนับสนุนของพวกเขา รักพวกคุณทุกคน"[252]

ในเดือน เมษายน ค.ศ. 2015 เมสซีได้ยืนยันข่าวการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 ของแฟนสาวอีกครั้ง โดยการลงรูปลูกชายคนโตติอาโก้ กำลังจุมพิตหน้าท้องมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ ผ่านทางอินสตาแกรมของเขาโดยเขียนข้อความว่า "กำลังรอลูกอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ติอากี้ แม่ และพ่อ พวกเรารักลูกนะ" [253] และลูกชายอีกคนของพวกเขา มาเตโอ เมสซี ก็ได้ลืมตาดูโลกในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2015 เช่นเดียวกับคราวลูกชายคนโต เมสซีได้รับอนญาตให้งดซ้อมเพื่ออยู่เป็นเพื่อแฟนสาว และในวันรุ่งขึ้นแม้ไม่ได้ซ้อม เขาสามารถลงสนามเป็นตัวสำรอง ซุปเปอร์ซับ ในการแข่งขันนัดสำคัญ และยิงประตูชัยให้บาร์เซโลนาบุกไปเยือนเอาชนะอัตเลติโกมาดริดไปได้ 1-2 โดยเมสซีได้ทำท่าดูดนิ้วแทนความหมายการดูดนมของเด็กทารก เสมือนการยกประตูชัยนี้เพื่อฉลองการเกิดของลูกชาย[254]

เมสซีมีลูกพี่ลูกน้อง 2 คนในวงการฟุตบอล คนหนึ่งคือ มักซี ปีกของสโมสรกลุบโอลิมเปียในปารากวัย และเอมานวยล์ เบียนกุชชี เล่นเป็นกองกลางให้กับสโมสรฟุตบอลคีโรนาของสเปน[255][256]


งานแต่งงานแห่งปี

ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.2017 เมสซีได้ฤกษ์จูงแฟนสาวอันโตเนลา รอกกุซโซเข้าพิธีแต่งงาน ณ เมืองโรซารีโอ บ้านเกิดของทั้งคู่ หลังคบกันฉันคนรักมาได้เกือบ 10 ปี โดยงานแต่งงานจัดขึ้นอย่างสุดหรูที่ โรงแรมพูลแมนซิตี้เซ็นเตอร์ โรซารีโอ มีแขกได้รับเชิญเพียง 260 คน แต่แขกจำนวนมากล้วนเป็นบุคคลมีชื่อเสียงทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ การรักษาความปลอดภัยจึงเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยใช้เจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย ทั้งตำรวจพื้นที่และเจ้าหน้าที่บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน 2 บริษัท เมสซีจองห้องพักทั้งหมด รวมถึงบริการต่างๆทั้งหมดของโรงแรมให้แก่แขกผู้มางาน จึงสามารถปิดพื้นที่บริเวณโรงแรมทั้งหมด ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาภายในบริเวณโรงแรมได้ ในส่วนของสื่อมวลชนจำนวนกว่า 150 คนนั้น มีพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ให้โดยเฉพาะ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อที่ไปทำข่าวต้องลงทะเบียนสังกัดและได้รับอนุญาตให้ทำข่าวบริเวณพรมแดงหน้าประตูโรงแรมเท่านั้น

งานแต่งงานได้รับการจัดการดูแลโดยเวดดิ้งแพลนเนอร์จากโรซารีโอ 2 บริษัทประสานงานกัน โดยในงานจะเสิร์ฟอาหารพื้นเมืองของอาร์เจนตินา แขกทุกคนจะได้รับของชำร่วยสุดหรูเป็น ชุด ไวน์ ที่เปิดขวด จุกก๊อก และคาราเมลนมข้น (Dulce De Leche) ของโปรดของเมสซี ในส่วนของความสนุกสนานในงานนั้น วงดนตรีชื่อดังของอุรุกวัย มารามา (Márama) ซึ่งเป็นของขวัญแต่งงานจากลุยส์ ซัวเรซ และ คารีน่า เตเคดา (Karina) นักร้องสาวชื่อดังชาวอาร์เจนตินา แฟนสาวของกุน เซร์คีโอ อะกูเอโร ขึ้นแสดงในงานนี้ [257] และดานิโล มิเชาต์ (Danilo Michaut) DJ ชาวโรซารีโอ รับหน้าที่คอยเปิดเพลงซึ่งส่วนมากเป็นจังหวะคุมเบียและเรกเกตอนตามสไตล์ละตินให้ความสนุกสนานตลอดคืน[258]

ของขวัญที่เจ้าบ่าวเตรียมให้เจ้าสาว คือ การเชิญนักร้องคนโปรดของอันโตเนลา อาเบล ปินโตส (Abel Pintos) นักร้องชื่อดังชาวอาร์เจนตินา มาร้องเพลงหวานซึ้ง "ไม่มีเริ่มต้น ไม่มีสิ้นสุด" (Sin Principio Ni Final) เซอร์ไพรส์เจ้าสาวหลังเสร็จพิธีการจดทะเบียนสมรส ทำให้อันโตเนลาถึงกับร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ [259]

ในส่วนของพิธีการ เริ่มต้นเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมสซีเดินเข้าพิธีแต่งงานพร้อมบิดาและมารดา ตามด้วยลูกชายคนโตของพวกเขาติอาโก้ เมสซี ซึ่งรับหน้าที่ถือแหวนแต่งงาน และบิดาของเจ้าสาวเป็นผู้นำเจ้าสาวเข้าสู่พิธี ทะเบียนสมรสได้รับการประกาศรับรองโดย กอนซาโล การิโย (Gonzalo Carrillo) ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนราษฎร ซึ่งเดินทางมาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐในพิธีการจดทะเบียนสมรสระหว่าง เมสซีและรอกกุซโซ ด้วยตนเอง[260]

หลังจบพิธีการ เมสซีและรอกกุซโซได้ออกมาทักทายสื่อบริเวณพรมแดงด้วยสีหน้ามีความสุข โชว์ทะเบียนสมรส และได้ตอบคำถามสื่อสั้นๆว่าทุกอย่างผ่านไปด้วยดี แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆเพิ่มเติม

คู่บ่าวสาวแจ้งแก่แขกทุกคนว่าขอไม่รับของขวัญแต่งงาน แต่ได้ขอให้แขกผู้มาร่วมงานทำบุญโดยบริจาคเงินเข้าองค์กรการกุศล 4 องค์กรคือ 1. องค์กร TECHO เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ 2. มูลนิธิ Flexer (Fundación Natalí Dafne Flexer) เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง 3. มูลนิธิ Garrahan ในเครือโรงพยาบาลเด็ก Garrahan (Hospital Garrahan) ในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา และ 4. โรงพยาบาล Sant Joan de Déu ในเมืองบาร์เซโลนา[261] เป็นของขวัญแต่งงานแทน[262]

ในจำนวนแขก 260 คนนั้น นอกจากเครือญาติ เพื่อนบ้าน และเพื่อนสมัยเด็กแล้ว ยังประกอบไปด้วยเหล่าเพื่อนร่วมทีมทั้งอดีตและปัจจุบันของเมสซี ทีมงาน ทีมแพทย์ ฯลฯ ทั้งจากสโมสรบาร์เซโลนา และทีมชาติอาร์เจนตินา แต่ผู้จัดการทีมและบอร์ดบริหารทั้งชุดเก่าชุดใหม่ จากทั้ง 2 ทีมต่างไม่ได้รับเชิญเพื่อเป็นการตัดปัญหาความเชื่อมโยงกับการเมืองในสโมสรและควบคุมขนาดของงานแต่งงาน โดยผู้มาร่วมงานที่ได้รับความสนใจจากสื่อ อาทิเช่น เนย์มาร์, ลุยส์ ซัวเรซ, กุน เซร์คีโอ อะกูเอโร, ชาบี, การ์เลส ปูยอล, เซสก์ ฟาเบรกัส และฌาราร์ ปิเก ซึ่งควงแฟนสาวนักร้องชื่อดังอย่างชากีรา มาร่วมงานด้วย ฯลฯ โดยแขกต่างชาติที่ได้รับเชิญ ต่างทยอยเดินทางมางานแต่งงานโดยเครื่องบินส่วนตัวกว่า 12 ลำ เนื่องจากโรซารีโอเป็นเมืองเล็ก เที่ยวบินตรงจากสายการบินพาณิชย์มีน้อย[263] ผู้ที่ได้รับเชิญแต่ไม่สามารถมาร่วมงานได้มีเพียงรอนัลดีนโย ซึ่งติดภารกิจต้องเข้าร่วมการแข่งขันกระชับมิตรการกุศลตำนานบาร์ซ่า-ตำนานแมนฯยูไนเต็ดในวันนั้น, อันเดรส อีเนียสตา ซึ่งภรรยาเพิ่งคลอดลูกคนเล็กได้ไม่นาน ไม่สามารถเดินทางไกลได้ และนักเตะบาร์เซโลนาบางรายซึ่งติดภารกิจกับทีมชาติ

โดยงานแต่งงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก คนสนใจเข้าชมถ่ายทอดสดงานแต่งงานทางยูทูปหลายแสนคน ชื่อของเมสซีได้รับการกล่าวถึงทางทวิตเตอร์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ทั่วโลกในช่วงเวลานั้น [264] สื่อต่างประเทศต่างยกให้เป็นงานแต่งงานแห่งปีเลยทีเดียว

ความสนุกสนานมีขึ้นตลอดคืน งานเลี้ยงเสร็จสิ้นลงในเวลา 7.30 ของวันถัดมา โดยเมสซีได้จัดอาหารเช้าให้แขกก่อนเดินทางกลับด้วย[265]

เครื่องดื่มและขนมที่เหลือจากงานแต่งงานนี้ เมสซีและรอกกุซโซ ได้นำไปบริจาคให้แก่องค์กรการกุศล ธนาคารอาหารโรซารีโอ (Rosario Food Bank) ในส่วนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ทั้งคู่ได้เปลี่ยนเป็นเงินเพื่อบริจาคเช่นเดียวกัน [266]

หลังจากแต่งงาน 2 วัน เมสซีและรอกกุซโซก็ได้เดินทางไปฮันนีมูนที่ประเทศแอนติกาและบาร์บูดา ประเทศหมู่เกาะในแถบทะเลแคริบเบียนตะวันออก พร้อมกับลูกชายทั้ง 2 คน ติอาโก้และมาเตโอ[267]

งานการกุศล

ตลอดอาชีพของเมสซี เขาได้เข้าร่วมในกิจกรรมการกุศลหลายอย่าง ซึ่งโดยมากจะมุ่งไปที่การช่วยเหลือเด็ก เนื่องมาจากอาการป่วยที่เขาได้เผชิญในวัยเด็กของเขาเป็นสำคัญ

ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา เมสซีได้เข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่างและบริจาคเงินให้กับองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ซึ่งมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสโมสรบาร์เซโลนา

ในปี ค.ศ. 2007 เมสซีตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิเลโอ เมสซี ที่ช่วยเหลือการกุศลในด้านการศึกษา สุขภาพ และกีฬา ให้กับเด็กขึ้น [268][269] หลังจากการเยี่ยมชมโรงพยาบาลสำหรับเด็กป่วยหนักในบอสตัน ทำให้เขาระลึกถึงโอกาสที่ตนเคยได้รับเมื่อครั้งป่วยเป็นโรคขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตในวัยเด็ก เขาเข้าใจดีถึงความสำคัญในโอกาสทางการแพทย์ของเด็กๆเหล่านั้น จึงตัดสินใจบริจาคส่วนหนึ่งของรายได้ประจำของเขาเข้าสู่สังคม

มูลนิธิเลโอ เมสซี ได้บริจาค ทุนวิจัยสำหรับการฝึกอบรมทางการแพทย์ และลงทุนในโครงการพัฒนาศูนย์การแพทย์ในอาร์เจนตินา, สเปน, และประเทศอื่นๆโลก. [270] นอกจากนี้เขายังทำกิจกรรมระดมทุนบริจาคด้วยตนเอง โดยจัดการแข่งขันทัวร์นาเม้นท์ฟุตบอลการกุศลขึ้น ระหว่างทีม "เมสซีและเพื่อน" และ the Rest of The world ในหลายๆประเทศ [271] ซึ่งได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนทางการเงินจากสปอนเซอร์ต่างๆของเขาเป็นอย่างดี โดยมีอาดิดาสเป็นสปอนเซอร์หลัก ในบทสัมภาษณ์เว็บแฟนไซต์ เมสซีกล่าวว่า "การมีชื่อเสียงเล็กน้อย ทำให้ผมได้มีโอกาสที่จะช่วยเหลือคนที่ต้องการจริงๆ โดยเฉพาะกับเด็กๆ"[272]

และเพื่อตอบสนองต่ออุปสรรคด้านการแพทย์ในวัยเด็กของเขา มูลนิธิเลโอ เมสซี ได้สนับสนุนการช่วยเหลือกับเด็กอาร์เจนตินาที่ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่มีความยุ่งยากด้านการรักษา โดยเสนอการรักษาในสเปนและออกค่าใช้จ่ายการเดินทาง การพยาบาล และการฟื้นฟูทั้งหมด[273]

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2010 เมสซีได้รับเป็นทูตสันถวไมตรีจากยูนิเซฟ[274] โดยจุดประสงค์การทำงานของเขาเพื่อสนับสนุนสิทธิของเด็ก [275] เมสซีทำภารกิจแรกในฐานะทูตยูนิเซฟใน 4 เดือนถัดมา เขาเดินทางไปยังเฮติ เพื่อสร้างความตระหนักในชะตากรรมของเด็กในประเทศที่เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมสซียังมีส่วนร่วมในแคมเปญที่ยูนิเซฟจัดทำขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อการป้องกันการเกิดเอชไอวี, เพื่อการศึกษา และเพื่อโอกาสทางสังคมของเด็กพิการ[276]

และในโอกาสการเฉลิมฉลองวันเกิดปีแรกของลูกชายคนโตของเขา ในเดือนพฤศจิกายนปี 2013 เมสซีและติอาโก้ เป็นส่วนหนึ่งของยูนิเซฟในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อโอกาสที่เท่าเทียมในคุณภาพการดำรงชีวิตของเด็กด้อยโอกาส และสร้างความตระหนักถึงอัตราการตายในหมู่เด็กๆเหล่านั้น[277]

เมสซียังบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนฟุตบอลเยาวชนในอาร์เจนตินา ในปี ค.ศ. 2012 เขาสร้างยิมเนเซียมใหม่ และสร้างหอพักนักเตะเยาวชนภายในสโมสร ให้ทีมสมัยเด็กของเขา นีเวลส์โอลด์บอยส์ โดยโค้ชสมัยเด็กของเขา เออร์เนสโต้ เวคคิโอ (Ernesto Vecchio) ได้รับการสนันบสนุนทางการเงินจากมูลนิธิเลโอ เมสซี เพื่อเป็นแมวมองหาเด็กๆที่มีพรสวรรค์มาพัฒนาด้านฟุตบอล

ในปี ค.ศ. 2013 เขายังสนับสนุนด้านการเงินให้แก่สโมสรซาร์เมียนโต้ (Sarmiento) ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลใกล้กับโรซารีโอบ้านเกิดของเขา ในการซ่อมแซมตกแต่งสโมสร และสนามแข่งใหม่ ติดตั้งสนามซึ่งสามารถใช้แข่งได้ทุกสภาพอากาศ และให้ทุนแก่นักเตะเยาวชนหลายคนทั้งจากทีม นีเวลส์โอลด์บอยส์ ทีมที่เขาเคยสังกัดสมัยเด็ก และทีมคู่แข่ง โรซารีโอ เซ็นทรัล รวมถึงทีมจากบัวโนส ไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา เช่น โบคา จูเนียร์ส และ กลุบอัตเลตีโกรีเบร์เปลต ด้วย

วันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2016 หลังจากเมสซีชนะคดีหมิ่นประมาทหนังสือพิมพ์ ลา ราซอน (La Razón) ของสเปน เขาได้รับเงินค่าชดเชยจำนวน 65,000 ยูโรจากหนังสือพิมพ์นั้น ซึ่งเขานำเงินที่ได้ทั้งหมด ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆแม้แต่ค่าทนายความ บริจาคให้องค์กรการกุศลแพทย์ไร้พรมแดน [278]

วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2017 เมสซีร่วมกิจกรรมการกุศลแคมเปญสำหรับผู้กล้า (ParaLosValientes) ซึ่งเป็นแคมเปญช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และเพื่อหาเงินสร้างศูนย์รักษาและวิจัยโรคมะเร็งในเด็กในเมืองบาร์เซโลนา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล Sant Joan de Déu ในบาร์เซโลนา, มูลนิธิสโมสรบาร์เซโลนา และมูลนิธิเลโอ เมสซี [279] และในช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม ค.ศ.2017 เมสซี่ได้ช่วยสนับสนุนโครงการขายเสื้อยืด #ToTheBrave เพื่อการกุศลจากแคมเปญนี้อีกด้วย[280]

วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2017 มูลนิธิเลโอ เมสซี่ ได้บริจาคเงินจำนวน 6,276,000.- เปโซอาร์เจนตินา ในแคมเปญแสงสว่างสำหรับเด็กๆ (Un Sol Para Los Chicos 2017) ซึ่งสนับสนุนโดยองค์กรยูนิเซฟ และองค์กรอื่นๆของอาร์เจนตินา ในการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินจากอาการขาดน้ำและอาการบาดเจ็บจากการคลอดธรรมชาติ จำนวน 300 ชุด [281]

สื่อ

เขาปรากฏบนปกของวิดีโอเกมอย่าง โปรเอโวลูชันซอกเกอร์ 2009 และ โปรเอโวลูชันซอกเกอร์ 2011 และยังเกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์เกมนี้ด้วย[282] เมสซีและเฟร์นันโด ตอร์เรส[283] อยู่บนปกของ โปรเอโวลูชันซอกเกอร์ 2010 และยังปรากฏในเทรลเลอร์ภาพเคลื่อนไหวของเกม[284][285][286] เมสซีได้รับการสนับสนุนจากบริษัทชุดกีฬาเยอรมัน อาดิดาส ซึ่งเขาก็ปรากฏอยู่บนภาพยนตร์โฆษณา[287] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2010 เมสซีเซ็นสัญญา 3 ปีกับเฮอร์บอไลฟ์[288] ซึ่งสนับสนุนการช่วยเหลือมูลนิธิเลโอเมสซี

สถิติ

ข้อมูลวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017[289][290][291]

สโมสร

สโมสร ฤดูกาล ลีก โกปาเดลเรย์ ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา แชมเปียนส์ลีก ยูฟ่าซูเปอร์คัป คลับเวิลด์คัป รวม
ลงแข่ง ประตู ช่วยทำประตู ลงแข่ง ประตู ช่วยทำประตู ลงแข่ง ประตู ช่วยทำประตู ลงแข่ง ประตู ช่วยทำประตู ลงแข่ง ประตู ช่วยทำประตู ลงแข่ง ประตู ช่วยทำประตู ลงแข่ง ประตู ช่วยทำประตู
บาร์เซโลนา 2004–05 7 1 0 1 0 0 1 0 0 9 1 0
2005–06 17 6 2 2 1 2 0 0 0 6 1 2 25 8 6
2006–07 26 14 2 2 2 1 2 0 0 5 1 0 1 0 0 0 0 0 36 17 3
2007–08 28 10 15 3 0 0 9 6 2 40 16 17
2008–09 31 23 13 8 6 1 12 9 5 51 38 19
2009–10 35 34 13 3 1 0 1 2 0 11 8 0 1 0 1 2 2 0 53 47 14
2010–11 33 31 21 7 7 3 2 3 0 13 12 3 55 53 27
2011–12 37 50 21 7 3 4 2 3 2 11 14 7 1 1 1 2 2 1 60 73 36
2012–13 32 46 14 5 4 1 2 2 0 11 8 3 50 60 18
2013–14 31 28 13 6 5 3 2 0 0 7 8 1 46 41 17
2014–15 38 43 22 6 5 4 13 10 6 57 58 32
2015–16 33 26 16 5 5 6 2 1 0 7 6 2 1 2 0 1 1 0 49 41 24
2016–17 34 37 9 7 5 3 2 1 2 9 11 2 52 54 16
2017–18 10 12 3 0 0 0 2 1 0 4 3 1 16 16 4
รวม 392 361 163 62 44 28 17 13 4 119 97 34 4 3 2 5 5 1 599 523 233


ทีมชาติ

ทีมชาติ ปี ลงแข่ง ประตู ช่วยทำประตู
อาร์เจนตินา 2005 5 0 1
2006 7 2 2
2007 14 6 4
2008 8 2 2
2009 10 3 1
2010 10 2 1
2011 13 4 9
2012 9 12 1
2013 7 6 4
2014 14 8 3
2015 8 4 3
2016 11 8 7
2017 4 1 0
รวม 120 58 38

ประตูทีมชาติ

อายุไม่เกิน 20 ปี

คะแนนและผลประตูของอาร์เจนตินา[292][293]

ยู–23

รุ่นใหญ่

รางวัล

สโมสร

บาร์เซโลนา
2004–05, 2005–06, 2008–09, 2009–10, 2010–11, 2012–13, 2014–15, 2015–16
2008–09, 2011–12, 2014–15, 2015–16, 2016–17
2005, 2006, 2009, 2010, 2011, 2013, 2016
2005–06, 2008–09, 2010–11, 2014–15
2009, 2011, 2015
2009, 2011, 2015

อาร์เจนตินา

2005
2008

เกียรติประวัติส่วนตัว

รางวัลระดับนานาชาติ

2010, 2011, 2012, 2015
2009
2009
  • ฟิฟโปรเวิลด์ XI (FIFPro World XI): 11
2007, 2008, 2009, 2010, 2011, 2012, 2013, 2014, 2015, 2016, 2017
  • นักฟุตบอลแห่งปีของฟิฟโปร: 2
2009, 2010
2014
2009, 2011, 2012, 2015
2009, 2011
2015
2011
2015[294]
2011, 2012
2012, 2013
2015, 2016[296]
2012, 2015
  • Marca Leyenda รางวัลตำนานแห่งมาร์กา (นักกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม) (Marca Legend Award): 1
2009
  • L'Équipe รางวัลนักกีฬาอาชีพนานาชาติยอดเยี่ยม (L'Équipe Champion of Champions): 1[297]
2011
  • La Gazzetta Dello รางวัลนักกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม (La Gazzetta Dello Sport Sportsman of the Year): 1
2011
2015
  • FOXSoccer.com's รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี (FOXSoccer.com's Player of the Year): 1
2015
  • Sports Illustrated #1 All-time Ultimate Soccer Draft (published 2012)
  • World Soccer Greatest XI of All Time (published 2013)


รางวัลระดับทวีป

ทวีปยุโรป

2011, 2015
2009-10, 2011-12, 2012-13, 2016-17
2009
2009
2009, 2010, 2011, 2012
  • ผู้เล่นแห่งนัดในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League Final; Man of the Match): 1
2011
  • ผู้เล่นแห่งนัดในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกคัดเลือกโดยผู้ชื่นชอบ (UEFA Champions League Final; Man of the Match (Fan Choice)): 2
2009, 2011
2008, 2009, 2010, 2011, 2012, 2014, 2015, 2016[298]
  • ทีมแห่งปีของยุโรป (Best XI) (European Sports Media Team of the Year): 8
2006, 2008, 2009, 2010, 2011, 2012, 2013, 2015
  • Onze d'Or: 3
2009, 2011, 2012
  • UEFA Ultimate Team of the Year (published 2015)
  • UEFA Champions League Team of the Season: 2014–15
  • UEFA Goal of the Year: 2007
  • UEFA Goal of the Season:
2014–15 (Messi v Bayern), 2015–16 (Messi v AS Roma)
  • UEFA Champions League Goal of the Season: 2014–15
  • UEFA Champions League Genius Moment of the Season: 2014–15

ทวีปอเมริกาใต้

2011, 2015, 2016
2015 (ปฏิเสธ)
  • L'Équipe #3 Top 50 South-American Footballers in History (published 2015)


รางวัลระดับประเทศ

2010, 2012, 2013
2009, 2010, 2011, 2012, 2013, 2015
2009, 2010, 2011, 2012, 2013, 2015, 2016
2014-15
January 2016, April 2017
2009, 2010, 2011, 2015
2007, 2009, 2010, 2011, 2012
2007, 2009, 2010
  • Don Balón Team of the Decade (published 2010)


2005, 2007, 2008, 2009, 2010, 2011, 2012, 2013, 2015
2011


รางวัลระดับเยาวชน/ดาวรุ่ง

2005
2007
2006, 2007, 2008
2007, 2008
2005
2005
2005
2007
2006, 2007, 2008

ความสำเร็จ

สถิติสูงสุดตลอดกาล

  • ผู้ทำประตูสูงสุดให้สโมสรและทีมชาติใน 1 ปีปฏิทิน [Top goalscorer for club and country in a calendar year]
91 goals (2012)


บาร์เซโลนา

  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในลาลีกา สเปน [La Liga all-time top goalscorer]
349 goals (updated season 2016-17)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของบาร์เซโลนา [FC Barcelona all-time top goalscorer]
507 goals (updated season 2016-17)
  • ผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลในลาลีกา สเปน [La Liga all-time top assist provider]
135 goals (updated season 2016-17)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในฟีฟ่าคลับเวิร์ลคัพ [FIFA Club World Cup all-time top goalscorer]
5 goals (updated 2015)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดให้สโมสรใน 1 ปีปฏิทิน [Top goalscorer in all club competitions in a calendar year]
79 goals (2012)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดให้สโมสรใน 1 ฤดูกาล [Top goalscorer in all club competitions in a season]
73 goals (2011–12)
  • ทำประตูในลีกทุกนัดติดต่อกันได้ยาวนานที่สุด [Longest goalscoring run in a domestic league]
21 matches, 33 goals (2012–13)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดต่อ 1 ฤดูกาลของลาลีกา สเปน [Top goalscorer in a La Liga season]
50 goals (2011–12)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลถ้วยซูเปร์โกปาเดเอสปาญา [Spanish Super Cup all-time top goalscorer]
13 goals (updated 2017)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในการแข่งขันเอลกลาซีโก [El Clasico all-time top goalscorer]
25 goals (surpassed Di Stefano (18) on 23rd Mar, 2014) (updated Aug, 2017)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในการแข่งขันดาร์บี้กาตาลา [Catalan Derby all-time top goalscorer]
20 goals (surpassed César Rodriguez (12)) (updated Sep, 2017)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในการแข่งขันเอลกลาซีโก นับเฉพาะเกมลาลีกา [La Liga's El Clasico all-time top goalscorer]
16 goals (surpassed Di Stefano (14) on 23rd Apr, 2017) (updated Apr, 2017)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในการแข่งขันดาร์บี้กาตาลา นับเฉพาะเกมลาลีกา [La Liga's Catalan Derby all-time top goalscorer]
16 goals (surpassed César Rodriguez (11) on 7th Dec, 2014) (updated Sep, 2017)[299]
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลถ้วยฌูอัน กัมเป [Joan Gamper Cup all-time top goalscorer]
8 goals (updated 2017)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม [UEFA Champions League's group stages all-time top goalscorer ]
58 goals (surpassed Raul Gonzalez (53) on 1st Nov, 2016) (updated 19 Oct, 2017)
  • ผู้ทำประตูจากฟรีคิกได้สูงสุดตลอดกาลของบาร์เซโลนา [FC Barcelona all-time top free-kick taker][300]
28 goals (surpassed Roman Koeman (26) on 4th Feb, 2017)[301] (updated 19 Oct, 2017)


อาร์เจนตินา

  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติอาร์เจนตินา [Argentina all-time top goalscorer]
61 goals (surpassed Gabriel Batistuta (54) on 21st Jun, 2016) [302] (updated Oct, 2017)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดให้ทีมชาติอาร์เจนตินาใน 1 ปีปฏิทิน [Top goalscorer for Argentina in a calendar year]
12 goals (2012) (shared with Gabriel Batistuta)
  • ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาล ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ [All-time leading scorer in CONMEBOL World Cup qualifiers]
21 goals (10 Oct, 2017) (shared with Luis Suarez)[303]
  • ผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลในโคปา อเมริกา [Copa América all-time top assist provider]
11 assists (updated 2016)


ฤดูกาล / การแข่งขัน

2009, 2010, 2011, 2012, 2015
2009-10, 2011-12, 2012-13, 2016-17
2010-11, 2013-14, 2015-16, 2016-17
2012, 2012
2011, 2015, 2016
2011
2011, 2015, 2016

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 "Lionel Andrés Messi". fcbarcelona.com. สืบค้นเมื่อ 3 May 2008. 
  2. "Lionel Andrés Messi at Soccerway". Soccerway. สืบค้นเมื่อ 14 June 2009. 
  3. "2014 FIFA World Cup Brazil: List of Players" (PDF). FIFA. 11 June 2014. p. 2. สืบค้นเมื่อ 15 July 2014. 
  4. "Fundación Leo Messi". 
  5. Broadbent, Rick (24 February 2006). "Messi could be focal point for new generation". London: Times Online. สืบค้นเมื่อ 31 March 2009. 
  6. Gordon, Phil (28 July 2008). "Lionel Messi proves a class apart". London: Times Online. สืบค้นเมื่อ 31 March 2009. 
  7. Williams, Richard (24 April 2008). "Messi's dazzling footwork leaves an indelible mark". London: The Guardian. สืบค้นเมื่อ 31 March 2009. 
  8. 8.0 8.1 "Messi världens bästa fotbollsspelare". Eurosport. 12 January 2009. สืบค้นเมื่อ 23 March 2010. 
  9. "European Footballer of the Year ("Ballon d'Or")". RSSSF. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  10. 10.0 10.1 "FIFA World Player Gala 2008". FIFA. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  11. "FIFA World Player Gala 2007". FIFA. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  12. "Messi wins Ballon d'Or". London: UK Yahoo Eurosport. 10 January 2011. สืบค้นเมื่อ 10 January 2010. 
  13. Gardner, Neil (19 April 2007). "Is Messi the new Maradona?". London: Times Online. สืบค้นเมื่อ 31 March 2009. 
  14. Reuters (25 February 2006). "Maradona proclaims Messi as his successor". China Daily. สืบค้นเมื่อ 8 October 2006. 
  15. http://www.fcbarcelona.com/football/first-team/detail/article/messi-ends-season-with-82-goals
  16. http://www.fcbarcelona.com/football/first-team/messi-91-goals-2012-world-record-infographic
  17. "Top scorer Messi matches Van Nistelrooy mark". UEFA. สืบค้นเมื่อ 28 May 2011. 
  18. http://www.fcbarcelona.com/football/first-team/detail/article/leo-messi-top-scorer-and-top-assister-in-the-champions-league
  19. "El crack que desea victorias de regalo" [The 'crack' who wants victories for presents] (ใน Spanish). Canchallena. 
  20. Carlin, John (27 March 2010). "Lionel Messi: Magic in his feet". London: The Independent. สืบค้นเมื่อ 7 April 2010. 
  21. Veiga, Gustavo. "Los intereses de Messi" (ใน Spanish). Página/12. สืบค้นเมื่อ 31 May 2009. 
  22. 22.0 22.1 Hawkey, Ian (20 April 2008). "Lionel Messi on a mission". London: Times Online. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009. 
  23. Aguilar, Alexander (24 February 2006). "El origen de los Messi está en Italia" (ใน Spanish). Al Día. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  24. Cubero, Cristina (7 October 2005). "Las raíces italianas de Leo Messi" (ใน Spanish). El Mundo Deportivo. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  25. "Lionel Messi bio". NBC. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009. 
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 Williams, Richard (26 February 2006). "Messi has all the qualities to take world by storm". London: The Guardian. สืบค้นเมื่อ 3 May 2008. 
  27. http://www.espn.com/espn/eticket/story?page=lionel-messi
  28. White, Duncan (4 April 2009). "Franck Ribery the man to challenge Lionel Messi and Barcelona". London: Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  29. https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2541%E2%80%932545
  30. https://www.theguardian.com/football/blog/2014/oct/15/lionel-messi-barcelona-decade
  31. "The new messiah". FIFA. 5 March 2006. สืบค้นเมื่อ 25 July 2006. 
  32. http://www.nytimes.com/2011/05/22/sports/soccer/lionel-messi-boy-genius.html
  33. https://www.theguardian.com/football/2014/nov/21/arsenal-arsene-wenger-lionel-messi-barcelona
  34. http://www.fifa.com/fifa-tournaments/archive/clubworldcup/index.html
  35. http://www.si.com/planet-futbol/2015/06/04/lionel-messi-champions-league-final-barcelona
  36. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view.php?code=160915025341
  37. 37.0 37.1 "Lionel Andres Messi — FCBarcelona and Argentina". Football Database. สืบค้นเมื่อ 23 August 2006. 
  38. Tutton, Mark and Duke, Greg (22 May 2009). "Profile: Lionel Messi". CNN. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009. 
  39. https://www.ft.com/content/cfa0d296-8672-11e0-9d5c-00144feabdc0
  40. "Meteoric rise in three years". fcbarcelona.com. สืบค้นเมื่อ 3 May 2008. 
  41. Nogueras, Sergi (21 October 2007). "Krkic enters the record books". fcbarcelona.cat. สืบค้นเมื่อ 16 July 2009. 
  42. "Messi: "Rijkaard gave us more freedom"". soccerway.com. 10 December 2009. 
  43. https://www.theguardian.com/football/2006/feb/24/championsleague1
  44. "Good news for Barcelona as Messi gets his Spanish passport". The Star Online. 28 May 2005. สืบค้นเมื่อ 29 May 2009. 
  45. Reuters (28 September 2005). "Ronaldinho scores the goals, Messi takes the plaudits". Rediff. สืบค้นเมื่อ 23 August 2006. 
  46. "Frustrated Messi suffers another injury setback". ESPN Soccernet. 26 April 2006. สืบค้นเมื่อ 22 July 2006. 
  47. "Frustrated Messi suffers another injury setback". ESPN Soccernet. 26 April 2006. สืบค้นเมื่อ 22 July 2006. 
  48. Wallace, Sam (18 May 2006). "Arsenal 1 Barcelona 2: Barcelona crush heroic Arsenal in space of four brutal minutes". London: The Independent. สืบค้นเมื่อ 3 June 2009. 
  49. "Barca retain Spanish league title". BBC Sport. 3 May 2006. สืบค้นเมื่อ 3 June 2009. 
  50. "Lionel Messi at National Football Teams". National Football Teams. สืบค้นเมื่อ 17 July 2009. 
  51. "Doctors happy with Messi op" (Press release). FCBarcelona.com. 14 November 2006. สืบค้นเมื่อ 16 November 2006. 
  52. "Messi to miss FIFA Club World Cup". FIFA.com/Reuters. 13 November 2006. Archived from the original on 11 December 2007. สืบค้นเมื่อ 18 January 2006. 
  53. "Barcelona — Racing Santander". The Offside. 19 January 2008. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009. 
  54. https://www.theguardian.com/football/2007/mar/11/match.sport
  55. Hayward, Ben (11 March 2007). "Magical Messi is Barcelona's hero". London: The Independent. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009. 
  56. "Inter beat AC, Messi headlines derby". FIFA. 11 March 2007. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009. 
  57. "Lionel Messi 2006/07 season statistics". ESPN Soccernet. สืบค้นเมื่อ 3 June 2009. 
  58. 58.0 58.1 Lowe, Sid (20 April 2007). "The greatest goal ever?". London: Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  59. "Messi dazzles as Barça reach Copa Final". ESPN Soccernet. 18 April 2007. 
  60. "Can ‘Messidona’ beat Maradona?". The Hindu. 14 July 2007. 
  61. Lowe, Sid (20 April 2007). "The greatest goal ever?". London: Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 7 May 2007. 
  62. 62.0 62.1 Mitten, Andy (10 June 2007). "Hand of Messi saves Barcelona". London: Times Online. สืบค้นเมื่อ 12 January 2008. 
  63. "Barcelona 3–0 Lyon: Messi orchestrates win". ESPN Soccernet. 19 September 2007. สืบค้นเมื่อ 27 May 2009. 
  64. "Barcelona vs. Sevilla". Soccerway. 22 September 2007. สืบค้นเมื่อ 29 May 2009. 
  65. Isaiah (26 September 2007). "Barcelona 4–1 Zaragoza". The Offside. สืบค้นเมื่อ 27 May 2009. 
  66. FIFA (27 February 2008). "Xavi late show saves Barca". FIFA. สืบค้นเมื่อ 27 May 2009. 
  67. "FIFPro World XI". FIFPro. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009. 
  68. Villalobos, Fran (10 April 2007). "El fútbol a sus pies" (ใน Spanish). MARCA. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  69. Fest, Leandro. "Si Messi sigue trabajando así, será como Maradona y Pelé" (ใน Spanish). Sport.es. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  70. "Totti le daría el Balón de Oro a Messi antes que a Kaká" (ใน Spanish). MARCA. 29 November 2007. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  71. "Barcelona's Lionel Messi sidelined with thigh injury". CBC.ca. 5 March 2008. สืบค้นเมื่อ 14 June 2009. 
  72. Sica, Gregory (4 August 2008). "Messi Inherits Ronaldinho's No. 10 Shirt". Goal.com. สืบค้นเมื่อ 2 June 2009. 
  73. "Late Messi brace nicks it". ESPN Soccernet. 1 October 2008. สืบค้นเมื่อ 29 May 2009. 
  74. Osaghae, Efosa (4 October 2008). "Barcelona 6–1 Atletico Madrid". Bleacher Report. สืบค้นเมื่อ 31 May 2009. 
  75. "Goal rush for Barcelona". ESPN Soccernet. 4 October 2008. สืบค้นเมื่อ 31 May 2009. 
  76. "Messi magical, Real miserable". FIFA. 29 November 2008. สืบค้นเมื่อ 2 June 2009. 
  77. "Barcelona 2–0 Real Madrid". BBC Sport. 13 December 2008. สืบค้นเมื่อ 29 May 2009. 
  78. "Messi scores hat trick in Barca's 3–1 win over Atletico". Shanghai Daily. 7 January 2009. สืบค้นเมื่อ 29 May 2009. 
  79. "Supersub Messi fires 5,000-goal Barcelona to comeback victory". AFP. 1 February 2009. สืบค้นเมื่อ 1 February 2009. 
  80. "Barcelona hit Malaga for six". Al Jazeera English. 23 March 2009. สืบค้นเมื่อ 2 June 2009. 
  81. Logothetis, Paul (9 April 2009). "Barcelona returns to earth with league match". USA Today. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  82. "Messi leads Barcelona to 1–0 win over Getafe". Shanghai Daily. 19 April 2009. สืบค้นเมื่อ 2 June 2009. 
  83. Lowe, Sid (2 May 2009). "Barcelona run riot at Real Madrid and put Chelsea on notice". London: The Guardian. สืบค้นเมื่อ 31 May 2009. 
  84. Macdonald, Paul (3 May 2009). "Real Madrid Fan Poll Says Barcelona Loss Is Most Painful In Club History". Goal.com. สืบค้นเมื่อ 31 May 2009. 
  85. Macdonald, Ewan (2 May 2009). "What Lionel Messi's T-Shirt At The Bernabeu Meant". Goal.com. สืบค้นเมื่อ 2 June 2009. 
  86. "Barcelona defeat Athletic Bilbao to win Copa del Rey". London: Daily Telegraph. 14 May 2009. สืบค้นเมื่อ 28 May 2009. 
  87. "Messi sweeps up goalscoring honours". uefa.com. 27 May 2009. สืบค้นเมื่อ 4 June 2009. 
  88. "Messi recognised as Europe's finest". uefa.com. 27 August 2009. สืบค้นเมื่อ 30 August 2009. 
  89. "Barcelona win treble in style". Gulf Daily News. 28 May 2009. สืบค้นเมื่อ 28 May 2009. 
  90. "BBC Sport – Football – Arsene Wenger hails Lionel Messi as world's best player". BBC News. 7 April 2010. สืบค้นเมื่อ 12 April 2010. 
  91. John Cross (6 April 2010). "Unstoppable Lionel Messi is like a PlayStation, says Aresnal boss Arsene Wenger after Barcelona Champions League masterclass". Mirrorfootball.co.uk. สืบค้นเมื่อ 17 April 2010. 
  92. "'Messi es el mejor jugador que veré jamás'" (ใน Spanish). El Mundo Deportivo. 29 August 2009. สืบค้นเมื่อ 29 August 2009. 
  93. "Leo Messi extends his stay at Barça". fcbarcelona.com. 18 September 2009. สืบค้นเมื่อ 18 September 2009. 
  94. "Messi signs new deal at Barcelona". BBC Sport. 18 September 2009. สืบค้นเมื่อ 18 September 2009. 
  95. "Messi and Ibrahimovic put Racing to the sword". ESPN Soccernet. 22 September 2009. สืบค้นเมื่อ 23 September 2009. 
  96. Leong, KS (29 September 2009). "Barcelona 2–0 Dynamo Kiev: Messi & Pedro Unlock Stubborn Ukrainians". Goal.com. สืบค้นเมื่อ 3 October 2009. 
  97. "Xavi: All is well at Barca". ESPN Soccernet. 26 October 2009. สืบค้นเมื่อ 28 November 2009. 
  98. "Barcelona forward Lionel Messi wins Ballon d'Or award". BBC Sport. 1 December 2009. สืบค้นเมื่อ 1 December 2009. 
  99. "Messi wins prestigious Ballon d'Or award". ABC Sport. 1 December 2009. สืบค้นเมื่อ 10 December 2009. 
  100. Barnett, Phil (1 December 2009). "Lionel Messi: A rare talent". London: The Independent. สืบค้นเมื่อ 10 December 2009. 
  101. "Messi takes Ballon d'Or". ESPN Soccernet. 1 December 2009. สืบค้นเมื่อ 10 December 2009. 
  102. "Messi seals number six". ESPN Soccernet. 19 December 2009. สืบค้นเมื่อ 21 December 2009. 
  103. "FC Barcelona's Messi wins World Player of the Year". ESPN Soccernet. 21 December 2009. สืบค้นเมื่อ 22 December 2009. 
  104. "Tenerife 0–5 Barcelona: Messi Masterclass Sees Barca Back On Top". Goal.com. 10 January 2010. สืบค้นเมื่อ 11 January 2010. 
  105. Bogunyà, Roger (17 January 2010). "Messi 101: el golejador centenari més jove" (ใน Catalan). fcbarcelona.cat. สืบค้นเมื่อ 17 January 2010. 
  106. "Barcelona back on top after 2–1 win over Malaga". DNA India. 28 February 2010. สืบค้นเมื่อ 8 November 2010. 
  107. "Almeria 2–2 Barcelona: Blaugrana Drop More Points At La Liga Summit". goal.com. 6 March 210. สืบค้นเมื่อ 8 November 2010. 
  108. Hedgecoe, Guy (14 March 2010). "Messi hat-trick as Barcelona beats Valencia 3–0". si.com. สืบค้นเมื่อ 8 November 2010. 
  109. "Messi inspires Barca". 18 March 2010. สืบค้นเมื่อ 18 March 2010. 
  110. Steinberg, Jacob (21 March 2010). "Real Zaragoza 2 – 4 Barcelona". London: The Guardian. สืบค้นเมื่อ 22 March 2010. 
  111. "Nadie marcó dos ‘hat trick’ seguidos" (ใน Spanish). 23 March 2010. สืบค้นเมื่อ 23 March 2010. 
  112. "Match facts: Barcelona v Inter". UEFA.com. 25 April 2010. สืบค้นเมื่อ 8 November 2010. 
  113. Logothetis, Paul (6 April 2010). "Messi scores four as Barcelona beats Arsenal 4–1". USA Today. สืบค้นเมื่อ 8 November 2010. 
  114. "Wenger salutes genius Messi after Barcelona down Arsenal 4–1]". India Times. 6 April 2010. Archived from the original on 10 April 2010. สืบค้นเมื่อ 8 November 2010. 
  115. "Messi scores 4 goals to lead Barca over Arsenal". NDTV. 7 April 2010. สืบค้นเมื่อ 8 November 2010. 
  116. Roach, Stuart (6 April 2010). "Barcelona 4–1 Arsenal". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 6 April 2010. 
  117. Sinnott, John (10 April 2010). "BBC Sport – Football – Barcelona secure crucial win over rivals Real Madrid". BBC News. สืบค้นเมื่อ 12 April 2010. 
  118. "Messi double puts Barcelona back on track". London: Guardian. 21 April 2008. สืบค้นเมื่อ 2 June 2010. 
  119. Spain (4 May 2010). "Barcelona 4–1 Tenerife: Blaugrana Go Four Points Clear Of Real Madrid With Home Win". Goal.com. สืบค้นเมื่อ 2 June 2010. 
  120. Reuters (9 May 2010). "Barcelona survive late Sevilla scare to edge closer to La Liga title". London: Guardian. สืบค้นเมื่อ 2 June 2010. 
  121. Spain (4 May 2010). "Barcelona Striker Lionel Messi Could Equal Ronaldo's 34 Goal Haul In Primera Liga". Goal.com. สืบค้นเมื่อ 2 June 2010. 
  122. "Lionel Messi Chases Ronaldo's Goal Record". Bleacher Report. 14 April 2010. สืบค้นเมื่อ 2 June 2010. 
  123. "Messi Peroleh Gelar El Pichichi Dan Sepatu Emas". berita8.com. 17 May 2010. สืบค้นเมื่อ 2 June 2010. 
  124. "Messi se corona como el mejor jugador de la Liga". marca.com. 3 June 2010. สืบค้นเมื่อ 3 June 2010. 
  125. https://es.wikipedia.org/wiki/Bota_de_Oro_2009-10
  126. Barcelona 4–0 "Sevilla: Brilliant Blaugrana Outclass Rojiblancos To Lift Supercopa". Goal.com. 22 August 2010. สืบค้นเมื่อ 22 August 2010. 
  127. "Messi injured". FCBarcelona.cat. 20 September 2010. สืบค้นเมื่อ 22 September 2010. 
  128. "Villa on Messi's injury". FCBarcelona.cat. 20 September 2010. สืบค้นเมื่อ 22 September 2010. 
  129. Barcelona 2–0 "Champions: Messi pone al Barcelona como líder de su grupo (2–0)". Goal.com. 20 October 2010. สืบค้นเมื่อ 20 October 2010. 
  130. "Liga BBVA: Un gol de Messi encarriló el camino a la victoria para los azulgrana en el Coliseo". Goal.com. 7 November 2010. สืบค้นเมื่อ 7 November 2010. 
  131. "Jornada 12 – UD Almería 0-8 FC Barcelona". www.entradasfcbarcelona.com. 20 November 2010. สืบค้นเมื่อ 22 November 2010. 
  132. "El Barça pasa a octavos... ¡y ahora, a por el Madrid!". www.sport.es. 24 November 2010. สืบค้นเมื่อ 24 November 2010. 
  133. "El Barça humilla al Madrid con otra 'manita' histórica". www.sport.es. 29 November 2010. สืบค้นเมื่อ 29 November 2010. 
  134. "El Barça, sin bajar del autocar". www.sport.es. 4 December 2010. สืบค้นเมื่อ 4 December 2010. 
  135. "De manita en manita se va a por la Liga". www.sport.es. 12 December 2010. สืบค้นเมื่อ 12 December 2010. 
  136. "Messi, 17 goles y 9 asistencias". www.sport.es. 19 December 2010. สืบค้นเมื่อ 19 December 2010. 
  137. "Otro recital de campeón". www.sport.es. 8 January 2011. สืบค้นเมื่อ 9 January 2011. 
  138. "Lionel Messi wins the first FIFA Ballon d'Or". 10 January 2011. สืบค้นเมื่อ 10 January 2011. 
  139. "Argentina's Lionel Messi wins Fifa Ballon d'Or award". BBC News. 10 January 2011. สืบค้นเมื่อ 10 January 2011. 
  140. "'Manita' de oro". 12 January 2011. สืบค้นเมื่อ 13 January 2011. 
  141. "El Barça golea al Racing y mete más presión al Madrid". 22 January 2011. สืบค้นเมื่อ 22 January 2011. 
  142. "Lionel Messi Fined For Wishing Mother Happy Birthday". 26 January 2011. สืบค้นเมื่อ 26 January 2011. 
  143. "'Manita' de goles y un pie en la final". 26 January 2011. สืบค้นเมื่อ 26 January 2011. 
  144. "Hércules sufrió la ira de los Dioses". 29 January 2011. สืบค้นเมื่อ 29 January 2011. 
  145. "Barça set 16 wins consecutive league wins" (ใน Spanish). MARCA.com. 5 February 2011. สืบค้นเมื่อ 5 February 2011. 
  146. "Messi talks about the record" (ใน Spanish). MARCA.com. 5 February 2011. สืบค้นเมื่อ 5 February 2011. 
  147. "Messi saca al Barça de la boca de los 'leones'". 20 February 2011. สืบค้นเมื่อ 21 February 2011. 
  148. "El Barça desactiva el 'efecto Laudrup'". 27 February 2011. สืบค้นเมื่อ 27 February 2011. 
  149. "El Barça prende la mecha de la Liga en Mestalla". 2 March 2011. สืบค้นเมื่อ 2 March 2011. 
  150. "FC Barcelona Vs. Arsenal 2011: Lionel Messi Penalty Puts Barca Ahead - SBNation.com". สืบค้นเมื่อ 8 March 2011. 
  151. "Messi desatascó al Barça antes del clásico". สืบค้นเมื่อ 9 April 2011. 
  152. "Trámite resuelto y ahora... ¡a por el Madrid!". สืบค้นเมื่อ 13 April 2011. 
  153. "Un punto que vale una Liga". สืบค้นเมื่อ 16 April 2011. 
  154. "Messi es el "puto amo"". สืบค้นเมื่อ 27 April 2011. 
  155. Lowe, Sid (5 May 2011). "The Good, the Bad and the Ugly in the aftermath of the Clásico series". sportsillustrated.cnn.com. สืบค้นเมื่อ 6 May 2011. 
  156. "Barcelona 3 Manchester United 1". BBC Sport. 28 May 2011. สืบค้นเมื่อ 30 May 2011. 
  157. "Messi salvó al fútbol". Sport.es. 17 August 2011. สืบค้นเมื่อ 17 August 2011. 
  158. "Súper Messi da la Supercopa al Barça". Sport.es. 26 August 2011. สืบค้นเมื่อ 26 August 2011. 
  159. "Liga Champions: new and improved version". fcbarcelona.cat. 29 August 2011. สืบค้นเมื่อ 29 August 2011. 
  160. "Super 8 (8-0)". fcbarcelona.cat. 17 September 2011. สืบค้นเมื่อ 17 September 2011. 
  161. "Esta Liga no es de dos sino de Messi". Sport.es. 25 September 2011. สืบค้นเมื่อ 25 September 2011. 
  162. "El Barça se aficiona a las 'manitas'". Sport.es. 28 September 2011. สืบค้นเมื่อ 28 September 2011. 
  163. "Messi iguala a Kubala y afirma que sería "hermoso" superar a César". Sport.es. 28 September 2011. สืบค้นเมื่อ 28 September 2011. 
  164. "El Barça consolida su liderato con otro recital de Messi". Sport.es. 16 October 2011. สืบค้นเมื่อ 16 October 2011. 
  165. "1, 2, 3... Messi responde otra vez". Sport.es. 29 October 2011. สืบค้นเมื่อ 29 October 2011. 
  166. "Messi es infalible: hat trick... ¡y a octavos!". Sport.es. 1 November 2011. สืบค้นเมื่อ 1 November 2011. 
  167. "El 'rey león' Messi salvó un punto". Sport.es. 6 November 2011. สืบค้นเมื่อ 6 November 2011. 
  168. "El Barça se vacuna del virus FIFA con goleada". Sport.es. 20 November 2011. สืบค้นเมื่อ 20 November 2011. 
  169. "Victoria de campeón del Barça en San Siro". Sport.es. 23 November 2011. สืบค้นเมื่อ 23 November 2011. 
  170. "Alexis maravilla y el Barça golea". Sport.es. 29 November 2011. สืบค้นเมื่อ 29 November 2011. 
  171. "El huracán Barça engulle al Levante antes del Clásico". Sport.es. 3 December 2011. สืบค้นเมื่อ 3 December 2011. 
  172. "Lionel Messi Bio, Stats, News – Football / Soccer – – ESPN Soccernet". ESPN Soccernet. สืบค้นเมื่อ 26 November 2010. 
  173. "Lionel Messi Bio, Stats, News – Football / Soccer – – ESPN Soccernet". ESPN Soccernet. สืบค้นเมื่อ 26 November 2010. 
  174. "Barcelona 5–3 Granada: Messi breaks club goalscoring record as gap at top of La Liga is reduced to five points". Goal.com. 20 March 2012. สืบค้นเมื่อ 20 March 2012. 
  175. Marca.com>
  176. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view.php?code=121028061906
  177. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view.php?code=121112055452
  178. http://www.smmsport.com/reader.php?news=70286
  179. http://www.goal.com/th/news/4265/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%8C/2012/12/10/3580788/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81-1-86-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5
  180. http://www.smmsport.com/m/news.php?n=80384
  181. https://www.thairath.co.th/content/335906
  182. http://www.manager.co.th/Sport/ViewNews.aspx?NewsID=9570000018259
  183. http://www.siamsport.co.th/Column/140314_137.html
  184. http://www.rakball.net/home/11691/
  185. http://www.siamsport.co.th/Column/131118_059.html
  186. http://www.smmsport.com/reader.php?news=143625
  187. https://www.whoscored.com/Players/11119/History/Lionel-Messi
  188. https://es.wikipedia.org/wiki/Premio_UEFA_al_Mejor_Jugador_en_Europa_2015
  189. http://www.fourfourtwo.com/th/features/liioenl-emschii-nakklyuththkhnaihmkhngrangkhampnuu
  190. https://www.whoscored.com/Regions/206/Tournaments/4/Seasons/5933
  191. https://www.whoscored.com/Players/11119/History/Lionel-Messi
  192. http://www.thairath.co.th/content/725965
  193. http://www.mundodeportivo.com/futbol/fc-barcelona/20161205/412422218105/messi-a-la-altura-de-tarzan-migueli.html
  194. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view.php?code=161213201436
  195. http://www.mundodeportivo.com/futbol/fc-barcelona/20161218/412706239236/messi-cumplira-en-el-derbi-su-partido-600-con-el-barca.html
  196. http://www.marca.com/en/football/barcelona/2016/12/29/58650f82ca4741622d8b4625.html
  197. http://www.mundodeportivo.com/futbol/fc-barcelona/20170110/413216685766/messi-25-goles-de-falta-como-koeman.html
  198. http://www.bangkoksoccer.com/News/7146-%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2.html
  199. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view.php?code=170115102025
  200. http://www.sport.es/es/noticias/barca/messi-novena-temporada-marcando-mas-goles-liga-5866935
  201. http://www.marca.com/en/football/barcelona/2017/02/27/58b423db268e3e47088b465e.html
  202. http://www.soccersuck.com/boards/topic/1494452
  203. http://www.soccersuck.com/boards/topic/1494536
  204. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view.php?code=170530082601
  205. https://www.whoscored.com/Regions/206/Tournaments/4/Seasons/6436/Stages/13955/Show/Spain-La-Liga-2016-2017
  206. https://www.whoscored.com/Regions/206/Tournaments/4/Seasons/6436/Stages/13955/PlayerStatistics/Spain-La-Liga-2016-2017
  207. http://www.goal.com/th/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/official-%E0%B9%81%E0%B8%AE%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B2-4-%E0%B8%9B/xp12n12wjrws1dqubjdbc7ki1
  208. http://www.sport-english.com/en/news/barca/lionel-messi-the-best-player-in-the-history-of-la-liga-6210622
  209. http://www1.siamsport.co.th/Column/161010_025.html
  210. http://www.marca.com/en/football/barcelona/2017/08/06/598715c522601dbc5b8b4603.html
  211. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view/21294
  212. http://www.smmsport.com/reader.php?news=206131
  213. https://www.facebook.com/barcathailand/photos/a.639618436066686.1073741832.174229089272292/1883967224965128/?type=3
  214. https://en.wikipedia.org/wiki/FIFPro
  215. "Lionel Messi Biography". Lionelmessi.com. Archived from the original on 2 August 2008. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  216. "FIFA World Youth Championship Netherlands 2005". FIFA. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  217. Vickery, Tim (22 August 2005). "Messi handles 'new Maradona' tag". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  218. "Argentine striker Messi recalled for World Cup qualifier". People's Daily Online. 20 August 2005. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  219. "Messi tries again as Argentina face Paraguay". ESPN Soccernet. 2 September 2005. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  220. Homewood, Brian (10 October 2005). "Messi is a jewel says Argentina coach". Rediff. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  221. "Argentina 4–0 Venezuela: Messi the star turn". Allaboutfcbarcelona.com. 28 March 2009. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  222. "Magic Messi leads Argentina over Brazil". lionel-messi.co.uk. 17 November 2010. สืบค้นเมื่อ 19 November 2010. 
  223. Vickery, Tim (5 June 2006). "Messi comes of age". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  224. "Argentina allay fears over Messi". BBC Sport. 30 May 2006. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  225. "Messi weiter auf der Bank" (ใน German). Kicker.de. 13 June 2006. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  226. "Argentina 6–0 Serbia & Montenegro". BBC Sport. 16 June 2006. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  227. "Holland 0–0 Argentina". BBC Sport. 21 June 2006. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  228. Walker, Michael (26 June 2006). "Rodríguez finds an answer but many questions still remain". London: The Guardian. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  229. "Argentina 2–1 Mexico (aet)". BBC Sport. 24 June 2006. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  230. "Germany 1–1 Argentina". BBC Sport. 30 June 2006. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  231. "Tevez Nets In Argentina Victory". BBC Sport. 29 June 2007. สืบค้นเมื่อ 11 October 2008. 
  232. "Argentina into last eight of Copa". BBC Sport. 3 July 2007. สืบค้นเมื่อ 11 October 2008. 
  233. "Argentina-Paraguay". Conmebol. 5 July 2007. Archived from the original on 29 September 2007. สืบค้นเมื่อ 28 May 2009. 
  234. "Argentina and Mexico reach semis". BBC Sport. 9 July 2007. สืบค้นเมื่อ 11 October 2008. 
  235. "Messi's Magic Goal". BBC Sport. 12 July 2007. สืบค้นเมื่อ 11 October 2008. 
  236. "Brazil victorious in Copa America". BBC Sport. 16 July 2007. สืบค้นเมื่อ 28 May 2009. 
  237. "Lionel Messi out of Olympics after Barcelona win court appeal against Fifa". London: Daily Telegraph. 6 August 2008. สืบค้นเมื่อ 27 May 2009. 
  238. 238.0 238.1 "Barcelona give Messi Olympics thumbs-up". AFP. 7 August 2008. สืบค้นเมื่อ 27 May 2009. 
  239. "Messi sets up Brazil semi". FIFA. 16 August 2008. สืบค้นเมื่อ 27 May 2009. 
  240. Millward, Robert (23 August 2008). "Argentina beats Nigeria 1–0 for Olympic gold". USA Today. สืบค้นเมื่อ 27 May 2009. 
  241. Chadband, Ian (12 June 2010). "Argentina 1 Nigeria 0: match report". London: Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 12 June 2010. 
  242. Chadband, Ian (17 June 2010). "Argentina 4 South Korea 1: match report". London: Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 17 June 2010. 
  243. Smith, Rory (22 June 2010). "Greece 0 Argentina 2: match report". London: Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 22 June 2010. 
  244. Chadband, Ian (27 June 2010). "Argentina 3 Mexico 1: match report". London: Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 27 June 2010. 
  245. White, Duncan (3 July 2010). "Argentina 0 Germany 4: match report". London: Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 3 July 2010. 
  246. "Lionel me prometió venir a mi cumple de quince después del Mundial" (ใน Spanish). Gente Online. สืบค้นเมื่อ 18 June 2009. 
  247. "Aún le mueve el tapete a Messi" (ใน Spanish). El Universal. 19 June 2008. สืบค้นเมื่อ 18 June 2009. [ลิงก์เสีย]
  248. "Luciana Salazar y Messi serían pareja" (ใน Spanish). Crónica Viva. 19 June 2008. สืบค้นเมื่อ 18 June 2009. [ลิงก์เสีย]
  249. 249.0 249.1 "Messi y Antonella pasean por el Carnaval de Sitges su noviazgo". El Periódico de Catalunya (ใน Spanish). 25 February 2009. สืบค้นเมื่อ 18 June 2009. [ลิงก์เสีย]
  250. "Messi, a dicembre... sogni d'oro" (ใน Italian). Calcio Mercato News. 21 April 2009. สืบค้นเมื่อ 13 July 2009. 
  251. "La verdad sobre la nueva novia de Messi" (ใน Spanish). Taringa. 24 February 2009. สืบค้นเมื่อ 18 June 2009. 
  252. [1]
  253. https://www.instagram.com/p/2GTd7TvM4_/
  254. http://www.mirror.co.uk/sport/football/match-reports/atletico-madrid-1-2-barcelona-6433025
  255. "Maxi afirma que Messi deve vir ao Brasil para vê-lo jogar" (ใน Portuguese). Último Segundo. 20 August 2007. สืบค้นเมื่อ 3 November 2009. 
  256. Mayer, Claudius (20 October 2009). "Hört mir auf mit Messi!" (ใน German). TZ Online. สืบค้นเมื่อ 3 November 2009. 
  257. https://www.clarin.com/deportes/messi/leo-antonela-casamiento-500-millones-dolares_0_rJ0nibm4Z.html
  258. http://www.infobae.com/teleshow/infoshow/2017/07/06/danilo-michaut-el-dj-de-la-boda-de-messi-a-las-7-30-me-miro-y-con-un-gesto-me-pidio-que-siguiera-un-poco-mas/
  259. https://www.youtube.com/watch?v=qOfYoHSpDfA
  260. https://www.rosario3.com/radio2/Quien-casara-a-Lionel-Messi-y-Antonela-Rocuzzo-20170630-0013.html
  261. http://fyleonella.tumblr.com/post/164023694445/anonymous-said-to-fyleonella-leo-unfollowing-cesc
  262. http://fyleonella.tumblr.com/post/162444412735/to-turn-our-happiness-into-a-solidarity-act
  263. http://www.elmundo.es/loc/2017/06/29/5954c771268e3ec0498b45d5.html
  264. https://twitter.com/messi10stats/status/880933537951748097
  265. http://fyleonella.tumblr.com/post/162557618460/details-about-the-party-via-la-capital
  266. https://twitter.com/messi10stats/status/883025790346153984
  267. http://fyleonella.tumblr.com/post/162508897345/between-today-and-tomorrow-leo-and-family-will
  268. "Fundación Leo Messi – Nuestra Fundación". Fundacíon Leo Messi. สืบค้นเมื่อ 7 June 2010. 
  269. "Fundación Leo Messi – Home". Fundacíon Leo Messi. สืบค้นเมื่อ 7 June 2010. 
  270. "Ooredoo, Messi Foundation Continue Expansion: Three New Mobile Health Clinics Launched in Algeria"
  271. http://www.givemesport.com/338614-messi-friends-charity-match-to-feature-worlds-best
  272. "Entrevistas – Lionel Messi" (ใน Spanish). Leo-messi.net. สืบค้นเมื่อ 7 June 2010. "El hecho de ser en estos momentos un poco famoso me da la oportunidad de ayudar a la gente que en realidad lo necesita, en especial los niños" 
  273. "Foundation Lionel Messi". En.leo-messi.net. สืบค้นเมื่อ 7 June 2010. 
  274. "UNICEF to announce Lionel Messi as Goodwill Ambassador". Press centre. UNICEF. สืบค้นเมื่อ 30 March 2010. 
  275. "Press centre – UNICEF to announce Lionel Messi as Goodwill Ambassador". UNICEF. สืบค้นเมื่อ 7 June 2010. 
  276. https://www.unicef.org/people/people_52965.html
  277. https://www.unicef.org/media/media_70751.html
  278. http://www.espnfc.com/spanish-primera-division/story/2887818/argentinas-lionel-messi-wins-libel-case-and-donates-damages-to-charity
  279. https://www.facebook.com/LeoMessi/videos/1747997248553195/
  280. https://www.facebook.com/leomessi/videos/1897157420303843/
  281. https://www.facebook.com/FundacionLeoMessi/photos/a.119141984777207.14892.117729371585135/1640990469259010/?type=3
  282. "Messi". PES Unites. สืบค้นเมื่อ 9 June 2009. 
  283. Orry, James (23 June 2009). "Torres signs for PES 2010". Videogamer.com. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009. 
  284. "Motions and Emotions in Barcelona". Konami. 8 June 2009. สืบค้นเมื่อ 9 June 2009. 
  285. "E3 2009: PES 2010: Messi fronts exclusive E3 trailer". Konami. 2 June 2009. สืบค้นเมื่อ 9 June 2009. 
  286. "MOTD magazine crew meet Messi in Barcelona". PESFan (Match of the Day Magazine). สืบค้นเมื่อ 18 June 2009. 
  287. "Watch Zinedine Zidane and Lionel Messi in Adidas ad". London: The Guardian. 27 May 2009. สืบค้นเมื่อ 16 August 2009. 
  288. "Herbalife Becomes New Sponsor". 2 June 2010. สืบค้นเมื่อ 7 June 2010. 
  289. 101 "'Pichichi' y centenario" (ใน Spanish). elmundodeportivo. สืบค้นเมื่อ 17 January 2010. 
  290. "Player – Lionel Messi". National Football Teams. สืบค้นเมื่อ 29 June 2010. 
  291. https://es.wikipedia.org/wiki/Lionel_Messi
  292. "Lionel Andrés Messi – Goals in International Matches". RSSSF. สืบค้นเมื่อ 2 February 2011. 
  293. "Lionel Messi". FIFA.com. สืบค้นเมื่อ 2 February 2011. 
  294. http://www.globesoccer.com/awards/walloffame/#filter=.winners2015
  295. http://iffhs.de/former-results/
  296. http://www.sport-english.com/en/news/barca/leo-messi-mejor-creador-juego-del-mundo-2016-5717404
  297. http://www.topendsports.com/world/lists/annual-awards/champion-of-champions.htm
  298. http://en.toty.uefa.com/history.html
  299. https://www.theguardian.com/football/live/2017/sep/09/barcelona-v-espanyol-la-liga-live
  300. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view.php?code=170112201841
  301. http://www.siamsport.co.th/football/laliga/view.php?code=170205045132
  302. http://www.goal.com/en-us/news/587/copa-america/2016/06/21/24902842/messi-becomes-argentinas-all-time-top-scorer
  303. http://www.espnfc.com/world-cup-qualifying-conmebol/story/3226171/messi-suarez-share-record-for-goals-in-conmebol-world-cup-qualifiers

แหล่งข้อมูลอื่น