โรเจอร์ เฟเดอเรอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โรเจอร์ เฟเดอเรอร์
Roger Federer (26 June 2009, Wimbledon) 2 new.jpg
เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันวิมเบิลดันปี 2009
ประเทศธงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์
ถิ่นพำนักรัฐบาเซิล-ลันท์ชัฟท์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
วันเกิด8 สิงหาคม ค.ศ. 1981 (39 ปี)
บาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ส่วนสูง1.85 เมตร (6 ฟุต 1 นิ้ว)[1]
เทิร์นโปร1998
การเล่นมือขวา (แบ็กแฮนด์มือเดียว)
ผู้ฝึกสอนสเตฟาน เอ็ดเบิร์ก (2014–2015) อิวาน ลูบิซิช (2016–ปัจจุบัน)
เงินรางวัล130,594,339 ดอลลาร์สหรัฐ
Official websiterogerfederer.com
เดี่ยว
สถิติอาชีพ1251–275 (82.0%)
รายการอาชีพที่ชนะ103 (สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเภทชายเดี่ยว)
อันดับสูงสุดNo. 1 (2 กุมภาพันธ์ 2004)
อันดับปัจจุบันNo. 9 (12 กรกฎาคม 2021)[2]
ผลแกรนด์สแลมเดี่ยว
ออสเตรเลียนโอเพนชนะเลิศ (2004, 2006, 2007, 2010, 2017, 2018)
เฟรนช์โอเพนชนะเลิศ (2009)
วิมเบิลดันชนะเลิศ (2003, 2004, 2005, 2006, 2007, 2009, 2012, 2017)
ยูเอสโอเพนชนะเลิศ (2004, 2005, 2006, 2007, 2008)
Other tournaments
Tour Finalsชนะเลิศ (2003, 2004, 2006, 2007, 2010, 2011)
Olympic Gamesเหรียญเงิน (2012)
คู่
สถิติอาชีพ131–92 (58.7%)
รายการอาชีพที่ชนะ8
อันดับสูงสุดNo. 24 (9 มิถุนายน ค.ศ.2003)
ผลแกรนด์สแลมคู่
ออสเตรเลียนโอเพน3R (2003)
เฟรนช์โอเพน1R (2000)
วิมเบิลดันQF (2000)
ยูเอสโอเพน3R (2002)
Other Doubles tournaments
Olympic Gamesเหรียญทอง (2008)
Team Competitions
Davis Cupชนะเลิศ (2014)
Hopman Cupชนะเลิศ (2001, 2018, 2019)
อัปเดตล่าสุดเมื่อ: 19 กรกฎาคม 2021

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (เยอรมัน: Roger Federer, ออกเสียง: [ˈrɔdʒər ˈfeːdərər];[3] เกิด: 8 สิงหาคม ค.ศ. 1981) เป็นนักเทนนิสอาชีพชายชาวสวิสมือวางอันดับ 9 ของโลกคนปัจจุบัน เขาเป็นหนึ่งในสามผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุดจำนวน 20 สมัยร่วมกับ ราฟาเอล นาดัล และ นอวาก จอกอวิช และเป็นเจ้าของสถิติชนะเลิศรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล จำนวน 6 สมัย เฟเดอเรอร์ขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 ยาวนานต่อเนื่องจนถึง 17 สิงหาคม ค.ศ. 2008 รวมเป็นระยะเวลา 237 สัปดาห์ติดต่อกันซึ่งถือเป็นสถิติการครองตำแหน่งอันดับ 1 ติดต่อกันที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์[4] อีกทั้งยั้งเป็นผู้เล่นชายที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ด้วยจำนวนสัปดาห์รวมที่มากที่สุดเป็นอันดับสองรวม 310 สัปดาห์[5] และครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 เมื่อจบสิ้นปีอีก 5 ครั้ง[6]

แฟนๆและสื่อต่างยกย่องให้เฟเดอเรอร์เป็นหนึ่งในสามผู้เล่นชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเทนนิส (Big Three)[7][8][9][10] ร่วมกับราฟาเอล นาดัล และ นอวาก จอกอวิช รวมทั้งเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล[11][12][13][14] เขาถือเป็นชาวสวิสคนแรกที่ยังมีชีวิตอยู่และมีรูปอยู่ในแสตมป์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยแสตมป์ดังกล่าวถูกผลิตใน ค.ศ. 2007 เป็นรูปเฟเดอเรอร์กับถ้วยแชมป์วิมเบิลดัน[15] และเป็นผู้เล่นที่ได้รับรางวัลนักกีฬาชายยอดเยี่ยมแห่งปีของโลก (Laureus World Sportsman of the Year) มากที่สุดจำนวน 5 สมัย[16] และรางวัลนักเทนนิสยอดเยี่ยมประจำปีของเอทีพี ทัวร์ อีก 5 สมัย[17] รวมทั้งรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากการโหวตของเพื่อนนักเทนนิสด้วยกัน (Stefan Edberg Sportsmanship Award) อีก 13 สมัย และยังได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารไทม์ให้มีชื่ออยู่ใน 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกในปี 2018[18] เขายังถือเป็นผู้เล่นขวัญใจแฟนเทนนิสทั่วโลก[19] โดยได้รับรางวัลขวัญใจอันดับหนึ่งจากการโหวตของแฟนๆผ่านเว็บไซต์เอทีพี ทัวร์ 18 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่ ค.ศ. 2003-2020[20] และยังเคยดำรงตำแหน่งประธานสภานักเทนนิสของเอทีพี ทัวร์ ตั้งแต่ ค.ศ. 2008-2014[21]

เฟเดอเรอร์ชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวจำนวน 20 สมัย[22] ประกอบด้วยออสเตรเลียนโอเพน 6 สมัย, เฟรนช์โอเพน 1 สมัย, วิมเบิลดัน 8 สมัย (สถิติมากที่สุดในประเภทชายเดี่ยว) และ ยูเอสโอเพน 5 สมัย รวมทั้งชนะเลิศรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 จำนวน 28 สมัย และภายหลังจากชนะเลิศรายการเฟรนช์โอเพนใน ค.ศ. 2009 ส่งผลให้เขาเป็นนักเทนนิสชายคนที่ 6 ที่ชนะเลิศการแข่งขันแกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ (Career Grand Slam) ในส่วนของการแข่งขันระดับนานาชาติ เฟเดอเรอร์ชนะเลิศรายการเดวิสคัพร่วมกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ 1 สมัย (ค.ศ. 2014) และ รายการฮอพแมนคัพอีก 3 สมัย[23] (ค.ศ. 2001, 2018 และ 2019) รวมทั้งคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันประเภทชายเดี่ยวในโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 และเหรียญทองในประเภทคู่ในโอลิมปิกฤดูร้อน 2008

เขาเป็นเจ้าของสถิติโลกในวงการมากมาย เช่น การครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกจำนวน 237 สัปดาห์ติดต่อกัน, เป็นผู้เล่นที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ที่มีอายุมากที่สุด (36 ปี: ค.ศ. 2018), เป็นผู้เล่นที่ลงแข่งขันแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุด (429 นัด), ทำสถิติเข้าชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยว 31 รายการ (รวมทั้งเข้าชิงชนะเลิศติดต่อกัน 10 รายการ) และเข้ารอบรองชนะเลิศ 46 รายการ (รวมทั้งเข้ารอบรองชนะเลิศติดต่อกัน 23 รายการ), ทำสถิติคว้าชัยชนะติดต่อกันได้มากที่สุดในยุคโอเพนบนพื้นคอร์ต 2 ประเภท ได้แก่ คอร์ตหญ้าจำนวน 65 นัด[24] และ ฮาร์ดคอร์ตจำนวน 56 นัดติดต่อกัน[25], เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพนในปีเดียวกันได้ 3 ครั้ง (ค.ศ. 2004, 2006 และ 2007) และชนะเลิศแกรนด์สแลม 3 รายการดังกล่าวได้อย่างน้อย 5 สมัยในแต่ละรายการ, เป็นผู้เล่นคนเดียวในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการยูเอสโอเพนติดต่อกัน 5 สมัย, เป็นหนึ่งในสองผู้เล่นชายในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการวิมเบิลดันติดต่อกัน 5 สมัย (ร่วมกับ บียอร์น บอร์ก), เป็นผู้เล่นคนเดียวที่คว้าชัยชนะในการแข่งขันวิมเบิลดันเกิน 100 นัด[26] และเป็นผู้เล่นที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศและเข้าชิงชนะเลิศรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล มากที่สุด (6 สมัย และ 10 ครั้งตามลำดับ)[27]

เฟเดอเรอร์คว้าตำแหน่งชนะเลิศจากการแข่งขันในประเภทชายเดี่ยวจำนวน 103 รายการ ซึ่งเป็นสถิติที่มากที่สุดเป็นอันดับที่สองตลอดกาล (รองจาก จิมมี คอนเนอร์ ที่ทำไว้จำนวน 109 รายการ)[28] และคว้าชัยชนะในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยวจำนวน 1,251 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติอันดับสองเช่นกัน (รองจาก จิมมี่ คอนเนอร์ ที่ทำไว้จำนวน 1,274 นัด) อีกทั้งยังเป็นผู้เล่นที่ลงแข่งขันในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุดเป็นอันดับสองจำนวน 1,526 นัด (รองจาก จิมมี คอนเนอร์ ที่ลงแข่งขันจำนวน 1,557 นัด)

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

เฟเดอเรอร์เกิดที่เมืองบาเซิลในประเทศสวิตเซอร์แลนด์[29] เป็นบุตรของ โรเบิร์ต เฟเดอเรอร์ บิดาซึ่งเป็นคนเชื้อสายสวิส-เยอรมัน และ ลินเนตต์ เฟเดอเรอร์ มารดาซึ่งมีเชื้อสายแอฟริกาใต้ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ทำงานให้กับบริษัทเภสัชกรรม โดยมารดาของเขาเคยเป็นนักกีฬาฮอกกี้ เขายังมีพี่สาวหนึ่งคนคือ "ไดอาน่า" เฟเดอเรอร์ถือสัญชาติสองสัญชาติได้แก่ สวิส และแอฟริกาใต้ เขาเติบโตในแถบชานเมือง Münchenstein ซึ่งห่างจากชายแดนฝรั่งเศสและเยอรมนีไป 10 นาที ในวัยเด็กเขาเป็นคนที่อารมณ์ร้อนจนถูกไล่ออกจากสนามซ้อมและเคยทะเลาะวิวาทที่โรงเรียนบ่อยครั้ง เขาเคยมีความคิดที่จะเป็นนักฟุตบอลแต่ได้ตัดสินใจเลือกเป็นนักเทนนิสแทน[30] โดยยังคงเป็นแฟนฟุตบอลมาจนถึงปัจจุบันและชื่นชอบ เอฟซีบาเซิล ทีมในลีกสวิส[31] รวมทั้งสนับสนุนทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์[32][33] ไอดอลในกีฬาเทนนิสของเขาได้แก่ สเตฟาน เอดเบิร์ก, บอริส เบคเกอร์ และ พีต แซมพราสและมีนักเทนนิสหญิงที่ชื่นชอบคือ เซเรนา วิลเลียมส์

ปัจจุบันเฟเดอเรอร์อาศัยอยู่ที่ Bottmingen ในสวิตเซอร์แลนด์และสมรสกับอดีตนักเทนนิสหญิง "มิโรสลาวา วาฟริเนค" (เมียร์ก้า) ซึ่งเลิกเล่นอาชีพในปี 2002 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่เท้า โดยทั้งคู่พบกันที่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ที่ซิดนีย์ ปี 2000 ทั้งคู่มีลูกแฝดสองคู่โดยเป็นแฝดหญิงในปี 2010 และแฝดชายในปี 2014 เฟเดอเรอร์มีธุรกิจเป็นของตนเองโดยได้เปิดตัวน้ำหอม ยี่ห้อ "อาร์เอฟ คอสเมติคส์ " (RF Cosmetics) ในเดือนตุลาคมปี 2003[32] ในเวลาว่างครอบครัวของเขาชอบไปพักผ่อนที่ มัลดีฟส์, ดูไบ และเทือกเขาสวิส[32][34] เฟเดอเรอร์ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น, อาหารอิตาเลียน และ อาหารอินเดีย และยังชื่นชอบของหวานโดยเฉพาะช็อคโกแลตและไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รี[35] เขามีเครื่องรางประจำตัวซึ่งจะพกติดตัวไปด้วยในการแข่งขันทุกรายการคือตุ๊กตาเต่าสีทอง และมีงานอดิเรกคือการเล่นเปียโน เขาสามารถสื่อสารได้หลายภาษา[36] ได้แก่ ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาเยอรมัน และ ภาษาสวิส-เยอรมัน

ประวัติการเล่นอาชีพ[แก้]

ระดับเยาวชน[แก้]

เฟเดอเรอร์ เริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุ 6 ปี[37] จนกระทั่งเมื่ออายุ 14 ปี เฟเดอเรอร์ถูกเลือกให้เข้ารับการฝึกฝนในสถาบันชื่อดัง “Swiss National Tennis Center“ และในที่สุด เฟเดอเรอร์ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการ ไอทีเอฟ ระดับจูเนียร์ ปี 1996[38] และเขาก็สร้างชื่อให้กับตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์วิมเบิลดัน จูเนียร์ ในปี 1998 ก่อนที่จะเริ่มเล่นอาชีพอย่างเป็นทางการ[39]

เริ่มเล่นอาชีพอย่างเป็นทางการ[แก้]

1998-2000: ช่วงเริ่มต้น[แก้]

เฟเดอเรอร์ในปี 1998 ซึ่งเป็นปีแรกที่เขาเริ่มเล่นอาชีพ

เฟเดอเรอร์เริ่มเส้นทางอาชีพในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 1998 และเป็นนักเทนนิสที่อายุน้อยที่สุดที่มีอันดับติดท็อป 100 ในปีนั้น ต่อมาในปี 2000 เฟเดอเรอร์ ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนที่ซิดนีย์ได้สำเร็จ แต่ก็พลาดการคว้าเหรียญทองแดงหลังจากพ่ายให้กับ อาร์โนลด์ ดิ ปาสกาล จากฝรั่งเศส ในขณะที่ในรายการใหญ่อย่างแกรนด์สแลม และมาสเตอร์ซีรีส์ (เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ในปัจจุบัน) เฟเดอเรอร์ยังคงทำผลงานไม่น่าประทับใจและก็จบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับที่ 29 ของโลก[40]

2001-2003: แจ้งเกิดในวงการ[แก้]

เฟเดอเรอร์สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศรายการแรกได้ที่มิลาน ในปี 2001 ตามด้วยการผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในแกรนด์สแลมวิมเบิลดัน หลังจากพลิกล็อกเอาชนะ พีต แซมพราส อดีตตำนานชาวอเมริกัน ส่งผลให้อันดับของเฟเดอเรอร์ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 13[41]

ในปี 2002 เฟเดอเรอร์สามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในรายการมาสเตอร์ได้เป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องพ่ายให้กับ อานเดร แอกัสซี ไปตามคาด แต่เขาก็กลับมาคว้าแชมป์ในรายการที่ ฮัมบวร์ค ได้สำเร็จ รวมถึงเอาชนะในรายการเดวิส คัพ ได้ทั้งสองนัดที่เขาลงสนามในการพบกับ มารัต ซาฟิน และ เยฟกินี่ คาเฟนิคอฟ 2 นักเทนนิสรัสเซีย อย่างไรก็ตาม เขาต้องตกรอบในแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน, วิมเบิลดัน และยูเอสโอเพน แต่ในช่วงปลายปีอันดับของเฟเดอเรอร์ได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 ของโลก ส่งผลให้เขาได้เข้าร่วมรายการ มาสเตอร์ คัพ (เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ในปัจจุบัน) ได้เป็นปีแรกและสามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศก่อนจะพ่ายให้กับ เลย์ตัน ฮิววิตต์

ในปี 2003 เฟเดอเรอร์ทำผลงานได้ดีขึ้นตามลำดับ เขาปิดฉากฤดูกาลด้วยการขึ้นถึงอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยผลงานคว้าแชมป์ได้ถึง 8 รายการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมครั้งแรกในรายการวิมเบิลดันโดยชนะ มาร์ก ฟิลิปัสซิส จากออสเตรเลียได้ในรอบชิงชนะเลิศ นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีเฟเดอเรอร์ก็ยังคว้าแชมป์ มาสเตอร์ คัพ ที่สหรัฐอเมริกาได้หลังจากเอาชนะ อานเดร แอกัสซี[42]

2004: ขึ้นสู่มือวางอันดับ 1 ของโลก[แก้]

ในปี 2004 เฟเดอเรอร์สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นอันดับ 1 ของโลกได้สำเร็จ และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหนึ่งในนักเทนนิสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน[43] เขาสามารถคว้าแชมป์แกรนดสแลมได้ถึง 3 รายการ (ออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน) และทำสถิติไม่แพ้ให้กับนักเทนนิสในบรรดาอันดับท็อป 10 ตลอดทั้งปี แต่เขาก็ต้องผิดหวังในแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน รวมถึงโอลิมปิกส์ฤดูร้อนปี 2004 ซึ่งเขาตกรอบ 32 คนสุดท้าย[44] อย่างไรก็ตาม เฟเดอเรอร์สามารถป้องกันแชมป์ มาสเตอร์ คัพ ได้หลังจากเอาชนะเลย์ตัน ฮิววิตต์ ในปีนี้ เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์ได้ถึง 11 ราย และมีสถิติชนะถึง 74 นัด แพ้เพียง 6 นัด แม้ว่าตลอดทั้งปีเขาจะลงเล่นโดยที่ไม่มีโค้ชประจำตัวดูแลเลยก็ตาม ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลนักเทนนิสยอดเยี่ยม (ITF Tennis World Champion) ไปครอง

2005-2007: ยุคแห่งความรุ่งเรือง[แก้]

ในปี 2005 แม้ว่าเขาจะตกรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน แต่เขาสามารถคว้าแชมป์หลังจากนั้นได้ 3 รายการ ก่อนที่จะมาตกรอบรองชนะเลิศเฟรนช์โอเพนโดยแพ้ใหกับ ราฟาเอล นาดัลจากสเปนซึ่งถือเป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขามาจนถึงปัจจุบัน เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์วิมเบิลดันได้เป็นสมัยที่ 2 โดยเอาชนะ แอนดี ร็อดดิก ได้ในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการคว้าแชมป์ยูเอสโอเพน แม้ว่าในรายการ มาสเตอร์ คัพ เฟเดอเรอร์จะไม่สามารถป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ แต่เขาก็มีสถิติชนะถึง 83 นัดและแพ้เพียง 3 นัด ในปีนี้พร้อมกับจบฤดูกาลด้วยการครองตำแหน่งอันดับ 1 อีกครั้ง[45]

ในปี 2006 เฟเดอเรอร์สามารถคว้าแชมป์แกรนดสแลมได้ 3 รายการอีกครั้ง (ออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน) และจบฤดูกาลด้วยการครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ต่อไปอย่างเหนียวแน่น รวมทั้งยังคว้าแชมป์ในรายการอื่นๆได้อีก 9 รายการ เขาคว้าแชมป์วิมเบิลดันได้เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกันโดยเอาชนะนาดัลในรอบชิงชนะเลิศ รวมถึงการกลับมาคว้าแชมป์ มาสเตอร์ คัพ ได้เป็นสมัยที่ 3 โดยเอาชนะ เจมส์ เบลค ได้ โดยภาพรวมในปีนี้ เฟเดอเรอร์แพ้ให้กับนักเทนนิสเพียง 2 รายเท่านั้นได้แก่ นาดัล และ แอนดี มาร์รี ผู้เล่นชาวสกอต[46]

ในปี 2007 เฟเดอเรอร์ป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้สำเร็จ ภายหลังจากเอาชนะ เฟร์นานโด กอนซาเลซ ผู้เล่นชิลีในรอบชิงชนะเลิศ ส่งผลให้เขาสามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 10 ได้ พร้อมทำสถิติเป็นนักเทนนิสชายคนที่สองในยุคโอเพนที่คว้าแชมป์แกรนด์แสลมได้แบบไม่เสียเซตเลยตลอดการแข่งขันนับจาก บียอร์น บอร์ก ใน ค.ศ. 1980 หลังจากนั้น เฟเดอเรอร์ก็ทำสถิติชนะติดต่อกันทุกรายการได้ถึง 41 นัด ก่อนที่จะแพ้ให้กับ กิลแยร์โม่ คานาส ชาวอาร์เจนตินาที่ อินเดียน เวลล์, รัฐแคลิฟอร์เนีย และถัดมาในรายการ โซนี่ อีริคส์สัน โอเพน ที่ ไมแอมี เฟเดอเรอร์ก็ต้องแพ้ให้กับ คานาส ไปอีกครั้ง

เฟเดอเรอร์ในรอบชิงชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ที่ มงเต-การ์โล ปี 2007

เข้าสู่การแข่งขันคอร์ตดิน เฟเดอร์เรอร์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ที่ มงเต-การ์โล ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แต่เขาต้องเป็นฝ่ายแพ้ให้กับนาดัลไปอีกเช่นเคย หลังจากนั้น เขาสามารถคว้าแชมป์บนคอร์ตดินได้เป็นครั้งแรกในรายการ ฮัมบวร์ค มาสเตอร์ โดยเอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของเฟเดอเรอร์ในการพบกับนาดัลบนคอร์ตดิน พร้อมทั้งเป็นการหยุดสถิติชัยชนะรวด 81 นัดบนคอร์ตดินของนาดัลได้อีกด้วย[47] อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์ก็ต้องพ่ายให้กับนาดัลเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในรอบชิงชนะเลิศ[48]

เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันยูเอสโอเพนปี 2008

เฟเดอเรอร์ได้ประกาศถอนตัวจากรายการคอร์ตหญ้าที่ ฮัลเลอ, เยอรมนี เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ก่อนที่จะหายทันลงเล่นแกรนด์สแลมวิมเบิลดันและนี่ถือเป็นปีแรกที่เขาเข้าร่วมการแข่งขันแบบที่ไม่ได้เตรียมตัวเลย แต่เขาก็สามารถคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน[49] หลังจากเอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งซึ่งทำให้เขาคว้าแชมป์รายการนี้เท่ากับ บียอร์น บอร์ก (5 สมัย) และยังคว้าแชมป์แกรนด์สแลมยูเอสโอเพนได้โดยเอาชนะ นอวาก จอกอวิช ได้ในรอบชิงชนะเลิศ[50] ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยแชมป์รายการมาสเตอร์ คัพ อีกหนึ่งสมัย[51]

2008: แชมป์ยูเอสโอเพนสมัยที่ 5 และเหรียญทองโอลิมปิกประเภทคู่[แก้]

เฟเดอเรอร์ไม่สามารถป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยแพ้ให้กับจอกอวิชในรอบรองชนะเลิศ[52] ตามด้วยการแพ้ให้กับ แอนดี มาร์รี ในรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่ ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่อมา เขาแพ้ให้กับ มาร์ดี้ ฟิช ในรอบรองชนะเลิศแปซิฟิคโอเพน จากนั้น ในรายการที่ เคย์บิสคาน เขาแพ้ให้กับ แอนดี ร็อดดิก แต่เขาสามารถคว้าแชมป์แรกในปีนี้ได้ในรายการคอร์ตดินที่โปรตุเกส

เข้าสู่การแข่งขันเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์ก็ยังไม่สมหวังอีกเช่นเคยโดยแพ้ให้กับนาดัลไปอีกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และถือเป็นปีที่ 3 ที่แพ้นาดัลในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนที่จะกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งที่ ฮัลเลอ แต่ในรายการวิมเบิลดัน เฟเดอเรอร์ แพ้ให้กับนาดัลไป 2-3 เซตในรอบชิงชนะเลิศ[53] ซึ่งนัดดังกล่าวต้องเล่นกันถึง 4 ชั่วโมง 48 นาทีและได้รับการโหวตจากแฟนๆให้เป็นหนึ่งในนัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง[54] ส่งผลให้เฟเดอเรอร์ต้องหยุดสถิติการคว้าชัยชนะบนคอร์ตหญ้าจำนวน 65 นัดลง และเขาต้องหยุดสถิติการครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ติดต่อกันจำนวน 237 สัปดาห์ติดต่อกันในเดือนสิงหาคมโดยเสียตำแหน่งให้กับนาดัล[55] อย่างไรก็ตามเขาสามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้หนึ่งรายการในปีนี้จากการเอาชนะมาร์รีในรอบชิงชนะเลิศยูเอสโอเพน และสามารถคว้าเหรียญทองประเภทคู่จากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ร่วมกับสตาน วาวรีงกา เฟเดอเรอร์ปิดท้ายฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี และตกรอบแรกรายการมาสเตอร์ คัพ

2009: Career Grand Slam[แก้]

เฟเดอเรอร์แพ้ให้กับนาดัลในรอบชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เฟเดอเรอร์สามารถสร้างสถิติใหม่ให้แก่ตนเองในการคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนได้เป็นสมัยแรกโดยเอาชนะโรบิน เซอเดอร์ลิง จากสวีเดนไปได้และทำสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวได้เป็นสมัยที่ 14 เทียบเท่ากับ พีต แซมพราสและถือเป็นผู้เล่นชายคนที่ 6 ที่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ[56] ต่อมาเขาสามารถทำลายสถิติของแซมพราสได้สำเร็จ ภายหลังจากที่ชนะเลิศวิมเบิลดันได้เป็นสมัยที่ 6 โดยเอาชนะ แอนดี ร็อดดิก ในการแข่งขัน 5 เซต ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์[57] ส่งผลให้เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ 15 รายการ มากที่สุดในประเภทชายเดี่ยวในขณะนั้น[58]

เฟเดอเรอร์ทำสถิติชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทุกรายการในการแข่งขันเฟรนช์โอเพนปี 2009

เขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูเอสโอเพนได้อีกครั้ง ก่อนจะแพ้ให้กับ ฆวน มาร์ติน เดล โปโตรจากอาร์เจนตินา[59] ซึ่ง เดล โปโตร ถือเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวจนถึงปัจจุบันนอกเหนือจากนาดัลและจอกอวิชที่สามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ในการแข่งขันชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม[60] เฟเดอเรอร์ตกรอบรองชนะเลิศ รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ที่กรุงลอนดอน (เป็นปีแรกที่เปลี่ยนชื่อมาจากรายการมาสเตอร์ คัพ) และจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกเป็นครั้งที่ 5

2010: แชมป์ออสเตรเลียนโอเพนสมัยที่ 4[แก้]

เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้เป็นสมัยที 4 โดยเอาชนะมาร์รีได้ในรอบชิงชนะเลิศและเป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 16 อย่างไรก็ตาม เขาไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันแกรนด์สแลมอีก 3 รายการที่เหลือ และอันดับโลกของเขาได้ตกไปอยู่อันดับที่ 3 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี 8 เดือน โดยในช่วงกลางปีเฟเดอเรอร์ได้แต่งตั้งให้ พอล แอนนาโคน อดีตผู้เล่นชื่อดังชาวอเมริกันเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน[61] โดยแอนนาโคนเคยทำหน้าที่ฝึกสอนให้ผู้เล่นระดับโลกหลายรายรวมทั้ง พีต แซมพราส และ ทิม เฮนแมน เฟเดอเรอร์จบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ในรายการที่สวีเดนและสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งคว้าแชมป์รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ได้เป็นสมัยที่ 5[62]

เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้เป็นสมัยที่ 4 ในปี 2010 และ เป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 16 ในอาชีพ

2011: ความล้มเหลวในแกรนด์สแลม[แก้]

เฟเดอเรอร์ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพนก่อนที่จะแพ้ให้กับจอกอวิช[63] ถัดมาในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์สามารถเอาชนะจอกอวิชคืนได้ในรอบรองชนะเลิศและเป็นการหยุดสถิติการคว้าชัยชนะติดต่อกัน 43 นัดรวมทุกรายการของจอกอวิชลงได้ อย่างไรก็ตาม เฟเดอเรอร์เข้าไปแพ้ให้กับนาดัลในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งและเขาไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ในอีกสองรายการใหญ่ทั้งในวิมเบิลดันและยูเอสโอเพน[64] โดยเฉพาะในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศยูเอสโอเพน เฟเดอเรอร์แพ้ให้กับจอกอวิชไป 2-3 เซต ทั้งที่ได้เปรียบถึง 2 Match Points ในนัดดังกล่าว จากความพ่ายแพ้ในนัดนี้ส่งผลให้นี่เป็นฤดูกาลแรกในรอบ 9 ปีที่เฟเดอเรอร์ไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้เลยแม้แต่รายการเดียว อย่างไรก็ตามเขายังสามารถจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ 3 รายการสุดท้ายของปีในการแข่งขันในร่ม (Indoor Hard Court) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และ รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ซึ่งเป็นการทำสถิติชนะเลิศรายการนี้เป็นสมัยที่ 6[65] เขาจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 3

2012: ครองมือวางอันดับ 1 ของโลกครบ 300 สัปดาห์[แก้]

เฟเดอเรอร์แพ้นาดัลในรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน จากนั้นเขาสามารถชนะเลิศรายการที่ร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้โดยการเอาชนะ ฆวน มาร์ติน เดล โปโตร ก่อนจะลงแข่งขันรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่ดูไบ และเอาชนะ แอนดี มาร์รี ในรอบชิงชนะเลิศคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 5 ต่อมา เขาทำสถิติชนะเลิศรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 จำนวน 19 รายการเท่ากับนาดัลในขณะนั้นโดยการคว้าแชมป์ที่อินเดียนเวลส์

เฟเดอเรอร์ทำอันดับแซงนาดัลขึ้นสู่อันดับที่ 2 ของโลกได้ในเดือนพฤษภาคม แต่เขาแพ้ให้กับจอกอวิชในรอบรองชนะเลิศเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์กลับมาคว้าแชมป์วิมเบิลดันได้อีกครั้งโดยเอาชนะมาร์รีในรอบชิงชนะเลิศซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 7[66] และถือเป็นสถิติที่มากที่สุดเทียบเท่ากับ พีต แซมพราสและเฟเดอเรอร์ได้กลับขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 อีกครั้ง โดยทำลายสถิติการครองตำแหน่งอันดับ 1 ของแซมพราสที่ทำไว้จำนวน 286 สัปดาห์ได้สำเร็จ เขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงลอนดอน ก่อนจะแพ้ให้กับมาร์รี ทำได้เพียงคว้าเหรียญเงินมาครอง ก่อนจะตกรอบ 8 คน สุดท้ายในการแข่งขันยูเอสโอเพน ในช่วงปลายปีเฟเดอเรอร์ทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนแรกที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ครบ 300 สัปดาห์[67] และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ก่อนจะแพ้ให้กับจอกอวิช

2013: ปีแห่งการบาดเจ็บ[แก้]

ตลอดทั้งปี 2013 เฟเดอเรอร์ไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้เลยโดยมีอาการบาดเจ็บบริเวณหลังรบกวนตลอดปี[68] และอันดับโลกของเขาได้หลุดจาก 4 อันดับแรกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 ในเดือนธันวาคม สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก อดีตตำนานผู้เล่นชาวสวีเดนได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนให้แก่เฟเดอเรอร์[69]

2014: แชมป์เดวิสคัพ[แก้]

เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนปี 2014

เฟเดอเรอร์เริ่มต้นโดยการแพ้นาดัลในรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน[70] ก่อนจะคว้าแชมป์ที่ดูไบได้เป็นสมัยที่ 6 โดยเอาชนะโทมัส เบอร์ดิช ในรอบชิงชนะเลิศ ต่อมาเขาพาสวิตเซอร์แลนด์เอาชนะทีมชาติคาซัคสถานได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเดวิส คัพ ในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์แพ้ให้กับ เออร์เนสต์ กูลบิส จากลัตเวียในรอบที่ 4 ก่อนจะผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศที่วิมเบิลดันและแพ้ให้กับจอกอวิชในการแข่งขัน 5 เซต[71]

เฟเดอเรอร์เอาชนะ ดาวิต เฟร์เรร์ ในรายการที่ซินซินแนติ ก่อนจะแพ้ให้กับมาริน ซิลิช จากโครเอเชียในรอบรองชนะเลิศยูเอสโอเพน ต่อมาในรอบรองชนะเลิศ เดวิส คัพ ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์สามารถเอาชนะอิตาลีผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1992 ก่อนที่เฟเดอเรอร์จะคว้าแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ที่เซี่ยงไฮ้และกลับขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี และเขาสามารถพาสวิตเซอร์แลนด์คว้าแชมป์ เดวิส คัพ ได้เป็นสมัยแรกโดยเอาชนะฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศ[72] เฟเดอเรอร์ลงแข่งขันรายการสุดท้ายของปีโดยผ่านเข้าชิงชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล พบกับจอกอวิช แต่เขาต้องถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บ

2015: คว้าชัยชนะครบ 1,000 นัด[แก้]

ในปีนี้เฟเดอเรอร์ทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนที่ 3 ที่สามารถคว้าชัยชนะได้ครบ 1,000 นัดในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว[73] ต่อจาก จิมมี คอนเนอร์ และ อิวาน เลนเดิล ภายหลังจากชนะเลิศรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 250 ที่บริสเบน[74] ก่อนจะคว้าแชมป์ที่ดูไบได้เป็นสมัยที่ 7 โดยเอาชนะจอกอวิชในรอบชิงชนะเลิศและทำสถิติเป็นผู้เล่นคนที่ 4 นับตั้งแต่ปี 1991 ที่สามารถเสิร์ฟเอชได้ครบ 9,000 ครั้งในอาชีพ[75] อย่างไรก็ตามเฟเดอเรอร์ไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้เลยในปีนี้ โดยตกรอบ 3 ในออสเตรเลียนโอเพน และตกรอบ 8 คนสุดท้ายเฟรนช์โอเพน ก่อนจะผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันและยูเอสโอเพนซึ่งเขาแพ้ให้กับจอกอวิชไปทั้งสองรายการ แต่เขาสามารถเอาชนะจอกอวิชได้ในรอบชิงชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ที่ซินซินแนติ คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 7 ตามด้วยการคว้าแชมป์เอทีพี ทัวร์ 500 ที่บาเซิลเป็นสมัยที่ 7 โดยเอาชนะนาดัลในรอบชิงชนะเลิศ เฟเดอเรอร์ปิดท้ายฤดูกาลด้วยรองแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับจอกอวิชไปอีกครั้ง สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก ได้ยุติบทบาทการทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนให้กับเขา และอิวาน ลูบิซิช อดีตผู้เล่นชาวโครเอเชียจะเข้ามาเป็นผู้ฝึกสอนแทน[76]

2016: ปีแห่งการบาดเจ็บอีกครั้ง[แก้]

เฟเดอเรอร์ยังไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมเพิ่มได้และมีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่การบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าตั้งแต่ช่วงต้นปีและเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดก่อนจะพักรักษาตัวจนถึงเดือนพฤษภาคม[77] รวมทั้งถอนตัวจากการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เขาสามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศวิมเบิลดันได้ก่อนจะแพ้ให้กับ มิลอช ราวนิช โดยที่มีอาการบาดเจ็บหัวเข่ากำเริบอีกครั้ง[78] หลังจบการแข่งขันเฟเดอเรอร์ประกาศยุติการแข่งขันในทุกรายการที่เหลือของปี

2017: ทวงความยิ่งใหญ่[แก้]

เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันวิมเบิลดัน

ในปีนี้เฟเดอเรอร์สามารถกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้โดยคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้สองรายการได้แก่ออสเตรเลียนโอเพนและวิมเบิลดัน และเป็นการกลับมาคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ในรอบ 5 ปี โดยเอาชนะนาดัลในออสเตรเลียนโอเพนและเอาชนะ มาริน ซิลิช ในวิมเบิลดัน เฟเดอเรอร์เริ่มต้นฤดูกาลในออสเตรเลียนโอเพนด้วยการเป็นมือวางอันดับ 17 ของโลกซึ่งถือเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดของเขาในรอบ 15 ปี และในรอบรองชนะเลิศ เขาทำสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในรอบ 26 ปีที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแกรนด์สแลมได้ในวัย 35 ปี นับตั้งแต่จิมมี คอนเนอร์ ทำได้ในปี 1991[79] และเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมนับตั้งแต่ เคน โรเซวอลล์ ในปี 1974 และการเอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศถือเป็นการชนะนาดัลในแกรนด์สแลมได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันปี 2007

ภายหลังจากคว้าแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ได้ทั้งสองรายการที่อินเดียนเวลส์ และ ไมแอมี เฟเดอเรอร์ตัดสินใจไม่ลงแข่งขันในรายการคอร์ตดินเพื่อรักษาสภาพร่างกาย และเขาไม่ประสบความสำเร็จในรายการยูเอสโอเพนโดยแพ้ให้กับ ฆวน มาร์ติน เดล โปโตร ในรอบ 8 คนสุดท้าย เฟเดอเรอร์ปิดฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ชายเดี่ยวรายการที่ 95 ซึ่งเป็นสถิติที่มากที่สุดอันดับที่สองรองจากจิมมี คอนเนอร์ ด้วยการคว้าแชมป์ในรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ที่เซี่ยงไฮ้ ตามด้วยการคว้าแชมป์ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับ ดาวิด กอฟแฟง จากเบลเยียม[80]

2018: แชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 20[แก้]

เฟเดอเรอร์เริ่มต้นด้วยการชนะเลิศรายการ ฮอพแมน คัพ ร่วมกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยเอาชนะ มาริน ซิลิช ได้ในรอบชิงชนะเลิศ และทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่ชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวจำนวน 20 สมัย ต่อมา เฟเดอเรอร์ชนะเลิศรายการร็อตเตอร์ดัมได้เป็นสมัยที่ 3 และกลับคืนสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ได้อีกครั้งพร้อมทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ที่มีอายุมากที่สุด (36 ปี 195 วัน) เฟเดอเรอร์ไม่ลงแข่งขันในรายการคอร์ตดินเป็นปีที่สองติดต่อกัน ต่อมา เขาเสียตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ในเดือนมิถุนายนหลังจากที่เขาไม่สามารถป้องกันแชมป์ที่ ฮัลเลอ ได้ โดยแพ้ให้กับ บอร์นา โชริช ดาวรุ่งชาวโครเอเชีย[81] ก่อนจะตกรอบ 8 คนสุดท้ายที่วิมเบิลดัน และตกรอบที่ 4 ในยูเอสโอเพน โดยแพ้ให้กับ เควิน แอนเดอร์สัน และ จอห์น มิลแมน ตามลำดับ เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์รายการที่ 99 ในอาชีพได้โดยการป้องกันแชมป์ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ[82] จากเยอรมนี เขาจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งมือวางอันดับ 3

2019: แชมป์รายการที่ 100 และชัยชนะนัดที่ 1,200 ในอาชีพ[แก้]

เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ที่ซินซินแนติ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรายการที่เขาคว้าแชมป์ได้ถึง 7 สมัย

ในปีนี้ แม้ว่าเฟเดอเรอร์จะไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์แกรนด์สแลม แต่เขาได้สร้างสถิติใหม่ด้วยคว้าแชมป์รายการที่ 100 ในอาชีพได้ในรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่ดูไบ[83] และ คว้าชัยชนะนัดที่ 1,200 ในอาชีพได้[84] โดยเอาชนะ กาแอล มงฟิล์ส ในการแข่งขันเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ที่กรุงมาดริด ซึ่งทั้งสองสถิติถือเป็นสถิติที่มากที่สุดเป็นอันดับที่สองรองจาก จิมมี คอนเนอร์ เฟเดอเรอร์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันได้เป็นครั้งที่ 12 ก่อนจะแพ้ให้กับจอกอวิชในการแข่งขัน 5 เซต ซึ่งถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์เนื่องจากทั้งคู่ใช้เวลาแข่งขันกันถึง 5 ชั่วโมง นานที่สุดในประวัติศาสตร์รอบชิงชนะเลิศของรายการ เขาปิดท้ายฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 3 และคว้าแชมป์ที่สวิตเซอร์แลนด์ได้เป็นสมัยที่ 6 ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับ สเตฟานอส ซิตซิปาส จากกรีซ[85]

2020: ผ่าตัดหัวเข่าและพักฟื้นทั้งฤดูกาล[แก้]

เฟเดอเรอร์ลงแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนโดยมีอาการบาดเจ็บหัวเข่ารบกวน แต่สามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ ก่อนจะแพ้ให้กับจอกอวิช ภายหลังจบรายการ เฟเดอเรอร์ได้เข้ารับการผ่าตัดหัวเข่า[86][87] เขาคาดว่าจะกลับมาลงแข่งขันได้อีกครั้งในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 มิถุนายน เฟเดอเรอร์ได้ประกาศว่าอาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายขาดและจำเป็นต้องยกเลิกการแข่งขันในรายการที่เหลือในปีนี้ทั้งหมด[88]

2021: กลับคืนสู่การแข่งขันและสร้างสถิติใหม่ในวิมเบิลดัน[แก้]

เฟเดอเรอร์ไม่ได้ลงแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนเนื่องจากต้องการพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บและไม่มั่นใจในมาตรการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลออสเตรเลีย[89] เขากลับมาลงแข่งขันเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน (405 วัน) ที่โดฮา ก่อนจะตกรอบ 8 คนสุดท้าย[90] และกลับมาลงแข่งขันเฟรนช์โอเพนก่อนจะประกาศถอนตัวในรอบที่ 4[91] โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อลงแข่งขันในรายการคอร์ตหญ้า เฟเดอเรอร์ลงแข่งขันรายการฮัลเลอ ซึ่งเขาสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 10 สมัยก่อนหน้านี้ก่อนที่จะตกรอบที่ 2 โดยแพ้ให้กับ เฟลิกซ์ โอเฌร์ อาลียาซีม ดาวรุ่งจากแคนาดา[92]

ต่อมาเฟเดอเรอร์ลงแข่งขันวิมเบิลดัน และในวันที่ 5 กรกฎาคม ภายหลังจากเอาชนะ โลเรนโซ โซเนโก จากอิตาลีในรอบที่ 4 เขาทำสถิติเป็นผู้เล่นชายที่เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายวิมเบิลดันได้มากที่สุดจำนวน 18 ครั้ง[93] รวมทั้งเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในยุคโอเพนที่ผ่านเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายวิมเบิลดัน (39 ปี 11 เดือน)[94] และยังเป็นผู้เล่นที่เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายในการแข่งขันแกรนด์สแลมมากที่สุดจำนวน 58 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เขาต้องตกรอบ 8 คนสุดท้ายโดยแพ้ให้กับ ฮูแบร์ต ฮูร์กัตช์ จากโปแลนด์ 0-3 เซต[95] โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปีที่เขาแพ้คู่แข่งสามเซตรวดในวิมเบิลดัน[96] และภายหลังจบการแข่งขันเขาให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะเลิกเล่นอาชีพ[97]

เขาประกาศว่าจะไม่ร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2020กรุงโตเกียว เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่ากำเริบ[98] ก่อนจะกลับมาลงแข่งขันในรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000 ที่โทรอนโต ในเดือนสิงหาคม

การช่วยเหลือสังคม[แก้]

เฟเดอเรอร์ก่อตั้ง มูลนิธิโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (Roger Federer Foundation) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2003[99] โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมทุนช่วยเหลือเด็กพิการโดยเน้นที่ประเทศแอฟริกาใต้ ตัวอย่างเช่น ทุน IMBEWU[100] ในปี 2017 เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยบาเซิลบ้านเกิดของเขา[101] ในฐานะที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองบาเซิลและประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่างยิ่งใหญ่ทั้งจากความสำเร็จในการเล่นเทนนิสอาชีพและจากการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเด็กๆในทวีปแอฟริกาผ่านมูลนิธิของเขา[102] และในเดือนมกราคม ค.ศ. 2005 เฟเดอเรอร์ได้สนับสนุนให้นักเทนนิสช่วยกันระดมทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิและเขาได้ประมูลไม้เทนนิสที่มีลายเซ็นของตนกำกับเอาไว้เพื่อนำเงินไปสมทบทุนองค์การยูนิเซฟในปีเดียวกัน[103] เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2006 เฟเดอเรอร์ได้รับแต่งตั้งเป็น "ทูตระหว่างชาติ" โดยองค์การยูนิเซฟ[104] เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนทั่วโลก และวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2006 เขาได้ไปเยี่ยมเด็กๆที่รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ซึ่งประสบภัยสึนามิ

นอกจากนี้เฟเดอเรอร์ยังมีโครงการร่วมกับ บิล เกตต์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันในการระดมทุนหาเงินช่วยเหลือเด็กในทวีปแอฟริกา โดยเฟเดอเรอร์ลงแข่งขันเทนนิสในนัดการกุศลที่เรียกว่า “The Match for Africa” ในเดือนมีนาคมปี 2018 โดยเขาจับคู่กับบิล เกตต์ พบกับคู่ของนักเทนนิสอเมริกัน แจ็ค ซ็อค และผู้ประกาศของสถานีข่าวเอ็นบีซีนามว่า ซาวันนาห์ กูธรี ที่สนามเอสเอพี เซนเตอร์ ในแถบซิลิคอน แวลลีย์ เมืองซานโฮเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยจุดประสงค์ของการแข่งขันคือการระดมเงินช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับเด็กๆ ในแอฟริกาโดยสามารถขายตั๋วได้มากถึง 15,000 ใบ และระดมเงินได้ราว 2 ล้าน 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ[105]

รูปแบบการเล่น[แก้]

เฟเดอเรอร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่มีรูปแบบการตีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก

เฟเดอเรอร์ได้รับการยกย่องสามารถเล่นได้ดีในทุกพื้นคอร์ต (A versatile all-court player) และเป็นผู้เล่นที่สามารถตีลูกทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ[106] เขาเป็นผู้เล่นที่เล่นลูกวอลเลย์หน้าเน็ตได้ดีที่สุดคนหนึ่ง และยังเล่นที่เส้นท้ายคอร์ตหลังเบสไลน์ได้ดีและมีกราวน์สโตรกที่ดีจากทั้งสองฝั่งของสนาม การตีลูกโฟร์แฮนด์ของเขาจะก้ำกึ่งระหว่างแบบตะวันออกและตะวันตก โดยมือของเขาจะอยู่ที่ส่วนกลางค่อนไปทางด้านล่างของไม้ ทำให้สามารถตีได้ทั้งแบบตบและแบบท็อปสปิน เฟเดอเรอร์มักตีลูกโฟร์แฮนด์ในแนวราบและจบการตีลูกโดยที่แขนจะรวบอยู่กับตัวและไม้จะไปอยู่ด้านหลังซึ่งไม่ใช่การตีของนักเทนนิสทั่วไป ซึ่งหลังจากตีลูกแล้วไม้เทนนิสจะข้ามไหล่ไปด้านหลังและข้อศอกของมือข้างที่ตีจะชี้ขึ้นฟ้า[107] และยังสามารถตีลูกท็อปสปินได้รุนแรงทำให้เขาสามารถตีลูกครอสคอร์ตฉีกมุมได้อย่างแม่นยำ

เฟเดอเรอร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่ตีแบ็กแฮนด์มือเดียวได้ดีที่สุดในโลก[108][109][110] และยังตีลูกตัด (Slide) ได้อย่างยอดเยี่ยมและสามารถตีลูกสปินได้ดีในทุกพื้นคอร์ต เขามักจะตีลูกกราวน์สโตรกได้รวดเร็วเช่นเดียวกับที่อานเดร แอกัสซี ตีเป็นประจำซึ่งต้องอาศัยฟุตเวิร์กและปฏิกิริยาที่ยอดเยี่ยม และเฟเดอเรอร์ยังตีกราวน์สโตรกได้ใกล้เน็ตทำให้คู่แข่งถูกลดเวลาในการตีโต้ลง กราวน์สโตรกของเขาอาจไม่หนักหน่วงรุนแรงเท่า ราฟาเอล นาดัล, โดมินิค ธีม หรือ ดานิล เมดเวเดฟ แต่ถือเป็นการตีด้วยน้ำหนักและทิศทางที่พอดีและเขายังสามารถตีลูกฉีกมุมซึ่งเป็นลูกทีเด็ดของเขาในแต้มสำคัญ

เฟเดอเรอร์ยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีลูกเสริ์ฟที่ดีที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เสริ์ฟเอชได้มากที่สุด[111] ลูกเสิร์ฟของเขาเป็นลูกที่อ่านได้ยากมากเนื่องจากเขามีจังหวะการโยนลูกและการย่อตัวตีที่แม่นยำ[112] โดยเสิร์ฟแรกของเขาจะมีความเร็วอยู่ที่ประมาณ 190 กม./ชม. (118 ไมล์/ชม.)[113] ส่วนลูกเสิร์ฟที่สองของเขามักจะเป็นลูกปั่นเด้งสูงเน้นทิศทาง บ่อยครั้งที่เราเห็นเขาสามารถเสริ์ฟได้ลงตรงเส้นกึ่งกลางคอร์ตพอดีโดยที่คู่ต่อสู้ไม่มีโอกาสได้โต้กลับมา เฟเดอเรอร์มีการเคลื่อนที่, การทรงตัว และการควบคุมพื้นที่ที่ยอดเยี่ยม เขาถูกจัดเป็นผู้เล่นที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ[114] ผู้เล่นส่วนมากจะก้าวเท้าสั้นๆหลายๆก้าวเพื่อจะเข้าถึงบอล แต่เฟเดอเรอร์สามารถก้าวเท้ายาวๆได้อย่างลื่นไหล เขาสามารถตีลูกแรงๆในขณะที่ยังวิ่งอยู่หรือแม้แต่ในขณะที่ก้าวถอยหลังทำให้เขาสามารถเปลี่ยนเกมจากการตั้งรับเป็นเกมบุกได้อย่างรวดเร็ว รูปแบบการเล่นของเฟเดอเรอร์เป็นแบบผ่อนคลายและไหลลื่นแต่ซ่อนแทคติกที่เน้นการบุกอย่างชาญฉลาดและฉาบฉวย

อุปกรณ์และชุดแข่ง[แก้]

A tennis player holds a racket in his hand
เฟเดอเรอร์ใช้ไม้เทนนิสของวิลสันและชุดแข่งขันของไนกี้จนถึงปี 2018

เฟเดอเรอร์ใช้ไม้เทนนิสยี่ห้อวิลสัน บี แอล เอกซ์ ซิก วัน ทัวร์ 90[115] ซึ่งเป็นไม้เทนนิสที่มีหน้าแร็กเก็ตที่เล็กกว่าปกติ มีน้ำหนักมากแต่บาง บางคนคาดเดาว่าเป็นไม้ที่ดัดแปลงมาจากไม้วิลสัน โปรสต๊าฟ ออริจินอล 6.0 85 ที่พีท แซมพราสใช้ เฟเดอเรอร์ขึงตาข่ายไว้ค่อนข้างหลวม (53-60 ปอนด์ โดยขึ้นอยู่กับคู่แข่ง และพื้นสนาม) การแข่งขันวิมเบิลดัน 2008 เขาขึงไว้เพียง 47/48 ปอนด์เท่านั้น[116] การขึงตาข่ายเช่นนี้ทำให้เขาตีลูกด้วยความเร็วสูงได้โดยใช้แรงน้อยลง เฟเดอเรอร์เคยใช้ไม้วิลสัน เอ็นโค้ด เอ็นซิก-วัน ทัวร์ 90, ไม้วิลสัน โปรสต๊าฟ ทัวร์ 90 และไม้วิลสัน โปรสต๊าฟ ออริจินอล 6.0 85 เฟเดอเรอร์สนับสนุนไม้เทนนิสและอุปกรณ์ของวิลสันและสนับสนุนชุดกีฬาและรองเท้าของไนกี้ ในการแข่งขันวิมเบิลดัน ปี ค.ศ. 2006 ไนกี้ทำเสื้อแจ๊กเก็ตโดยมีตราไม้เทนนิสสามอันเป็นเครื่องหมายว่า "เฟเดอเรอร์ได้คว้าแชมป์วิมเบิลดันมาแล้วสามสมัย"[117] เฟเดอเรอร์ยังทำการสนับสนุนอุปกรณ์อีกหลายๆบริษัทโดยเฉพาะบริษัทของสวิตเซอร์แลนด์[118] เฟเดอเรอร์ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ยิลเลตต์ ร่วมกับยอดนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส เทียร์รี อองรี รวมถึงนักกอล์ฟชาวอเมริกัน ไทเกอร์ วูดส์ และนักคริกเกตชาวอินเดีย ราฮูล ดราวิด[119]

ในปี 2018 เฟเดอเรอร์ได้ยุติสัญญากับทางไนกี้ผู้สนับสนุนหลักที่ร่วมงานกันมากว่า 20 ปีและตัดสินใจเซ็นสัญญากับยูนิโคล่ (Uniqlo) แบรนด์ชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น[120][121] โดยสัญญาดังกล่าวส่งผลให้เฟเดอเรอร์จะมีรายได้จากยูนิโคล่กว่า 30 ล้านดอลลาร์ต่อปี[122] สัญญามีระยะเวลา 10 ปี มูลค่ารวม 300 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณเก้าพันล้านบาท โดยเฟเดอเรอร์ได้ประเดิมสวมชุดแข่งขันของยูนิโคล่ในแกรนด์สแลมวิมเบิลดันปี 2018 อย่างไรก็ตามเขายังคงสวมรองเท้าแข่งของไนกี้มาจนถึงปัจจุบัน

สถิติโลก[แก้]

เฟเดอเรอร์ทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการวิมเบิลดัน 8 สมัย มากที่สุดตลอดกาล

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ครองสถิติโลกในวงการเทนนิสมากมายโดยมีสถิติที่สำคัญด้แก่:[123]

  • ชนะเลิศรายแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุดจำนวน 20 สมัย เท่ากับ ราฟาเอล นาดัล และ นอวาก จอกอวิช[124]
  • ชนะเลิศรายการแกรนด์สแลม ออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน ในปีเดียวกันได้ 3 ครั้ง (ค.ศ. 2004, 2006 และ 2007)
  • ทำสถิติคว้าชัยชนะติดต่อกันได้มากที่สุดในยุคโอเพนบนพื้นคอร์ต 2 ประเภท ได้แก่ คอร์ตหญ้าจำนวน 65 นัดติดต่อกัน[125] และ ฮาร์ดคอร์ตจำนวน 56 นัดติดต่อกัน[126]
  • ทำสถิติเข้าชิงชนะเลิศในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยวจำนวน 17 รายการติดต่อกัน (ค.ศ. 2005-2006)[127]
  • ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกเป็นระยะเวลา 237 สัปดาห์ติดต่อกัน (ค.ศ. 2004-2008)[128]
  • เป็นผู้เล่นที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกที่มีอายุมากที่สุด (36 ปี 195 วัน: ค.ศ. 2018)[129]
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการยูเอสโอเพนติดต่อกัน 5 สมัย (ค.ศ. 2004-2008)
  • เป็นหนึ่งในสามผู้เล่นชายในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการยูเอสโอเพน 5 สมัย (ร่วมกับ จิมมี คอนเนอร์ และ พีต แซมพราส)
  • ชนะเลิศรายการวิมเบิลดันติดต่อกัน 5 สมัย (ค.ศ. 2003-2007 ซึ่งเป็นสถิติในยุคโอเพนเท่ากับ บียอร์น บอร์ก)[130]
  • ทำสถิติเข้าชิงชนะเลิศรายการวิมเบิลดัน 12 สมัย[131] และคว้าตำแหน่งชนะเลิศไปได้ 8 สมัย
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวที่สามารถคว้าชัยชนะในรายการวิมเบิลดันได้เกิน 100 นัด (105 นัด)[132]
  • เป็นผู้เล่นชายที่เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายในรายการวิมเบิลดันได้มากที่สุด (18 ครั้ง)
  • เป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในยุคโอเพนที่เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายรายการวิมเบิลดัน (39 ปี 11 เดือน ใน ค.ศ. 2021)[133]
  • เป็นผู้เล่นที่ลงแข่งขันในรายการแกรนด์สแลมมากที่สุดในประเภทชายเดี่ยวจำนวน 429 นัด[134]
  • เป็นนักเทนนิสชายคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมจำนวน 3 รายการ (ออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน) ได้อย่างน้อย 5 สมัย ในแต่ละรายการ
  • เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวได้มากที่สุดจำนวน 31 รายการ[135] (รวมทั้งเข้าชิงชนะเลิศติดต่อกัน 10 รายการ)
  • เข้าถึงรอบรองชนะเลิศแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวได้มากที่สุดจำนวน 46 รายการ[136] (รวมทั้งเข้ารอบรองชนะเลิศติดต่อกัน 23 รายการ)
  • เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายในการแข่งขันแกรนด์สแลมมากที่สุดจำนวน 58 ครั้ง (รวมทั้งเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายติดต่อกัน 36 รายการ)
  • เป็นผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล มากที่สุด (6 สมัย)[137], เข้าชิงชนะเลิศมากที่สุด (10 ครั้ง), เข้ารอบรองชนะเลิศมากที่สุด (16 ครั้ง) และคว้าชัยชนะได้มากที่สุด (59 นัด)
  • เป็นผู้เล่นที่ไม่เคยขอยอมแพ้เนื่องจากอาการบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขันเลยแม้แต่นัดเดียวนับตั้งแต่เริ่มเล่นอาชีพใน ค.ศ. 1998[138]
  • เป็นหนึ่งในสี่ผู้เล่นที่คว้าชัยชนะได้มากกว่า 1,000 นัดในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว (ร่วมกับ จิมมี คอนเนอร์, อิวาน เลนเดิล และ ราฟาเอล นาดัล)

คู่แข่งคนสำคัญ[แก้]

เฟเดอเรอร์/นาดัล

เฟเดอเรอร์เอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันปี 2007

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ ราฟาเอล นาดัล เป็นคู่แข่งขันที่แย่งความสำเร็จและสร้างประวัติศาสตรในวงการเทนนิสมาอย่างยาวนานเกือบ 20 ปี[139][140] ทั้งสองฝ่ายมีสถิติการพบกันรวม 40 ครั้ง โดยเฟเดอเรอร์เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 16 ครั้ง และ เป็นชัยชนะของนาดัล 24 ครั้ง โดยเฟเดอเรอร์มีสถิติที่เหนือกว่าในการพบกันบนฮาร์ดคอร์ต (พื้นคอนกรีต) โดยเอาชนะไปได้ 11 ครั้ง พ่ายแพ้ 9 ครั้ง (พบกัน 20 ครั้ง) และเหนือกว่าในการพบกันบนคอร์ตหญ้า โดยเอาชนะไปได้ 3 ครั้ง พ่ายแพ้ 1 ครั้ง (พบกัน 4 ครั้ง) อย่างไรก็ตาม เฟเดอเรอร์มีสถิติที่ย่ำแย่มากในการพบกับนาดัลบนคอร์ตดิน โดยเอาชนะไปได้เพียง 2 ครั้งและพ่ายแพ้ไปถึง 14 ครั้ง (พบกัน 16 ครั้ง)[141]

ทั้งคู่พบกันในรอบชิงชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมรวม 9 ครั้ง โดยเฟเดอเรอร์สามารถเอาชนะไปได้ 3 ครั้ง ในรายการวิมเบิลดัน 2 ครั้ง (ค.ศ. 2006 และ 2007), ออสเตรเลียนโอเพน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2017) และนาดัลเป็นฝ่ายเอาชนะได้ 6 ครั้ง ในรายการเฟรนช์โอเพน 4 ครั้ง (ค.ศ. 2006 - 2008 และ ค.ศ. 2011), ออสเตรเลียนโอเพน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2009) และ วิมเบิลดัน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2008) นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีสถิติการพบกันในรายการแกรนด์สแลมรวม 14 ครั้ง ซึ่งเฟเดอเรอร์เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้เพียง 4 ครั้งและพ่ายแพ้ถึง 10 ครั้ง โดยเฟเดอรเรอร์มีสถิติที่ดีกว่าในการพบกันที่วิมเบิลดัน (3-1) ในขณะที่นาดัลมีสถิติที่เหนือกว่าในการพบกันในออสเตรเลียนโอเพน (3-1) และไม่เคยพ่ายแพ้เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันเฟรนช์โอเพนจากการพบกันทั้ง 6 ครั้ง (6-0) และ ทั้งคู่ยังไม่เคยพบกันในรายการยูเอสโอเพน

เฟเดอเรอร์/จอกอวิช

เฟเดอเรอร์และจอกอวิชในการแข่งขัน เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ปี 2013

คู่แข่งคนสำคัญของเฟเดอเรอร์อีกคนได้แก่ นอวาก จอกอวิช ทั้งคู่มีสถิติการพบกันมากถึง 50 ครั้ง โดยเป็นชัยชนะของเฟเดอเรอร์ 23 ครั้ง และ เป็นชัยชนะของจอกอวิช 27 ครั้ง ซึ่งจอกอวิชถือเป็นผู้เล่นที่มีสถิติคว้าชัยชนะในการพบกับเฟเดอรเรอร์ได้มากที่สุดจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นผู้เล่นคนเดียวที่เอาชนะเฟเดอเรอร์ในการแข่งขันแกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ ในทำนองเดียวกัน เฟเดอเรอร์ก็เป็นผู้เล่นคนเดียวที่สามารถเอาชนะจอกอวิชได้ในแกรนด์สแลมทุกรายการ ทั้งคู่พบกันในรอบชิงชนะเลิศทุกรายการรวม 19 ครั้งและเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 6 ครั้ง พ่ายแพ้ 13 ครั้ง และพบกันในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม 5 ครั้ง ซึ่งเฟเดอเรอร์เอาชนะจอกอวิชได้ 1 ครั้ง (ยูเอสโอเพน ค.ศ. 2007) และพ่ายแพ้ 4 ครั้ง (วิมเบิลดัน ค.ศ. 2014, 2015, 2019 และ ยูเอสโอเพน ค.ศ. 2015)

การแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งคู่ได้แก่ รอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมวิมเบิลดันในปี 2019 ซึ่งทั้งคู่ใช้เวลาแข่งขันกว่า 5 ชั่วโมง ยาวนานที่สุดในประวัติรอบชิงชนะเลิศของรายการซึ่งเฟเดอเรอร์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในการแข่งขัน 5 เซต ทั้งที่เขามีโอกาสได้เปรียบถึง 2 Championship points ในเซตที่ 5 แต่ก็พลาดไปอย่างน่าเสียดาย[142] และนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา เฟเดอเรอร์ยังไม่สามารถเอาชนะจอกอวิชในการแข่งแข่งขันแกรนด์สแลมได้อีกเลย[143]

ทั้งคู่มีสถิติการพบกันบนฮาร์ดคอร์ค (พื้นคอนกรีต) รวม 38 ครั้ง เฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 18 ครั้ง พ่ายแพ้ 20 ครั้ง, พบกันบนคอร์ตหญ้าจำนวน 4 ครั้ง โดยเฟเดอเรอร์เอาชนะได้ 1 ครั้ง พ่ายแพ้ 3 ครั้ง และทั้งคู่มีสถิติการพบกันบนคอร์ตดินที่เท่ากันโดยผลัดกันแพ้ชนะคนละ 4 ครั้ง

เฟเดอเรอร์/มาร์รี

เฟเดอเรอร์มีสถิติการพบกับ แอนดี มาร์รี ยอดนักเทนนิสจากสกอตแลนด์ 25 ครั้ง[144] เฟเดอเรอร์เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 14 ครั้ง และพ่ายแพ้ 11 ครั้ง โดยเฟเดอรเรอร์มีสถิติที่เหนือกว่าทั้งในการพบกันในฮาร์ดคอร์ต (12-10) และ คอร์ตหญ้า (2-1) และทั้งคู่ยังไม่เคยพบกันบนคอร์ตดิน และนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา เฟเดอเรอร์สามารถเอาชนะมาร์รีได้ถึง 9 ครั้งจากการพบกัน 12 ครั้งหลังสุด ทั้งคู่พบกันในรายการแกรนด์สแลม 6 ครั้ง ซึ่งเฟเดอเรอร์สามารถเอาชนะไปได้ 5 ครั้ง รวมถึงรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมยูเอสโอเพน (ค.ศ. 2008), ออสเตรเลียนโอเพน (ค.ศ. 2010) และวิมเบิลดัน (ค.ศ. 2012) อย่างไรก็ตาม มาร์รีก็สามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ในการแข่งขันรายการสำคัญ เช่น ในรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2012[145] ทำให้เฟเดอเรอร์ทำได้เพียงคว้าเหรียญเงินไปครอง นอกจากนี้ มาร์รียังถือเป็นหนึ่งในสามผู้เล่น (ร่วมกับจอกอวิช และ นาดัล) ที่สามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้มากกว่า 10 ครั้ง

เฟเดอเรอร์/ร็อดดิก

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ แอนดี ร็อดดิก

เฟเดอเรอร์ถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดในอาชีพของ แอนดี ร็อดดิก อดีตนักเทนนิสชาวอเมริกันมือวางดับ 1 ของโลก โดยทั้งคู่พบกัน 24 ครั้ง และเฟเดอเรอร์เป็นฝ่ายเอาชนะร็อดดิกไปได้ถึง 21 ครั้ง พ่ายแพ้เพียง 3 ครั้ง[146] ร็อดดิกเคยขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกเป็นระยะเวลา 13 สัปดาห์ภายหลังจากชนะเลิศรายการยูเอสโอเพนในปี 2003 ต่อมาเฟเดอเรอร์ได้ทำคะแนนแซงร็อดดิกขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ได้ภายหลังจากชนะเลิศรายการออสเตรเลียนโอเพนในปี 2004 และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ในอาชีพของเฟเดอเรอร์ในการครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ยาวนานหลายปีหลังจากนั้น

ทั้งคู่มีสถิติการพบกันในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม 4 ครั้ง และเฟเดอเรอร์เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ทั้ง 4 ครั้ง ทั้งในวิมเบิลดัน 3 ครั้ง (ค.ศ. 2005, 2005 และ 2009) และยูเอสโอเพน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2006) โดยร็อดดิกใกล้เคียงกับชัยชนะในรอบชิงชนะเลิศมากที่สุดในการแข่งขันวิมเบิลดันปี 2009 ซึ่งเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในการแข่งขัน 5 เซตและต้องแข่งขันกันมากถึง 30 เกมในเซตสุดท้ายก่อนที่เฟเดอเรอร์จะเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 16-14 เกม ซึ่งในวันนั้นถือเป็นหนึ่งในนัดที่่ร็อดดิกเล่นได้ดีที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย[147][148]

เฟเดอเรอร์/ฮิววิตต์

เลย์ตัน ฮิววิตต์ อดีตมือวางอันดับ 1 ของโลกชาวออสเตรเลีย เป็นผู้เล่นอีกหนึ่งคนที่เคยพบกับเฟเดอเรอร์ในการแข่งขันนัดสำคัญหลายรายการ โดยทั้งคู่พบกันรวม 27 ครั้ง[149] ซึ่งเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 18 ครั้ง และพ่ายแพ้ 9 ครั้ง โดยฮิววิตต์สามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ 7 ครั้งจากการพบกันใน 9 ครั้งแรก อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงที่เฟเดอเรอร์เพิ่งขึ้นมาแจ้งเกิดในวงการและยังไม่พัฒนาขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก ทั้งคู่เคยพบกันในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม 1 ครั้ง ในการแข่งขันยูเอสโอเพนปี 2004 ซึ่งเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 3 เซตรวดคว้าแชมป์ยูเอสโอเพนได้เป็นสมัยแรก[150]

ทรัพย์สินและสปอนเซอร์[แก้]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2020 เฟเดอเรอร์ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอบส์ให้เป็นนักกีฬาที่ทำเงินรางวัลได้มากที่สุดซึ่งเฟเดอเรอร์ถือเป็นนักเทนนิสคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำสถิติดังกล่าวได้[151] โดยเขาทำรายได้ในปี 2020 รวม 106.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งเฟเดอเรอร์มีชื่อติดใน 10 อันดับแรกของนักกีฬาที่ทำเงินรางวัลรวมมากที่สุดมาตลอดทุกปีแต่ยังไม่เคยขึ้นถึงอันดับหนึ่งมาก่อน โดยในปีนี้[152] เฟเดอเรอร์ทำสถิติแซงหน้านักกีฬาผู้มีชื่อเสียงหลายราย เช่น คริสเตียโน โรนัลโด, ลิโอเนล เมสซิ และ เนย์มาร์ นักฟุตบอลชื่อดังของโลกซึ่งทำเงินรางวัล 105, 104 และ 95.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ รวมทั้งเลอบรอน เจมส์, สตีเฟน เคอร์รี่ และ เควิน ดูแรนท์ในวงการบาสเก็ตบอล เฟเดอเรอร์ยังถือเป็นนักเทนนิสที่ร่ำรวยที่สุดตลอดกาล[153] โดยเขามีทรัพย์สินมากถึง 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[154]

ในฐานะที่เฟเดอเรอร์เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง ทำให้เขาดึงดูดผู้สนับสนุนหลากหลายบริษัทซึ่งล้วนแต่เป็นแบรนด์ระดับโลกทั้งสิ้น เช่น "โรเล็กซ์" แบรนด์นาฬิกาชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์บ้านเกิด โดยผู้บริหารของโรเล็กซ์ได้เล็งเห็นถึงภาพลักษณ์ที่สุขุมและความเป็นสุภาพบุรุษนักกีฬาของเฟเดอเรอร์ โดยเขาได้เซ็นสัญญาในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ด้วยมูลค่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (200 ล้านบาท) ต่อปี และมักปรากฎภาพเจ้าตัวออกสื่อโฆษณาของบริษัทและทุกครั้งที่เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์ในแต่ละรายการได้ นาฬิกาโรเล็กซ์บนข้อมือซ้ายของเขาก็จะได้รับการโปรโมตออกสื่อไปทั่วโลกเมื่อเขาชูถ้วยรางวัล

"โรเล็กซ์" แบรนด์นาฬิกาชื่อดังระดับโลกเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของเฟเดอเรอร์ตลอดการเล่นอาชีพ

สปอนเซอร์รายถัดมาได้แก่ "เมอร์เซเดส-เบนซ์" แบรนด์รถยนต์ชื่อดังจากเยอรมนี ซึ่งได้ดึงเฟเดอเรอร์เข้ามาร่วมงานตั้งแต่ปี 2008 โดยสัญญาดังกล่าวมีมูลค่าปีละ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (160 ล้านบาท) ต่อปี โดยบริษัทได้ส่งรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มาให้ถึงบ้านของเฟเดอเรอร์ทุกครั้งที่มีการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ออกจำหน่าย นอกจากนี้เขายังมีสปอนเซอร์แบรนด์ดังอีกมากมาย เช่น "เครดิต ซุส" ธนาคารชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ที่มอบสัญญามูลค่า 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (59 ล้านบาท) ต่อปีและยังให้การสนับสนุนมูลนิธิการกุศลของเฟเดอเรอร์ตลอดมา รวมทั้ง "ยิลเลตต์" แบรนด์ผลิตภัณฑ์โกนหนวดชื่อดังที่มอบสัญญามูลค่า 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (59 ล้านบาท) ต่อปีเช่นกัน และยังมีบริษัทอาหารอย่าง "บาริลลา" ผู้ผลิตเส้นพาสตาชื่อดัง และ "ลินด์" แบรนด์ช็อคโกแลตจากสวิตเซอร์แลนด์ด้วยสัญญามูลค่ากว่า 18 ล้านดอลลาร์ (600 ล้านบาท) ต่อปี[155]

สถิติการแข่งขันอาชีพในรายการสำคัญ[แก้]

รายการแกรนด์สแลมรอบชิงชนะเลิศ[แก้]

เข้าชิงชนะเลิศ 31 รายการ (ชนะเลิศ 20 สมัย, รองชนะเลิศ 11 สมัย)

สถิติการแข่งขันอาชีพ
ประเภท รายการระดับ ชนะ แพ้ รวม (%)
เดี่ยว แกรนด์สแลม 20 11 31 0.65
กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล 6 4 10 0.67
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000* 28 22 50 0.56
เอทีพี ทัวร์ 500 24 7 31 0.77
เอทีพี ทัวร์ 250 25 9 34 0.74
รวม 103 54 157 0.66
คู่ แกรนด์สแลม
กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1 1 1.00
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000* 1 2 3 0.33
เอทีพี ทัวร์ 500 3 1 4 0.75
เอทีพี ทัวร์ 250 3 3 6 0.50
รวม 8 6 14 0.57
รวม 111 60 171 0.65
1) (%) = อัตราส่วนการชนะ
2) *ในอดีตรู้จักกันในชื่อของ "ซุปเปอร์ 9" (ค.ศ. 1996–1999), "เทนนิส มาสเตอร์ซีรีส์" (ค.ศ. 2000–2003) และ "เอทีพี มาสเตอร์ซีรีส์" (ค.ศ. 2004–2008)

ชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2003 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (1) ออสเตรเลีย มาร์ค ฟิลิปปูซิส 7-6(7-5), 6-2, 7-6(7-3)
2004 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน (1) รัสเซีย มารัต ซาฟิน 7-6(7-3), 6-4, 6-2
2004 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (2) สหรัฐ แอนดี ร็อดดิก 4-6, 7-5, 7-6(7-3), 6-4
2004 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (1) ออสเตรเลีย เลย์ตัน ฮิววิตต์ 6-0, 7-6(7-3), 6-0
2005 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (3) สหรัฐ แอนดี ร็อดดิก 6-2, 7-6(7-2), 6-4
2005 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (2) สหรัฐ อานเดร แอกัสซี 6-3, 2-6, 7-6(7-1), 6-1
2006 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน (2) ไซปรัส มาร์กอส แบกห์ดาติส 5-7, 7-5, 6-0, 6-2
2006 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (4) สเปน ราฟาเอล นาดัล 6-0, 7-6(7-5), 6-7(2–7), 6-3
2006 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (3) สหรัฐ แอนดี ร็อดดิก 6-2, 4-6, 7-5, 6-1
2007 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน (3) ชิลี เฟอร์นานโด กอนซาเลซ 7-6(7-2), 6-4, 6-4
2007 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (5) สเปน ราฟาเอล นาดัล 7-6(9-7), 4-6, 7-6(7-3), 2-6, 6-2
2007 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (4) เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 7-6(7-4), 7-6(7-2), 6-4
2008 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (5) สหราชอาณาจักร แอนดี มาร์รี 6-2, 7-5, 6-2
2009 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน สวีเดน โรบิน โซเดอร์ลิง 6–1, 7–6(7-1), 6–4
2009 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (6) สหรัฐ แอนดี ร็อดดิก 5-7, 7-6(8-6), 7-6(7-5), 3-6, 16-14
2010 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน (4) สหราชอาณาจักร แอนดี มาร์รี 6–3, 6–4, 7–6(13-11)
2012 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (7) สหราชอาณาจักร แอนดี มาร์รี 4-6, 7-5, 6-3, 6-4
2017 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน (5) สเปน ราฟาเอล นาดัล 6–4, 3–6, 6–1, 3–6, 6–3
2017 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (8) โครเอเชียมาริน ซิลิช 6-3, 6-1, 6-4
2018 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน (6) โครเอเชียมาริน ซิลิช 6–2, 6–7(5–7), 6–3, 3–6, 6–1

รองชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2006 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน สเปน ราฟาเอล นาดัล 6–1, 1–6, 4–6, 6–7(4–7)
2007 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน สเปน ราฟาเอล นาดัล 3–6, 6–4, 3–6, 4–6
2008 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน สเปน ราฟาเอล นาดัล 1–6, 3–6, 0–6
2008 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน สเปน ราฟาเอล นาดัล 4-6, 4-6, 7-6(7-5),7-6(10-8),7-9
2009 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน สเปน ราฟาเอล นาดัล 5-7, 6-3, 6-7(3-7), 6-3, 2-6
2009 สหรัฐ ยูเอสโอเพน อาร์เจนตินา ฮวน มาร์ติน เดล โปโตร 6–3, 6–7(5–7), 6–4, 6–7(4–7), 2–6
2011 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน สเปน ราฟาเอล นาดัล 5–7, 6–7(3–7), 7–5, 1–6
2014 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 7–6(9–7), 4–6, 6–7(4–7), 7–5, 4–6
2015 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–7(1–7), 7–6(12–10), 4–6, 3–6
2015 สหรัฐ ยูเอสโอเพน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 4–6, 7–5, 4–6, 4–6
2019 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–7(5–7), 6-1, 6-7(5–7), 6-4, 12-13(3–7)

รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล[แก้]

เข้าชิงชนะเลิศ 10 สมัย (ชนะเลิศ 6 สมัย, รองชนะเลิศ 4 สมัย)

ชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2003 สหรัฐ ฮูสตัน สหรัฐอานเดร แอกัสซี 6-3, 6-0, 6-4
2004 สหรัฐ ฮูสตัน ออสเตรเลีย เลย์ตัน ฮิววิตต์ 6-3, 6-2
2006 ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้ สหรัฐเจมส์ เบลค 6-0, 6-3, 6-4
2007 ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้ สเปน ดาวิด เฟร์เรร์ 6-2, 6-3, 6-2
2010 สหราชอาณาจักร ลอนดอน สเปน ราฟาเอล นาดัล 6–3, 3–6, 6–1
2011 สหราชอาณาจักร ลอนดอน ฝรั่งเศส โจ วิลเฟร็ด ซองก้า 6–3, 6–7(6–8), 6–3

รองชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2005 ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้ อาร์เจนตินา ดาวิด นาบัลเดียน 6-7(4–7), 6-7(11–13), 6-2, 6-1, 7-6(7-3)
2012 สหราชอาณาจักร ลอนดอน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–7(6–8), 5–7
2014 สหราชอาณาจักร ลอนดอน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช ขอถอนตัวในรอบชิงชนะเลิศเนื่องจากอาการบาดเจ็บ
2015 สหราชอาณาจักร ลอนดอน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 3–6, 4–6

รายการ เอทีพี มาสเตอร์ 1000 ประเภทชายเดี่ยว[แก้]

เข้าชิงชนะเลิศ 50 รายการ (ชนะเลิศ 28 รายการ, รองชนะเลิศ 22 รายการ)

ผลลัพธ์ ปี รายการ พื้นสนาม คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
รองชนะเลิศ 2002 ไมแอมี คอนกรีต สหรัฐ มารัต ซาฟิน 3–6, 3–6, 6–3, 4–6
ชนะเลิศ 2002 ฮัมบวร์ค ดิน รัสเซีย มารัต ซาฟิน 6–1, 6–3, 6–4
รองชนะเลิศ 2003 โรม ดิน สเปน เฟลิกซ์ มันติลล่า 5–7, 2–6, 6–7(8–10)
ชนะเลิศ 2004 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต สหราชอาณาจักร ทิม เฮนแมน 6–3, 6–3
ชนะเลิศ 2004 ฮัมบวร์ค (2) ดิน อาร์เจนตินา กิลเยร์โม กอเรีย 4–6, 6–4, 6–2, 6–3
ชนะเลิศ 2004 มอนทรีออล คอนกรีต สหรัฐ แอนดี ร็อดดิก 7–5, 6–3
ชนะเลิศ 2005 อินเดียนเวลส์ (2) คอนกรีต ออสเตรเลีย เลย์ตัน ฮิวอิต 6–2, 6–4, 6–4
ชนะเลิส 2005 ไมแอมี คอนกรีต สเปน ราฟาเอล นาดัล 2–6, 6–7(4–7), 7–6(7–5), 6–3, 6–1
ชนะเลิศ 2005 ฮัมบวร์ค (3) ดิน ฝรั่งเศส ริชาร์ด กาสเกต์ 6–3, 7–5, 7–6(7–4)
ชนะเลิศ 2005 ซินซินแนติ คอนกรีต สหรัฐ แอนดี ร็อดดิก 6–3, 7–5
ชนะเลิศ 2006 อินเดียนเวลส์ (3) คอนกรีต สหรัฐ เจมส์ เบลค 7–5, 6–3, 6–0
ชนะเลิศ 2006 ไมแอมี (2) คอนกรีต โครเอเชีย อิวาน ลูบิซิช 7–6(7–5), 7–6(7–4), 7–6(8–6)
รองชนะเลิศ 2006 มงเต-การ์โล ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 2–6, 7–6(7–2), 3–6, 6–7(5–7)
รองชนะเลิศ 2006 โรม ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 7–6(7–0), 6–7(5–7), 4–6, 6–2, 6–7(5–7)
ชนะเลิศ 2006 มอนทรีออล (2) คอนกรีต ฝรั่งเศส ริชาร์ด กาสเกต์ 2–6, 6–3, 6–2
ชนะเลิศ 2006 มาดริด คอนกรีต (ในร่ม) ชิลี เฟอร์นานโด กอนซาเลส 7–5, 6–1, 6–0
รองชนะเลิศ 2007 มงเต-การ์โล ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 4–6, 4–6
ชนะเลิศ 2007 ฮัมบวร์ค (4) ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 2–6, 6–2, 6–0
รองชนะเลิศ 2007 มอนทรีออล คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–7(2–7), 6–2, 6–7(2–7)
ชนะเลิศ 2007 ซินซินแนติ (2) คอนกรีต สหรัฐ เจมส์ เบลค 6–1, 6–4
รองชนะเลิศ 2007 มาดริด คอนกรีต (ในร่ม) อาร์เจนตินา ดาบิด นัลบาเดียน 6–1, 3–6, 3–6
รองชนะเลิศ 2008 มงเต-การ์โล ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 5–7, 5–7
รองชนะเลิศ 2008 ฮัมบวร์ค ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 5–7, 7–6(7–3), 3–6
ชนะเลิศ 2009 มาดริด (2) ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 6–4, 6–4
ชนะเลิศ 2009 ซินซินแนติ (3) คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–1, 7–5
รองชนะเลิศ 2010 มาดริด ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 4–6, 6–7(5–7)
รองชนะเลิศ 2010 มอนทรีออล คอนกรีต สหราชอาณาจักร แอนดี มาร์รี 5–7, 5–7
ชนะเลิศ 2010 ซินซินแนติ (4) คอนกรีต สหรัฐ มาร์ดี ฟิช 6–7(5–7), 7–6(7–1), 6–4
รองชนะเลิศ 2010 เซี่ยงไฮ่ คอนกรีต สหราชอาณาจักร แอนดี มาร์รี 3–6, 2–6
ชนะเลิศ 2011 ปารีส คอนกรีต (ในร่ม) ฝรั่งเศส โจ-วิลฟรีด ซองกา 6–1, 7–6(7–3)
ชนะเลิศ 2012 อินเดียนเวลส์ (4) คอนกรีต สหรัฐ จอห์น อิสเนอร์ 7–6(9–7), 6–3
ชนะเลิศ 2012 มาดริด (3) ดิน เช็กเกีย โทมัส เบอร์ดิช 3–6, 7–5, 7–5
ชนะเลิศ 2012 ซินซินแนติ (5) คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–0, 7–6(9–7)
รองชนะเลิศ 2013 โรม ดิน สเปน ราฟาเอล นาดัล 1–6, 3–6
รองชนะเลิศ 2014 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–3, 3–6, 6–7(3–7)
รองชนะเลิศ 2014 มงเต-การ์โล ดิน สวิตเซอร์แลนด์ สตาน วาวรีงกา 6–4, 6–7(5–7), 2–6
รองชนะเลิศ 2014 มอนทรีออล คอนกรีต ฝรั่งเศส โจ-วิลฟรีด ซองกา 5–7, 6–7(3–7)
ชนะเลิศ 2014 ซินซินแนติ (6) คอนกรีต สเปน ดาวิต เฟร์เรร์ 6–3, 1–6, 6–2
ชนะเลิศ 2014 เซี่ยงไฮ้ คอนกรีต ฝรั่งเศส จิล ซิมง 7–6(8–6), 7–6(7–2)
รองชนะเลิศ 2015 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 3–6, 7–6(7–5), 2–6
รองชนะเลิศ 2015 โรม ดิน เซอร์เบีย นอกวาก จอกอวิช 4–6, 3–6
ชนะเลิศ 2015 ซินซินแนติ (7) คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 7–6(7–1), 6–3
ชนะเลิศ 2017 อินเดียนเวลส์ (5) คอนกรีต สวิตเซอร์แลนด์ สตาน วาวรีงกา 6–4, 7–5
ชนะเลิศ 2017 ไมแอมี (3) คอนกรีต สเปน ราฟาเอล นาดัล 6–3, 6–4
รองชนะเลิศ 2017 มอนทรีออล คอนกรีต เยอรมนี อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ 3–6, 4–6
ชนะเลิศ 2017 เซี่ยงไฮ้(2) คอนกรีต สเปน ราฟาเอล นาดัล 6–4, 6–3
รองชนะเลิศ 2018 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต อาร์เจนตินา ฆวน มาร์ติน เดล ปอร์โต 4–6, 7–6(10–8), 6–7(2–7)
รองชนะเลิศ 2018 ซินซินแนติ คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 4–6, 4–6
รองชนะเลิศ 2019 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต ออสเตรีย โดมินิค ธีม 6–3, 3–6, 5–7
ชนะเลิศ 2019 ไมแอมี (4) คอนกรีต สหรัฐ จอห์น อิสเนอร์ 6–1, 6–4
  • ตัวเลขในวงเล็บคือจำนวนครั้งที่ชนะเลิศในแต่ละรายการ

กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนประเภทชายเดี่ยว[แก้]

ลงแข่งขัน 2 ครั้ง (คว้าเหรียญเงิน 1 สมัย)

ผลลัพธ์ ปี รายการ พื้นสนาม คู่แข่ง ผลการแข่งขัน
อันดับ 4 2000 การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ปี 2000 รอบชิงเหรียญทองแดง คอนกรีต ฝรั่งเศส อาร์นอด์ ดิ ปาสเควล 6–7(5–7), 7–6(9–7), 3–6
เหรียญเงิน 2012 การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ปี 2000 รอบชิงชนะเลิศ หญ้า สหราชอาณาจักร แอนดี มาร์รี 2–6, 1–6, 4–6

กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนประเภทชายคู่[แก้]

รอบชิงชนะเลิศ (คว้าเหรียญเหรียญทอง 1 สมัย)

ปี รายการ พื้นสนาม เล่นคู่กับ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2008 ประเทศจีน กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ณ กรุงปักกิ่ง รอบชิงชนะเลิศ คอนกรีต สวิตเซอร์แลนด์ สตานิสลาส วาวรีงกา สวีเดน ไซมอน แอสพีลิน
สวีเดน โทมัส โยฮันส์สัน
6–3, 6–4, 6–7(4–7), 6–3

การแข่งขันประเภททีม (ในนามทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์)[แก้]

ชนะเลิศรายการเดวิส คัพ 1 สมัย และ ฮอพแมน คัพ 3 สมัย

ผลลัพธ์    วันที่    รายการ พื้นสนาม ทีม สมาชิกทีม คู่แข่ง สมาชิกทีมคู่แข่ง ผลการแข่งขัน
ชนะเลิศ มกราคม ค.ศ. 2001 ฮอพแมน คัพ, เพิร์ท , ออสเตรเลีย คอนกรีต (ในร่ม) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
มาร์ติน่า ฮินกิส
สหรัฐอเมริกา โมนิก้า เซเลส,
ยัน-ไมเคิล แกมบิลล์
ชนะ 2–1
ชนะเลิศ พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 เดวิส คัพ, เลียล , ฝรั่งเศส ดิน (ในร่ม) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
สตาน วาวรีงกา,
มาร์โค คิวดิเนลลี,
ไมเคิล ลัมเมอร์
ฝรั่งเศส โจ-วิลฟรีด ซองกา,
กาแอล มงฟิล์ส,
จูเลียง เบนน์โต,
รีชาร์ กัสกุแอ
ชนะ 3–1
ชนะเลิศ มกราคม ค.ศ. 2018 ฮอพแมน คัพ, เพิร์ท , ออสเตรเลีย (2) คอนกรีต (ในร่ม) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
เบลินดา เบนซิช
เยอรมนี อันเจลีค แคร์เบอร์,
อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ
ชนะ 2–1
ชนะเลิศ มกราคม ค.ศ. 2019 ฮอพแมน คัพ, เพิร์ท , ออสเตรเลีย (3) คอนกรีต (ในร่ม) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
เบลินดา เบนซิช
เยอรมนี อันเจลีค แคร์เบอร์,
อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ
ชนะ 2–1

เงินรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันตลอดอาชีพ[แก้]

ปี รายการ
แกรนด์สแลม
รายการ
ATP
รวม เงินรางวัล
($)
อันดับของ
เงินรางวัล
1998 0 0 0 $27,305
1999 0 0 0 $225,139 97
2000 0 0 0 $623,782 27
2001 0 1 1 $865,425 14
2002 0 3 3 $1,995,027 4
2003 1 6 7 $4,000,680 1
2004 3 8 11 $6,357,547 1
2005 2 9 11 $6,137,018 1
2006 3 9 12 $8,343,885 1
2007 3 5 8 $10,130,620 1
2008 1 3 4 $5,886,879 2
2009 2 2 4 $8,768,110 1
2010 1 4 5 $7,698,289 2
2011 0 4 4 $6,369,576 3
2012 1 5 6 $8,584,842 2
2013 0 1 1 $3,203,637 6
2014 0 5 5 $9,343,988 2
2015 0 6 6 $8,682,892 2
2016 0 0 0 $1,527,269 22
2017 2 5 7 $13,054,856 2
2018 1 3 4 $8,629,233 4
2019 0 4 4 $8,716,975 3
2020 0 0 0 $714,792 36
2021 0 0 0 $647,655 34[156]
ตลอดอาชีพ* 20 83 103 $130,594,339 2 [157]
* Statistics correct ข้อมูลเมื่อ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 (2021 -07-12).

อ้างอิง[แก้]

  1. "Player profile – Roger Federer". ATP World Tour.
  2. "Rankings | Singles | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  3. Comesipronuncia.it, Patrizia Serra-. "How to pronounce Roger Federer - PronounceItRight". www.pronounceitright.com (ภาษาอังกฤษ).
  4. "Roger Federer loses his crown". SWI swissinfo.ch (ภาษาอังกฤษ).
  5. Thompson, Jackson. "Novak Djokovic breaks Roger Federer's all-time record for most weeks ranked No. 1 by The ATP". Insider (ภาษาอังกฤษ).
  6. "Roger Federer | Overview | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  7. Feb 22, TIMESOFINDIA COM / Updated:; 2021; Ist, 16:01. "Big Three: The incredible domination of Federer, Nadal and Djokovic | Tennis News - Times of India". The Times of India (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: extra punctuation (link) CS1 maint: numeric names: authors list (link)
  8. CNN, Ben Morse. "'All three of the best players are playing in this generation,' Murray believes tennis' 'Big Three' are GOATs". CNN.
  9. "Big 3: Federer, Nadal, Djokovic dominate men's tennis". www.aa.com.tr.
  10. "Big Three greatest ever: McEnroe". www.telegraphindia.com.
  11. "Roger Federer is the greatest sportsperson of all time, says Mark Petchey". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  12. "Forget tennis: Federer now the greatest athlete of them all". www.abc.net.au (ภาษาอังกฤษ). 2017-07-17.
  13. "Roger Federer greatest athlete of all time, Tiger Woods tweets; what do you think?". Fox Sports (ภาษาอังกฤษ). 2012-07-10.
  14. Robbins, Bill. "The Best Ever: The 50 Greatest Male Athletes of All-Time". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  15. "Swiss stamp honours Federer". สืบค้นเมื่อ 2007-04-22.
  16. "Winners Archive Roger Federer". สืบค้นเมื่อ 2008-07-10.
  17. "ATP Awards Honour Roll | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  18. https://time.com/collection/most-influential-people-2018/5217613/roger-federer/
  19. CNN, Aimee Lewis. "How Roger Federer inspires global devotion". CNN.
  20. "Roger Federer wins 18th consecutive Fans' Favourite Singles Player award". Tennis World USA (ภาษาอังกฤษ).
  21. Reporter, Staff (2014-06-22). "Roger Federer steps down as ATP Player Council's President". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  22. https://www.rogerfederer.com/
  23. Reuters (2018-01-06). "Roger Federer in fine form as Switzerland seal third Hopman Cup victory". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  24. https://www.essentiallysports.com/roger-federer-and-his-incredible-record-on-grass-courts-atp-tennis-news/
  25. https://tennishead.net/top-10-winning-streaks/
  26. "First male player to win 100 singles matches at a Grand Slam tennis tournament". Guinness World Records (ภาษาอังกฤษ).
  27. "Historical Stats". Nitto ATP Finals.
  28. "ESPN.com: Connors conquered with intensity". www.espn.com.
  29. "Profile". rogerfederer.com. สืบค้นเมื่อ 2007-07-19.
  30. "Roger Federer - Ask Roger". web.archive.org. 2007-02-25.
  31. ""FC Basel Was My Club as a Kid, And It is Still Today" - Roger Federer". EssentiallySports. 2020-02-14.
  32. 32.0 32.1 32.2 "Ask Roger - Official Website". สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  33. "Favorite Football Team". สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  34. "Favorite Vacation Spot". สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  35. https://www.businessinsider.com/what-does-roger-federer-eat-drinks-2018-4
  36. Stauffer, René; ebrary, Inc (2007). The Roger Federer story [electronic resource] : quest for perfection. Internet Archive. [Washington, D.C.] : New Chapter Press. ISBN 978-0-942257-39-7.
  37. "ประวัติRoger Federer ( โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ )". http://oknation.nationtv.tv. External link in |website= (help)
  38. Staff, Tcrn (2019-11-27). "Roger Federer Reminisced about His Time in Costa Rica in 1996 ⋆ The Costa Rica News". The Costa Rica News (ภาษาอังกฤษ).
  39. "ประวัติRoger Federer ( โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ )". http://oknation.nationtv.tv. External link in |website= (help)
  40. "Home". www.rogerfederer.com.
  41. "Home". www.rogerfederer.com.
  42. "History". www.rogerfederer.com.
  43. "Roger Federer | Biography, Championships, & Facts". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  44. "Roger Federer lost two Olympic Games matches (August 17, 2004)". Tennis Majors (ภาษาอังกฤษ). 2020-08-17.
  45. "Roger Federer | Biography, Championships, & Facts". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  46. "Roger Federer | Biography, Championships, & Facts". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  47. Tennis365 (2018-04-09). "T365 Recall: Rafael Nadal's brilliant 81-match winning streak on clay". Tennis365 (ภาษาอังกฤษ).
  48. Macur, Juliet (2007-06-11). "Nadal Defeats Federer for French Open Title". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-22.
  49. Branch, John (2007-07-09). "Federer Wins His Fifth Wimbledon Title in a Row". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-22.
  50. "Federer battles to win fourth straight U.S. Open". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2007-09-09.
  51. "Roger Federer | Titles and Finals | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  52. "Australian Open: Djokovic crushes Federer to seal final spot". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2008-01-25.
  53. "Why was 'the greatest match' so great?". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-22.
  54. "Why was 'the greatest match' so great?". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-22.
  55. "Remembering Rafael Nadal's Iconic Rise to World No.1 Ranking For the First Time". EssentiallySports. 2020-08-18.
  56. "Roger Federer | Titles and Finals | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  57. "Roger Federer On Epic Wimbledon Final vs. Andy Roddick: 'I Couldn't Control The Match At All' | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  58. Clarey, Christopher (2009-07-05). "Federer Outlasts Roddick to Win Record 15th Major Title". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  59. "The US Open 2008 - Grand Slam Tennis - Official Site by IBM". web.archive.org. 2009-02-22.
  60. "Roger Federer VS Juan Martin del Potro | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  61. Press, Associated (2010-07-26). "Roger Federer hires Paul Annacone as coach to help revive career". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  62. "Roger Federer surges to victory over Rafa Nadal at World Tour Finals". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2010-11-28.
  63. "Australian Open 2011: Novak Djokovic beats Roger Federer to reach final". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2011-01-27.
  64. Faulconer, Matt. "Djokovic vs. Federer: Score and Recap of 2011 US Open Tennis Semifinal". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  65. "2011 Flashback: Roger Federer's Historic Sixth Nitto ATP Finals Crown | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  66. "Federer reclaims number one spot". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  67. McCarry, Patrick. "9 pictures celebrating Roger Federer's 300 weeks as World Number 1". The42 (ภาษาอังกฤษ).
  68. "Back injury sparks latest Federer slump". www.abc.net.au (ภาษาอังกฤษ). 2013-07-25.
  69. "Edberg joins Federer coaching team". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  70. Steinberg, Jacob (2014-01-24). "Rafael Nadal beats Roger Federer to reach Australian Open final – as it happened | Jacob Steinberg". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2021-05-24.
  71. "2014 Wimbledon F: Novak Djokovic vs Roger Federer Detailed Stats | Tennis Abstract". www.tennisabstract.com.
  72. "Coupe Davis : Roger Federer explique avoir pensé à l'abandon contre Richard Gasquet". Eurosport (ภาษาฝรั่งเศส). 2015-01-19.
  73. "Federer's Desire Propes Him To 1000 Match Wins | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  74. "Federer wins 1000th match to win Brisbane crown". Tennishead (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-24.
  75. "Roger Federer Joins The 9000 Aces Club | Video Search Results | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  76. "Federer To Begin 2016 With New-Look Team | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  77. Reuters (2016-02-03). "Roger Federer faces a month on sidelines after knee surgery". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  78. "Raonic beats Federer in Wimbledon semis". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-24.
  79. "Federer outlasts Wawrinka to make Australian Open final". www.abc.net.au (ภาษาอังกฤษ). 2017-01-26.
  80. "Goffin Shocks Federer In London | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  81. "Borna Coric defeats Roger Federer in absorbing Gerry Weber Open final in Halle". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  82. "Zverev Beats Federer To Reach Final In London | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  83. "Federer wins landmark 100th ATP title". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-25.
  84. "Tribute: Federer Records 1200th Match Win In Madrid | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  85. "Tsitsipas to face Thiem for title". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-25.
  86. "What does Roger Federer's knee surgery mean for his 2020 Slam chances?". Tennis.com.
  87. Clarey, Christopher (2020-06-10). "Roger Federer Won't Play in 2020 After Knee Surgery". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-25.
  88. ""A Long Process" - Roger Federer Gives an Update on Knee Surgery". EssentiallySports. 2020-10-31.
  89. "Federer to miss Australian Open; planning return". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2020-12-27.
  90. "After 405 Days, Roger Federer Makes Winning Return In Doha | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  91. "Federer withdraws from French Open after gruelling third-round match". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2021-06-06.
  92. "Felix Auger-Aliassime Stuns 'Idol' Roger Federer To Reach Halle QF | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  93. "Roger Federer Soars Past Lorenzo Sonego Into 18th Wimbledon Quarter-final | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  94. "Djokovic, Federer into Wimbledon quarter-finals as first-timers shine". Deccan Herald (ภาษาอังกฤษ). 2021-07-06.
  95. Amako, Uche (2021-07-07). "Roger Federer crashes out of Wimbledon to impressive Hubert Hurkacz in straight sets". The Telegraph (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0307-1235. สืบค้นเมื่อ 2021-07-07.
  96. Clarey, Christopher (2021-07-07). "Roger Federer Loses at Wimbledon, Maybe for the Last Time". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-07-08.
  97. Ballard, Stuart (2021-07-08). "Roger Federer confirms retirement talks after Wimbledon defeat to Hubert Hurkacz". Express.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  98. CNN, Kevin Dotson. "Tennis great Roger Federer pulls out of Olympics, citing knee injury". CNN.
  99. https://rogerfedererfoundation.org/en/home
  100. "Roger Federer Foundation". สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  101. IANS (2017-11-25). "Tennis star Roger Federer gets new title: Dr Federer". Business Standard India. สืบค้นเมื่อ 2021-06-12.
  102. "Roger Federer Foundation | Educate a Child". educateachild.org.
  103. "Tennis stars rally for UNICEF's tsunami relief". UNICEF.com. 2005-01-13. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02. Check date values in: |date= (help)
  104. Dolan, Sabine (2006-04-03). "UNICEF's newest Goodwill Ambassador, tennis star Roger Federer, hits an ace for children". UNICEF.com. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02. Check date values in: |date= (help)
  105. Africa, Match for. "Roger Federer welcomes Bill Gates, Savannah Guthrie, and Jack Sock in San Jose for the Match for Africa 5 to benefit children's education in Africa". www.prnewswire.com (ภาษาอังกฤษ).
  106. https://www.onlinetennisinstruction.com/rogerfedererbiography/
  107. Clarey, Christopher (2006-06-25). "Coming to grips with today's forehand". International Herald Tribune. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  108. Bhargav (2020-05-29). "Roger Federer has one of the best single-handed backhands, says Dirk Nowitzki". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  109. "Roger Federer Leads The Way, But Dominic Thiem, Stefanos Tsitsipas Will Carry On The One-Handed Backhand | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  110. Jonathan. "Roger Federer Backhand Analysis - peRFect Tennis". https://www.perfect-tennis.com/ (ภาษาอังกฤษ). External link in |website= (help)
  111. Biswas, Rudra (2021-03-14). ""Reading Roger Federer's serve is almost impossible" - Richard Krajicek on why the Swiss' serve is one of the best in the world". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  112. Posnanski, Joe (2015-09-11). "Outstanding service". NBC SportsWorld (ภาษาอังกฤษ).
  113. "Service Speed Comparison:Federer, Roddick, Sampras". สืบค้นเมื่อ 2007-05-31.
  114. Singh, Akash (2020-04-20). "Roger Federer One of the Most Complete Player: Novak Djokovic | Latest & Breaking News, India News, Political, Sports- Since independence" (ภาษาอังกฤษ).
  115. "Roger Federer Equipment". สืบค้นเมื่อ 2007-03-07.
  116. "Ask Roger; Official Website". สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  117. Hodgkinson, Mark (2006-06-27). "More jacket than racket for Federer". Telegraph.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2007-09-05.
  118. "Roger Federer-Sponsors". rogerfederer.com. สืบค้นเมื่อ 2007-06-20.
  119. "Gillette Winners". สืบค้นเมื่อ 2007-09-28.
  120. "Roger Federer: 'Uniqlo offered better post-career benefits than Nike' - SportsPro Media". www.sportspromedia.com.
  121. "เลือก Uniqlo : Deal ใหม่ปลายอาชีพที่พา Federer ยังมั่งคั่งหลังเลิกเล่น". Marketeer Online (ภาษาอังกฤษ). 2018-07-18.
  122. www.mainstand.co.th. "ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ : ทำไม เฟเดอเรอร์ ถึงทิ้ง Nike ที่อยู่ด้วยกันกว่า 20 ปี หันมาซบ UNIQLO?". www.mainstand.co.th.
  123. "Roger Federer | Bio | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  124. "French Open 2020: Roger Federer Congratulates Rafael Nadal On 20th Grand Slam Win | Tennis News". NDTVSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  125. "Roger Federer And His Incredible Records On Grass Courts". EssentiallySports. 2020-02-28.
  126. rogerfederer.club https://rogerfederer.club/5e52ea1d5978c3000116988d-5e564e3f3b3453000151032d. Missing or empty |title= (help)
  127. Boyden, Alex. "Medvedev about beating Federer and Djokovic's record of 17 finals in a row | Tennis Tonic - News, Predictions, H2H, Live Scores, stats". tennistonic.com (ภาษาอังกฤษ).
  128. "Ultimate Tennis Statistics - Most Consecutive Weeks at ATP No. 1". www.ultimatetennisstatistics.com.
  129. Rossingh, Danielle. "At 36, Roger Federer Becomes Oldest No. 1 In Tennis". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  130. "Jack Kramer: Federer is the best I have ever seen". The Observer. 2007-06-24. สืบค้นเมื่อ 2007-07-15. Check date values in: |date= (help)
  131. "Roger Federer defeats Rafael Nadal to reach 12th Wimbledon final". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  132. "Roger Federer's 100: 10 Memorable Match Wins At Wimbledon | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  133. "Wimbledon: Roger Federer Becomes Oldest Quarter-Finalist In Modern Era | Tennis News". NDTVSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  134. "Federer wins 400th career Grand Slam match". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2019-05-31.
  135. "Roger Federer's Grand Slam Finals History". Love Tennis Blog (ภาษาอังกฤษ). 2020-06-19.
  136. "Roger Federer | Bio | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  137. "Champions & Cities". Nitto ATP Finals.
  138. "Roger Federer has never retired from a professional match - he's played 1,511 times". GiveMeSport (ภาษาอังกฤษ). 2020-01-28.
  139. Flanagan, Martin (2008-07-12). "Federer v Nadal as good as sport gets". The Age (ภาษาอังกฤษ).
  140. "Federer-Nadal rivalry as good as it gets". ESPN.com.
  141. "Roger Federer VS Rafael Nadal | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  142. "Djokovic Beats Federer: How The Wimbledon 2019 Final Was Won | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  143. "Roger Federer VS Novak Djokovic | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  144. "Roger Federer VS Andy Murray | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  145. "Andy Murray beats Roger Federer to win Olympic gold for Great Britain". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2012-08-05.
  146. "Roger Federer VS Andy Roddick | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  147. Staff, Guardian (2009-07-05). "Roger Federer wins Wimbledon after epic Andy Roddick battle". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  148. Amako, Uche (2019-06-28). "Andy Roddick reveals classy Roger Federer story after Wimbledon 2009 final 'devastation'". Express.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  149. "Roger Federer VS Lleyton Hewitt | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  150. York, Stephen Bierley in New (2004-09-13). "Tennis: Federer wins US Open". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  151. https://www.forbes.com/profile/roger-federer/?sh=29a4c66314ba
  152. "Federer new world's highest paid athlete". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-24.
  153. https://sportskhabri.com/top-10-richest-tennis-players-2020/
  154. https://www.celebritynetworth.com/richest-athletes/richest-tennis/roger-federer-net-worth/
  155. Online, Manager. "ชำแหละมูลค่านอกสนาม ลุคแพงของ "โรเจอร์ เฟเดอเรอร์" นักกีฬาเป๋าตุงที่สุด พ.ศ. นี้ | Manager Online". LINE TODAY.
  156. "Federer 2021 current prize money ranking" (PDF). สืบค้นเมื่อ 3 May 2021.
  157. "Federer career prize money ranking" (PDF). สืบค้นเมื่อ 31 May 2021.