โชเซ มูรีนโย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โชเซ มูรีนโย
José Mourinho'14.JPG
มูรีนโยในปี ค.ศ. 2014
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็ม ฌูแซ มารีอู ดุช ซังตุช โมริญญู แฟลิกส์
วันเกิด 26 มกราคม ค.ศ. 1963 (54 ปี)
สถานที่เกิด ซือตูบัล ประเทศโปรตุเกส
ส่วนสูง 1.75 เมตร (5 ฟุต 9 นิ้ว)
ตำแหน่ง ตำแหน่งกองกลาง
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
1980–1982 รีอูอาวือ 16 (2)
1982–1983 บือลือเนงซึช 16 (2)
1983–1985 เฌเด ซือซิงบรา 35 (1)
1985–1987 กูแมร์ซีอูอีอิงดุชเตรีย 27 (8)
รวม 94 (13)
จัดการทีม
2000 ไบฟีกา
2001–2002 อูนีเอาดือไลรีอา
2002–2004 โปร์ตู
2004–2007 เชลซี
2008–2010 อินเตอร์มิลาน
2010–2013 เรอัลมาดริด
2013–2015 เชลซี
2016– แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น

† ลงเล่น (ประตู)

ฌูแซ มารีอู ดุช ซังตุช โมริญญู แฟลิกส์ (โปรตุเกส: José Mário dos Santos Mourinho Félix) หรือ โชเซ มูรีนโย ตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ[remark 1] เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลและอดีตนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส เกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) ปัจจุบันเป็นผู้จัดการของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[1]

มูรีนโยได้รับการยกย่องจากผู้เล่น ผู้ฝึก และผู้ประกาศข่าวกีฬาหลายคนว่าเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก[2][3][4] และยังได้รับเกียรติจากสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสในปี ค.ศ. 2015 ว่าเป็นผู้ฝึกชาวโปรตุเกสที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษนี้[5] มูรีนโยเริ่มตันอาชีพสายฟุตบอลด้วยการเป็นผู้เล่นในดิวิชัน 2 ของโปรตุเกส เขาเรียนจบวิทยาศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยเทคนิคลิสบอนและเข้ารับการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ฝึกในสหราชอาณาจักร ในขณะที่อยู่ในลิสบอนเขาทำงานเป็นครูพลศึกษาและหาประสบการณ์ทำงานในด้านอื่น ๆ โดยการเป็นผู้ฝึกทีมเยาวชน แมวมอง และผู้ช่วยผู้จัดการ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1990 เขาได้รับมอบหมายให้เป็นล่ามของเซอร์บ็อบบี ร็อบสัน ในช่วงที่ร็อบสันทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมสปอร์ติงลิสบอน และสโมสรฟุตบอลโปร์ตูในโปรตุเกส และสโมสรบาร์เซโลนาในสเปน หลังจากร็อบสันจากบาร์เซโลนาไป มูรีนโยตัดสินใจอยู่ที่สโมสรเดิมโดยทำงานร่วมกับลูวี ฟัน คาล ซึ่งมาทำหน้าที่แทนร็อบสัน

มูรีนโยเริ่มงานสั้น ๆ โดยเป็นผู้จัดการให้กับไบฟีกาและอูนีเอาดือไลรีอาซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยสามารถพาไลรีอาไปอยู่อันดับที่ 5 ของลีกซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่ทีมเคยทำได้ มูรีนโยกลับไปอยู่กับโปร์ตูช่วงต้นปี ค.ศ. 2002 ในตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกและนำทีมชนะปรีไมราลีกา โปรตุเกสลีกคัพ และยูฟ่ายูโรปาลีกในปี ค.ศ. 2003 ในฤดูกาลถัดมาเขาสามารถนำทีมชนะโปรตุเกสซูเปอร์คัพ พาโปร์ตูถึงยอดของลีกเป็นครั้งที่สอง และได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดของฟุตบอลสโมสรยุโรปซึ่งก็คือการครองตำแหน่งแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หลังจากย้ายไปเชลซีในปีถัดมาเขายังส่งให้เชลซีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่สองในรอบ 50 ปีด้วยคะแนนสูงถึง 95 คะแนน ร่วมกับการครองแชมป์ลีกคัพในฤดูกาลเดียวกัน ในปีที่สองมูรีนโยยังคงพาเชลซีไปถึงจุดสูงสุดของพรีเมียร์ลีก และสามารถพาสโมสรไปชนะเอฟเอคัพและลีกคัพในช่วงฤดูกาล 2006-07 มูรีนโยออกจากเชลซีในเดือนกันยายน ค.ศ. 2007 ท่ามกลางข่าวปัญหาความแตกแยกระหว่างตัวเองกับโรมัน อับราโมวิช เจ้าของสโมสร[6]

หลังจากย้ายไปอินเตอร์มิลานซึ่งเป็นสโมสรในลีกเซเรียอาในปี ค.ศ. 2008 ภายในสามเดือนมูรีนโยก็ได้สร้างเกียรติให้กับสโมสรอิตาลีแห่งนี้โดยพาทีมชนะการแข่งขันอิตาเลียนซูเปอร์คัพ และจบฤดูกาลด้วยการครองแชมป์ลีกเซเรียอา ในฤดูกาล 2009-10 อินเตอร์มิลานกลายเป็นสโมสรแรกของอิตาลีที่สามารถทำเทรบเบิล โดยชนะเซเรียอา อิตาลีคัพ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งอินเตอร์มิลานไม่สามารถชนะการแข่งขันหลังสุดนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 เขาเป็นหนึ่งในผู้ฝึกห้าคนที่สามารถทำให้สโมสรฟุตบอลสองทีมสามารถครองถ้วยยุโรป[7] โดยอีกสี่คนที่เหลือคือ แอนสท์ ฮัพเพิล, อ็อทท์มาร์ ฮิทซ์เฟ็ลท์, ยุพพ์ ไฮน์เคส และการ์โล อันเชลอตตี และได้รับรางวัลผู้ฝึกยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าในปี ค.ศ. 2010[8] จากนั้นเขาเซ็นสัญญากับเรอัลมาดริดในปี ค.ศ. 2010 และนำทีมชนะโกปาเดลเรย์ในฤดูกาลแรก ในปีต่อมาเขายังพาทีมครองแชมป์ลาลีกา ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้ฝึกคนที่ห้าถัดจากทอมิสลัฟ อีวิช, แอนสท์ ฮัพเพิล, โจวันนี ตราปัตโตนี และเอริก เคเริตส์ ที่ได้สามารถเอาชนะลีกฟุตบอลได้อย่างน้อยในสี่ประเทศคือ โปรตุเกส อังกฤษ อิตาลี และสเปน[9][10] หลังจากออกจากเรอัลมาดริดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2013 มูรีนโยกลับไปอังกฤษเพื่อจัดการเชลซีเป็นครั้งที่สองซึ่งในระหว่างนั้นก็สามารถพาทีมชนะลีกคัพได้อีกครั้ง แต่การทำงานกับเชลซีก็มาถึงจุดสิ้นสุดในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2015 หลังจากผลงานแย่ทิ้งให้เชลซีเกือบตกชั้น[11]

ความรู้ทางยุทธวิธี บุคลิกที่มีลักษณะเฉพาะ (ซึ่งเต็มไปด้วยข้อพิพาท) และลักษณะการจัดการทีมซึ่งฝ่ายตรงข้ามมองว่าให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าการเล่นฟุตบอลที่สวยงาม ทำให้มูรีนโยถูกมองจากทั้งผู้ชื่นชอบและนักวิจารณ์ว่าเป็นทายาทของเอเลนิโอ เอร์เรรา ผู้จัดการชาวอาร์เจนตินา[12][13]

ชีวิตในวัยเด็กและการศึกษา[แก้]

มูรีนโยเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1963 ในครอบครัวของชนชั้นกลางขนาดใหญ่ในเมืองซือตูบัล (เขตชานเมืองของกรุงลิสบอนและปริมณฑล) ประเทศโปรตุเกส เขาเป็นลูกชายของฌูแซ มานูแอล โมริญญู แฟลิกส์ (José Manuel Mourinho Félix) หรือรู้จักในชื่อว่า แฟลิกส์ โมริญญู และมีมารดาชื่อมารีอา ฌูเลีย การาโฌลา ดุช ซังตุช (Maria Júlia Carrajola dos Santos)[14] พ่อของมูรีนโยเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสรบือลือเนงซึชและวีตอเรียดือซือตูบัล และติดฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสหนึ่งครั้ง ส่วนแม่เป็นครูโรงเรียนประถมและมีพื้นเพครอบครัวที่ร่ำรวย[15] โดยลุงของเธอเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างสนามฟุตบอลวีตอเรียดือซือตูบัล แต่การล่มสลายของระบอบรัฐใหม่ของอังตอนีอู ดือ โอลีไวรา ซาลาซาร์ ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1974 ทำให้ครอบครัวของเธอต้องสูญเสียสมบัติทั้งหมด เหลือไว้เพียงที่ดินผืนเดียวในเมืองปัลแมลา[16]

ฟุตบอลเป็นส่วนสำคัญของชีวิตของมูรีนโยตั้งแต่เด็ก ภาระผูกพันกับสโมสรฟุตบอลของแฟลิกส์หมายความว่าเขาจำต้องจากลูกชายเป็นประจำ เมื่อเป็นวัยรุ่น มูรีนโยมักเดินทางไปดูการแข่งขันของพ่อในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และเมื่อพ่อกลายเป็นผู้ฝึก มูรีนโยจึงได้มีโอกาสสังเกตวิธีการฝึกสอนและการดูลาดเลาทีมตรงข้าม[17] มูรีนโยต้องการที่จะเดินตามรอยเท้าพ่อด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนของบือลือเนงซึช ในระดับอาชีพเขาเล่นให้กับรีอูอาวือ (ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้ฝึก) บือลือเนงซึช และเฌเด ซือซิงบรา แต่เขาขาดฝีเท้าและกำลังที่จำเป็นในการเป็นมืออาชีพ จึงเลือกที่จะเพ่งความสนใจในการเป็นผู้ฝึกทีมฟุตบอลแทน[15][18][19]

แม่ของมูรีนโยลงทะเบียนให้เขาเรียนโรงเรียนสอนธุรกิจ แต่มูรีนโยก็ลาออกตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน โดยตัดสินใจว่าเขาต้องการมุ่งเน้นการเรียนในเรื่องของกีฬา จึงสมัครเข้าสถาบันการพลศึกษาขั้นสูง (Instituto Superior de Educação Física) ของมหาวิทยาลัยเทคนิคลิสบอนเพื่อศึกษาวิทยาศาสตร์การกีฬา[16] เขาสอนพลศึกษาในโรงเรียนต่าง ๆ และหลังจากห้าปีก็ได้รับประกาศนียบัตรโดยได้รับคะแนนดีอย่างสม่ำเสมอตลอดหลักสูตร[17] หลังจากที่เข้าร่วมหลักสูตรการเป็นผู้ฝึกที่จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษและสกอตแลนด์ แรงผลักดันและการใส่ใจในรายละเอียดของชายหนุ่มชาวโปรตุเกสคนนี้ก็ได้เตะตาแอนดี รอกซ์บะระ อดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติสกอตแลนด์[20] มูรีนโยพยายามที่จะนิยามบทบาทหน้าที่ของผู้ฝึกฟุตบอลขึ้นใหม่โดยผสมผสานทฤษฎีการฝึกกับเทคนิคทางจิตวิทยาและการสร้างแรงบันดาลใจเข้าด้วยกัน[15]

การทำงานในฐานะผู้ฝึก[แก้]

หลังจากออกจากงานในฐานะครูฝึกของโรงเรียน มูรีนโยมองหาเส้นทางการเป็นผู้จัดการมืออาชีพในบ้านเกิดและได้เป็นผู้ฝึกทีมเยาวชนของวีตอเรียดือซือตูบัลในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ต่อมาเขาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกับสโมสรอึชเตรลา[20] และเป็นแมวมองให้กับโอวาเรงซือ จากนั้นในปี ค.ศ. 1992 เขาก็มีโอกาสทำงานเป็นล่ามให้เซอร์บ็อบบี ร็อบสัน ผู้ฝึกชั้นนำจากต่างประเทศซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของสปอร์ติงลิสบอน ทีมฟุตบอลเมืองลิสบอน และจำเป็นต้องมีผู้ฝึกท้องถิ่นในการทำงานเป็นล่ามให้เขา[18]

มูรีนโยได้ถกกลยุทธ์และวิธีการทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกกับร็อบสันระหว่างการทำหน้าที่เป็นล่าม[18] หลังจากร็อบสันถูกปลดออกจากสปอร์ติงลิสบอนในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1993 และโปร์ตูได้แต่งตั้งให้ร็อบสันเป็นหัวหน้าผู้ฝึก มูรีนโยจึงได้ติดตามไปด้วยและยังคงทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ฝึกและล่ามให้กับผู้เล่นในสโมสรแห่งใหม่[20] ผู้เล่นของทีมโปร์ตูในสมัยนั้นเช่น ลยูบิงคอ ดรูลอวิช, ดูมิงกุช ปาซีเองเซีย, รุย บารุช, ฌอร์ฌือ กอชตา และวีตอร์ บาอีอา มีอิทธิพลอย่างมากต่อฟุตบอลโปรตุเกสในปีต่อ ๆ มา ทีมโปร์ตูที่มีร็อบสันเป็นหัวหน้าผู้ฝึกและมีมูรีนโยในฐานะผู้ช่วยสามารถไปถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 1993-94 และครองแชมป์โปรตุเกสลีกคัพฤดูกาล 1993-94; ปรีไมราลีกาฤดูกาล 1994-95 และ 1995-96; และโปรตุเกสซูเปอร์คัพปี ค.ศ. 1994, 1995 และ 1996 โดยในการแข่งขันครั้งหลังสุดนี้โปร์ตูสามารถเอาชนะคู่ปรับอย่างไบฟีกาด้วยชัยชนะ 5-0 และถือเป็นเกมส์สุดท้ายของร็อบสันก่อนที่จะย้ายไปบาร์เซโลนา ร็อบสันจึงได้ฉายา "บ็อบบี 5-0" (Bobby Cinco-a-zero) ในโปรตุเกส นี่คืออิทธิพลของร็อบสันและมูรีนโยในการทำโปร์ตูให้เป็นทีมที่ยั่งยืน โปร์ตูสามารถครองแชมป์ปรีไมราลีกาได้อีกสามสมัยติดต่อกันหลังจากทั้งคู่จากไป

หลังอยู่โปร์ตูได้สองปี ทั้งคู่ได้โอกาสย้ายอีกครั้งและได้เริ่มทำงานให้กับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาในปี ค.ศ. 1996[21] มูรีนโยย้ายครอบครัวไปอยู่บาร์เซโลนา และค่อย ๆ กลายเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญของทีมบาร์เซโลนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีหน้าที่เป็นล่ามในช่วงการแถลงข่าว วางแผนการฝึก ช่วยผู้เล่นให้เข้าใจแผนกลยุทธ์ และวิเคราะห์แผนของฝ่ายตรงข้าม รูปแบบการจัดการของร็อบสันและมูรีนโยช่วยเติมเต็มส่วนที่ทั้งคู่ขาด ผู้ฝึกชาวอังกฤษเน้นรูปแบบการโจมตี ในขณะที่มูรีนโยหาทางเลือกในการป้องกัน ความรักในการวางแผนและฝึกฝนของผู้ช่วยชาวโปรตุเกสผสมผสานกับร็อบสันที่ชอบบริหารจัดการผู้เล่นโดยตรง การทำงานร่วมกันของทั้งสองให้ผลดีและทำให้บาร์เซโลนาจบฤดูกาลด้วยการครองแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพฤดูกาล 1996-1997 ร็อบสันย้ายสโมสรในฤดูกาลถัดมา แต่ครั้งนี้มูรีนโยไม่ได้ตามไปด้วยเนื่องจากบาร์เซโลนาต้องการให้เขาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการต่อ[20] ทั้งสองยังคงมีความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันหลังจากนั้น ภายหลังมูรีนโยยังพูดถึงอิทธิพลที่ร็อบสันมีกับเขาว่า


"หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากบ็อบบี ร็อบสัน ก็คือ เมื่อคุณชนะคุณไม่ควรทึกทักว่าคุณคือ ทีม และเมื่อคุณแพ้คุณไม่ควรคิดว่าคุณเป็นขยะ[20]"


หลังจากร็อบสันออกจากกัมนอว์เพื่อไปคุมเปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน (พีเอสวี) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ มูรีนโยยังคงอยู่ที่ถิ่นอ่างยักษ์นี้ต่อไปโดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของลูวี ฟัน คาล ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ที่เข้ามาแทน ทำให้เขาได้เรียนรู้รูปแบบการวางแผนที่ละเอียดอ่อนของชาวดัตช์ผู้นี้ กลยุทธ์ที่เน้นความรอบคอบและรายละเอียดของเกมของคนทั้งสองทำให้บาร์เซโลนาครองแชมป์ลาลีกาได้สองสมัยในช่วงที่ฟัน คาล เป็นหัวหน้าผู้ฝึก[20] ฟัน คาล มองเห็นว่ามูรีนโยมีสัญญาณที่จะเป็นได้มากกว่าผู้ช่วยผู้จัดการจึงปล่อยให้มูรีนโยพัฒนารูปแบบการเป็นผู้ฝึกด้วยตัวเองและมอบหมายหน้าที่ในการเป็นผู้ฝึกทีมบาร์เซโลนา ชุดเบ ให้กับมูรีนโย[21] นอกจากนั้นเขายังปล่อยให้มูรีนโยคุมทีมหลัก (โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการของมูรีนโยเอง) ในการแข่งขันบางประเภท เช่น โกปากาตาลุญญา ซึ่งมูรีนโยนำทีมชนะในปี ค.ศ. 2000[22]

การทำงานในฐานะผู้จัดการ[แก้]

ไบฟีกา[แก้]

โอกาสที่จะกลายเป็นผู้จัดการชั้นนำของมูรีนโยมาถึงในเดือนกันยายน ค.ศ. 2000 เมื่อเขาได้รับข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศบ้านเกิดอย่างไบฟีกาเพื่อไปแทนที่ยุพพ์ ไฮน์เคส ซึ่งในขณะนั้นการแข่งขันปรีไมราลีกาผ่านไปแล้ว 4 นัด[21] มูรีนโยเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า


"เมื่อผมได้พูดคุยกับฟัน คาล เกี่ยวกับการที่จะกลับไปโปรตุเกสในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการให้กับไบฟีกา เขาพุดว่า "อย่าไปเลย บอกไบฟิกาว่า ถ้าเขาต้องการผู้ฝึกทีมใหญ่คุณจะไป แต่ถ้าเขาต้องการแค่ผู้ช่วยคุณจะอยู่ที่เดิม""[23]


อย่างไรก็ดี มูรีนโยออกจากบาร์เซโลนาเมื่อ ฟัน คาล ถูกปลดจากการเป็นผู้จัดการเนื่องจากผลงานไม่ดีในฤดูกาลที่สามกับบาร์เซโลนา และประธานสโมสร โคเซ ลูอิส นูเญซ ซึ่งรับผิดชอบในการดึงตัว ฟัน คาล และ ร็อบสัน มาเป็นผู้จัดการให้กับบาร์เซโลนาลาออกเนื่องจากเหนื่อยกับการถูกกดดัน[24]

หลังจากถึงไบฟีกา มูรีนโยก็ต้องพบกับปัญหาเนื่องจากผู้บริหารต้องการแต่งตั้ง Jesualdo Ferreira เป็นผู้ช่วยผู้ฝึก แต่มูรีนโยปฏิเสธและหยิบ การ์ลุส โมเซร์ อดีตกองหลังทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 1990 ซึ่งเคยมาค้าแข้งกับไบฟีกาถึง 2 ครั้งก่อนไปแขวนสตั๊ดที่ญี่ปุ่นมาเป็นผู้ช่วย[25] มูรีนโยวิภาควิจารณ์ Jesualdo Ferreira อย่างหนักหน่วงแม้ว่าทั้งสองจะเคยพบกันมาก่อนในฐานะครูกับศิษย์ที่สถาบันการพลศึกษาขั้นสูง (Instituto Superior de Educação Física) เขาต่อว่าผู้ฝึกมากประสพการณ์คนนี้ว่า "นี่อาจจะเป็นเรื่องราวของลาที่ทำงานเป็นเวลา 30 ปี แต่ไม่เคยกลายเป็นม้า"[26] เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากได้รับงานที่เบนฟิก้า อาจารย์และที่ปรึกษาของมูรินโย เซอร์บ๊อบบี้ ร็อบสันก็เสนอให้เขากลับไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการที่นิวคาสเซิล ร็อบสันต้องการความช่วยเหลือของมูรีนโยอย่างหนักถึงขนาดให้สัญญาว่าจะลงจากการเป็นผู้จัดการและยกตำแหน่งแก่มูรีนโยภายในสองปี มูรีนโยปฏิเสธคำเชื้อเชิญโดยบอกว่าเขารู้ว่าร็อบสันไม่มีทางไม่ก้าวลงจากที่สโมสรที่เขารัก[27]

มูรีนโย และ โมเซร์กลายเป็นคู่ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยสามารถถล่มคู่ปรับร่วมเมือง สปอร์ติงลิสบอน ไปถึง 3-0 ในเดือนธันวาคม[28][29] แต่การทำงานของทั้งคู่ก็ต้องพบกับอุปสรรคหลังประธานสโมสรของไบฟิกา João Vale e Azevedo แพ้การเลือกตั้งภายใน และ Manuel Vilarinho ซึ่งมาแทนประธานสโมสรเดิมบอกว่าเขาจะมอบตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกให้กับอดีตผู้เล่นซึ่งเป็นตำนานของไบฟิกา อังตอนีอู ชูเซ กงไซเซา โอลีไวรา หรือ โตนี[21] Vilarinho ไม่ได้มีความตั้งใจในการให้มูรีนโยออกจากงานทันที มูรีนโยจึงใช้ชัยชนะเหนือสปอร์ติงลิสบอนของทีมเพื่อทดสอบความภักดีของประธานสโมสรใหม่โดยขอขยายสัญญาการจ้างงานเพิ่มขึ้น[28] Vilarinho ปฏิเสธคำขอ มูรีนโยจึงลาออกจากตำแหน่งทันทีเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 2000 หลังทำงานในลีกไปเพียง 9 นัด เมื่อหวนกลับไปคิดถึงการตัดสินใจครั้งนั้น Vilarinho รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเขา และกล่าวเกี่ยวกับการสุญเสียมูรีนโยว่า


"หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำตรงกันข้าม ผมจะยอมขยายสัญญาให้เขา ผมพึ่งมาเข้าใจภายหลังว่าชื่อเสียงและความภาคภูมิใจไม่ควรอยู่เหนือผลประโยชน์ของสถาบันที่เรารับใช้[28]

อูนีเอาดือไลรีอา[แก้]

มูรีนโยรับตำแหน่งผู้จัดการจากทีมระดับกลางตารางอย่าง อูนีเอาดือไลรีอา ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2001[30] ในช่วงเวลาที่เป็นผู้จัดการให้ไลรีอา มูรีนโยสามารถนำทีมไปถึงอันดับสาม และ สี่ ของลีกในเดือนมกราคม โดยหลังจากเอาชนะ Paços de Ferreira ไป 2-1 ในวันที่ 27 มกราคม ไลรีอาขึ้นไปอยู่อันดับสามของตารางด้วยคะแนนนำไบฟีกา และ โปร์ตู หนึ่งแต้ม และตามหลังหลังผู้นำลีกเพียง 3 แต้ม แน่นอนความสำเร็จของมูรีนโย ทำให้เขาได้รับความสนใจจากสโมสรขนาดใหญ่ของโปรตุเกสหลายแห่ง[21]

ไลรีอาสามารถปิดฤดูกาลในอันดับที่ 5 ของตารางซึ่งเป็นอันดับดีที่สุดที่ทีมเคยทำได้ โดยสามารถทำอันดับได้สูงกว่าไบฟีกาที่เพิ่งปลดมูรีนโยจากการเป็นผู้จัดการทีมอีกด้วย

โปร์ตู[แก้]

ในช่วงปลายเดือนมกราคมปี ค.ศ. 2002 มูรีนโยก็ได้ย้ายที่ทำงานอีกครั้งหลังผลงานการคุมทีมเข้าตาโปร์ตู ยักษ์ใหญ่อีกรายของโปรตุเกส ที่พึ่งปลด ออกตาวีอู มาชาดู ออกจากสโมสร ในขณะนั้นโปร์ตูเป็นทีมอันดับ 5 ของตารางปรีไมราลีกา (ตามหลังสปอร์ติงลิสบอน บัววีชตา ไลรีอา และ ไบฟีกา) ตกรอบโปรตุเกสลีกคัพ และครองตำแหน่งบ๊วยในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มที่สอง หลังจากคุมทีมแข่งขันได้ 15 นัด (ด้วยสถิติชนะ 11 เสมอ 2 และแพ้ 2 นัด) มูรีนโยสามารถนำทีมไปถึงอันดับสามของตารางตอนสิ้นฤดูกาล หลังจากนั้นเขาให้สัญญาว่า "จะทำให้โปร์ตูเป็นแชมป์ (ปรีไมราลีกา) ในปีถัดไป"

มูรีนโยได้ระบุผู้เล่นหลักหลายคนที่เขาเห็นว่าจะเป็นกำลังสำคัญซึ่งทำให้โปร์ตูเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบเช่น วีตอร์ บาอีอา, รีการ์ดู การ์วัลยู, กอชตินยา, เดโก, ดมีตรี อาเลนีเชฟ, แอลดืร์ ปุชตีกา และเรียกฌอร์ฌือ กอชตา กองหลังกัปตันทีม (ที่มีปัญหาขัดแย้งกับมาชาดู) ซึ่งชาร์ลตันแอทเลติกได้เช่ายืมไปในสัญญา 6 เดือนให้กลับมา การเซ็นสัญญานักเตะหน้าใหม่รวมถึง นูนู วาเลงตี และ เดร์เลย์ จากไลรีอา, เปาลู ฟีร์ไรรา จากวีตอเรียดือซือตูบัล, เปดรู เอมานูเอล จากบัววีชตา และ เอดการัส ยันเคาส์คัส กับ มานีชี ซึ่งทั้งคู่พึ่งหมดสัญญาจากไบฟีกา

ฤดูกาล 2002–03[แก้]

ในช่วงก่อนการเปิดฤดูการแข่งขัน มูรีนโยได้นำรายงานเกี่ยวกับรายละเอียดของโปรแกรมการฝึกขึ้นบนเว็บไซต์ของสโมสร รายงานฉบับนี้เต็มไปด้วยคำศัพท์ทางการอย่างเช่น แทนที่จะเขียนว่า วิ่งเหยาะๆ 20 กม. เขาจะบรรยายด้วยว่าเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคฉบับพิเศษ รายงานนี้ได้รับคำติเตียนว่าเป็นการเสแสร้ง แต่ขณะที่เดียวกันก็ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นการใช้นวัตกรรมและการประยุกต์ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการฝึกมากขึ้น หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของมูรีนโยในยุคโปร์ตูคือ ความมีไหวพริบดี และ เล่นกดดันซึ่งเริ่มตั้งแต่ในแดนคู่ต่อสู้ เรียกว่า การเล่นกดดันอย่างหนัก "pressão alta" ("high pressure") ความสามารถของร่างกายและการต่อสู้ของกองกลางและกองหลังทำให้โปร์ตูสามารถกดดันฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ในแดนของตัวเอง และเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามเสียบอลหรือต้องลองส่งบอลไกลที่มีความไม่แน่นอนสูงบ่อยขึ้น

ในปีค.ศ. 2003 เขาพาทีมครองแชมป์ปรีไมราลีกาด้วยสถิติ ชนะ 27 นัด เสมอ 5 นัด และแพ้ 2 นัด ทำคะแนนทิ้งห่างไบฟีกาทีมอันดับ 2 ของตารางที่เขาจากมาเมื่อสองปีก่อนถึง 11 แต้ม โดยทำคะแนนรวมได้ 86 จากคะแนนเต็ม 102 และยังถือเป็นสถิติใหม่ของลีกนับตั้งแต่เปลี่ยนการให้คะแนนทีมชนะเป็น 3 คะแนน (เฉือนของเก่าที่โปร์ตูเคยทำไว้ไปคะแนนเดียว แต่ถูกล้มโดยไบฟิกาในฤดูกาล 2015-16 ด้วยคะแนน 88 คะแนน) นอกจากนั้นในเดือนพฤษภามคมของปีนั้นเขายังพาทีมครองแชมป์โปรตุเกสคัพ โดยเอาชนะทีมเก่าไลรีอาในนัดชิงไป 1-0 และแชมป์ยูฟ่าคัพโดยยัดเยียดความปราชัยให้เซลติกในนัดชิง

ฤดูกาล 2003–04[แก้]

ฤดูกาลถัดมาโปร์ตูยังคงเล่นได้ดีจากการนำของมูรีนโย โดยสามารถเอาชนะไลลีอาในนัดชิงโปรตุเกสซุปเปอร์คัพด้วยคะแนน 1-0 แต่พ่ายแพ้ต่อเอซี มิลานในนัดชิงยูฟ่าซูเปอร์คัพด้วยคะแนน 1-0 จากการยิงประตูของอันดรีย์ เชฟเชนโค ในลีกปรีไมราลีกาโปร์ตูยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่งโดยสามารถจบฤดูกาลด้วยการไม่แพ้ใครในบ้านตัวเองเลย มีคะแนนนำทีมที่สองของตาราง 8 คะแนน และได้ตำแหน่งแชมป์ 5 สัปดาห์ก่อนปิดฤดูกาล โปร์ตูพ่ายแพ้ต่อไบฟีกาในรอบชิงโปรตุเกสคัพ แต่เพียงสองสัปดาห์ถัดมาก็ได้ถ้วยรางวัลที่ใหญ่กว่ามาครองด้วยการเอาชนะโมนาโก ด้วยสกอร์ 3-0 ในการแข่งขันรอบสุดท้ายของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ที่อาเรนาเอาฟ์ชัลเคอ ในเมืองเกลเซนเคียร์เชิน ประเทศเยอรมนี โดยก่อนที่จะมาถึงจุดนี้โปร์ตูสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โอลิมปิกลียง ลาโกรูญา และพ่ายแพ้เพียงนัดเดียวให้กับเรอัลมาดริดในรอบแบ่งกลุ่ม

ในนัดแรกของการแข่งขันระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับโปร์ตู เกิดการปะทะคารมระหว่างมูรีนโย และ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่ รอย คีนได้รับใบแดงเนื่องจากไปเหยียบตัวของวีตอร์ บาอีอา[31] ในนัดที่สองขณะที่โปร์ตูกำลังจะพ่ายแพ้ด้วยกฏการยิงประตูทีมเยือน กอชตินยาก็ทำประตูตีเสมอได้โดยเหลือเวลาในการแข่งขันเพียง 30 วินาทีเป็นผลให้โปร์ตูมีคะแนนรวมสองนัดมากกว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มูรีนโยถึงกับเฉลิมฉลองการทำประตูอย่างยิ่งใหญ่ ชัยชนะในครั้งนี้ของมูรีนโยที่มีต่อทีมของเฟอร์กูสันเป็นการบอกเป็นนัยถึงการย้ายไปพรีเมียร์ลีกของมูรีนโย และการแข่งขันกันระหว่างชายทั้งสองคนที่กำลังจะเกิดขึ้น

มูรีนโยกล่าวถึงการย้ายไปทำงานให้กับสโมสรในพรีเมียร์ลีกว่า "ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนและเชลซีไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผมมาก เพราะว่ามันเป็นโปรเจกต์ใหม่ที่ใช้เงินลงทุนสูง ผมคิดว่ามันเป็นโปรเจกต์ที่ถ้าสโมสรไม่สามารถจะชนะทุกอย่าง [โรมัน] อับราโมวิช น่าจะเลิกและเอาเงินออกจากสโมสร มันเป็นโปรเจกต์ที่ไม่แน่นอน เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับโค้ชในการที่จะมีเงินจ้างผู้เล่นคุณภาพดี แต่คุณไม่รู้หรอกว่าโครงการแบบนี้จะไปถึงจุดสำเร็จหรือไม่"[32]

ตำแหน่งผู้จัดการของลิเวอร์พูลตกเป็นของ ราฟาเอล เบนีเตซ ในขณะที่มูรีนโยยอมรับข้อเสนอชิ้นโตจาก โรมัน อับราโมวิช และสัญญาที่จะให้อนาคตของเขากับเชลซี[32]

เชลซี[แก้]

มูรีนโยเริ่มงานอย่างเป็นทางการให้กับเชลซี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 2004 ด้วยสัญญาระยะเวลาสามปีภายหลังจากที่โปร์ตูได้รับค่าตอบแทนมูลค่า 1.7 ล้านปอนด์[33] ในช่วงการแถลงข่าวหลังจากได้เริ่มงานกับสโมสรของประเทศอังกฤษแห่งนี้ มูรีนโยกล่าวว่า "กรุณาอย่าว่าผมอวดดี แต่ผมเป็นแชมป์ยุโรปและผมคิดว่าผมเป็นบุคคลพิเศษ" (Please don't call me arrogant, but I'm European champion and I think I'm a special one) จึงทำให้สื่อตั้งฉายาให้กับเขาว่า "บุคคลพิเศษ" (The Special One)[34]

มูรีนโยนำทีมงานเก่าจากโปร์ตูมาร่วมงานประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้จัดการ Baltemar Brito ผู้ฝึกฟิตเนส Rui Faria หัวหน้าแมวมอง André Villas-Boas ผู้ฝึกผู้รักษาประตู Silvino Louro และเก็บอดีตนักเตะของเชลซี สตีฟ คลาร์ก ซึ่งคอยทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการให้กับผู้จัดการคนก่อน ในแง่ของการใช้จ่ายมูรีนโยใช้เงินทุนของ โรมัน อับราโมวิช ต่อจากเกลาดีโอ รานีเอรี ผู้จัดการคนก่อน โดยใช้เงินกว่า 70 ล้านปอนด์ในการโอนย้ายผู้เล่น อาทิเช่น Tiago (10 ล้านปอนด์) จากไบฟีกา, มิคาเอล เอสเซียง (24 ล้านปอนด์) จากโอลิมปิกลียง, ดีดีเย ดรอกบา (24 ล้านปอนด์) จากมาร์แซย์, Mateja Kežman (5.4 ล้านปอนด์) จากเปเอสเฟ (พีเอสวี) และ สองนักเตะจากโปร์ตู รีการ์ดู การ์วัลยู (19.8 ล้านปอนด์) และ เปาลู ฟือไรรา (13.3 ล้านปอนด์)

ฤดูกาล 2004–05[แก้]

ภายใต้การจัดการของมูรีนโยเชลซีได้รับการพัฒนาบนรากฐานเดิมที่ได้ถูกสร้างไว้ในฤดูกาลก่อน โดยเพียงแค่ต้นเดือนธันวาคมเชลซีก็ไปถึงจุดสูงสุดของตารางพรีเมียร์ลีก และเข้าสู่รอบแพ้คัดออกในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

เขาคว้าแชมป์ถ้วยแรกของปีด้วยการเอาชนะลิเวอร์พูล 3–2 (หลังต่อเวลาพิเศษ) ที่คาร์ดิฟฟ์ ในการแข่งขันลีกคัพ โดยในช่วงท้ายของการแข่งขันมูรีนโยถูกนำตัวออกจากข้างสนาม หลังจากวางปลายนิ้วชี้บนริมฝีปากและหันไปในทิศทางของแฟนคลับของลิเวอร์พูลในลักษณะที่เป็นการตอบสนองต่อการเยาะเย้ยที่แฟนคลับของลิเวอร์พูลแสดงออกมาในช่วงที่ลิเวอร์พูลกำลังเป็นฝ่ายนำ (ก่อนที่จะมีการยิงประตูตีเสมอ)

เชลซีพบกับบาร์เซโลนาในการแข่งขันแชมเปียนส์ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยในนัดแรกเป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยข้อพิพาทและทีมสิงโตน้ำเงินครามแพ้ในฐานะทีมเยือนด้วยคะแนน 2-1 แต่ในนัดต่อมาทีมสามารถทำแต้มรวมได้ 4-2 เป็นผลให้สามารถผ่านเข้ารอบต่อไป มูรีนโยพลาดโอกาสในการชนะแชมเปี้ยนส์ลีกสองปีซ้อนเมื่อเชลซีพ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูลในรอบรองชนะเลิศด้วยคะแนน 1-0 และสร้างความเกรียวกราวด้วยประโยค "ประตูผี" (ghost goal) และ "ประตูที่มาจากดวงจันทร์" (It was a goal that came from the moon) ซึ่งเป็นคะแนนเดียวของการแข่งขันโดยผู้ตัดสินยกให้กับการยิงของลุยส์ การ์ซีอา ซานซ์

มูรีนโยสามารถทำให้เชลซีได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่สองในรอบ 50 ปี ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างสถิติใหม่ ๆ ในการแข่งฟุตบอลของอังกฤษ เช่น การทำคะแนนได้สูงสุดในพรีเมียร์ลีก (95) และการถูกทำประตูได้น้อยที่สุด (15)

ฤดูกาล 2005–06[แก้]

เชลซีเริ่มฤดูกาลได้ดีโดยสามารถเอาชนะอาร์เซนอลด้วยคะแนน 2-1 ในการแข่งขันเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ และไปถึงจุดสูงสุดของตารางพรีเมียร์ลีกตั้งแต่สุดสัปดาห์แรกของฤดูกาลแข่งขัน เชลซีชนะคู่แข่งสำคัญแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยคะแนน 3-0 เพื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน และ ถือเป็นชนะเลิศการแข่งขันภายในประเทศครั้งที่ 4 ของมูรีนโย ในงานรับเหรียญแชมป์พรีเมียร์ลีกมูรีนโยโยนเหรียญและเสื้อคลุมเข้าไปในฝูงชน หลังจากนั้นเขาก็ได้รับเหรียญรางวัลอีกอันภายในไม่กี่นาทีซึ่งเขาก็โยนเข้าไปในฝูงชนอีกครั้ง

ผลงานในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปีนี้ทำได้เพียงผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้าย โดยแพ้บาร์เซโลนาตกรอบ พร้อม ๆ กับสร้างความเกรียวกราวด้วยการวิจารณ์ผู้ตัดสินจนถูกปรับเงิน และผู้ตัดสินได้ตัดสินใจแขวนนกหวีดในเวลาต่อมา

ฤดูกาล 2006–07[แก้]

ฤดูกาล 2006–07 เป็นช่วงเวลาที่สื่อประโคมข่าวว่าจะมูรีนโยอาจจะออกจากสโมสรหลังปิดฤดูกาลแข่งขัน เนื่องจากมีการกล่าวหาว่าเขามีความสัมพันธ์ไม่ดีกับเจ้าของสโมสรโรมัน อับราโมวิช ร่วมถึงมีการแย่งชิงอำนาจกับผู้อำนวยการด้านกีฬา (sporting director) Frank Arnesen และที่ปรึกษาของอับราโมวิช Piet de Visser ในเวลาต่อมามูรีนโยได้เคลียร์ข้อสงสัยเกี่ยวกับอนาคตของเขาที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ โดยระบุว่ามีเพียงแค่สองทางที่จะทำให้เขาต้องจากเชลซีคือ (1) ถ้าเชลซีไม่เสนอสัญญาฉบับใหม่ให้ในเดือนมิถุนายน 2010 และ (2) ถ้าเชลซีไล่เขาออกจากตำแหน่ง[35]

การเซ็นสัญญาซื้อตัวศูนย์หน้าชาวยูเครน อันดรีย์ เชฟเชนโค ในช่วงฤดูร้อนของปี 2006 โดยมีค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นสถิติใหม่ของสโมสรน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เกิดการโต้แย้งระหว่างมูรีนโย และ อับราโมวิช ในขณะที่เกิดการเซ็นสัญญาซื้อขาย เชฟเชนโคถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในยุโรปโดยเวลานั้นเขาอยู่กับมิลานซึ่งเป็นสโมสรที่เขาชนะแชมเปี้ยนส์ลีก และได้รางวัลนักเตะเช่น สคูเดตโต และ บาลงดอร์ เชลซีเคยพยายามเซ็นสัญญากับเชฟเชนโคในช่วงสองปีก่อนหน้านี้แต่มิลานปฏิเสธที่จะรับข้อเสนอของอับราโมวิช อย่างไรก็ดีฤดูกาลแรกของเชฟเชนโคที่เชลซีถูกมอง (โดยแฟนคลับ) ว่าเขาเป็นความน่าผิดหวังอย่างใหญ่หลวงเนื่องจากทำได้เพียง 4 ประตูจากการแข่งขันทั้งหมด 14 นัด

มูรีนโยขณะทำงานให้กับเชลซีในปี 2007

นอกจากนั้นในปีนี้เป็นปีที่ ดีดีเย ดรอกบา คู่ขาของเชฟเชนโคสามารถยิงประตูได้มากที่สุดในอาชีพนักฟุตบอลจึงเป็นเหตุให้เชฟเชนโคตกจากตำแหน่งกองหน้าตัวจริงในท้ายฤดูกาล ในการแข่งขันแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศกับลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ มีการสังเกตว่าเชฟเชนโคไม่ได้แม้แต่จะมีชื่ออยู่บนม้านั่งข้างสนาม การเรียกร้องของอับราโมวิชที่จะให้มูรีนโยส่งนักเตะชาวยูเครนผู้นี้ลงเล่นถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่ส่งเสริมความขัดแย้งระหว่างชายสองให้มากยิ่งขึ้น นักเตะคนใหม่ที่ได้รับความสนใจสูงนอกเหนือจากเชฟเชนโคคือ กัปตันชาวเยอรมันมิชาเอล บัลลัค ซึ่งเป็นผู้เล่นที่ไม่ติดสัญญากับทีมอื่น (free agent) จากบาเยิร์นมิวนิค โดยถูกนำมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองกลาง ในขณะที่กองหน้าชาวไอซ์แลนด์ เอย์ดืร์ กวึดยอนแซน ถูกขายออกเพื่อไปอยู่กับบาร์เซโลน่า

แม้จะมีปัญหามากมายเกิดขึ้น เชลซีก็สามารถคว้าแชมป์การแข่งขันลีกคัพได้อีกครั้งโดยเอาชนะอาร์เซนอลที่มิลเลนเนียมสเตเดียม อย่างไรก็ตามความเป็นไปได้ที่จะคว้าถ้วยรางวัลถึง 4 ถ้วยก็ได้หมดไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 เมื่อลิเวอร์พูลกำจัดเชลซีออกจากการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกจากการดวลจุดโทษที่แอนฟิลด์หลังจากผลคะแนนรวมเสมอที่ 1-1 หลังจากนั้นไม่นานเชลซียังไปทำได้เพียงเสมอ 1-1 กับอาร์เซนอลที่เอมิเรตส์สเตเดียม จึงทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของปีนี้ไปได้ โดยปีนี้ถือเป็นฤดูกาลแรกของมูรีนโยที่ไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกของประเทศหลังจากทำได้ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี มูรีนโยนำเชลซีชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยคะแนน 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นครั้งแรกในสนามกีฬาเวมบลีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ และเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกของมูรีนโยในการแข่งขันเอฟเอคัพ ดังนั้นจึงหมายความว่าเขารับถ้วยรางวัลการแข่งขันภายในประเทศที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกสามารถครอบครองได้มาทั้งหมดแล้ว

ความขัดแย้งระหว่างมูรีนโย และ อับราโมวิชยังคงดำเนินต่อไปเมื่ออัฟราม แกรนท์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฟุตบอล (director of football) แม้จะได้รับการคัดค้านจากมูรีนโย นอกจากนั้นตำแหน่งของแกรนท์ยังได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมโดยได้ที่นั่งกรรมการบริหารสโมสรอีกด้วย การโอนย้ายในปีต้นปี 2007-08 รวมถึงการออกของอาร์เยิน โรบเบินเพื่อไปอยู่กับเรอัลมาดริด และการเข้ามาของกองกลางสัญชาติฝรั่งเศส ฟลอร็อง มาลูดาจากโอลิมปิกลียง

ฤดูกาล 2007–08[แก้]

นัดแรกของการแข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2007–08 เชลซีสามารถเอาชนะเบอร์มิงแฮมซิตีด้วยสกอร์ 3-2 และเป็นการสร้างสถิติไม่แพ้ใครในบ้าน 64 ครั้งติดต่อกันในการแข่งขันพรีเมียร์ลีก แม้จะสามารถเอาชนะสถิติไม่แพ้ใครในบ้านที่ลิเวอร์พูลเคยทำไว้ระหว่างปีค.ศ. 1978 - 1981[36] ได้ก็ตามการเริ่มต้นของเชลซีในฤดูกาล 2007–08 ประสบความสำเร็จน้อยกว่าปีก่อน ๆ โดยทีมแพ้ที่บ้านของแอสตันวิลลา ตามด้วยการทำประตูไม่ได้และจบด้วยการเสมอ 0-0 กับแบล็กเบิร์นโรเวอส์ในบ้านตัวเอง การแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกนัดแรกในปีนี้เชลซีทำได้แค่เสมอ 1-1 กับ Rosenborg ในบ้านของตัวเองต่อหน้าอัฒจันทร์ที่ว่างเกือบครึ่ง

มูรีนโยออกจากเชลซีอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 2007 ด้วย "ความยินยอมร่วมกัน" แม้ว่าจะมีข้อขัดแย้งมากมายกับเจ้าของสโมสรอับราโมวิช[6] โดยกรรมการบริหารของเชลซีได้จัดประชุมฉุกเฉินและมีมติว่าจำต้องแยกทางกับเขา มูรีนโยออกจากเชลซีในฐานะผู้จัดการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเชลซีโดยทำให้สโมสรได้รับถ้วยรางวัลถึง 6 รางวัลภายในเวลาสามปี และ ไม่เคยแพ้การแข่งขันพรีเมียร์ลีกในบ้าน อัฟราม แกรนท์ รับตำแหน่งผู้จัดการต่อจากมูรีนโยแต่ไม่สามารถคว้าถ้วยรางวัลใด ๆ ได้เลยในปีนี้และถูกปลดเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล อย่างไรก็ดีแกรนท์สามารถพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (ซึ่งมูรีนโยไม่สามารถทำได้แม้แต่ครั้งเดียวขณะอยู่กับเชลซีเป็นเวลา 3 ปี) แต่แพ้ด้วยการดวลลูกจุดโทษชี้ขาดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เนื่องจากมีคะแนนเสมอกัน 1-1 หลังจาก 120 นาทีของการแข่งขัน เขาพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศลีกคัพ (คาร์ลิ่ง คัพ) และ ไม่เคยแพ้ใครในบ้านตลอดการทำงาน นอกจากนั้นเขายังทำให้เชลซีเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีกโดยมีคะแนนห่างจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์เพียง 2 คะแนน

อินเตอร์มิลาน[แก้]

ในปี ค.ศ. 2008 เขาก็ตอบรับการเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลานและทำทีมได้แชมป์ลีกอิตาลี

ในปี ค.ศ. 2010 พาอินเตอร์มิลานเข้ารอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2009-2010 กับบาเยิร์นมิวนิกซึ่งมีลูวี ฟัน คาล เจ้านายเก่าเป็นกุนซืออยู่ตอนนั้น และได้คว้าแชมป์ไปในที่สุด รวมทั้งได้ 3 แชมป์ ได้แก่ แชมป์ลีกในประเทศ บอลถ้วยในประเทศ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลเดียวกัน จากนั้นก็มีข่าวทันทีว่ามูรีนโยจะไปคุมยอดทีมจากประเทศสเปนนั่นคือเรอัลมาดริด

เรอัลมาดริด[แก้]

ในปี ค.ศ. 2010 เขาย้ายมาเป็นผู้จัดการทีมเรอัลมาดริดและต่อมาเขาก็ได้แชมป์โกปาเดลเรย์ ด้วยการชนะบาร์เซโลนาในช่วงต่อเวลาพิเศษไป 1–0 ต่อมาในปี ค.ศ. 2012 หรือในช่วงฤดูกาล 2011–12 ในลาลีกา มูรีนโยนำทีมเรอัลมาดริด คว้าแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จโดยมีคะแนนทั้งหมด 100 คะแนน ซึ่งนำห่างบาร์เซโลนา แชมป์เก่าไปถึง 9 แต้ม ในช่วงต้นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเรอัลมาดริด มูรีนโยนำทีมโค่นบาร์เซโลนาในศึกสแปนิชซูเปอร์คัพ โดยเป็นการเตะ 2 นัด เหย้า-เยือน นั่นเท่ากับว่า มูรีนโยได้คว้าทุกแชมป์ในสเปนภายในระยะเพียง 3 ปี และทั้งหมดคือการโค่นบาร์เซโลนา ไม่ว่าจะเป็นลาลีกา โกปาเดลเรย์ และสแปนิชซูเปอร์คัพ และเป็นการบ่งบอกว่านับตั้งแต่เริ่มทำงานกับสโมสรโปร์ตู ไม่มีปีไหนที่มูรีนโยมือเปล่า และจากไปอย่างยิ่งใหญ่สู่สโมสรเชลซี

เชลซี[แก้]

เป็นการกลับมาบ้านเก่าอีกครั้งของมูรีนโย โดยเซ็นสัญญาระยะเวลา 4 ปี พร้อมประเดิมนักเตะคนแรก อันเดร เชือร์เลอ ในงานแถลงข่าว นักข่าวถามมูรีนโยว่ารู้สึกอย่างไรที่อันเดรส อีเนียสตา กล่าวว่าเขาทำให้วงการฟุตบอลในสเปนเสื่อมเสีย มูรีนโยตอบว่า เรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลีกาเหนือบาร์เซโลนาด้วยการทำแต้มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่กำเนิดวงการฟุตบอลสเปนขึ้นมาร้อยกว่าปี ทำประตู 121 ประตู สูงที่สุดในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในโกปาเดลเรย์ เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในกัมนอว์ ถิ่นของพวกเขา เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในสแปนิชซูเปอร์คัพ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเจ็บสุด ๆ (They hurted) มูรีนโยบอกว่าการคุมทีมระดับเชลซีโดยทำได้เพียงคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก ถือเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะถ้วยนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา เป็นการเหน็บแนมราฟาเอล เบนีเตซ ตามสไตล์ของเขา ปี 2015 เขาพาเชลซี คว้าแชมป์ลีกคัพ และพรีเมียร์ลีก

แต่ผลงานของเชลซี ในฤดูกาล 2015–16 ไม่ดีเสียเลย แม้จะผ่านเข้ารอบ 16 ทีมในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มก็ตาม แต่ผลงานในพรีเมียร์ลีกเมื่อผ่านไป 16 นัด เชลซีแพ้ไปแล้วถึง 9 นัด โดยอยู่ในอันดับที่ 16 ของตารางคะแนน มีคะแนนเหนือทีมที่อยู่ในอันดับ 17 ซึ่งเป็นกลุ่มตกชั้น คือ สวอนซีซิตี เพียงคะแนนเดียว ทำให้ในปลายปี 2015 ทางผู้บริหารเชลซีจึงได้ตัดสินใจปลดมูรีนโยออกจากตำแหน่ง [37] ทั้งนี้มีการเปิดเผยถึงสาเหตุของการปลดครั้งนี้ นอกจากผลงานไม่ดีแล้ว มูรีนโยยังมีเหตุทะเลาะกับผู้เล่นหลายคนในทีมอีกด้วย [38]

เกียรติยศ[แก้]

ผู้จัดการทีม[แก้]

โปร์ตู (2002–2004)
เชลซี (2004–2007, 2013–)
อินเตอร์มิลาน (2008–2010)
เรอัลมาดริด (2010–2013)


เชิงอรรถ[แก้]

  1. ในภาษาอังกฤษออกเสียง /ʒəʊˈzeɪ mʊˈriːnjəʊ/ หรือ /ʒoʊˈzeɪ mʊˈriːnjoʊ/. Longman Dictionary of Contemporary English fifth edition. [DVD-ROM]. London: Pearson Education, 2009.

อ้างอิง[แก้]

  1. "Mourinho appointed United manager". Manchester United. 27 May 2016. สืบค้นเมื่อ 27 May 2016. 
  2. David Kent (17 October 2013). "Jose Mourinho is the best manager Deco has ever worked with | Mail Online". London: Dailymail.co.uk. สืบค้นเมื่อ 19 January 2014. 
  3. "Rank: Greatest all-time soccer managers – SportsNation – ESPN". Espn.go.com. 9 August 2013. สืบค้นเมื่อ 19 January 2014. 
  4. "Pep Guardiola: Jose Mourinho is the best in the world". Espn Fc. 12 November 2011. สืบค้นเมื่อ 19 January 2014. 
  5. Giants of Portuguese football honoured at centenary of FPF Euronews.com. 15 May 2015. Retrieved 9 February 2016
  6. 6.0 6.1 "Mourinho makes shock Chelsea exit". BBC Sport. 20 September 2007. สืบค้นเมื่อ 24 May 2012. 
  7. Harrold, Michael. 2009/10: Inter back on top at last. UEFA. Retrieved 15 September 2010. Archived กันยายน 4, 2010 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
  8. "Jose Mourinho congratulated by Spanish Coaches Committee after being named Fifa World Coach of the Year Award". Goal.com. 13 January 2011. สืบค้นเมื่อ 6 February 2016. 
  9. José Mourinho's mission accomplished as Real Madrid seal title. The Guardian. Retrieved 3 May 2012.
  10. "Eric Gerets champion". l'Equipe.fr. 
  11. "Jose Mourinho sacked as Chelsea manager". BBC. 17 December 2015. สืบค้นเมื่อ 17 December 2015. 
  12. Williams, Richard (29 April 2010). "In José Mourinho Inter finally have a true heir to Helenio Herrera". The Guardian (London). 
  13. Formica, Federico. "Helenio Herrera, or Josè Mourinho 40 years before". SerieAddicted. 
  14. "José Mourinho in a Portuguese Genealogical site". Geneall.net. 17 June 1938. สืบค้นเมื่อ 19 January 2014. 
  15. 15.0 15.1 15.2 Cowley, Jason (19 December 2005). "NS Man of the year – Jose Mourinho". New Statesman. Archived from the original on 31 March 2007. สืบค้นเมื่อ 10 September 2008. 
  16. 16.0 16.1 "Sitting pretty". The Observer (London). 1 August 2004. สืบค้นเมื่อ 10 September 2008. 
  17. 17.0 17.1 Smith, Paul (12 September 2004). "Football: Destined to be a great from the age of 10". Sunday Mirror. สืบค้นเมื่อ 15 September 2008. 
  18. 18.0 18.1 18.2 "Jose Mourinho: The Jose way". The Independent (London). 27 February 2005. สืบค้นเมื่อ 15 September 2008. 
  19. "Jose Mourinho: 'Ronaldo has been by far the best player in the Premiership. But he must win a trophy'". The Independent (London). 26 April 2008. สืบค้นเมื่อ 15 September 2008. 
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 20.4 20.5 Hawkley, Ian (9 May 2004). "The big feature: Jose Mourinho". The Times (London). สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  21. 21.0 21.1 21.2 21.3 21.4 Ley, John (20 September 2007). "Mourinho's Chelsea love affair finally ends". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  22. Hawkley, Ian (21 May 2004). "Battle of the Bernabeu". BBC News. สืบค้นเมื่อ 22 May 2004. 
  23. Menicucci, Paolo. "The Master And His Apprentice on UEFA.COM", UEFA, Milan, 17 May 2010. Retrieved 1 September 2010.
  24. Staff. "Josep Lluís Núñez (1978-2000)". fcbarcelona.cat (ใน Catalan). FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 9 August 2011. 
  25. "Mozer fired as InterClube coach". BBC Sport. 1 May 2008. สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  26. Sinnott, John (18 September 2007). "Low down on Porto". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  27. "Mourinho rejected Newcastle role". BBC Sport. 30 November 2004. สืบค้นเมื่อ 10 December 2008. 
  28. 28.0 28.1 28.2 "If something got in his way – which is winning – he would leave". The Guardian (London). 17 January 2007. สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  29. "Benfica 3 – 0 Sporting CP". Soccerway. 3 December 2000. สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  30. "2010/11 UEFA Champions League group stage statistics handbook – Club directory" (PDF). UEFA. p. 171. สืบค้นเมื่อ 5 March 2014. 
  31. "Mourinho mocks Ferguson". BBC News. 25 February 2004. 
  32. 32.0 32.1 Wallace, Sam (22 April 2004). "Mourinho would prefer Liverpool". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  33. "Chelsea appoint Mourinho". BBC Sport. 2 June 2004. สืบค้นเมื่อ 10 June 2016. 
  34. "What Mourinho said". BBC Sport. 2 June 2004. สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  35. "Jose:Respect for fans; Respect for Carling Cup". Chelsea FC. 24 February 2007. Archived from the original on 3 April 2007. สืบค้นเมื่อ 24 February 2007. 
  36. "Mourinho thrilled to break record". BBC Sport. 12 August 2007. สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  37. "เชลซีไล่ "มู" สังเวยฟอร์มบู่ เหล่ "เป๊ป-อันเช" คุมถาวร". ผู้จัดการออนไลน์. 17 December 2015. สืบค้นเมื่อ 18 December 2015. 
  38. "เหตุปลด'มูรินโญ'พ้นเชลซี ขัดแย้งนักเตะ-ผลงานห่วย". เดลินิวส์. 18 December 2015. สืบค้นเมื่อ 20 December 2015. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]