ข้ามไปเนื้อหา

กรานาดา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กรานาดา

Granada
ธงของกรานาดา
ธง
ตราราชการของกรานาดา
ตราอาร์ม
แผนที่
ที่ตั้งของกรานาดา
พิกัด: 37°10′30″N 3°36′0″W / 37.17500°N 3.60000°W / 37.17500; -3.60000
ประเทศ สเปน
แคว้นปกครองตนเองอันดาลูซิอา
จังหวัดกรานาดา
การปกครอง
  ประเภทอายุนตามิเอนโต
  องค์กรAyuntamiento de Granada
  นายกเทศมนตรีMarifrán Carazo (PP)
พื้นที่[1]
  เทศบาล88.1 ตร.กม. (34.0 ตร.ไมล์)
ความสูง (AMSL)738 เมตร (2,421 ฟุต)
ประชากร
 (2024)[2]
  เทศบาล233,532 คน
  อันดับที่ 20 ในสเปน
  ความหนาแน่น2,700 คน/ตร.กม. (6,900 คน/ตร.ไมล์)
  เขตเมือง[3]502,561 คน
  รวมปริมณฑล[4]573,057 คน
  Seat[5]225,792
เดมะนิมGranadan
granadino (ช.) และ granadina (ญ.)[a]
จีดีพี[6]
  นคร15.839 พันล้านยูโร (2020)
เขตเวลาUTC+1 (เวลายุโรปกลาง)
  ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
UTC+2 (เวลาออมแสงยุโรปกลาง)
รหัสไปรษณ๊ย์18001–18019
รหัสพื้นที่+34 958 (กรานาดา)
เว็บไซต์เว็บไซต์ทางการ

กรานาดา (สเปน: Granada) เป็นเมืองหลักของจังหวัดกรานาดาในแคว้นปกครองตนเองอันดาลูซิอา ประเทศสเปน ตั้งอยู่ตีนเทือกเขาซิเอร์ราเนบาดาตรงบริเวณที่แม่น้ำดาร์โร (Darro) และแม่น้ำเฆนิล (Genil) มาบรรจบกัน ที่ระดับความสูง 738 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยประชากร 233,532 คน ณ ค.ศ. 2024 ทำให้เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 20 ของสเปน

พื้นที่นี้มีผู้เข้าตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยโบราณโดยชาวไอบีเรีย โรมัน และวิซิกอท ที่อยู่อาศัยปัจจุบันกลายเป็นเมืองหลักของอัลอันดะลุสในคริสต์ศตวรรษที่ 11 เมื่อช่วงไตฟาแห่งกรานาดา[7] จากนั้นในคริสต์ศตวรรษที่ 13 จึงกลายเป็นเมืองหลวงของเอมิเรตกรานาดาภายใต้ราชวงศ์นัศริด รัฐที่มุสลิมปกครองแห่งสุดท้ายในคาบสมุทรไอบีเรีย กรานาดาถูกพิชิตใน ค.ศ. 1492 โดยกษัตริย์คาทอลิกและแปลงเมืองนี้ไปเป็นนครคริสเตียนตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16[8]

ป้อมและพระราชวังอาลัมบรา (Alhambra) ในเมืองกรานาดา ถือเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานสถาปัตยกรรมอิสลามที่มีชื่อเสียงที่สุด[9] และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศสเปน[10][11] อิทธิพลสมัยอิสลามและสถาปัตยกรรมมัวร์ยังได้รับการรักษาในย่านอัลไบซินและอนุสรณ์สถานสมัยกลางอื่น ๆ ในนคร[12] ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ยังเห็นความเจริญรุ่งเรืองของสถาปัตยกรรมมูเดฆาร์และยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา[13] ตามมาด้วยสถาปัตยกรรมบาโรกและ Churrigueresque ในเวลาต่อมา[14][15]

กรานาดายังเป็นที่รู้จักกันดีในสเปนเนื่องจากเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยกรานาดาอันทรงเกียรติ รวมทั้งชีวิตกลางคืน ซึ่งจริง ๆ แล้วกล่าวกันว่าเมืองนี้เป็นหนึ่งในสามเมืองที่ดีที่สุดสำหรับเหล่านักศึกษา (อีกสองเมืองคือซาลามังกาและซานเตียโกเดกอมโปสเตลา)

ทับทิม (pomegranate; granada) เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองนี้

ศัพทมูลวิทยา

[แก้]

ชื่อเก่าของกรานาดาในภาษาอาหรับคือ غرناطة (ฆ็อรนาเฏาะฮ์)[16][17][18][19] ทั้งความหมายและต้นตอของชื่อนั้นยังไม่ชัดเจนและเป็นที่ถกเถียง[20][21] ชื่อสถานที่นั้นมีอยู่แน่ชัดก่อนสมัยซีริดเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 11[21] คำนี้น่าจะปรากฏครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 9[20] และปรากฏในแหล่งข้อมูลอาหรับเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 10[22]

คำว่า Gárnata (หรือ Karnata) อาจหมายถึง "เนินของคนแปลกหน้า"[23]:41[24] ส่วนอีกความหมายอาจเป็น "เนินของผู้แสวงบุญ"[20] คำนี้อาจจะเป็นได้ว่ามีต้นตอจากเบอร์เบอร์[22] อีกทฤษฎีหนึ่งคือคำนี้มาจากภาษาละตินว่า granum (หรือรูปพหุพจน์ grana) หมายถึง "เมล็ดพันธุ์", "ลูกปัด" หรือ "สีแดงเข้ม" ซึ่งอาจดัดแปลงเป็นภาษาอาหรับเป็น Ġarnāṭa หรือ Iġranāṭa[22] อะห์มัด อัลมักเกาะรี นักประวัติศาสตร์ชาวอาหรับ เชื่อว่าคำนี่มาจากศัพท์ภาษาละติน granata ที่แปลว่าทับทิม[20] ไม่ว่ากรณีใด คำภาษาละตินอาจไม่ได้ถูกนำมาใช้ในความหมายหลัก แต่ใช้ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่า คือ "สีแดง" ซึ่งหมายถึงสีของดินและอาคารในพื้นที่นั้น สิ่งนี้ยังสะท้อนถึงรากศัพท์ของชื่ออาลัมบราอีกด้วย[21][22]

ประวัติ

[แก้]

ก่อนอุมัยยะฮ์

[แก้]
โมเสกจากคฤหาสน์โรมัน มีอายุถึง ค.ศ. 1 ค้นพบในอำเภอโลสมอนดราโฆเนส (Los Mondragones) ที่กรานาดา (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดี)[20]

ภูมิภาคโดยรอบพื้นที่ที่ปัจจุบันคือกรานาดามีผู้เข้าอาศัยตั้งแต่อย่างน้อย 5500 ปีก่อน ค.ศ.[16] ศิลปวัตถุทางโบราณคดีที่พบในนครบ่งชี้ว่าพื้นที่ของนคร รวมถึงพื้นที่รอบถนนเอก กรันบิอาเดโกลอน (Gran Vía de Colón) ในปัจจุบัน มีคนอาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคสัมฤทธิ์ ซากที่เก่าแก่ที่สุดในพื้นที่เป็นของอ็อปปิดูงชื่อ อิลตูรีร์ (Ilturir) ก่อตั้งโดยเผ่าบัสเตตานีแห่งไอบีเรียประมาณ 650 ปีก่อน ค.ศ.[20] ชื่อ Elibyrge ยังได้รับการรับรองในการอ้างอิงถึงพื้นที่นี้ด้วย[16] ที่อยู่อาศัยนี้ภายหลังรู้จักกันในนาม อิลิเบร์รี (Iliberri) หรือ อิลิเบริส (Iliberis)[16][25][20] เมื่อ 44 ปีก่อน ค.ศ. อิลิเบริสกลายเป็นอาณานิคมโรมันและใน 27 ปีก่อน ค.ศ. จึงกลายเป็นมูนิกิปิอูงโรมันที่มีชื่อว่า ฟลอเรนเตียอิลิเบร์ริตานา (Florentia Iliberritana, 'อิลิเบร์รีอันเจริญรุ่งเรือง')[20][25]

การระบุตัวตนของเมืองกรานาดาในปัจจุบันเข้ากับเมืองอิลิเบริสในยุคโรมันและความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ระหว่างการตั้งถิ่นฐานทั้งสองแห่งนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานานในหมู่นักวิชาการ[26][27][25] การขุดค้นทางโบราณคดีสมัยใหม่บนเนินเขาอัลไบซินได้ค้นพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการปรากฏตัวของเมืองโรมันที่สำคัญบนพื้นที่นั้น[25] อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองในช่วงระหว่างสิ้นสุดยุคโรมันถึงคริสต์ศตวรรษที่ 11 มีอยู่น้อยมาก[25] การประชุมทางศาสนาแห่งเอลบีรา ซีนอดคริสต์ที่สำคัญประมาณ ค.ศ. 300 เกิดขึ้นใกล้พื้นที่นี้ (ชื่อ Elvira มาจากชื่อ Iliberri) แต่ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีหรือเอกสารที่เป็นรูปธรรมยืนยันสถานที่ประชุมที่แน่นอน การประชุมครั้งนี้อาจจัดขึ้นในเมืองโรมันเดิม หรืออาจจัดขึ้นที่ใดที่หนึ่งในบริเวณโดยรอบ ซึ่งรู้จักกันในชื่อเอลบีรา (Elvira)[25]

ก่อตั้งและประวัติศาสตร์ช่วงต้น

[แก้]

การพิชิตคาบสมุทรไอบีเรียของมุสลิมเริ่มต้นใน ค.ศ. 711 ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรไอบีเรียตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวมัวร์และสถาปนาอัลอันดะลุส แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์อาหรับยุคแรกสุดระบุว่าเมืองชื่อ Qashtīliya ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ มะดีนะฮ์อิลบีเราะฮ์ (เอลบีรา) ตั้งอยู่บนเนินเขาทางตอนใต้ของเทือกเขาเซียร์ราเดเอลบีรา (ใกล้กับอาตาร์เฟในปัจจุบัน) และกลายเป็นที่ตั้งถิ่นฐานที่สำคัญที่สุดในพื้นที่[27][25] ชุมชนขนาดเล็กและป้อมปราการ (ḥiṣn) ชื่อ ฆ็อรนาเฏาะฮ์ (หรือทับศัพท์ว่า Gharnāṭa) ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำดาร์โร หรือบนพื้นที่ของย่านอัลไบซินในปัจจุบัน ย่านอัลไบซินมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวยิว จึงรู้จักกันในชื่อ ฆ็อรนาเฏาะฮ์อัลยะฮูด ("ฆ็อรนาเฏาะฮ์ของชาวยิว")[7][25] เขตรอบเมืองนี้รู้จักกันในชื่อ กูเราะฮ์อิลบีเราะฮ์ (หรือเรียกสั้นๆ ว่า "จังหวัดเอลบีรา") หลังจาก ค.ศ. 743 เมืองอิลบีเราะฮ์ถูกตั้งถิ่นฐานโดยทหารจากภูมิภาคซีเรีย ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนอับดุลเราะห์มานที่ 1 ผู้ก่อตั้งเอมิเรตแห่งกอร์โดบาและราชวงศ์อุมัยยะฮ์ใหม่[7] ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 ในรัชสมัยของอับดุลลอฮ์ (ครองราชย์ ค.ศ. 844–912) ตัวเมืองและเขตโดยรอบเป็นสถานที่เกิดความขัดแย้งระหว่างมุวัลลัด (ผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม) ที่ภักดีต่อรัฐบาลกลาง และชาวอาหรับที่นำโดย เซาวาร อิบน์ ฮัมดูน ผู้ไม่พอใจพวกเขา[7][28]

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 พื้นที่นี้ถูกครอบครองโดยชาวซีริด ซึ่งเป็นชนเบอร์เบอร์ศ็อนฮาญะฮ์และเป็นส่วนหนึ่งของชาวซีริดที่ปกครองพื้นที่บางส่วนของแอฟริกาเหนือ กลุ่มนี้กลายเป็นกำลังสำคัญในกองทัพของอับดุลมาลิก อัลมุซ็อฟฟัร นายกรัฐมนตรีของเคาะลีฟะฮ์ฮิชามที่ 2 (ครองราชย์ ค.ศ. 976–1009) และผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก อิบน์ อะบีอามิร อัลมันศูร (อัลมันโซร์) ในฐานะผู้ปกครองของรัฐเคาะลีฟะฮ์แห่งกอร์โดบาโดยพฤตินัย จากการรับใช้ของพวกเขา ชาวซีริดได้รับมอบอำนาจให้ควบคุมจังหวัดเอลบีรา[7] เมื่อรัฐเคาะลีฟะฮ์ล่มสลายหลัง ค.ศ. 1009 และเกิดสงครามกลางเมือง (ฟิตนะฮ์) ซาวี อิบน์ ซีรี ผู้นำชาวซีริด ได้สถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเองขึ้น คือ ไตฟาแห่งกรานาดา แหล่งข้อมูลอาหรับ เช่น อัลอิดรีซี ถือว่าพระองค์เป็นผู้ก่อตั้งเมืองกรานาดา[7] "บันทึกความทรงจำ" ที่ยังหลงเหลืออยู่ของเหลนชายของพระองค์ รู้จักกันในชื่อ Tibyan ซึ่งเป็นบันทึกเดียวสำหรับ "ยุคกลาง" ของสเปน ให้รายละเอียดมากมายเกี่ยวกับช่วงเวลาสั้น ๆ นี้[29] เนื่องจากมะดีนะฮ์อิลบีเราะฮ์ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่ม จึงยากต่อการป้องกันจากการโจมตี ผู้ปกครองจึงตัดสินใจย้ายที่ประทับไปยังฆ็อรนาเฏาะฮ์พื้นที่ที่สูงกว่า ตามแหล่งข้อมูลอาหรับ อิลบีเราะฮ์ถูกทำลายในช่วงฟิตนะฮ์ หลังจากนั้นไม่ได้รับการบูรณะ ณ สถานที่เดิม และแทนที่ด้วยฆ็อรนาเฏาะฮ์ ซึ่งเป็นเมืองชาวยิวในอดีต เข้ามาแทนที่เป็นเมืองหลัก ในเวลาไม่นาน เมืองนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดของอัลอันดะลุส[16][18] ในเมืองมีประชากรทั้งชาวคริสต์ ชาวมุสลิม และชาวยิวปะปนกันจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 11[12]

เอมิเรตนัศริดแห่งกรานาดา

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. หรือ iliberitano (ช.), iliberitana (ญ.), granadí, garnatí หรือ granadés.

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Extensión superficial" [Surface area] (ภาษาสเปน). IECA.
  2. "Annual population census 2021-2024". INE.
  3. "Granada (Andalucía, Urban Areas, Spain)". Population Statistics, Charts, Map, Location, Weather and Web Information. 2023-01-01. สืบค้นเมื่อ 2025-08-02.
  4. European Commission https://ec.europa.eu/eurostat/databrowser/view/URB_LPOP1__custom_3416005/default/table?lang=en. สืบค้นเมื่อ 2025-08-02. {{cite web}}: |title= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  5. "Granada (Granada, Granada Province, Spain)". Population Statistics, Charts, Map, Location, Weather and Web Information. 2023-01-01. สืบค้นเมื่อ 2025-08-02.
  6. "Gross domestic product (GDP) at current market prices by metropolitan regions". ec.europa.eu. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-02-15.
  7. 1 2 3 4 5 6 García-Arenal, Mercedes (2014). "Granada". ใน Fleet, Kate; Krämer, Gudrun; Matringe, Denis; Nawas, John; Rowson, Everett (บ.ก.). Encyclopaedia of Islam, Three. Brill. ISSN 1873-9830.
  8. Coleman 2013.
  9. Bloom 2020, p. 151.
  10. "The Alhambra". US News – Travel. สืบค้นเมื่อ 14 November 2021.
  11. "Alhambra visitor numbers hit record high". The Local Spain (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 12 January 2015. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 November 2021. สืบค้นเมื่อ 14 November 2021.
  12. 1 2 M. Bloom, Jonathan; S. Blair, Sheila, บ.ก. (2009). "Granada". The Grove Encyclopedia of Islamic Art and Architecture. Oxford University Press. ISBN 978-0195309911.
  13. Coleman 2013, p. 70, 89.
  14. Carsten, F. L. (1961). The New Cambridge Modern History: Volume 5, The Ascendancy of France, 1648–88 (ภาษาอังกฤษ). CUP Archive. p. 174. ISBN 978-0-521-04544-5.
  15. "Baroque Architecture in Granada". www.whatgranada.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 March 2022. สืบค้นเมื่อ 14 November 2021.
  16. 1 2 3 4 5 RingSalkinLa Boda 1995, p. 296.
  17. Room 2006, p. 149.
  18. 1 2 Dale 1882.
  19. El Hareir 2011, p. 454.
  20. 1 2 3 4 5 6 7 8 Drayson, Elizabeth (2021). Lost Paradise: The Story of Granada (ภาษาอังกฤษ). Head of Zeus Ltd. ISBN 978-1-78854-744-4.
  21. 1 2 3 Harvey, L. Patrick (2017) [2003]. "Granada, City of". ใน Gerli, E. Michael (บ.ก.). Routledge Revivals: Medieval Iberia (2003): An Encyclopedia (ภาษาอังกฤษ). Routledge. p. 369. ISBN 978-1-351-66578-0.
  22. 1 2 3 4 Viguera-Molíns 2021, p. 20.
  23. Baynes, Thomas Spencer (1891). The Encyclopædia Britannica: A Dictionary of Arts, Sciences, and General Literature (ภาษาอังกฤษ). M. Sommerville.
  24. Everett-Heath, John (13 September 2018). The Concise Dictionary of World Place-Names (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. ISBN 978-0-19-256243-2.
  25. 1 2 3 4 5 6 7 8 Rodgers & Cavendish 2021, pp. 6–10.
  26. García-Arenal, Mercedes (2014). Fleet, Kate; Krämer, Gudrun; Matringe, Denis; Nawas, John; Rowson, Everett (บ.ก.). Encyclopaedia of Islam, Three. Brill. ISSN 1873-9830. During the Roman period, there was a township named Iliberris on the slopes of the Sierra de Elvira, where archaeological remains of Roman, Visigothic, and Arab origin have been found. The existence of a Roman settlement in the same place as Granada—or rather, the identification of Granada with Iliberis—has been a bone of contention among historians of Granada since the 10th century. In the era of the so-called Christian "reconquest" of southern Spain, the notion of such continuity allowed the conquerors to speak of a “restoration” of Christianity in Granada. Some experts argue strongly for continuity between the Roman city and Granada, as against the possibility (supported by the Arabic sources) that Granada was, in fact, a Muslim foundation: archaeological evidence has not been decisive either way.
  27. 1 2 Carvajal López, José C. (2020). "Material culture". ใน Fierro, Maribel (บ.ก.). The Routledge Handbook of Muslim Iberia (ภาษาอังกฤษ). Routledge. pp. 490, 505 (see note 18). ISBN 978-1-317-23354-1. The location of the town of Ilbīra was a burning issue in Granada since the 16th century. The Catholic propaganda after 1492 pushed the identification of Ilbīra with Granada, and also with the Roman municipium Illiberis, where the first Church Council of Iberia took place in the early 4th century. If Granada was indeed Illiberis, the town was associated with one important early Christian centre and the right of the kings of Spain to take it over was providentially justified. However, there were enough mentions in the written sources, not only in Arabic, and even material evidence that suggested that Ilbīra, the first Islamic capital, was located near the village of Atarfe, about 15 kilometres north-west of Granada. The similarity in names suggested that Illiberis had been in Ilbīra and that Granada was a town founded by Muslims, ideas which implicitly supported the notion that Islam was an integral part of Spain rather than merely an enemy against which the nation had been built. After a debate four centuries long, M. Gómez Moreno compiled cases of the material evidence collected around the area of Atarfe by spoilers and even undertook an excavation in 1872 in which he found the mosque of the town, finally proving without any doubt that Ilbīra was located there. [p. 490] (...) See Gómez Moreno, Medina Elvira for the description of the debate and of the different interventions. It is interesting to note that this solves the question of the location of Ilbīra, but not of Illiberis, at least in the time of the Council. Excavations in Granada have uncovered strong evidence that suggests that the Iberian and Roman towns of the same name were located there (e.g. Sotomayor Muro, “¿Donde estuvo Iliberri?”). It seems that at some point in late Antiquity, possibly before the Islamic conquest, the town of Illiberis was moved to the location where it later became Madīna Ilbīrah (e.g. Adroher et al., “Discusión”, pp. 202–206). To a certain extent, the debate still continues. [p. 505, note 18]
  28. Marín Guzmán, Roberto (1993). "Social and Ethnic Tensions in al-Andalus: Cases of Ishbīliyah (Sevilla) 276/889–302/914 and Ilbīrah (Elvira) 276/889–284/897: The Role of 'Umar Ibn Ḥafṣūn". Islamic Studies. 32 (3): 279–318. JSTOR 20840132. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-11-13. สืบค้นเมื่อ 2021-11-13.
  29. Schippers, Arie (1995). "Autobiography in Medieval Arabic Literature" (PDF). Actas del XVI Congreso de la U.E.A.I.: 485–7.

ข้อมูล

[แก้]
  • Cortés Peña, Antonio Luis and Bernard Vincent. Historia de Granada. 4 vols. Granada: Editorial Don Quijote, 1983.
  • Historia del reino de Granada. 3 vols. Granada: Universidad de Granada, Legado Andalusí, 2000.
  •  บทความนี้ รวมเนื้อหาจากสิ่งพิมพ์ที่ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติ: Smith, William, บ.ก. (1854–1857). Dictionary of Greek and Roman Geography. London: John Murray. {{cite encyclopedia}}: |title= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]