เนย์มาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เนย์มาร์
Bra-Cos (1).jpg
เนย์มาร์ในปี ค.ศ. 2018
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซังตุส​ ฌูนีโยร์[1]
วันเกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 (30 ปี)[1]
สถานที่เกิด โมฌีดัสกรูซิส บราซิล[1]
ส่วนสูง 1.75 m (5 ft 9 in)[1]
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
หมายเลข 10
สโมสรเยาวชน
1999–2003 โปร์ตูเกซาซังติสตา
2003–2009 ซังตุส
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2009–2013 ซังตุส 177 (107)
2013–2017 บาร์เซโลนา 123 (68)
2017– ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง 92 (69)
ทีมชาติ
2009 บราซิล อายุไม่เกิน 17 ปี7 3 (1)
2011 บราซิล อายุไม่เกิน 20 ปี 7 (9)
2012–2016 บราซิล อายุไม่เกิน 23 ปี 14 (8)
2010– บราซิล 119 (74)

ลายมือชื่อ
Neymar da Silva Santos Júnior signature.svg
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้แก่สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2022
‡ ข้อมูลการลงเล่นและประตูให้แก่ทีมชาติล่าสุด ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2022

เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซังตุส ฌูนีโยร์ (โปรตุเกส: Neymar da Silva Santos Júnior; เกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992) เป็นนักฟุตบอลชาวบราซิล ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักเตะที่มีฝีเท้าดีที่สุดในปัจจุบัน[2][3] เขาเล่นให้กับสโมสรปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง และทีมชาติบราซิลในตำแหน่งกองหน้า

เนย์มาร์เริ่มมีชื่อเสียงกับสโมสรซังตุสในบราซิล ซึ่งเขาเซ็นสัญญากับทีมเมื่ออายุ 17 ปี ก่อนจะช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์คัมเปโอนาโตเปาลิสตา 2 สมัยติดต่อกัน เนย์มาร์ได้รับการเสนอชื่อเป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของอเมริกาใต้ถึงสองครั้งในปี 2011 และ 2012 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลนา ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสามประสานตัวหลักของทีมร่วมกับ ลิโอเนล เมสซิ และลุยส์ ซัวเรส[4] เนย์มาร์คว้าแชมป์ลาลิกา, โกปาเดลเรย์ และ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ในฤดูกาล 2014–15 และได้อันดับสามในการประกาศรางวัลบาลงดอร์ปี 2015 และคว้าแชมป์ลาลิกาได้อีกครั้งในปี 2016 ก่อนจะย้ายไปปารีแซ็ง-แฌร์แม็งในปี 2017 ด้วยมูลค่า 222 ล้านยูโร ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเนย์มาร์คว้าแชมป์ลีกเอิง 3 สมัย, กุปเดอฟร็องส์ 3 สมัย และ กุปเดอลาลีก 2 สมัย และได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของลีกเอิงในฤดูกาลแรกของเขา และในฤดูกาล 2020–21 เนย์มาร์พาทีมคว้าแชมป์ได้ถึง 4 รายการ รวมทั้งผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรก[5]

เนย์มาร์ติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกใน ค.ศ. 2010 ในวัย 18 ปี และในปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของสถิติผู้ทำประตูให้ทีมชาติบราซิลสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 (70 ประตู)[6] เป็นรองเพียง เปเล่ ถ้วยรางวัลแรกในนามทีมชาติของเนย์มาร์คือการชนะเลิศ ฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์อเมริกาใต้ ใน ค.ศ. 2011 ซึ่งเขาได้รับรางวัลผู้ทำประตูสูงสุด ต่อมา เขาพาบราซิลชนะเลิศรายการ ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ในปี 2013 และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน ก่อนจะมีอาการบาดเจ็บในรายการใหญ่สองรายการถัดมาได้แก่ ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ และโกปาอเมริกา 2015 เนย์มาร์เป็นกัปตันทีมชาติอย่างเป็นทางการในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2016 และพาบราซิลคว้าเหรียญทองได้ และเป็นตัวหลักของทีมในฟุตบอลโลก 2018[7] แต่เขาพลาดการแข่งขันโกปาอเมริกา 2019 ก่อนจะพาทีมคว้ารองแชมป์ได้ในปี 2021

เนย์มาร์ถือเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มีชื่อเสียงนอกสนามมากที่สุดคนหนึ่ง[8] SportsPro ยกให้เขาเป็นนักกีฬาที่โด่งดังในแง่การตลาดมากที่สุดในในปี 2012 และ 2013 และ อีเอสพีเอ็น ยกให้เขาเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2016 และในปี 2017 นิตยสารไทม์ได้จัดอันดับให้เขามีชื่ออยู่ใน 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก[9] ในปี 2018 นิตยสาร France Football จัดอันดับให้เขาเป็นนักฟุตบอลที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และในสองปีต่อมา (ค.ศ. 2019–20) นิตยสารฟอบส์ ได้จัดอันดับให้เนย์มาร์เป็นนักกีฬาที่ได้รับค่าจ้างสูงทีสุดเป็นอันดับที่ 3[10] และ 4[11] ของโลกตามลำดับ

ชีวิตในช่วงต้น[แก้]

เนย์มาร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1992 ที่ โมกี ดาส ครูเซส เมืองเซาเปาลู ประเทศบราซิล[12] โดยมีพ่อแม่ชื่อว่า เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซีเนียร์ อดีตนักฟุตบอล และ นาดิเน ซานโตส โดย ปัจจุบันพ่อของเขากลายเป็นที่ปรึกษาและผู้ดูแลเขาในเรื่องฟุตบอล (เอเย่นต์) เนย์มาร์ เติบโตมาพร้อมกับความรักในการเล่นฟุตซอล และ สตรีทฟุตบอล ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กชาวอเมริกาใต้

เขาได้เข้าร่วมทีมเยาวชนของซานโตส ในปี 2003 ก่อนที่จะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่และประเดิมสนามเป็นครั้งแรกใน เกมที่ชนะ โอเอสเต้ 2001 เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2009 ในขณะที่อายุได้เพียง 17 ปี

สโมสรอาชีพ[แก้]

ซานโตส[แก้]

เนย์มาร์ในขณะลงเล่นให้ซานโตสในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ณ ประเทศญี่ปุ่น ปี 2011

เนย์มาร์เริ่มเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรเยาวชนซานโตสในปี 2003–09 จากนั้นก็ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของซานโตสตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2010 เนย์มาร์สร้างความฮือฮาด้วยการยิงคนเดียว 5 ประตูในเกมที่ช่วยให้ทีมชนะ ตือกัวรานี่ 8–1 ก่อนที่ซานโตสจะคว้าแชมป์เปาลิสต้า 2010 ไปครองหลังจากที่ชนะซานโต อังเดร ในรอบชิงชนะเลิศ และเนย์มาร์ก็คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ไปครอง เมื่อทำได้ถึง 14 ประตูจากการแข่งขัน 19 เกม ตลอดการลงเล่นทุกรายการให้กับซานโตส เนย์มาร์ลงเล่นไป 103 นัดยิงไป 54 ประตู

บาร์เซโลนา[แก้]

วันที่ 24 พ.ค. 2013 ซานโตสออกมาประกาศว่าได้รับข้อเสนอซื้อตัวเนย์มาร์จากสองสโมสร ซึ่ง 3 วันถัดมาดาวยิงทีมชาติบราซิลก็ตกลงไปย้ายไปร่วมทัพบาร์เซโลน่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2013 ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2013 หลังจากผ่านการตรวจร่างกายกับทางทีมแพทย์ ค่าตัวการย้ายทีมอยู่ที่ราว 48.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2187 ล้านบาท) นับเป็นค่าตัวสูงที่สุดเป็นอันดับ 9 ในประวัติศาสตร์การซื้อขายผู้เล่น พร้อมกับค่าฉีกสัญญา 190 ล้านยูโร (ประมาณ 7,600 ล้านบาท)

ฤดูกาล 2013–14[แก้]

เขาทำประตูแรกให้กับทีมได้ในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติไทยสนามราชมังคากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร[13] โดยบาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 7–1 และได้ลงสนามในการแข่งขันทางการนัดแรกในเดือน สิงหาคม 2013 ในนัดที่พบกับเลบันเต โดยถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองแทนอาเลกซิส ซันเชส ในนาทีที่ 63 ซึ่งบาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 7–0 ต่อมาเขาประเดิมประตูแรกให้กับทีมได้ ในการทำประตู อัตเลติโกเดมาดริด ในการแข่งขันนัดแรกรายการ ซูเปอร์โกปาเดอเรย์ โดยใช้เวลาเพียง 7 นาทีหลังจากถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองแทนที่ เปโดร โรดริเกซ และ ในวันที่ 18 กันยายน เขาได้ลงสนามในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นนัดแรกในนัดที่บาร์เซโลนาเปิดบ้านเอาชนะ อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม ไป 4–0

6 วันต่อมา เนย์มาร์ทำประตูแรกในลาลิกาได้สำเร็จ ในนัดที่ เอาชนะเรอัลโซซิเอดัด 4–1 และในวันที่ 26 ตุลาคม เขาลงสนามในศึกเอลกลาซิโก ซึ่งเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างบาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด เป็นครั้งแรก โดยสามารถทำได้ 1 ประตู และ 1 แอสซิสต์ ช่วยทีมคว้าชัยชนะไปได้ 2–1 ที่สนาม กัม นอว์ และในเดือนธันวาคมปีเดียกันนั้น เขาสามารถทำแฮตทริกหรือการยิง 3 ประตูให้บาร์เซโลนาได้เป็นครั้งแรก ในนัดที่ชนะ กลาสวโกว์ เซลติก ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไป 6–1 ในฤดูกาลแรกของเขา บาร์เซโลนาจบฤดูกาลด้วยการชนะเลิศซูเปอร์โกปาเดลเรย์ ได้เพียงรายการเดียว และคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศในลาลิกา และ โคปา เดอเรย์

ฤดูกาล 2014–15[แก้]

เนย์มาร์ลงเล่นให้กับบาร์เซโลนา ในนัดที่เจอกับ บิยาร์เรอัล

ในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2014 เนย์มาร์ ได้ยิง 2 ประตูแรกในลาลิกา ฤดูกาล 2014–15 ในนัดที่ บาร์เซโลนา เปิดสนามกัมนอว์เอาชนะ อัตเลติกเดบิลบาโอ 2-0 ต่อมา ในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2014 เนย์มาร์ ทำประตูที่ 3 ในลาลิกา ในนัดที่ บาร์เซโลนา เอาชนะ เลบันเต 5–0 ต่อมา ในวันที่ 27 กันยายน เนย์มาร์ ทำแฮตทริกให้กับบาร์เซโลนา ในนัดที่บาร์เซโลนาเปิดสนามกัมนอว์เอาชนะ กรานาดา 6-0 และในวันที่ 30 กันยายน เนย์มาร์ ทำประตูแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่บาร์เซโลนา แพ้ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ที่ปาร์กเดแพร็งส์ 2–3

ในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศนัดแรก เนย์มาร์ ทำประตูที่ 7 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่บาร์เซโลนา เปิดสนามกัมนอว์เอาชนะ ไบเอินมิวนิก 3–0 และในวันที่ 9 พฤษภาคม เนย์มาร์ ทำประตูที่ 22 ในลาลิกา ในนัดที่ บาร์เซโลนา เอาชนะ เรอัลโซเซียดัด 2–0 ในวันที่ 12 พฤษภาคม ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 เนย์มาร์ ทำได้ 2 ประตูในนัดที่ บาร์เซโลนา แพ้ไบเอินมิวนิกที่อัลลีอันทซ์อาเรนา 2–3 แต่ผลประตูรวมบาร์เซโลนาเอาชนะไป 5–3 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ต่อมา ในวันที่ 30 พฤษภาคม ในการแข่งขันโกปาเดลเรย์ รอบชิงชนะเลิศ 2015 บาร์เซโลนา พบกับ อัตเลติกเดบิลบาโอ เนย์มาร์ ทำประตูที่ 7 ในโกปาเดลเรย์ ช่วยให้ บาร์เซโลนา เอาชนะไป 3–1 คว้าแชมป์โกปาเดลเรย์ สมัยที่ 27 มาครอง และเป็นแชมป์รายการที่สองในฤดูกาล

ในวันที่ 6 มิถุนายน ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบชิงชนะเลิศ บาร์เซโลนา พบกับ ยูเวนตุส ที่สนามโอลึมพีอาชตาดีอ็อนในเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เนย์มาร์ ทำประตูที่ 10 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ช่วยให้บาร์เซโลนา เอาชนะไป 3–1 คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สมัยที่ 5 มาครอง พร้อมทั้งพาทีมคว้าทริปเปิลแชมป์ได้สำเร็จ และเมื่อจบฤดูกาล 3 ประสาน MSN[14] (เมสซิ, ซัวเรซ และเนย์มาร์) ยิงประตูรวมทั้งหมด 122 ประตู ทำลายสถิติ 118 ประตูของ เรอัลมาดริด (คริสเตียโน โรนัลโด, กอนซาโล อิกัวอิน และ การีม แบนเซมา ในฤดูกาล 2011-12)

ฤดูกาล 2015–16[แก้]

เนย์มาร์ป่วยเป็นคางทูม ทำให้ไม่ได้ลงสนามในนัดที่บาร์เซโลนาลงเล่นในยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2015และซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา 2015 ต่อมา ในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 2015 เนย์มาร์ทำประตูแรกในลาลิกา ฤดูกาล 2015–16 ในนัดที่บาร์เซโลนาเอาชนะอัตเลติโกเดมาดริดที่สนามกีฬาบีเซนเตกัลเดรอน 2–1 ต่อมา ในวันที่ 20 กันยายน เนย์มาร์ทำประตูที่ 2 ในลาลิกา ในนัดที่บาร์เซโลนาเอาชนะเลบันเต 4–1 ต่อมา ในวันที่ 23 กันยายน เนย์มาร์ทำประตูที่ 3 ในลาลิกา ในนัดที่บาร์เซโลนาแพ้เซลตาบีโก 1–4 ต่อมา ในวันที่ 3 ตุลาคม เนย์มาร์ทำประตูที่ 4 ในลาลิกาในนัดที่บาร์เซโลนาแพ้ เซบิยา 1–2 ในวันที่ 18 ตุลาคม เนย์มาร์ทำแฮตทริกให้บาร์เซโลนาเปิดสนามกัมนอว์เอาชนะราโยบาเยกาโน 5–2 ต่อมา ในวันที่ 31 ตุลาคม เนย์มาร์ทำประตูที่ 9 ในลาลิกา ในนัดที่บาร์เซโลนาเอาชนะเฆตาเฟ 2–0 ในวันที่ 4 พฤศจิกายน เนย์มาร์ ยิง 2 ประตูในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่บาร์เซโลนาเอาชนะ บาเต บอรีซอฟ 3–0 ต่อมา ในวันที่ 8 พฤศจิกายน เนย์มาร์ ยิง 2 ประตู ในนัดที่ บาร์เซโลนาเอาชนะ บิยาร์เรอัล 3–0 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน เนย์มาร์ทำประตูที่ 12 ในลาลิกาได้ในการแข่งขันนัดสำคัญที่บาร์เซโลนาบุกเอาชนะเรอัลมาดริดที่สนามซานเตียโก เบร์นาเบว 4–0 ต่อมา ในวันที่ 28 พฤศจิกายน เนย์มาร์ ยิง 2 ประตู ในนัดที่บาร์เซโลนาเอาชนะ เรอัลโซซิเอดัด 4–0 และในวันที่ 30 พฤศจิกายน เนย์มาร์ มีชื่อติด 1 ใน 3 คนสุดท้ายในการเข้าชิงรางวัล 2015 ฟีฟ่าบาลงดอร์ ร่วมกับ เมสซิ และ โรนัลโด ซึ่งเมสซิคว้ารางวัลนี้ไปครองในที่สุด

ในวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 2016 ในการแข่งขันโกปาเดลเรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก เนย์มาร์ทำประตูแรกในโกปาเดลเรย์ ช่วยให้บาร์เซโลนาเปิดสนามเอาชนะ อัสปัญญ็อล 4–1 ต่อมา ในวันที่ 9 มกราคม เนย์มาร์ทำประตูที่ 15 ในลาลิกาได้ในนัดที่ทีมชนะกรานาดา 4–0 ในวันที่ 17 มกราคม เนย์มาร์ทำประตูที่ 16 ในลาลิกา ในนัดที่บาร์เซโลนาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอ 6–0 ต่อมา ในวันที่ 20 มกราคม ในการแข่งขันโกปาเดลเรย์ รอบก่อนรองชนะเลิศนัดแรก เนย์มาร์ทำประตูที่ 2 ในโกปาเดลเรย์และบาร์เซโลนาเอาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอได้ 2–1 ต่อมา ในการแข่งขันโกปาเดลเรย์ รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดที่สอง เนย์มาร์ทำประตูที่ 3 ในโกปาเดลเรย์ช่วยให้ทีมชนะ 3–1 และรวมผลสองนัด บาร์เซโลนาเอาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอไป 5–2

ในวันที่ 16 มีนาคม ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่สอง เนย์มาร์ทำประตูที่ 3 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ในนัดที่ทีมเปิดสนามกัมนอว์เอาชนะ อาร์เซนอล 3–1 ซึ่งรวมผลสองนัด บาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 5–1 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ต่อมา ในวันที่ 20 มีนาคม เนย์มาร์ ทำประตูที่ 21 ในลาลิกาด้วยลูกจุดโทษ ในนัดที่บาร์เซโลนาเสมอกับบิยาร์เรอัล 2–2 ในวันที่ 20 เมษายน เนย์มาร์ ทำประตูที่ 22 ในลาลิกา ในนัดที่ บาร์เซโลนาชนะเดปอร์ติโบเดลาโกรุญญา 8–0 ต่อมา ในวันที่ 14 พฤษภาคม ในการแข่งขันลาลิกานัดปิดฤดูกาล บาร์เซโลนาพบกับกรานาดา ซึ่งเป็นนัดตัดสินแชมป์ลาลิการะหว่าง บาร์เซโลนา และ เรอัลมาดริด ซึ่งในนัดนี้ บาร์เซโลนาจะต้องชนะเท่านั้นเพื่อจะคว้าแชมป์ เนย์มาร์ได้จ่ายบอลให้ซัวเรซทำแฮตทริกได้ โดยบาร์เซโลนาเอาชนะกรานาดาไป 3–0 คว้าแชมป์ลาลิกามาครอง ต่อมา ในวันที่ 22 พฤษภาคม ในการแข่งขัน โกปาเดลเรย์ รอบชิงชนะเลิศ 2016 บาร์เซโลนา พบกับ เซบิยา ที่สนามกีฬาบีเซนเตกัลเดรอน เนย์มาร์ทำประตูช่วยให้ บาร์เซโลนา เอาชนะไปได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2–0 คว้าแชมป์สมัยที่ 28 มาครอง

ฤดูกาล 2016–17[แก้]

ในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2016 ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม เนย์มาร์ทำประตูแรกในฤดูกาลและจ่ายบอลให้เพื่อนทำได้ถึง 4 ประตู ในนัดที่บาร์เซโลนาเปิดสนามกัมนอว์เอาชนะ เซลติก จากสกอตแลนด์ 7–0 ต่อมา ในวันที่ 17 กันยายน เนย์มาร์ทำประตูแรกในลาลิกาในนัดที่เอาชนะเลกาเนส 5–1 ต่อมา เนย์มาร์ ยิง 2 ประตู ในนัดที่บาร์เซโลนาชนะสปอร์ติงเดคีคอน 5–0 และเขาทำประตูที่ 4 ในลาลิกา ในนัดที่บาร์เซโลนาแพ้เซลตาเดบิโก 3–4 ต่อมา เนย์มาร์ทำประตูที่ 2 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดที่บาร์เซโลนาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี จากอังกฤษ 4–0[15][16]

ในวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 2017 ในการแข่งขันโกปาเดลเรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่สอง เนย์มาร์ทำประตูแรกในโกปาเดลเรย์ได้ในนัดที่ บาร์เซโลนา เปิดสนามเอาชนะ อัตเลติกเดบิลบาโอ 3–1 และถือเป็นประตูแรกของเขาในรอบ 3 เดือน ซึ่งรวมผลสองนัด บาร์เซโลนา เอาชนะไป 4–3 ช่วยให้ ต่อมา ในรอบก่อนรองชนะเลิศนัดแรก เนย์มาร์ทำประตูชัยด้วยลูกจุดโทษ ช่วยให้ทีมชนะ เรอัลโซซิเอดัด 1–0 ต่อมา ในวันที่ 22 มกราคม เนย์มาร์ทำประตูที่ 5 ในลาลิกา ช่วยให้บาร์เซโลนาเอาชนะเออิบาร์ 4–0 ต่อมา ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่สอง บาร์เซโลนาเปิดสนามกัมนอว์เจอกับ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง โดยนัดแรกบาร์เซโลนาบุกไปแพ้ที่ฝรั่งเศส 0–4 และในนัดนี้ บาร์เซโลนาจะต้องชนะอย่างน้อย 5–0 จึงจะผ่านเข้ารอบต่อไป โดย เนย์มาร์ยิง 2 ประตูช่วยให้บาร์เซโลนาชนะไป 6–1 (รวมผลสองนัด 6–5) ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย[17] ต่อมา ในวันที่ 2 เมษายน เนย์มาร์ทำประตูที่ 9 ในลาลิกา และเป็นประตูที่ 100 ให้กับบาร์เซโลนาในนัดที่เอาชนะ กรานาดา 4–1[18]

ในวันที่ 8 เมษายน เนย์มาร์โดนใบแดงในนัดที่บาร์เซโลนาแพ้มาลากา 0–2 ทำให้ เนย์มาร์โดนแบน 3 นัด ส่งผลให้เขาหมดสิทธิ์ลงเล่นในศึกเอลกลาซิโกกับเรอัลมาดริด ต่อมา ในวันที่ 6 พฤษภาคมเนย์มาร์ทำประตูที่ 10 ในลาลิกา ในนัดที่บาร์เซโลนาชนะ บิยาร์เรอัล 4–1 ต่อมา ในวันที่ 14 พฤษภาคม เนย์มาร์ทำแฮตทริกช่วยทีมเอาชนะ ลัสปัลมัส 4–1[19] ต่อมา ในลาลิกานัดปิดฤดูกาล บาร์เซโลนา เปิดสนามกัมนอว์เจอกับ เออิบาร์ เป็นนัดตัดสินแชมป์ลาลิการะหว่าง บาร์เซโลนา กับ เรอัลมาดริด ในนัดนี้ บาร์เซโลนาจะต้องชนะเออิบาร์และต้องลุ้นให้มาลากาเอาชนะเรอัลมาดริด บาร์เซโลนาจึงจะได้แชมป์ลาลิกา โดยบาร์เซโลนาเอาชนะไป 4–2 แต่สุดท้าย เรอัลมาดริดก็เอาชนะมาลากาไปได้ 2–0 ทำให้ บาร์เซโลนาพลาดการคว้าแชมป์[20] ต่อมา ในวันที่ 27 พฤษภาคม ในการแข่งขันโกปาเดลเรย์ รอบชิงชนะเลิศ บาร์เซโลนา พบ เดปอร์ติโบอาลาเบส ที่สนามบีเซนเตกัลเดรอน เนย์มาร์ทำประตูช่วยให้ทีมเอาชนะไป 3–1 คว้าแชมป์สมัยที่ 29

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง[แก้]

เนย์มาร์ในวันเปิดตัวกับสโมรสปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ณ ประเทศฝรั่งเศส
photograph of two men standing next to each other on a football pitch
เนย์มาร์ และ Nasser Al-Khelaifi ประธานสโมสรปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง

ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อนกลางปี ค.ศ. 2017 มีกระแสข่าวลือว่าเนย์มาร์จะออกจากบาร์เซโลนาและย้ายไปยังสโมสรใดสโมสรหนึ่งระหว่างเชลซี, แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษ หรือปารีแซ็ง-แฌร์แม็งในลีกเอิงของประเทศฝรั่งเศส หากตกลงค่าเหนื่อยได้ที่ 515,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์[21] แต่เขามีค่าฉีกสัญญาที่สูงถึง 222 ล้านยูโร (198 ล้านปอนด์) โดยชนวนการย้ายทีมของเนย์มาร์เริ่มจากการทะเลาะเบาะแว้งกับทีมสตาฟฟ์โค้ชของลุยส์ เอนริเก[22]และมีกระแสข่าวการย้ายทีมหนักขึ้นจนกระทั่งต้องยกเลิกงานพบปะกับแฟนคลับที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน[23] และเกิดกระแสว่าจะทำให้ทางสโมสรปลายทางจะผิดกฎไฟแนนเชียลแฟร์เพลย์หรือกฎทางการเงินของยูฟ่า จนกระทั่งลาลิกาต้องขอหยุดการเจรจาชั่วคราว[24]

ต่อมา ทางยูฟ่าก็ออกมาอนุญาตให้ทางสโมสรปลายทางซื้อเนย์มาร์ได้[25] และพ่อของเนย์มาร์ซึ่งเป็นตัวแทนของเขาหยุดการสนับสนุนบาร์เซโลนาเมื่อรู้ว่าลูกชายถูกคณะกรรมการบริหารของสโมสรปฏิเสธการจ่ายโบนัสต่อสัญญามูลค่า 26 ล้านยูโร[26] จนกระทั่งเริ่มมีความชัดเจนขึ้นเมื่อเนย์มาร์เดินทางไปตรวจร่างกายที่โปร์ตู และเดินทางไปที่ปารีสทันที[27] และบาร์เซโลนาได้ออกแถลงการณ์การย้ายทีมของเนย์มาร์[28] จนกระทั่งวันที่ 3 สิงหาคม ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ได้แถลงข่าวเปิดตัวเนย์มาร์ด้วยค่าตัว 222 ล้านยูโร (198 ล้านปอนด์) เป็นการทำลายสถิตินักฟุตบอลค่าตัวแพงที่สุดในโลกของปอล ปอกบา โดยเนย์มาร์เซ็นสัญญาเป็นเวลา 5 ปี จนถึง ค.ศ. 2022 และจะสวมเสื้อหมายเลข 10 แทนที่ฆาบิเอร์ ปัสโตเร[29]

ฤดูกาล 2017–18[แก้]

เนย์มาร์เปิดตัวให้กับสโมสรเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2017[30] โดยยิงประตูและทำแอสซิสต์ให้เพื่อนอีกประตูหนึ่งในเกมเยือนแก็งก็อง และสามารถเอาชนะไปได้ 3–0 เขาทำเพิ่มได้อีกสองประตูในการแข่งขันลีกเอิงนัดถัดไปกับทีมตูลูส เนย์มาร์ พร้อมด้วย กีลียาน อึมบาเป ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส และ เอดินซอน กาบานิ ยอดกองหน้าชาวอุรุกวัย ช่วยกันทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนัดเปิดสนามสองเกมแรกของปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ในรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2017–18 โดยทีมบุกไปชนะ กลาสโกว์ เซลติก 5–0 และ 3–0 เหนือไบเอิร์นมิวนิกตามลำดับ ต่อมา ในการแข่งขันกับทีมคู่แข่งตลอดกาลอย่างออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2018 เนย์มาร์ได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าขวาแตก[31] และไม่สามารถกลับมาลงเล่นให้กับทีมได้อีกในการแข่งขันนัดที่เหลือของฤดูกาล ฤดูกาลแรกของเขาในฝรั่งเศสจบลงด้วยผลงาน 28 ประตูจากการลงแข่งขัน 30 นัดทุกรายการ แต่ทีทมยังจบฤดูกาลด้วยแชมป์ลีกเอิง, แชมป์กุปเดอฟร็องส์ และแชมป์กุปเดอลาลีก

เนย์มาร์ขณะลงสนามในนัดที่พบกับลีลส์ ในปี 2018

ฤดูกาล 2018–19[แก้]

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2018 เนย์มาร์ยิงประตูในลีกได้ในนัดเปิดฤดูกาลของปารีแซ็ง-แฌร์แม็งด้วยการชนะก็อง 3กุปเดอลาลีก0 ที่สนามปาร์กเดแพร็งส์ และเนย์มาร์สามารถยิงจุดโทษได้ในเกมถัดไปขณะที่ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งบุกชนะแก็งก็อง 3–1 และในเกมลีกถัดมาสามประสานแดนหน้าของทีมได้แก่ เนย์มาร์ อึมบาเป และ กาบานิ ทำประตูได้ในเกมชนะอองเช่ร์ 3–1 ในบ้าน[32] เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม เนย์มาร์ยิงแฮตทริกได้ในเกมชนะเรดสตาร์เบลเกรด 6–1 ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม[33] ต่อมา เขาได้รับบาดเจ็บที่เท้าอีกครั้งในช่วงปลายเดือนมกราคม 2019[34] ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากเกมในระหว่างการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบ 16 ทีม นัดที่เสมอกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยหลังจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเอาชนะปารีแซ็ง-แฌร์แม็งและผ่านเข้ารอบไปได้นั้น เนย์มาร์ได้ใช้คำพูดเชิงตำหนิผู้ตัดสินที่ทดเวลาการแข่งขันเกินในนัดดังกล่าวผ่านทางอินสตาแกรม ทำให้เจ้าตัวโดนแบนจากการแข่งขันเป็นจำนวน 3 นัด โทษฐานใช้วาจาดูหมิ่นผู้ตัดสิน[35]

เมื่อวันที่ 27 เมษายน เนย์มาร์สาทำประตูได้ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกุปเดอฟร็องส์พบกับแรนส์ แต่ทีมแพ้ในการดวลจุดโทษ และในนัดดังกล่าว เนย์มาร์ได้ถูกบันทึกภาพเอาไว้ได้ในขณะที่เขาชกหน้าของกองเชียร์ทีมแรนส์[36][37] ต่อมาภายหลังเนย์มาร์ออกมายอมรับว่าผิด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง โดยโทมัส ทูเคิล โค้ชของ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง กล่าวว่า: "มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุมอารมณ์หลังความพ่ายแพ้โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับแฟนบอลที่ไม่เคารพคุณ"[38]

ฤดูกาล 2019–20[แก้]

ในเดือนกรกฎาคม 2019 เนย์มาร์ไม่มาทำการฝึกซ้อมในช่วงพรีซีซั่นกับสโมสร[39] โดยสโมสรมีการหารือถึงการลงโทษทางวินัยท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าเจ้าตัวต้องการย้ายทีมก่อนกำหนดเส้นตาย[40] ต่อมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เนย์มาร์ตกลงที่จะอยู่กับทีมต่อไปหลังจากการเจรจาเพื่อกลับไปร่วมทีมบาร์เซโลนาต้องยุติลง[41] เนย์มาร์ลงเล่นให้ทีมเป็นนัดแรกในวันที่ 14 กันยายน ด้วยชัยชนะเหนือสตราสบูร์ก 1–0 ในการแข่งขันลีกเอิง ซึ่งเขายิงประตูชัยได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บด้วยลูกจักรยานอากาศอย่างสวยงาม หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เขาทำประตูชัยให้ทีมในช่วงท้ายเกมส์อีกครั้ง ในนัดที่ทีมเอาชนะลียง 1–0 ณ สนาม ปาร์กเดแพร็งส์[42]

เนย์มาร์ได้รับบาดเจ็บบริเวณเอ็นร้อยหวายในเดือนตุลาคมขณะเล่นให้ทีมชาติบราซิล[43] และกลับมาเล่นให้กับสโมสรได้อีกครั้งในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกกับเรอัลมาดริดในวันที่ 26 พฤศจิกายน ซึ่งเสมอกันไป 2–2 ต่อมา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2020 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบ 16 ทีมที่พบกับโบรุสซีอาดอร์ทมุนด์ เขายิงประตูทีมเยือนลูกสำคัญได้ในัดแรกที่เยอรมนี โดยทีมของเขาพ่ายแพ้ไป 1–2 และในนัดที่สองที่ฝรั่งเศส ทีมของเนย์มาร์สามารถเอาดอร์ทมุนด์ไปได้ 2–0[44] (ประตูรวมสองนัด 3–2)

เนย์มาร์คว้าแชมป์ลีกกับปารีแซ็ง-แฌร์แม็งได้เป็นสมัยที่ 3 หลังจากที่ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งได้รับรางวัลชนะเลิศเมื่อประเทศฝรั่งเศสสั่งยุติการแข่งขันกีฬาทุกรายการเนื่องจากสถานการณ์โควิด และในวันที่ 24 กรกฎาคม ในเกมแรกหลังจากการกลับมาแข่งขันหลังจากช่วงโควิด เนย์มาร์ยิงประตูชัยพาทีมชนะแซงต์เอเตียนไป 1–0 ในรอบชิงชนะเลิศคูเป้เดอฟรองซ์ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์คูเป้เดอฟรองซ์สมัยที่สองของเขาด้วย ต่อมา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งชนะเลิศคูเป้เดอลาลีกเอิงจากการดวลจุดโทษเหนือลียงไป 6–5 ภายหลังจากเสมอกัน 0–0 หลังจากช่วงต่อเวลาพิเศษ โดยเนย์มาร์เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยิงจุดโทษเข้าในช่วงตัดสิน[45] ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบก่อนรองชนะเลิศพบกับอตาลันตาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม เนย์มาร์ช่วยทำประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และทำให้ทีมเอาชนะไปได้ด้วยประตูรวม 2–1 และในรอบรองชนะเลิศกับ แอร์เบ ไลพ์ซิช เขาทำได้หนึ่งประตูในนัดที่ทีมชนะไปได้ 3–0 ซึ่งทำให้ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก่อนจะเข้าไปพ่ายให้แก่ไบเอิร์นมิวนิก 0–1[46]

เนย์มาร์ขณะกำลังยิงจุดโทษในนัดที่พบกับลีลส์ ในปี 2020

2020–21[แก้]

เนย์มาร์พลาดการแข่งขันนัดในแรกของฤดูกาล 2020–21 เนื่องจากเขาถูกตรวจพบว่าได้รับเชื้อไวรัสโคโรนา[47] ซึ่งในนัดแรกของฤดูกาล ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งแพ้ให้กับแลนส์ไป 0–1 อย่างไรก็ตาม เขากลับไปฝึกซ้อมได้อีกครั้งก่อนเกมพบกับมาร์แซย์ในวันที่ 13 กันยายน 2020 ซึ่งปารีแซ็ง-แฌร์แม็งพ่ายแพ้ให้แก่มาร์แซย์ในศึกแห่งศักดิ์ศรี (เลอ กลาซิก) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ในเกมที่มารแซย์ชนะไปได้ 1–0 ในนัดที่มีใบเหลือง 14 ใบและใบแดงถึง 5 ใบ โดยเนย์มาร์ได้รับใบแดงในนาทีที่ 97 หลังจากทะเลาะกับ อัลบาโร่ กอนซาเลซ ซึ่งเนย์มาร์กล่าวว่ากอนซาเลซนั้นได้ใข้วาจาเชิงเหยียดผิวเขาทำให้เขาคุมอารมณ์ไม่อยู่ เนย์มาร์สามารถยิงสองประตูแรกของตนเองได้ในเกมที่ชนะอองเช่ร์ 6–1 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ทำประตูให้กับสโมสรได้มากที่สุดเป็นอันดับที่ 10 ตลอดกาล ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม เนย์มาร์ได้รับบาดเจ็บในเกมพบกับอิสตันบูลบาอาคเชฮีร์ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกและออกจากสนามหลังจากเล่นไปเพียง 26 นาที เขากลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเกมที่แพ้โมนาโก 2–3 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน และทำประตูแรกได้หลังจากหายจากอาการบาดเจ็บในเกมชนะแอร์เบไลพ์ซิช 1–0 ในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน

ในวันที่ 28 พฤศจิกายน เนย์มาร์ยิงประตูที่ 50 ของเขาในลีกเอิงได้สำเร็จ โดยเป็นการยิงจุดโทษในเกมที่ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งเสมอบอร์โด 2–2 ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ทำสถิติยิง 50 ประตูในลีกให้กับปารีแซ็ง-แฌร์แม็งได้เร็วที่สุด โดยลงสนามไปเพียง 58 นัด[48] ในวันที่ 2 ธันวาคม เขาทำ 2 ประตูในนัดที่ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งบุกไปชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3–1[49] ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ต่อมา ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย เนย์มาร์ทำแฮตทริกในการเล่นแชมเปียนส์ลีกของเขาได้เป็นครั้งที 3[50] ในเกมกับอิสตันบูลบายัคเชฮีร์ และพาทีมผ่านเข้ารอบต่อไปในฐานะทีมอันดับหนึ่งของกลุ่ม เขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ถ้วยยุโรปและแชมเปียนส์ลีกที่ยิง 20 ประตูให้กับสองสโมสรที่แตกต่างกัน[51] (21 ประตูจาก 40 นัดให้บาร์เซโลนา และ 20 ประตูจาก 25 นัดให้ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง)

วันที่ 13 ธันวาคม เนย์มาร์ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าหลังจากโดนติอาโกเมนเดสของลียงเข้าสกัดและต้องถูกหามออกจากสนาม[52] ผลการสแกนพบว่าข้อเท้าของเขาไม่แตกหรือหัก แต่เขาต้องพักฟื้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์จากอาการข้อเท้าแพลง เขากลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ในวันที่ 13 มกราคม 2021 ในเกมชนะมาร์แซย์ 2ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง1 ในรายการโทรฟีเดส์แชมเปียนส์ เขาได้รับบาดเจ็บอีกครั้งในเกมที่ชนะก็อง 1–0 ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์และต้องพักฟื้นอีก 4 สัปดาห์ เขากลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเกมลีกเอิงนัดที่ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งชนะลียง 4–2

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2021 ที่ผ่านมา เนย์มาร์ได้ตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่กับปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ส่งผลให้เขาจะอยู่เล่นให้กับสโมสรไปจนถึงปี 2025 เป็นอย่างน้อย[53][54][55]

2021–22[แก้]

ในวันที่ 10 สิงหาคม 2021 ลิโอเนล เมสซิ เพื่อนร่วมทีมบาร์เซโลนาของเนย์มาร์ได้ย้ายร่วมทีม ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง เนย์มาร์ลงสนามนัดแรกในฤดูกาลในวันที่ 29 สิงหาคม ในเกมลีกเอิงที่ทีมเอาชนะสตาดเดอแร็งส์ 2–0 ก่อนจะทำประตูแรกในฤดูกาลนี้ได้จากลูกจุดโทษในเกมที่ทีมเอาชนะลียง 2–1

ทีมชาติ[แก้]

เนย์มาร์ ติดทีมชาติบราซิลชุด U17 ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา จากนั้นก็ติดชุด U20 ในปี 2011, ชุด U23[56] ในปี 2012 และติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ตั้งแต่ 2010 โดยมีโอกาสได้ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

2011: การแข่งขันชิงแชมปือเมริกาใต้รุ่นเยาวชน และโกปาอเมริกา[แก้]

เนย์มาร์เป็นผู้ทำประตูสูงสุดของการแข่งขันชิงแชมป์เยาวชนอเมริกาใต้ปี 2011 โดยทำได้ 9 ประตู รวมถึงสองประตูในรอบชิงชนะเลิศ ในการเอาชนะอุรุกวัย 6–0 นอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมในการแข่งขันโกปาอเมริกา 2011 ที่อาร์เจนตินา ซึ่งเขายิงได้สองประตูในเกมรอบแรกกับเอกวาดอร์ เขาได้รับเลือกให้เป็น 'Man of the Match' ในนัดแรกของบราซิลที่พบกับเวเนซุเอลา ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 1–1 บราซิลตกรอบก่อนรองชนะเลิศในการแพ้ดวลจุดโทษกับปารากวัย โดยเนย์มาร์ถูกเปลี่ยนตัวในนาทีที่ 80

2012: กีฬาโอลิมปิก[แก้]

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2012 เนย์มาร์ได้รับเลือกให้เข้าร่วมทีมฟุตบอลโอลิมปิกของบราซิลเพื่อเข้าร่วมโอลิมปิกลอนดอน 2012 ในเกมอุ่นเครื่องนัดแรกของบราซิลเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พบกับอังกฤษที่ริเวอร์ไซด์สเตเดียม เนย์มาร์มีส่วนร่วมในทั้งสองประตูจากการชนะ 2–0 โดยทำแอสซิสต์ด้วยการเตะฟรีคิกเข้าไปในกรอบเขตโทษ 6 หลา ก่อนที่บราซิลจะได้ประตูจากลูกโหม่งของซานโดร

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2012 เนย์มาร์ทำประตูแรกของเขาในโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ในการแข่งขันนัดแรกกับอียิปต์ ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะ 3–2 ของบราซิล ในเกมต่อไปที่พบกับเบลารุสที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดในแมนเชสเตอร์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ในการเผชิญหน้ารอบก่อนรองชนะเลิศกับฮอนดูรัส เนย์มาร์ยิงจุดโทษซึ่งเป็นประตูที่สามของเขาในทัวร์นาเมนต์ช่วยให้บราซิลคว้าชัยชนะ 3–2[57] ที่เซนต์เจมส์พาร์ค และผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ต่อมา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม บราซิลแพ้เม็กซิโก 1–2 ในรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ในลอนดอน[58]

เนย์มาร์ทำแฮตทริกทีมชาติครั้งแรกของเขาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2012 ในการเอาชนะจีน 8–0 ที่เอสตาดิโอ โฆเซ โด เรโก มาซิเอล ในเมืองเรซิเฟ ต่อมา เมื่อวันที่ 19 กันยายน เนย์มาร์ทำประตูชัยให้กับทีมเอาชนะอาร์เจนตินา 2–1 ในเลกแรกของการแข่งขันซูเปอร์กลาซิโก เด ลาส อเมริกาปี 2012

2013: แชมป์ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ[แก้]

เนย์มาร์ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติบราซิลของลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารีสำหรับการแข่งขันคอนเฟเดอเรชันส์ คัพ 2013 และเขาได้รับเสื้อหมายเลข 10 เป็นครั้งแรก[59] เนย์มาร์ทำประตูแรกของทัวร์นาเมนต์ในการเอาชนะญี่ปุ่น 3–0 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ในนัดที่สอง เนย์มาร์ยิงประตูได้หลังจากผ่านไปเก้านาทีทำให้บราซิลชนะเม็กซิโก 2–0 เขาทำประตูในนัดที่สามติดต่อกันด้วยการยิงฟรีคิกอันทรงพลังจากขอบเขตโทษ นัดที่บราซิลเอาชนะอิตาลี 4–2 และได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ต่อมา วันที่ที่ 30 มิถุนายน เนย์มาร์มีส่วนกับประตูแรกของเฟร็ดและจากนั้นก็ยิงประตูที่สองของบราซิลในชัยชนะเหนือสเปน 3–0 ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ไปครอง[60]

ฟุตบอลโลก 2014[แก้]

เนย์มาณ์ขณะกำลังจะเปิดลูกฟรีคิกในนัดเปิดสนามของทีมชาตบราซิลในฟุตบอลโลก 2014 พบทีมชาติโครเอเชีย
เนย์มาร์ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 นัดที่พบกับเม็กซิโก

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2014 เนย์มาร์ทำแฮตทริกในเกมกระชับมิตรกับแอฟริกาใต้ในโจฮันเนสเบิร์ก เนย์มาร์ได้รับเลือกให้ติดทีมชาติบราซิลสำหรับฟุตบอลโลก 2014 และถูกคาดหวังว่าจะนำบราซิลไปสู่ความสำเร็จในฟุตบอลโลก และคว้าแชมป์ในบ้านเกิด หนึ่งสัปดาห์ก่อนการแข่งขันนัดแรกของทีม เนย์มาร์ยิงได้หนึ่งครั้งและทำสองแอสซิสต์ในการชนะปานามาในนัดกระชับมิตรมิตร 4–0 เนย์มาร์ติดทีมชาติเป็นครั้งที่ 50 ในนัดเปิดการแข่งขันเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนกับโครเอเชียในเซาเปาโล และทำได้สองประตูช่วยให้บราซิลชนะโครเอเชีย 3–1 และในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย เขายิงได้อีกสองประตูช่วยบราซิลเอาชนะแคเมอรูน 4–1 ต่อมา ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย บราซิลเสมอกับชิลี 1–1 หลังจาก 120 นาที และตัดสินด้วยการยิงจุดโทษโดยเนย์มาร์ทำประตูได้และพาบราซิลผ่านเข้ารอบ

เนย์มาร์ได้รับบาดเจ็บหลังในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่บราซิลพบกับโคลอมเบีย[61] จากการเข้าสกัดของ ฮวน คามิโล ซูนิกา และไม่สามารกลับมาช่วยทีมในการแข่งขันตลอดรายการนีได้อีก บราซิลผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศก่อนจะแพ้เยอรมนีไปอย่างยับเยิน 1–7 ตามด้วยการแพ้เนเธอร์แลนด์ 0–3 ในนัดชิงอันดับสาม แต่เนย์มาร์ยังมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน

โกปาอเมริกา 2015[แก้]

เนย์มาร์ยิงสี่ประตูในเกมเดียวเป็นครั้งแรกในนามทีมชาติ นัดที่บราซิลชนะญี่ปุ่นในนัดกระชับมิตร 4–0[62] ที่สนามกีฬาแห่งชาติ สิงคโปร์ เและด้วยอายุเพียง 22 ปี เนย์มาร์ยิงได้ 40 ประตูจาก 58 เกมในทีมชาติ และกลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดอันดับที่ 5 ให้กับทีมชาติบราซิล ต่อมา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2015 เนย์มาร์ทำประตูที่สองของบราซิลในเกมกระชับมิตรที่เอาชนะฝรั่งเศสในปารีส 3–1[63]

วันที่ 14 มิถุนายน 2015 ในการแข่งขันโกปาอเมริกานัดเปิดสนามของบราซิล เนย์มาร์ทำประตูตีเสมอและช่วยผ่านบอลให้ดักลาส คอสตาทำประตูให้บราซิลเอาชนะเปรู 2–1[64] แต่เกมที่สองของบราซิล พวกเขาแพ้โคลอมเบีย 0–1 และเนย์มาร์ได้รับใบเหลืองจากการแฮนด์บอล ส่งผลให้ต้องโทษแบนในนัดต่อไป และหลังจากผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลา เนย์มาร์ได้รับใบแดงเนื่องจากจงใจเตะบอลใส่ปาโบล อาร์เมโร ผู้เล่นโคลอมเบีย และเนย์มาร์ถูกแบนจำนวน 4 นัด บวกกับค่าปรับ 10,000 ดอลลาร์[65] บราซิลผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะแพ้จุดโทษปารากวัย

สถิติอาชีพ[แก้]

สโมสร[แก้]

ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2022[66][67]
สโมสร ฤดูกาล ลีก ถ้วยในประเทศ[a] ลีกคัพ[b] ทวีป อื่น ๆ ทั้งหมด
ระดับ ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
ซังตุส 2009 แซรียีอา 33 10 3 1 12 3 48 14
2010 แซรียีอา 31 17 8 11 19 14 2[c] 0 60 42
2011 แซรียีอา 21 13 11 4 13[d] 6 2[e] 1 47 24
2012 แซรียีอา 17 14 16 20 12[d] 8 2[f] 1 47 43
2013 แซรียีอา 1 0 4 1 18 12 23 13
ทั้งหมด 102 54 15 13 75 53 27 14 4 2 225 136
บาร์เซโลนา 2013–14 ลาลิกา 26 9 3 1 10[g] 4 2[h] 1 41 15
2014–15 ลาลิกา 33 22 6 7 12[g] 10 51 39
2015–16 ลาลิกา 34 24 5 4 9[g] 3 1[e] 0 49 31
2016–17 ลาลิกา 30 13 6 3 9[g] 4 0 0 45 20
ทั้งหมด 123 68 20 15 40 21 3 1 186 105
ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง 2017–18 ลีกเอิง 20 19 1 2 7[g] 6 2[i] 1 30 28
2018–19 ลีกเอิง 17 15 3 2 6[g] 5 2[j] 1 28 23
2019–20 ลีกเอิง 15 13 2 2 7[g] 3 3[i] 1 27 19
2020–21 ลีกเอิง 18 9 3 1 9[g] 6 1[k] 1 31 17
2021–22 ลีกเอิง 22 13 0 0 6[g] 0 0 0 28 13
ทั้งหมด 92 69 9 7 35 20 8 4 144 100
รวมทั้งหมด 317 191 44 35 75 53 102 56 15 7 553 342
  1. Includes Copa do Brasil, Copa del Rey and Coupe de France
  2. Includes Campeonato Paulista
  3. Appearance(s) in Copa Sudamericana
  4. 4.0 4.1 Appearance(s) in Copa Libertadores
  5. 5.0 5.1 Appearance(s) in FIFA Club World Cup
  6. Appearance(s) in Recopa Sudamericana
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 7.5 7.6 7.7 7.8 Appearance(s) in UEFA Champions League
  8. Appearance(s) in Supercopa de España
  9. 9.0 9.1 Appearance(s) in Coupe de la Ligue
  10. One appearance and one goal in Coupe de la Ligue, one appearance in Trophée des Champions
  11. Appearance in Trophée des Champions

ทีมชาติ[แก้]

ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2022[68]
ทีมชาติ ปี การแข่งขัน กระชับมิตร ทั้งหมด
ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
บราซิล 2010 0 0 2 1 2 1
2011 4[a] 2 9 5 13 7
2012 0 0 12 9 12 9
2013 5[b] 4 14 6 19 10
2014 5[c] 4 9 11 14 15
2015 4[d] 1 5 3 9 4
2016 6[e] 4 0 0 6 4
2017 6[e] 2 2 1 8 3
2018 5[f] 2 8 5 13 7
2019 0 0 5 1 5 1
2020 2[g] 3 0 0 2 3
2021 13[h] 6 0 0 13 6
2022 1[g] 1 2 3 3 4
ทั้งหมด 51 29 68 45 119 74
  1. Appearances in 2011 Copa América
  2. Appearances in 2013 FIFA Confederations Cup
  3. Appearances in 2014 FIFA World Cup
  4. Two appearances and one goal in 2015 Copa América, two appearances in 2018 FIFA World Cup qualification
  5. 5.0 5.1 Appearance(s) in 2018 FIFA World Cup qualification
  6. Appearances in 2018 FIFA World Cup
  7. 7.0 7.1 Appearance(s) in 2022 FIFA World Cup qualification
  8. Six appearances and two goals in 2021 Copa América, seven appearances and three goals in 2022 FIFA World Cup qualification

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสร[แก้]

ซังตุส
  • กังเปโอนาตูเปาลิสตา: 2010, 2011, 2012
  • โกปาดูบราซิล: 2010
  • โกปาลีเบร์ตาโดริส: 2011
  • เรโกปาซูดาเมริกานา: 2012
บาร์เซโลนา
ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง

ทีมชาติ[แก้]

บราซิล

รางวัลอื่น ๆ[แก้]

  • World Soccer Young Player of the Year: 2011
  • Campeonato Brasileiro Série A Best Player: 2011
  • Campeonato Brasileiro Série A Championship Squad: 2010, 2011, 2012
  • Brazilian Silver Ball: 2010, 2011
  • Brazilian Golden Ball: 2011
  • Bola de Ouro : 2012
  • Young Player of the Year (1): 2011
  • Campeonato Brasileiro Série A Championship Squad (3): 2010, 2011, 2012
  • Copa Libertadores Championship Squad (1): 2012
  • Arthur Friedenreich Award (2): 2010, 2012
  • Armando Nogueira Trophy (2): 2011, 2012
  • Golden Ball (1): 2011 – Best Player in Brazilian League by magazine Placar
  • Silver Ball (2): 2010, 2011 – Best Forward in Brazilian League by magazine Placar
  • Silver Ball hors concours (1): 2012
  • Golden Boot (2): 2010, 2011, 2012 – Most goals in all competition in Brazil
  • Copa do Brasil Top scorer (1): 2010
  • South American Youth Championship Top scorer (1): 2011
  • นักเตะยอดเยี่ยมในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก (1): 2011
  • South American Footballer of the Year (1): 2011
  • FIFA Puskás Award (1): 2011
  • Campeonato Paulista Top scorer (1): 2012
  • Copa Libertadores Top scorer (1): 2012
  • FIFA Confederations Cup Golden Ball (1): 2013
  • FIFA Confederations Cup Bronze Shoe (1): 2013
  • FIFA Confederations Cup Dream Team (1): 2013
  • FIFA World Cup Bronze Boot (1): 2014
  • FIFA World Cup Dream Team (1): 2014
  • Golden Year Award: 2014.
  • Samba Gold: 2014
  • UEFA Champions League Top Goalscorer: 2014–15 (tied with Cristiano Ronaldo and Lionel Messi)
  • UEFA Champions League Team of the Season: 2014–15
  • FIFA FIFPro World XI: 2015

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ในปี 2016 คุณแม่ของเนย์มาร์ตัดสินใจแยกทางกับคุณพ่อหลังจากที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานานถึง 25 ปี แต่เนย์มาร์ก็ยังคงสนิทกับมารดาอยู่เสมอและเขามักจะแชร์ภาพกับวีดิโอที่อยู่ด้วยกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำ รวมทั้งยังสักใบหน้าของแม่เอาไว้ที่แขนอีกด้วย[69] เขาและน้องสาว (ราฟาเอลลา ซานโตส) สนิทสนมกันมาก ราฟาเอลลาเป็นทั้งน้องสาวและเพื่อนสนิทของเนย์มาร์ โดยเขาไม่เคยพลาดงานฉลองวันเกิดของน้องสาวเลย แม้ในช่วงที่บาดเจ็บหรือโดนแบนจากสโมสร เจ้าตัวก็ยังขึ้นเครื่องบินเพื่อมาพบกับเธอ และ ราฟาเอลลา ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีชื่ออยู่บนรอยสักที่แขนของเนย์มาร์[70]

เนย์มาร์ เป็นคุณพ่อตั้งแต่อายุ 19 ปี โดย ณ ตอนนั้น คาโรลิน่า อดีตแฟนสาวได้ให้กำเนิด ดาวี่ ลุกก้า ลูกชายของทั้งคู่ในปี 2011 ที่โรงพยาบาลในนครเซา เปาโล โดยเวลานั้นเธอก็เพิ่งจะอายุ 17 ปีเท่านั้นโดยที่ทั้งคู่ได้เลิกรากันแล้วก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม เนย์มาร์ ยังคงเป็นเพื่อนทีดีกับ คาโรลิน่า อยู่เสมอจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นอกจากนี้เขายังอนุญาตให้อดีตแฟนสาวร่วมดูแลลูกชายของเขาด้วย[71]

เนย์มาร์เป็นชาวบราซิลคนแรกและคนเดียวจนถึงปัจจุบันที่ได้รับเกียรติให้ขึ้นปกในนิตยสาร ไทม์ ในปี 2013 หลังจากการย้ายทีมจากบราซิลมาเล่นในลาลิกาได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก เขาชื่นชอบการดูการ์ตูนและเป็นแฟนตัวยงของคอมมิค โดยเนย์มาร์มีฮีโร่ในดวงใจได้แก่ แบทแมน, สไปเดอร์แมน, เดอะ แฟลช, ซูเปอร์แมน และ เดอะ ฮัลค์ นอกจากนี้เขายังชื่นชอบการกินเลี้ยง[72]และงานปาร์ตี้มาก[73] โดยสื่อได้เคยโจมตีเขาในการให้สัมภาษณ์ก่อนการแข่งขันของทีมชาติบราซิลถึงความเหมาะสมในการไปงานปาร์ตี้ในช่วงที่มีการแข่งขัน ซึ่งทำให้เนย์มาร์อารมณ์เสียอย่างมาก โดยเขาตอบว่า "ผมเป็นนักกีฬา แต่ผมก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีมุมผ่อนคลายของตนเองเช่นกัน คุณเคยเห็นผมไปเที่ยวกลางคืนแล้วตื่นมาซ้อมหรือแข่งขันไม่ไหวหรือเปล่า"

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 "Player Profile: Neymar". Santos FC. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-12-04. สืบค้นเมื่อ 2012-10-11.
  2. https://www.squawka.com/en/neymar-stats-worlds-best-player-lionel-messi/
  3. "Neymar is the most decisive player in the world". MARCA in English (ภาษาอังกฤษ). 2020-08-18.
  4. https://www.givemesport.com/1601936-messi-suarez-neymar-tribute-to-barcelonas-msn-resurfaces-now-trio-is-completely-split-up
  5. https://www.bbc.com/sport/football/53867676
  6. https://edition.cnn.com/2020/10/14/football/brazil-peru-neymar-var-spt-intl/index.html
  7. https://bleacherreport.com/articles/2794634-tite-confirms-neymar-is-brazils-new-captain-on-a-full-time-basis
  8. "Neymar". FAMOUS SOCCER PLAYERS (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน).
  9. MKOMard (2017-04-20). "Neymar Is Among Time's '100 Most Influential People'; David Beckham Explains Why". NESN.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน).
  10. "Messi is highest paid athlete in world". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  11. "The World's Highest-Paid Athletes 2021". Forbes.
  12. "Learn about Neymar". Famous Birthdays (ภาษาอังกฤษ).
  13. https://www.barcablaugranes.com/2013/8/7/4597620/fc-barcelona-7-1-thailand-match-review
  14. https://www.givemesport.com/1601936-messi-suarez-neymar-tribute-to-barcelonas-msn-resurfaces-now-trio-is-completely-split-up
  15. https://www.bbc.com/sport/football/37688076
  16. http://sport.bt.com/football/champions-league/barcelona-4-0-manchester-city-101364085140981
  17. ปาฏิหาริย์มีจริง! บาร์ซาถล่มเปแอสเช 6-1 (6-5) ลิ่ว UCL
  18. เรียงหน้าซัด! บาร์ซาบุกถล่มกรานาด้าสิบคน 4-1
  19. เนย์มาร์แฮตทริค! บาร์ซาฟอร์มร้อนไล่ต้อนลาส พัลมาส 4-1
  20. ได้แค่รองแชมป์! บาร์ซาเฮไม่สุดแม้รัวเออิบาร์ 4-2
  21. "ผี-สิงห์ !? 'เนย์มาร์' เตรียมย้ายทีมหากได้ค่าเหนื่อย 4 แสนต่อวีก". ไทยรัฐ. 2 เมษายน 2560. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  22. "แคมป์ระอุ! เนย์มาร์ทะเลาะมือขวาเอ็นริเก้กลางสนามซ้อม". Goal Thailand. 9 พฤษภาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  23. "น่าสงสัย! งานอีเว้นท์'เนย์มาร์'ในจีนถูกยกเลิกกะทันหัน". Goal Thailand. 28 กรกฎาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  24. "ดีลชะงัก! ลาลิกาปัดรับเช็คฉีกสัญญาเนย์มาร์ 222 ล้านยูโร". Goal Thailand. 3 สิงหาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  25. "ทางสะดวก! ยูฟ่าไฟเขียวPSGเซ็นเนย์มาร์ 222 ล.ยูโร". Goal Thailand. 28 กรกฎาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)[ลิงก์เสีย]
  26. "จุดแตกหัก! พ่อเนย์มาร์เปิดปากปมขัดแย้งบอร์ดบาร์ซา". Goal Thailand. 5 สิงหาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  27. "สื่อฝรั่งเศสเผย "เนย์มาร์" ถึงปารีสวันนี้พร้อมสวมเสื้อเบอร์10". สยามกีฬารายวัน. 3 สิงหาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  28. "BREAKING: บาร์ซาแถลงเนย์มาร์แจ้งย้ายทีมค่าตัว 222 ล.ยูโร". Goal Thailand. 2 สิงหาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2560. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= และ |date= (help)
  29. "Neymar Jr signs with Paris Saint-Germain!". Paris Saint-Germain. 3 August 2017. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-10-22. สืบค้นเมื่อ 6 August 2017.
  30. https://www.france24.com/en/20170813-neymar-scores-debut-match-psg
  31. "Neymar out for 'six to eight weeks'". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  32. "Mbappe scores twice on Ligue 1 return". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  33. "Neymar scores hat-trick as PSG thrash Red Star". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  34. Mather, Victor (2019-01-28). "P.S.G.'s Neymar Joins Growing Champions League Injury List". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  35. https://bleacherreport.com/articles/2823862-neymar-on-instagram-after-manchester-uniteds-win-vs-psg-go-f-k-yourselves
  36. "Will Neymar be banned for fan punch? PSG star's possible sanctions | Goal.com". www.goal.com.
  37. https://www.theguardian.com/football/video/2019/apr/28/neymar-appears-to-punch-at-a-fan-goading-him-after-psgs-shock-cup-final-defeat-video
  38. "Neymar appears to aim punch at fan goading him after defeat". AP NEWS. 2019-04-28.
  39. https://bleacherreport.com/articles/2844717-neymar-absent-from-psg-training-amid-barcelona-transfer-rumours
  40. "'Neymar can leave for the right offer'". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  41. "Neymar: Paris Saint-Germain forward agrees to stay after Barcelona talks break down". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  42. "Late Neymar goal sees PSG beat Lyon". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  43. Clark, Gill. "Neymar out 4 Weeks with Hamstring Injury; Expected to Miss PSG's Next 6 Matches". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  44. UEFA.com. "Paris-Dortmund 2020 History | UEFA Champions League". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  45. "PSG edge ASSE for Coupe de France win!". Ligue1 (ภาษาอังกฤษ).
  46. "Paris Saint-Germain vs. Bayern Munich - Football Match Report - August 23, 2020 - ESPN". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ).
  47. https://www.lequipe.fr/Football/Actualites/Coronavirus-neymar-teste-positif/1167224
  48. "Neymar reaches 50 Ligue 1 goals in record time in 21st century". beIN SPORTS (ภาษาอังกฤษ).
  49. "Man Utd beaten at home by PSG". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  50. "Neymar Jr. Official". Neymar Jr. (ภาษาอังกฤษ).
  51. Zavala, Steve (2020-12-10). "Neymar is the First Player Ever to Score 20 Champions League Goals for Two Different Teams". PSG Talk (ภาษาอังกฤษ).
  52. https://psgtalk.com/2020/12/video-neymar-leaves-fixture-against-lyon-due-to-serious-injury/
  53. https://www.sportbible.com/football/news-neymars-new-psg-deal-includes-a-secret-contract-clause-20210511
  54. https://www.ligue1.com/Articles/OPINION/2021/05/11/neymar-contract-mbappe-psg-champions-league
  55. https://www.thesun.co.uk/sport/football/14889571/neymar-ready-sign-new-psg-contract/
  56. "Brazil omit Ronaldinho from squad" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2010-05-11. สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  57. https://web.archive.org/web/20120805013453/http://london2012.bbc.co.uk/football/event/men/match%3Dfbm400302/index.html
  58. https://www.telegraph.co.uk/sport/olympics/football/9469331/Mexico-2-1-Brazil-Olympic-final-match-report.html
  59. https://sports.inquirer.net/105255/football-neymar-renews-brazils-number-10-love-affair
  60. https://web.archive.org/web/20140522143826/http://www.fifa.com/confederationscup/news/newsid%3D2109892/index.html
  61. https://web.archive.org/web/20140714221159/https://uk.eurosport.yahoo.com/news/world-cup-brazil-colombia-matchpack-can-brazil-stop-221213226--sow.html
  62. https://www.bbc.co.uk/sport/football/29619167
  63. https://www.bbc.com/sport/football/31945759
  64. https://www.bbc.com/sport/football/33055416
  65. https://www.espn.com/soccer/copa-america/story/2498461/neymar-suspended-for-remainder-of-copa-america
  66. ข้อมูลของ เนย์มาร์ ที่ ซ็อกเกอร์เวย์
  67. "Neymar Stats, News, Bio". ESPN. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 October 2013. สืบค้นเมื่อ 3 December 2013.
  68. "Neymar". National Football Teams. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 ตุลาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2015.
  69. http://fittingtattoo.com/celebrity/neymar
  70. http://fittingtattoo.com/celebrity/neymar
  71. https://www.besoccer.com/new/what-kind-of-relationship-does-neymar-have-with-his-son-s-mother
  72. https://www.goal.com/th/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%A7-%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%8A%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95/kgo4tj88s9me10n3kcphfrn0l
  73. https://www.espn.com/soccer/paris-saint-germain/story/4304838/psgs-neymar-i-will-never-stop-partying-im-not-immature

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]