โชเซ มูรีนโย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โชเซ มูรีนโย
José Mourinho'14.JPG
มูรีนโยในปี ค.ศ. 2014
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็ม ฌูแซ มารีอู ดุช ซังตุช โมริญญู แฟลิกส์
วันเกิด 26 มกราคม ค.ศ. 1963 (53 ปี)
สถานที่เกิด ซือตูบัล ประเทศโปรตุเกส
ส่วนสูง 1.75 เมตร (5 ฟุต 9 นิ้ว)
ตำแหน่ง ตำแหน่งกองกลาง
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
ว่าง
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
1980–1982 รีอูอาวือ 16 (2)
1982–1983 บือลือเนงซึช 16 (2)
1983–1985 เฌเด ซือซิงบรา 35 (1)
1985–1987 กูแมร์ซีอูอีอิงดุชเตรีย 27 (8)
รวม 94 (13)
จัดการทีม
2000 ไบฟีกา
2001–2002 อูนีเอาดือไลรีอา
2002–2004 โปร์ตู
2004–2007 เชลซี
2008–2010 อินเตอร์มิลาน
2010–2013 เรอัลมาดริด
2013–2015 เชลซี
2016– แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น
† ลงเล่น (ประตู)

ฌูแซ มารีอู ดุช ซังตุช โมริญญู แฟลิกส์ (โปรตุเกส: José Mário dos Santos Mourinho Félix) หรือ โชเซ มูรีนโย ตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ[remark 1] เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลและอดีตนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส เขาเกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) เป็นลูกชายของแฟลิกส์ โมริญญู ซึ่งเคยติดทีมชาติโปรตุเกส 1 นัดในฐานะผู้รักษาประตูและเป็นผู้ฝึกสอนในเวลาต่อมา ทำให้เขาได้รับศาสตร์ลูกหนังจากพ่อมาตั้งแต่เด็ก

มูรีนโยได้รับการยกย่องจากผู้เล่น ผู้ฝึก และผู้ประกาศข่าวกีฬาหลายคนว่าเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก[1][2][3] และยังได้รับเกียรติจากสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสในปี ค.ศ. 2015 ว่าเป็นผู้ฝึกชาวโปรตุเกสที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษนี้[4] มูรีนโยเริ่มตันอาชีพสายฟุตบอลด้วยการเป็นผู้เล่นในดิวิชัน 2 ของโปรตุเกส เขาเรียนจบวิทยาศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยเทคนิคลิสบอนและเข้ารับการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ฝึกในสหราชอาณาจักร ในขณะที่อยู่ในลิสบอนเขาทำงานเป็นครูพลศึกษาและหาประสบการณ์ทำงานในด้านอื่น ๆ โดยการเป็นผู้ฝึกทีมเยาวชน แมวมอง และผู้ช่วยผู้จัดการ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1990 เขาได้รับมอบหมายให้เป็นล่ามของเซอร์บ็อบบี ร็อบสัน ในช่วงที่ร็อบสันทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมสปอร์ติงลิสบอน และสโมสรฟุตบอลโปร์ตูในโปรตุเกส และสโมสรบาร์เซโลนาในสเปน หลังจากร็อบสันจากบาร์เซโลนาไป มูรีนโยตัดสินใจอยู่ที่สโมสรเดิมโดยทำงานร่วมกับลูวี ฟัน คาล ซึ่งมาทำหน้าที่แทนร็อบสัน

มูรีนโยเริ่มงานสั้น ๆ โดยเป็นผู้จัดการให้กับไบฟีกาและอูนีเอาดือไลรีอาซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยสามารถพาไลรีอาไปอยู่อันดับที่ 5 ของลีกซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่ทีมเคยทำได้ มูรีนโยกลับไปอยู่กับโปร์ตูช่วงต้นปี ค.ศ. 2002 ในตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกและนำทีมชนะปรีไมราลีกา โปรตุเกสลีกคัพ และยูฟ่ายูโรปาลีกในปี ค.ศ. 2003 ในฤดูกาลถัดมาเขาสามารถนำทีมชนะโปรตุเกสซูเปอร์คัพ พาโปร์ตูถึงยอดของลีกเป็นครั้งที่สอง และได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดของฟุตบอลสโมสรยุโรปซึ่งก็คือการครองตำแหน่งแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หลังจากย้ายไปเชลซีในปีถัดมาเขายังส่งให้เชลซีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่สองในรอบ 50 ปีด้วยคะแนนสูงถึง 95 คะแนน ร่วมกับการครองแชมป์ลีกคัพในฤดูกาลเดียวกัน ในปีที่สองมูรีนโยยังคงพาเชลซีไปถึงจุดสูงสุดของพรีเมียร์ลีก และสามารถพาสโมสรไปชนะเอฟเอคัพและลีกคัพในช่วงฤดูกาล 2006-07 มูรีนโยออกจากเชลซีในเดือนกันยายน ค.ศ. 2007 ท่ามกลางข่าวปัญหาความแตกแยกระหว่างตัวเองกับโรมัน อับราโมวิช เจ้าของสโมสร[5]

หลังจากย้ายไปอินเตอร์มิลานซึ่งเป็นสโมสรในลีกเซเรียอาในปี ค.ศ. 2008 ภายในสามเดือนมูรีนโยก็ได้สร้างเกียรติให้กับสโมสรอิตาลีแห่งนี้โดยชนะการแข่งขันอิตาเลียนซูเปอร์คัพ และจบฤดูกาลด้วยการครองแชมป์ลีกเซเรียอา ในฤดูกาล 2009-10 อินเตอร์มิลานกลายเป็นสโมสรแรกของอิตาลีที่สามารถทำเทรบเบิล โดยชนะเซเรียอา อิตาลีคัพ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งอินเตอร์มิลานไม่สามารถชนะการแข่งขันหลังสุดนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 เขาเป็นหนึ่งในผู้ฝึกห้าคนที่สามารถทำให้สโมสรฟุตบอลสองทีมสามารถครองถ้วยยุโรป[6] โดยอีกสี่คนที่เหลือคือ แอนสท์ ฮัพเพิล, อ็อทท์มาร์ ฮิทซ์เฟ็ลท์, ยุพพ์ ไฮน์เคส และการ์โล อันเชลอตตี และได้รับรางวัลผู้ฝึกยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าในปี ค.ศ. 2010[7] จากนั้นเขาเซ็นสัญญากับเรอัลมาดริดในปี ค.ศ. 2010 และนำทีมชนะโกปาเดลเรย์ในฤดูกาลแรก ในปีต่อมาเขายังพาทีมครองแชมป์ลาลีกา ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้ฝึกคนที่ห้าถัดจากทอมิสลัฟ อีวิช, แอนสท์ ฮัพเพิล, โจวันนี ตราปัตโตนี และเอริก เคเริตส์ ที่ได้สามารถเอาชนะลีกฟุตบอลได้อย่างน้อยในสี่ประเทศคือ โปรตุเกส อังกฤษ อิตาลี และสเปน[8][9] หลังจากออกจากเรอัลมาดริดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2013 มูรีนโยกลับไปอังกฤษเพื่อจัดการเชลซีเป็นครั้งที่สองซึ่งในระหว่างนั้นก็สามารถพาทีมชนะลีกคัพได้อีกครั้ง แต่การทำงานกับเชลซีก็มาถึงจุดสิ้นสุดในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2015 หลังจากผลงานแย่ทิ้งให้เชลซีเกือบตกชั้น[10]

ความรู้ทางยุทธวิธี บุคลิกที่มีลักษณะเฉพาะ (ซึ่งเต็มไปด้วยข้อพิพาท) และลักษณะการจัดการทีมซึ่งฝ่ายตรงข้ามมองว่าให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าการเล่นฟุตบอลที่สวยงาม ทำให้มูรีนโยถูกมองจากทั้งผู้ชื่นชอบและนักวิจารณ์ว่าเป็นทายาทของเอเลนิโอ เอร์เรรา ผู้จัดการชาวอาร์เจนตินา[11][12]

ชีวิตในวัยเด็กและการศึกษา[แก้]

มูรีนโยเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1963 ในครอบครัวของชนชั้นกลางขนาดใหญ่ในเมืองซือตูบัล (เขตชานเมืองของกรุงลิสบอนและปริมณฑล) ประเทศโปรตุเกส เขาเป็นลูกชายของฌูแซ มานูแอล โมริญญู แฟลิกส์ (José Manuel Mourinho Félix) หรือรู้จักในชื่อว่า แฟลิกส์ โมริญญู และมีมารดาชื่อมารีอา ฌูเลีย การาโฌลา ดุช ซังตุช (Maria Júlia Carrajola dos Santos)[13] พ่อของมูรีนโยเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสรบือลือเนงซึชและวีตอเรียดือซือตูบัล และติดฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสหนึ่งครั้ง ส่วนแม่เป็นครูโรงเรียนประถมและมีพื้นเพครอบครัวที่ร่ำรวย[14] โดยลุงของเธอเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างสนามฟุตบอลวีตอเรียดือซือตูบัล แต่การล่มสลายของระบอบรัฐใหม่ของอังตอนีอู ดือ โอลีไวรา ซาลาซาร์ ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1974 ทำให้ครอบครัวของเธอต้องสูญเสียสมบัติทั้งหมด เหลือไว้เพียงที่ดินผืนเดียวในเมืองปัลแมลา[15]

ฟุตบอลเป็นส่วนสำคัญของชีวิตของมูรีนโยตั้งแต่เด็ก ภาระผูกพันกับสโมสรฟุตบอลของแฟลิกส์ของหมายความว่าเขาจำต้องจากลูกชายเป็นประจำ เมื่อเป็นวัยรุ่นมูรีนโยมักเดินทางไปดูการแข่งขันของพ่อในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และ เมื่อพ่อกลายเป็นผู้ฝึกมูรีนโยจึงได้มีโอกาสสังเกตวิธีการฝึกสอนและการตรวจสอบทีมตรงข้าม[16] มูรีนโยต้องการที่จะเดินตามรอยเท้าพ่อด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนของบือลือเนงซึช ในระดับอาชีพเขาเล่นให้กับรีอูอาวือ (ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้ฝึก) บือลือเนงซึช และ เฌเด ซือซิงบรา แต่เขาขาดฝีเท้าและกำลังที่จำเป็นในการเป็นมืออาชีพ จึงเลือกที่จะเพ่งความสนใจในการเป็นผู้ฝึกทีมฟุตบอลแทน[14][17][18]

แม่ของมูรีนโยลงทะเบียนให้เขาเรียนโรงเรียนสอนธุรกิจแต่มูรีนโยก็ลาออกตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน โดยตัดสินใจว่าเขาต้องการมุ่งเน้นการเรียนในเรื่องของกีฬา จึงสมัครเข้าสถาบันการพลศึกษาขั้นสูง (Instituto Superior de Educação Física) ของมหาวิทยาลัยเทคนิคลิสบอนในสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา[15] เขาสอนพลศึกษาในโรงเรียนต่างๆ และหลังจากห้าปีก็ได้รับประกาศนียบัตรโดยได้รับเกรดดีอย่างสม่ำเสมอตลอดหลักสูตร[16] ในขณะที่เข้าร่วมหลักสูตรการเป็นผู้ฝึกที่จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษและสกอตแลนด์ ความพยายามและการใส่ใจในรายละเอียดของชายหนุ่มชาวโปรตุเกสคนนี้ได้เตะตาอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติสกอตแลนด์แอนดี้ ร็อกซ์เบิร์กอีกด้วย[19] มูรีนโยพยายามที่จะกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้ฝึกฟุตบอลขึ้นใหม่โดยผสมผสานทฤษฎีของผู้ฝึกกับเทคนิคทางจิตวิทยาและการสร้างแรงบันดาลใจเข้าด้วยกัน[14]

การทำงานในฐานะผู้ฝึก[แก้]

หลังจากออกจากงานในฐานะครูฝึกของโรงเรียน มูรีนโยมองหาเส้นทางการเป็นผู้จัดการมืออาชีพในบ้านเกิด และได้เป็นผู้ฝึกทีมเยาวชนของวีตอเรียดือซือตูบัลในช่วงต้นของยุค 90 ต่อมาเขาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกับ เอสเทล่า[19] และเป็นแมวมองให้กับ โอวาเรนเซ่ จากนั้นในปีค.ศ. 1992 เขาก็มีโอกาสทำงานเป็นล่ามให้ผู้ฝึกชั้นนำจากต่างประเทศเซอร์บ็อบบี ร็อบสัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของทีมฟุตบอลเมืองลิสบอน สปอร์ติงลิสบอน และจำเป็นต้องมีผู้ฝึกท้องถิ่นในการทำงานเป็นล่ามให้เขา[17]

มูรีนโยได้ถกกลยุทธ์และวิธีการทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกกับร็อบสันในบทบาทของผู้เป็นล่าม[17] หลังจากร็อบสันถูกปลดออกจากสปอร์ติงลิสบอนในเดือนธันวาคมค.ศ. 1993 และโปร์ตูได้แต่งตั้งให้ร็อบสันเป็นหัวหน้าผู้ฝึก มูรีนโยจึงได้ติดตามไปด้วยและยังคงทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ฝึกและล่ามให้กับผู้เล่นในสโมสรแห่งใหม่[19] ผู้เล่นของทีมโปร์ตูในสมัยนั้นเช่น Ljubinko Drulović, Domingos Paciência, Rui Barros, Jorge Costa และ Vítor Baía มีอิทธิพลต่อฟุตบอลโปรตุเกสอย่างมากปีต่อๆมา ทีมโปร์ตูที่มีร็อบสันเป็นหัวหน้าผู้ฝึก และ มูรีนโยในฐานะผู้ช่วยสามารถไปถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาล 1993-94 และครองแชมป์โปรตุเกสลีกคัพฤดูกาล 1993-94 ปรีไมราลีกาฤดูกาล 1994-95 และ 1995-96 และ โปรตุเกสซูเปอร์คัพปีคศ. 1994 1995 และ 1996 โดยในการแข่งขันครั้งหลังสุดนี้โปร์ตูสามารถเอาชนะคู่ปรับอย่างไบฟิกา ด้วยชัยชนะ 5-0 และถือเป็นเกมส์สุดท้ายของร็อบสันก่อนที่จะย้ายไปบาร์เซโลนา ร็อบสันจึงได้ฉายา "บ๊อบบี้ 5-0" (Bobby FIVE-O) ในโปรตุเกส นี่คืออิทธิพลของร็อบสันและมูรีนโยในการทำโปร์ตูให้เป็นทีมที่ยั่งยืน โปร์ตูสามารถครองแชมป์ปรีไมราลีกาได้อีกสามสมัยติดต่อกันหลังจากทั้งคู่จากไป

หลังอยู่ปอร์โตได้สองปีทั้งคู่ได้โอกาสย้ายอีกครั้งและได้เริ่มทำงานให้กับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาในปี ค.ศ. 1996[20] มูรีนโยย้ายครอบครัวไปอยู่บาร์เซโลนา และค่อยๆ กลายเป็นพนักงานที่มีความสำคัญของทีมบาร์เซโลนาขึ้นเรื่อยๆ โดยมีหน้าที่เป็นล่ามในช่วงการแถลงข่าว วางแผนการฝึก ช่วยผู้เล่นให้เข้าใจแผนกลยุทธ และ วิเคราะห์แผนของฝ่ายตรงข้าม รูปแบบการจัดการของร็อบสันและมูรีนโยช่วยเติมเต็มส่วนที่ทั้งคู่ขาด ชายชาวอังกฤษเน้นรูปแบบการโจมตีขณะที่มูรีนโยหาทางเลือกในการป้องกัน ความรักของชาวโปรตุเกสในการวางแผนและฝึกผนผนวกกับร็อบสันที่ชอบบริหารจัดการผู้เล่นโดยตรง การทำงานร่วมกันของทั้งสองให้ผลดีและทำให้บาร์เซโลนาจบฤดูกาลด้วยการครองแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพฤดูกาล 1996-1997 ร็อบสันย้ายสโมสรในฤดูกาลถัดมาแต่ครั้งนี้มูรีนโยไม่ได้ตามไปด้วยเนื่องจากบาร์เซโลนาต้องการให้เขาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการต่อ[19] ทั้งสองยังคงมีความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันหลังจากนั้น ภายหลังมูรีนโยยังพูดถึงอิทธิพลที่ร็อบสันมีกับเขาว่า


"หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากบ็อบบี้ ร็อบสันก็คือ เมื่อคุณชนะคุณไม่ควรทึกทักว่าคุณคือ ทีม และเมื่อคุณแพ้คุณไม่ควรคิดว่าคุณเป็นขยะ[19]"


หลังจากร็อบสันออกจากกัมนอว์เพื่อไปคุมเปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน (พีเอสวี) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ มูรีนโยยังคงอยู่ที่ถิ่นอ่างยักษ์นี้ต่อไปโดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของลูวี ฟัน คาล ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ที่เข้ามาแทน ทำให้เขาได้เรียนรู้รูปแบบการวางแผนที่ละเอียดอ่อนของชาวดัตช์ผู้นี้ กลยุทธ์ที่เน้นความรอบคอบและรายละเอียดของเกมส์ของคนทั้งสองทำให้บาร์เซโลนาครองแชมป์ลาลีกาได้สองสมัยในช่วงที่ ฟัน คาล เป็นหัวหน้าผู้ฝึก[19] ฟัน คาลมองเห็นว่ามูรีนโยมีสัญญาณที่จะเป็นได้มากกว่าผู้ช่วยผู้จัดการจึงปล่อยให้มูรีนโยพัฒนารูปแบบการเป็นผู้ฝึกด้วยตัวเอง และมอบหมายหน้าที่ในการเป็นผู้ฝึกเอฟซีบาร์เซโลนาบีให้กับมูรีนโย[20] นอกจากนั้นเขายังปล่อยให้มูรีนโยคุมทีมหลัก (โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการของมูรีนโยเอง) ในการแข่งขันบางประเภทเช่น โกปาคาตาลุนย่า ซึ่งมูรีนโยนำทีมชนะในปี 2000[21]

การทำงานในฐานะผู้จัดการ[แก้]

ไบฟีกา[แก้]

โอกาสที่จะกลายเป็นผู้จัดการชั้นนำของมูรีนโยมาถึงในเดือนกันยายน ค.ศ. 2000 เมื่อเขาได้รับข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศบ้านเกิดอย่างไบฟีกาเพื่อไปแทนที่ยุพพ์ ไฮน์เคส ซึ่งในขณะนั้นปรีไมราลีกาผ่านไปแล้ว 4 นัด[20] มูรีนโยเกล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า


"เมื่อผมได้พูดคุยกับ ฟัน คาล เกี่ยวกับการที่จะกลับไปโปรตุเกสในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการให้กับไบฟิกา เขาพุดว่า "อย่าไปเลย บอกไบฟิกาถ้าเขาต้องการผู้ฝึกทีมใหญ่คุณจะไป แต่ถ้าเขาต้องการแค่ผู้ช่วยคุณจะอยู่ที่เดิม""[22]


อย่างไรก็ดีมูรีนโยออกจากบาร์เซโลนาเมื่อ ฟัน คาล ถูกปลดจากการเป็นผู้จัดการเนื่องจากผลงานไม่ดีในฤดูกาลที่สามกับบาร์เซโลนาและ Josep Lluís Núñez ลาออกจากการเป็นประธานสโมสรเนื่องจากเหนื่อยกับการถูกกดดัน[23]

หลังจากไปไบฟีกางานแรกของเขาคือดึงตัวการ์ลุส โมเซร์ อดีตกองหลังทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 1990 ซึ่งเคยมาค้าแข้งกับไบฟีกาถึง 2 ครั้งก่อนไปแขวนสตั๊ดที่ญี่ปุ่นมาเป็นผู้ช่วยของเขา

แต่ขณะที่ทั้งคู่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะหลังถล่มคู่ปรับร่วมเมืองสปอร์ติงลิสบอนไปถึง 3-0 สโมสรก็ไม่ได้ต่อสัญญาหลังผ่านไปเกือบครึ่งฤดูกาลเพื่อเปิดทางให้อังตอนีอู ชูเซ กงไซเซา โอลีไวรา หรือโตนี ซึ่งเป็นตำนานของทีมคนหนึ่งเข้ามารับงานแทน มูรีนโยจึงต้องออกจากไบฟีกาหลังทำงานไปเพียง 9 นัดในลีกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 2000

แต่แล้วเขาก็ว่างได้ไม่นานเมื่อทีมระดับกลางตารางอย่างอูนีเอาดือไลรีอาหยิบยื่นโอกาสให้เขาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2001หรือหลังจากตกงานเพียงเดือนเดียว โดยในปีแรกนั้น เขาพาทีมทะยานสู่อันดับ 5 ซึ่งเป็นอันดับดีที่สุดของทีม และที่สำคัญ ไลรีอาของเขามีอันดับดีกว่าไบฟีกาที่เพิ่งเมินเขาด้วย

โปร์ตู[แก้]

ในเดือนมกราคมปีต่อมา มูรีนโยก็ต้องย้ายที่ทำงานอีกครั้งหลังผลงานการคุมทีมไปเข้าตาโปร์ตู ยักษ์ใหญ่อีกรายของโปรตุเกสที่ผลงานกำลังจมดิ่ง และมีทีท่าจะอดร่วมสังคายนาบอลยุโรปทุกรายการด้วยฝีมือการคุมทีมของออกตาวีอู มาชาดู และแล้วการตัดสินใจของโปร์ตูก็สัมฤทธิ์ผลในท้ายฤดูกาล เมื่อกุนซือสมองเพชรคนนี้โชว์ฝีมือในการคุมทีม 15 นัด ชนะ 11 เสมอ 2 และแพ้แค่ 2 นัด และให้สัญญาว่าปีหน้าจะพาทีมไปร่วมวงตะลุยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกด้วย

มูรีนโยจัดแจงเตรียมทีมเพื่อสู้ต่อในฤดูกาลถัดไป ทั้งนักเตะเก่าที่เขาเชื่อมั่นว่าจะเป็นกำลังสำคัญในทีมอย่างวีตูร์ บาอีอา, รีการ์ดู การ์วัลยู, กอชตินยา, เดโก, ดมีตรี อาเลนีเชฟ, แอลดืร์ ปุชตีกา และเรียกชอร์ชี กอชตา กองหลังกัปตันทีมกลับมาจากชาร์ลตันแอทเลติก (หลังจากขัดแย้งกับมาชาดู) จากนั้นนักเตะหน้าใหม่ก็ทยอยเดินเข้าสู่ทีม ทั้งนูนู วาเลงตี, เดร์เลย์ (ศิษย์เก่าจากไลรีอาทั้งสองคน), เปาลู ฟีร์ไรรา (จากวีตอเรียดีเซตูบัล), เปดรู เอมานูเอล (จากบัววีชตา) และเอดการัส ยันเคาส์คัสกับมานีชีจากไบฟีกา

แล้วมูรีนโยก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เมื่อฤดูกาลต่อมา เขาพาทีมได้แชมป์ลีกด้วยสถิติสวยหรู ชนะ 27 นัด เสมอ 5 นัด และแพ้เพียง 2 นัด ทิ้งห่างอันดับ 2 ไบฟีกาที่เขาเดินออกมาเมื่อ 2 ปีก่อนไม่เห็นฝุ่นถึง 11 แต้ม โดยแต้มรวม 86 แต้มยังเป็นสถิติใหม่ของลีกอีกด้วย นับตั้งแต่เปลี่ยนการให้คะแนนทีมชนะเป็น 3 คะแนน เฉือนของเก่าที่โปร์ตูทำไว้เองไปคะแนนเดียว ไม่เท่านั้น แชมป์โปรตุเกสคัพก็ตกเป็นของมูรีนโยและเหล่าลูกทีม เมื่อเอาชนะทีมเก่าไลรีอาในนัดชิงไปหวุดหวิด 1-0 กลายเป็นดับเบิลแชมป์ในประเทศ แต่เขาและลูกทีมโปร์ตูยังไม่พอใจแค่นั้น หลังจากได้แชมป์ที่สองไม่นาน แชมป์ที่สามก็ตามมาในไม่กี่วัน เมื่อโปร์ตูสามารถยัดเยียดความปราชัยให้ยอดทีมจากสกอตแลนด์อย่างเซลติกในนัดชิงยูฟ่าคัพที่เมืองเซบียา ประเทศสเปน สร้างประวัติศาสตร์คว้าทริปเปิลแชมป์มาครองในปีแรกที่เข้ามาทำหน้าที่อย่างเต็มฤดูกาล พร้อมทั้งได้สิทธิ์ไปยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ฤดูกาลถัดมา โปร์ตูของมูรีนโยยังคงเล่นได้ดีและคว้าแชมป์ลีกไปครองเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน โดยพวกเขาได้แชมป์ไปตั้งแต่ 5 สัปดาห์ก่อนปิดฤดูกาล แม้ทีมต้องลงแข่งหลายรายการ รวมทั้งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วย โปร์ตูก็ยังคงฝ่าฟันมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศโปรตุเกสคัพได้สำเร็จ ครั้งนี้พวกเขาพ่ายให้กับไบฟีกาไป แต่สองสัปดาห์ถัดมา พวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลอันล้ำค่ามาครองได้ที่อาเรนาเอาฟ์ชัลเคอในเมืองเกลเซนเคียร์เชิน ประเทศเยอรมนี โทรฟีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปตกเป็นของพวกเขาหลังฝ่าด่านโหดมากมายทั้งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, โอลิมปิกลียง, ลาโกรูญา และโมนาโก ในนัดชิง 3-0 โดยแพ้เพียงนัดเดียวให้กับเรอัลมาดริดในรอบแบ่งกลุ่ม เป็นแชมป์ที่ 5 และแชมป์ส่งท้ายของเขากับโปร์ตู

ขณะที่เขายังคุมโปร์ตูอยู่นั้น มูรีนโยมีข่าวพัวพันกับยอดทีมของยุโรปมากมายรวมถึงลิเวอร์พูลและเชลซีด้วย

เชลซี[แก้]

ฤดูกาลต่อมา ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 เขาย้ายมาเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลเชลซี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทีมอย่างมากมายจากการเข้ามาของเจ้าของคนใหม่ โรมัน อับราโมวิช เพียงฤดูกาลแรกเค้าสร้างความเกรียวกราวกับการตอบโต้ระหว่างผู้จัดการทีม และการให้ข่าวกับนักข่าวอย่างมากมาย มูรีนโยสามารถทำทีมเชลซีได้แชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมานาน สามารถทำแต้มได้สูงสุดนับแต่ตั้งพรีเมียร์ลีกมาและยังสร้างสถิติใหม่อีกมากมาย พร้อม ๆ กับถ้วยแชมป์ลีกคัพกลายเป็นดับเบิลแชมป์ มูรีนโยสามารถทำทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่สุดท้ายแพ้ลิเวอร์พูล ตกรอบไปด้วยผล 1-0 มูรีนโยสร้างความเกรียวกราวอีกครั้งกับประโยค "ประตูที่ไม่เคยเกิดขึ้น" ของลุยส์ การ์ซีอา ซานซ์

ฤดูกาลต่อมา (2005-2006) มูรีนโยทำทีมป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง แต่ผลงานในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกทำได้เพียงผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้าย โดยแพ้บาร์เซโลนาตกรอบ พร้อม ๆ กับสร้างความเกรียวกราวด้วยการวิจารณ์ผู้ตัดสินจนถูกปรับเงิน และผู้ตัดสินได้ตัดสินใจแขวนนกหวีดในเวลาต่อมา

ฤดูกาลต่อมา (2006-2007) มูรีนโยไม่สามารถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากลูกทีมเชลซีตัวสำคัญคือ ปีเตอร์ เช็ค และจอห์น เทร์รี ในเวลานั้น มีอาการบาดเจ็บอย่างมากและต้องใช้เวลาพักฟื้นยาวนาน แต่สุดท้ายในช่วงปลายฤดูกาลแข่งขัน มูรีนโยสามารถสร้างผลงานด้วยการคว้าแชมป์ลีกคัพและเอฟเอคัพมาครองได้ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูลอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกจากการดวลจุดโทษ

ฤดูกาลต่อมา (2007) มูรีนโยไม่สามารถสร้างผลงานให้เชลซีได้ดีเพียงพอและมีปัญหากับเจ้าของสโมสร จึงถูกปลดออกกลางฤดูกาลแข่งขัน โดยเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของพรีเมียร์ลีกในปีนั้นที่ออกจากตำแหน่งทั้ง ๆ ที่ทำงานได้ดี

อินเตอร์มิลาน[แก้]

ในปี ค.ศ. 2008 เขาก็ตอบรับการเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลานและทำทีมได้แชมป์ลีกอิตาลี

ในปี ค.ศ. 2010 พาอินเตอร์มิลานเข้ารอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2009-2010 กับบาเยิร์นมิวนิกซึ่งมีลูวี ฟัน คาล เจ้านายเก่าเป็นกุนซืออยู่ตอนนั้น และได้คว้าแชมป์ไปในที่สุด รวมทั้งได้ 3 แชมป์ ได้แก่ แชมป์ลีกในประเทศ บอลถ้วยในประเทศ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลเดียวกัน จากนั้นก็มีข่าวทันทีว่ามูรีนโยจะไปคุมยอดทีมจากประเทศสเปนนั่นคือเรอัลมาดริด

เรอัลมาดริด[แก้]

ในปี ค.ศ. 2010 เขาย้ายมาเป็นผู้จัดการทีมเรอัลมาดริดและต่อมาเขาก็ได้แชมป์โกปาเดลเรย์ ด้วยการชนะบาร์เซโลนาในช่วงต่อเวลาพิเศษไป 1–0 ต่อมาในปี ค.ศ. 2012 หรือในช่วงฤดูกาล 2011–12 ในลาลีกา มูรีนโยนำทีมเรอัลมาดริด คว้าแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จโดยมีคะแนนทั้งหมด 100 คะแนน ซึ่งนำห่างบาร์เซโลนา แชมป์เก่าไปถึง 9 แต้ม ในช่วงต้นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเรอัลมาดริด มูรีนโยนำทีมโค่นบาร์เซโลนาในศึกสแปนิชซูเปอร์คัพ โดยเป็นการเตะ 2 นัด เหย้า-เยือน นั่นเท่ากับว่า มูรีนโยได้คว้าทุกแชมป์ในสเปนภายในระยะเพียง 3 ปี และทั้งหมดคือการโค่นบาร์เซโลนา ไม่ว่าจะเป็นลาลีกา โกปาเดลเรย์ และสแปนิชซูเปอร์คัพ และเป็นการบ่งบอกว่านับตั้งแต่เริ่มทำงานกับสโมสรโปร์ตู ไม่มีปีไหนที่มูรีนโยมือเปล่า และจากไปอย่างยิ่งใหญ่สู่สโมสรเชลซี

เชลซี[แก้]

เป็นการกลับมาบ้านเก่าอีกครั้งของมูรีนโย โดยเซ็นสัญญาระยะเวลา 4 ปี พร้อมประเดิมนักเตะคนแรก อันเดร เชือร์เลอ ในงานแถลงข่าว นักข่าวถามมูรีนโยว่ารู้สึกอย่างไรที่อันเดรส อีเนียสตา กล่าวว่าเขาทำให้วงการฟุตบอลในสเปนเสื่อมเสีย มูรีนโยตอบว่า เรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลีกาเหนือบาร์เซโลนาด้วยการทำแต้มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่กำเนิดวงการฟุตบอลสเปนขึ้นมาร้อยกว่าปี ทำประตู 121 ประตู สูงที่สุดในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในโกปาเดลเรย์ เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในกัมนอว์ ถิ่นของพวกเขา เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในสแปนิชซูเปอร์คัพ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเจ็บสุด ๆ (They hurted) มูรีนโยบอกว่าการคุมทีมระดับเชลซีโดยทำได้เพียงคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก ถือเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะถ้วยนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา เป็นการเหน็บแนมราฟาเอล เบนีเตซ ตามสไตล์ของเขา ปี 2015 เขาพาเชลซี คว้าแชมป์ลีกคัพ และพรีเมียร์ลีก

แต่ผลงานของเชลซี ในฤดูกาล 2015–16 ไม่ดีเสียเลย แม้จะผ่านเข้ารอบ 16 ทีมในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มก็ตาม แต่ผลงานในพรีเมียร์ลีกเมื่อผ่านไป 16 นัด เชลซีแพ้ไปแล้วถึง 9 นัด โดยอยู่ในอันดับที่ 16 ของตารางคะแนน มีคะแนนเหนือทีมที่อยู่ในอันดับ 17 ซึ่งเป็นกลุ่มตกชั้น คือ สวอนซีซิตี เพียงคะแนนเดียว ทำให้ในปลายปี 2015 ทางผู้บริหารเชลซีจึงได้ตัดสินใจปลดมูรีนโยออกจากตำแหน่ง [24] ทั้งนี้มีการเปิดเผยถึงสาเหตุของการปลดครั้งนี้ นอกจากผลงานไม่ดีแล้ว มูรีนโยยังมีเหตุทะเลาะกับผู้เล่นหลายคนในทีมอีกด้วย [25]

เกียรติยศ[แก้]

ผู้จัดการทีม[แก้]

โปร์ตู (2002–2004)
เชลซี (2004–2007, 2013–)
อินเตอร์มิลาน (2008–2010)
เรอัลมาดริด (2010–2013)


เชิงอรรถ[แก้]

  1. ในภาษาอังกฤษออกเสียง /ʒəʊˈzeɪ mʊˈriːnjəʊ/ หรือ /ʒoʊˈzeɪ mʊˈriːnjoʊ/. Longman Dictionary of Contemporary English fifth edition. [DVD-ROM]. London: Pearson Education, 2009.

อ้างอิง[แก้]

  1. David Kent (17 October 2013). "Jose Mourinho is the best manager Deco has ever worked with | Mail Online". London: Dailymail.co.uk. สืบค้นเมื่อ 19 January 2014. 
  2. "Rank: Greatest all-time soccer managers – SportsNation – ESPN". Espn.go.com. 9 August 2013. สืบค้นเมื่อ 19 January 2014. 
  3. "Pep Guardiola: Jose Mourinho is the best in the world". Espn Fc. 12 November 2011. สืบค้นเมื่อ 19 January 2014. 
  4. Giants of Portuguese football honoured at centenary of FPF Euronews.com. 15 May 2015. Retrieved 9 February 2016
  5. "Mourinho makes shock Chelsea exit". BBC Sport. 20 September 2007. สืบค้นเมื่อ 24 May 2012. 
  6. Harrold, Michael. 2009/10: Inter back on top at last. UEFA. Retrieved 15 September 2010. Archived กันยายน 4, 2010 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
  7. "Jose Mourinho congratulated by Spanish Coaches Committee after being named Fifa World Coach of the Year Award". Goal.com. 13 January 2011. สืบค้นเมื่อ 6 February 2016. 
  8. José Mourinho's mission accomplished as Real Madrid seal title. The Guardian. Retrieved 3 May 2012.
  9. "Eric Gerets champion". l'Equipe.fr. 
  10. "Jose Mourinho sacked as Chelsea manager". BBC. 17 December 2015. สืบค้นเมื่อ 17 December 2015. 
  11. Williams, Richard (29 April 2010). "In José Mourinho Inter finally have a true heir to Helenio Herrera". The Guardian (London). 
  12. Formica, Federico. "Helenio Herrera, or Josè Mourinho 40 years before". SerieAddicted. 
  13. "José Mourinho in a Portuguese Genealogical site". Geneall.net. 17 June 1938. สืบค้นเมื่อ 19 January 2014. 
  14. 14.0 14.1 14.2 Cowley, Jason (19 December 2005). "NS Man of the year – Jose Mourinho". New Statesman. Archived from the original on 31 March 2007. สืบค้นเมื่อ 10 September 2008. 
  15. 15.0 15.1 "Sitting pretty". The Observer (London). 1 August 2004. สืบค้นเมื่อ 10 September 2008. 
  16. 16.0 16.1 Smith, Paul (12 September 2004). "Football: Destined to be a great from the age of 10". Sunday Mirror. สืบค้นเมื่อ 15 September 2008. 
  17. 17.0 17.1 17.2 "Jose Mourinho: The Jose way". The Independent (London). 27 February 2005. สืบค้นเมื่อ 15 September 2008. 
  18. "Jose Mourinho: 'Ronaldo has been by far the best player in the Premiership. But he must win a trophy'". The Independent (London). 26 April 2008. สืบค้นเมื่อ 15 September 2008. 
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 19.4 19.5 Hawkley, Ian (9 May 2004). "The big feature: Jose Mourinho". The Times (London). สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  20. 20.0 20.1 20.2 Ley, John (20 September 2007). "Mourinho's Chelsea love affair finally ends". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ 20 October 2008. 
  21. Hawkley, Ian (21 May 2004). "Battle of the Bernabeu". BBC News. สืบค้นเมื่อ 22 May 2004. 
  22. Menicucci, Paolo. "The Master And His Apprentice on UEFA.COM", UEFA, Milan, 17 May 2010. Retrieved 1 September 2010.
  23. Staff. "Josep Lluís Núñez (1978-2000)". fcbarcelona.cat (ใน Catalan). FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 9 August 2011. 
  24. "เชลซีไล่ "มู" สังเวยฟอร์มบู่ เหล่ "เป๊ป-อันเช" คุมถาวร". ผู้จัดการออนไลน์. 17 December 2015. สืบค้นเมื่อ 18 December 2015. 
  25. "เหตุปลด'มูรินโญ'พ้นเชลซี ขัดแย้งนักเตะ-ผลงานห่วย". เดลินิวส์. 18 December 2015. สืบค้นเมื่อ 20 December 2015. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]