ราฟาเอล นาดัล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ราฟาเอล นาดัล
Rafael Nadal 10, Aegon Championships, London, UK - Diliff (cropped).jpg
นาดัลใน ค.ศ. 2015
ชื่อเต็มราฟาเอล นาดัล ปาเรรา
ประเทศ สเปน
ถิ่นพำนักมานากอ หมู่เกาะแบลีแอริก ประเทศสเปน
วันเกิด3 มิถุนายน ค.ศ. 1986 (35 ปี)
มานากอ หมู่เกาะแบลีแอริก ประเทศสเปน
ส่วนสูง1.85 เมตร (6 ฟุต 1 นิ้ว)
เทิร์นโปรค.ศ. 2001
การเล่นมือซ้าย (แบ็กแฮนด์สองมือ)
ผู้ฝึกสอนโตนี นาดัล (2005–2017)
คาร์ลอส โมยา (2016–ปัจจุบัน)
เงินรางวัล124,961,595 ดอลลาร์สหรัฐ
Official websiterafaelnadal.com
เดี่ยว
สถิติอาชีพ1,028–209 (83.1%)
รายการอาชีพที่ชนะ88 (สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ในประเภทชายเดี่ยว)
อันดับสูงสุดNo. 1 (18 สิงหาคม 2008)
อันดับปัจจุบันNo. 6 (13 กันยายน 2021)
ผลแกรนด์สแลมเดี่ยว
ออสเตรเลียนโอเพนชนะเลิศ (2009)
เฟรนช์โอเพนชนะเลิศ (2005, 2006, 2007, 2008, 2010, 2011, 2012, 2013, 2014, 2017, 2018, 2019, 2020)
วิมเบิลดันชนะเลิศ (2008, 2010)
ยูเอสโอเพนชนะเลิศ (2010, 2013,2017, 2019)
Other tournaments
Tour Finalsรองชนะเลิศ (2010, 2013)
Olympic GamesGold medal.svg เหรียญทอง (2008)
คู่
สถิติอาชีพ137–74
รายการอาชีพที่ชนะ11
อันดับสูงสุดNo. 26 (8 สิงหาคม 2005)
อันดับปัจจุบันNo. 507 (21 มิถุนายน 2021)[1]
ผลแกรนด์สแลมคู่
ออสเตรเลียนโอเพน3R (2004, 2005)
วิมเบิลดัน2R (2005)
ยูเอสโอเพนSF (2004)
Team Competitions
Davis Cupชนะเลิศ (2004, 2008, 2009, 2011, 2019)
อัปเดตล่าสุดเมื่อ: 16 กันยายน 2021
สถิติเหรียญรางวัล
ตัวแทนของ ธงของประเทศสเปน สเปน
เทนนิสประเภทชาย
เหรียญทอง - ชนะเลิศ 2008 กรุงปักกิ่ง ประเภทเดี่ยว
เหรียญทอง - ชนะเลิศ 2016 กรุงรีโอเดจาเนโร ประเภทคู่

ราฟาเอล นาดัล ปาเรรา (สเปน: Rafael Nadal Parera, ออกเสียง: [rafaˈel naˈðal paˈɾeɾa];[2] เกิด: 3 มิถุนายน ค.ศ. 1986) เป็นนักเทนนิสอาชีพชายชาวสเปน มือวางอันดับ 6 ของโลกคนปัจจุบัน และเป็นผู้เล่นที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งคอร์ตดิน[3] นาดัลเป็นหนึ่งในสามผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุดจำนวน 20 สมัย และเป็นหนึ่งในสองผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการเอทีพี มาสเตอร์ มากที่สุด 36 สมัย รวมทั้งเป็นหนึ่งในสองผู้เล่นชายที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทุกรายการ และคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในประเภทชายเดี่ยวได้ (Career Golden Slam) และยังเป็นหนึ่งในสองผู้เล่นชายในยุคโอเพนที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ทั้งในประเภทเดี่ยวและประเภทคู่

ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปี 2017 เขาอยู่ภายใต้การฝึกสอนของโตนี นาดัล คุณลุงของเขา[4] นาดัลเริ่มประสบความสำเร็จในวงการตั้งแต่อายุยังน้อย โดยสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 2 ของโลกได้ในวัย 19 ปี (ค.ศ. 2005) และชนะเลิศแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพนสมัยแรกรวมทั้งรายการมาสเตอร์อีก 6 รายการในช่วงเวลาดังกล่าว และสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับ 1 ครั้งแรกใน ค.ศ. 2008 ตลอดอาชีพ นาดัลครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 รวมทั้งสิ้น 209 สัปดาห์และครองตำแหน่งอันดับ 1 เมื่อจบสิ้นปี 5 ครั้ง[5] และชนะเลิศการแข่งขันในประเภทชายเดี่ยวรวม 88 รายการ[6] รวมทั้งคว้าแชมป์เดวิส คัพ ร่วมกับทีมชาติสเปนได้ 5 สมัย[7] เขาชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทุกรายการ (Career Grand Slam)[8] ภายหลังจากชนะเลิศรายการยูเอสโอเพนใน ค.ศ. 2010

นาดัลได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามนักเทนนิสชายที่เก่งที่สุดตลอดกาล (Big Three)[9][10] ร่วมกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ นอวาก จอกอวิช และเขาเป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จในการเล่นบนคอร์ตดินมากที่สุดในประวัติศาสตร์[11][12] กว่า 2 ใน 3 ของจำนวนแชมป์ทุกรายการที่เขาทำได้ตลอดอาชีพนั้นมาจากรายการคอร์ตดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพนได้มากถึง 13 สมัย และเป็นผู้เล่นคนเดียวที่คว้าชัยชนะในรายการดังกล่าวได้ครบ 100 นัด[13] และยังทำสถิติคว้าชัยชนะติดต่อกันบนคอร์ตดินมากที่สุดจำนวน 81 นัด[14] (ค.ศ. 2005-07)[15]

นาดัลครองสถิติโลกในวงการมากมาย เช่น เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมได้อย่างน้อย 1 รายการ 10 ปีติดต่อกัน (ค.ศ. 2005-14), เป็นผู้เล่นที่คว้าแชมป์รายการคอร์ตดินได้มากที่สุดตลอดกาล (62 รายการ)[16], เป็นผู้เล่นชาวสเปนคนแรกที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน, เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมรายการใดรายการหนึ่งครบ 10 สมัย (เฟรนช์โอเพน), เป็นผู้เล่นที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศและเข้าชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมรายการใดรายการหนึ่งได้มากที่สุด (เฟรนช์โอเพน 13 สมัย), เป็นผู้เล่นชายที่อายุน้อยที่สุดในยุคโอเพน (24 ปี) ที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมได้ครบทั้ง 4 รายการ[8], เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมบนฮาร์ดคอร์ตและคอร์ตดินได้ 5 สมัย, เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพนและยูเอสโอเพนได้อย่างน้อย 4 สมัยในแต่ละรายการ และเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ได้ในช่วงเวลา 3 ทศวรรษที่แตกต่างกัน (ทศวรรษที่ 2000, 2010 และ 2020)

นาดัลได้รับรางวัลนักเทนนิสยอดเยี่ยมประจำปีของเอทีพี ทัวร์ (ATP Player of the Year) 5 สมัย, รางวัลนักกีฬาชายยอดเยี่ยมแห่งปีของโลก (Laureus World Sportsman of the Year) 2 สมัย,[17] รางวัลนักเทนนิสยอดเยี่ยมจากการโหวตของเพื่อนนักเทนนิสด้วยกัน (Stefan Edberg Sportsmanship Award) 4 สมัย และรางวัลผู้เล่นที่มีพัฒนาการยอดเยี่ยมแห่งปี (Most Improved Player Award) อีก 2 สมัย[18]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

นาดัลเกิดที่เมืองมาจอร์กา, ประเทศสเปน เป็นบุตรของนายเซบาสเตียน นักธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทประกันภัย และนางอนา มาเรีย ปาเรรา ซึ่งประกอบอาชีพขายน้ำหอม เขามีน้องสาวนามว่า มาเรีย อิสซาเบล[19] ลุงของเขา มิกูเอล แองเจิล นาดัล เป็นนักฟุตบอลทีมชาติสเปนต้องการให้นาดัลเป็นนักฟุตบอลในอนาคต ในขณะที่ลุงอีกคนของเขา โตนี นาดัล เป็นอดีตนักเทนนิสอาชีพและได้แนะนำให้นาดัลเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุ 3 ขวบและทำหน้าที่เป็นโค้ชของเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นาดัลเป็นคนที่ถนัดขวาโดยเขาเขียนหนังสือและใช้ชีวิตประจำวันด้วยมือขวา[20] แต่ถูกฝึกฝนให้ตีเทนนิสด้วยมือซ้ายตั้งแต่เด็ก เนื่องจากลุงโตนีต้องการสร้างอาวุธที่แตกต่างให้กับเขาเพื่อเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน[21]

จากการที่นาดัลมีคุณลุงสองคนเป็นผู้มีความสามารถทางกีฬาฟุตบอลและเทนนิส ส่งผลให้เขามีความรักในกีฬาทั้งสองเป็นอย่างมากและได้ฝึกฝนกีฬาทั้งสองไปพร้อมกัน[22] โดยเหตุการณ์ที่ทำให้ลุงโตนีได้มองเห็นถึงพรสวรรค์ของนาดัลคือเมื่อตอนเขาอายุ 8 ขวบ เขาสามารถคว้าแชมป์รายการ "Regional Tennis Championship" รุ่นอายุต่ำกว่า 12 ปี ได้พร้อม ๆ ไปกับการเป็นนักฟุตบอลระดับจูเนียร์ ลุงโตนีจึงเข้มงวดกวดขันในการซ้อมให้กับเขามากยิ่งขึ้น เมื่ออายุ 12 ปี นาดัลสามารถชนะเลิศเทนนิสหลายรายการ และยังคงเล่นเทนนิสและฟุตบอลไปพร้อม ๆ กัน[23] พ่อของเขาไม่ต้องการให้การเรียนของเขาได้รับผลกระทบจากการเล่นกีฬามากจนเกินไป จึงให้เขาเลือกเล่นระหว่างเทนนิสและฟุตบอล ซึ่งท้ายทื่สุดนาดัลก็ได้เลือกเล่นเทนนิสเพียงอย่างเดียว และในปี 2002 นาดัลก็ได้ก้าวขึ้นสู่ 50 อันดับแรกของโลกในวัยเพียง 16 ปี

เขามีทีมฟุตบอลที่เชียร์คือ เรอัลมาดริด[24] รวมทั้งสนับสนุนทีมชาติสเปนในฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโร และมีนักฟุตบอลที่ชื่นชอบคือโรนัลโด นาดัลเปิดเผยว่าตัวเขาไม่เชื่อในพระเจ้าและให้ความสำคัญกับการประสบความสำเร็จด้วยพรสวรรค์และความมุ่งมั่นของมนุษย์มากกว่าการเสาะแสวงหาที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ[25][26]

นาดัลเปิดเผยถึงอาหารจานโปรดของเขาในรายการของ มาร์คัส ซามูเอลสัน ในปี 2016 ว่า "ซีฟู้ด คือสิ่งที่ต้องมีบนโต๊ะอาหารเสมอ" ไม่ว่าจะเป็น สเต็กปลาแซลมอน หรือ พาสต้ากับกุ้งและเห็ด ซึ่งพาสต้านั้นเป็นสิ่งที่เจ้าตัวชอบเนื่องจากให้พลังงานสูง และเขายังชอบทานข้าวผัดสเปน (Paella) มาก[27] นาดัลยอมรับว่าเขามี "Guilty Pleasure" ซึ่งเป็นเมนูที่ไม่ดีต่อสุขภาพแต่เขาชอบทานมากได้แก่ ช็อกโกแลต และ เค้ก[28]

นาดัลสมรสกับฟรานซิสก้า “ซิสก้า” เปเรโญ่ ในปี 2019[29] เขายังมีธุรกิจส่วนตัวโดยเปิดสถาบันฝึกสอนเทนนิส "Rafa Nadal Academy by Movistar" ตั้งแต่ปี 2016 ที่มาร์จอกา โดยเน้นสอนเยาวชนอายุ 12-18 ปี และมีโปรแกรมสำหรับผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน และยังเปิดสอนที่สหราชอาณาจักร,ไอร์แลนด์, คูเวต รวมถึงเม็กซิโกด้วย[30] นาดัลมีงานอดิเรกคือการเล่นไพ่โป๊กเกอร์[31][32]

ประวัติการเล่นอาชีพ[แก้]

ปี 2001-2004: เริ่มเล่นอาชีพและแชมป์เดวิส คัพ สมัยแรก[แก้]

นาดัลเริ่มเล่นอาชีพเมื่ออายุ 15 ปีและเข้าร่วมการแข่งขันเยาวชนในรุ่น ITF [33] ต่อมา เมื่อวันที่ 29 เมษายน ปี 2002 นาดัลในวัยเพียง 15 ปี ก็สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศได้เป็นรายการแรก และถือเป็นผู้เล่นคนที่ 9 ในยุคโอเพนที่ชนะเลิศการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ก่อนอายุครบ 16 ปี[34] ต่อมาในช่วงกลางปี นาดัลในวัย 16 ปี ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศวิมเบิลดันในรุ่นจูเนียร์ได้เป็นครั้งแรก เขายังมีส่วนช่วยทีมชาติสเปนเอาชนะสหรัฐอเมริกาในรอบชิงชนะเลิศของจูเนียร์ เดวิส คัพ ได้สำเร็จ[35] ถือได้ว่าเขาเป็นนักเทนนิสรุ่นเยาว์ที่เป็นที่จับตามองมากที่สุดในขณะนั้น

ในปี 2004 นาดัลสร้างสถิติเป็นสมาชิกทีม เดวิส คัพ ที่อายุน้อยที่สุดและสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ โดยทีมชาติสเปนสามารถเอาชนะสหรัฐอเมริกาไปได้ ซึ่งนาดัลมีอายุ 18 ปี 6 เดือนในขณะนั้น นาดัลจบฤดูกาลโดยการขึ้นสู่อันดับที่ 51 ของโลก

ปี 2005-2007: แชมป์แกรนด์สแลมแรกในชีวิต[แก้]

ในปี 2005 นาดัลก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างเป็นทางการ เขาชนะเลิศแกรนด์สแลมได้เป็นครั้งแรกจากการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เอาชนะมาเรียโน ปูเอร์ต้า จากอาร์เจนตินาไปได้ และถือเป็นผู้เล่นคนที่สองที่สามารถคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนได้เป็นรายการแกรนด์สแลมแรกในอาชีพ ต่อจาก แมทส์ วิแลนเดอร์ ในปี 1982[36] นาดัลจบฤดูกาลด้วยการขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 2 ของโลกได้เป็นครั้งแรกและได้รับรางวัลผู้เล่นที่มีพัฒนาการยอดเยี่ยมประจำปี (ATP Most Improved Player of the Year award)[37]

นาดัลกับถ้วยแชมป์เฟรนช์โอเพนปี 2006

นาดัลป้องกันแชมป์เฟรนช์โอเพนเอาไว้ได้ทั้งในปี 2006 และ 2007 รวมทั้งผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันได้สองปีติดต่อกัน แต่ก็แพ้ให้กับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ผู้ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญในอาชีพของเขาไปทั้งสองครั้ง

ปี 2008: ขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกครั้งแรก, เหรียญทองโอลิมปิก และแชมป์เดวิส คัพ[แก้]

ปี 2008 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของนาดัลอย่างแท้จริง เขาสามารถคว้าแชมป์ได้ 8 รายการในปีนี้ รวมทั้งชนะเลิศแกรนด์สแลมได้ 2 รายการ (เฟรนช์โอเพน และ วิมเบิลดัน) โดยเอาชนะเฟเดอเดอร์ไปได้ทั้งสองรายการ[38] หลังจากที่ต้องพ่ายใหักับเฟเดอเรอร์ในรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันมาสองปีติดต่อกัน[39] โดยนาดัลถือเป็นชาวสเปนคนที่สองที่คว้าแชมป์วิลเบิลดันได้ต่อจาก คอนชิต้า มาร์ติเนซ ในประเภทหญิงเดี่ยว และเป็นผู้เล่นคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนและวิมเบิลดันได้ภายในปีเดียวกัน นาดัลยังผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแกรนด์สแลมได้อีกสองรายการได้แก่ ออสเตรเลียนโอเพนและยูเอสโอเพน อีกทั้งยังคว้าแชมป์ เดวิส คัพ ร่วมกับทีมชาติสเปนได้เป็นสมัยที่สอง โดยเอาชนะอาร์เจนตินาได้[40]

นาดัลคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้เป็นครั้งแรก ในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยวในโอลิมปิก 2008 และสามารถแย่งตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกจากเฟเดอเรอร์ได้เป็นครั้งแรกในวันที่ 18 สิงหาคม ภายหลังจากที่เป็นมืออันดับ 2 นานถึง 160 สัปดาห์ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2005[41]

ปี 2009: สร้างสถิติใหม่[แก้]

แม้นาดัลจะเริ่มฤดูกาลใหม่ได้ไม่ดีนัก ด้วยการตกรอบ 8 คนสุดท้ายในการแข่งขันรายการเอทีพี 250 ที่โดฮา แต่นาดัลชนะเลิศแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพนครั้งแรกได้สำเร็จหลังจากเอาชนะเฟเดอเรอร์ในรอบชิงชนะเลิศ ถือเป็นนักเทนนิสชาวสเปนคนแรกที่คว้าแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้[42]

นาดัลในรอบชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพนปี 2009

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้นาดัลไม่ประสบความสำเร็จในแกรนด์สแลมอีก 3 รายการ โดยเขาตกรอบเฟรนช์โอเพนในรอบที่ 4 ซึ่งเป็นการหยุดสถิติการคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพน 4 ปีติดต่อกันและตกรอบรองชนะเลิศยูเอสโอเพน และไม่ได้ลงแข่งขันวิมเบิลดันเนื่องจากบาดเจ็บหัวเข่า[43] นาดัลจบฤดูกาลด้วยการการพาทีมชาติสเปนป้องกันแชมป์ เดวิส คัพ เอาไว้ได้ โดยเอาชนะเช็กเกียไปได้อย่างขาดลอยในรอบชิงชนะเลิศ[44] แต่เขาได้เสียตำแหน่งมือวางอันดับ 1 กลับไปให้เฟเดอร์เรอร์หลังจากตกรอบแรกเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ที่กรุงลอนดอน

ปี 2010: ฤดูกาลที่ดีที่สุดในอาชีพ[แก้]

นาดัลเริ่มต้นด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศที่โดฮา ก่อนจะแพ้ให้กับ แอนดี มาร์รี นักเทนนิสชื่อดังชาวสกอต ในรอบ 8 คนสุดท้ายออสเตรเลียนโอเพน โดยเขาได้ขอยอมแพ้ในการแข่งขันเซตที่ 3 เนื่องจากอาการบาดเจ็บหัวเข่ากำเริบ[45]

นาดัลเข้าถึงรอบรองชนะเลิศรายการมาสเตอร์ 2 รายการ ที่ อินเดียนเวลส์ และ ไมแอมี ตามด้วยการคว้าแชมป์มาสเตอร์คอร์ตดิน 3 รายการถัดมา ที่ มงเต-การ์โล, กรุงมาดริด และกรุงโรม ก่อนที่จะกลับไปทวงแชมป์เฟรนช์โอเพนได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์สมัยที่ 5 รวมทั้งคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้อีกสองรายการ ทั้งวิมเบิลดันและยูเอสโอเพน[46] ทำให้นาดัลสามารถชนะเลิศแกรนด์สแลมได้ถึง 3 รายการในปีนี้ และทำสถิติเป็นนักเทนนิสชายคนที่ 7 ที่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ครบทั้ง 4 รายการ[47] นาดัลจบฤดูกาลด้วยการเข้าชิงชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอลได้เป็นครั้งแรก ก่อนจะแพ้ให้กับเฟเดอเรอร์ แต่สามารถจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งมือวางอันดับ 1 เป็นครั้งที่สอง[48]

ปี 2011: การก้าวขึ้นมาของนอวาก จอกอวิช[แก้]

นาดัลในการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนปี 2011

ในปี 2011 นาดัลไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก เนื่องด้วยเป็นปีที่ นอวาก จอกอวิช ยอดผู้เล่นชาวเซอร์เบียก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่แย่งความสำเร็จจากนาดัลและเฟเดอเรอร์อย่างเต็มตัว โดยนาดัลต้องแพ้ให้กับจอกอวิชในรอบชิงชนะเลิศถึง 6 รายการ รวมถึงในรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันและยูเอสโอเพน[49] แต่นาดัลยังสามารถป้องกันแชมป์เฟรนช์โอเพนเอาไว้ได้ด้วยการเอาชนะเฟเดอเรอร์ คว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 6[50] นาดัลพาทีมสเปนชนะเลิศ เดวิส คัพ ได้อีกครั้งจากการเอาชนะอาร์เจนตินา แต่เขาตกรอบแรก เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล และจบฤดูกาลด้วยการเสียตำแหน่งอันดับ 1 ให้กับจอกอวิช

ปี 2012: ปีแห่งการบาดเจ็บ[แก้]

นาดัลถูกจอกอวิชย้ำแค้นอีกครั้งในรอบชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน ซึ่งนัดนี้ถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์เนื่องจากใช้เวลาการแข่งขันยาวนานถึง 5 ชั่วโมง 53 นาที ถือเป็นสถิติการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์ทุกรายการ[51] แต่นาดัลสามารถแก้มือเอาชนะจอกอวิชได้ในรอบชิงชนะเลิศเฟรนช์โอเพน ป้องกันแชมป์เอาไว้ได้และเป็นแชมป์สมัยที่ 7

อย่างไรก็ตาม หลังการแข่งขันวิมเบิลดันซึ่งนาดัลตกรอบที่ 2 เขาต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหัวเข่าอีกครั้งและต้องรักษาตัวนานถึง 6 เดือนส่งผลให้เขาพลาดลงแข่งขันรายการสำคัญช่วงปลายปี[52] และอันดับโลกของเขาตกไปอยู่อันดับที่ 4

ปี 2013: ทวงความยิ่งใหญ่[แก้]

นาดัลในการแข่งขันรายการมาสเตอร์ที่อินเดียนเวลส์ ปี 2013

นาดัลพลาดลงแข่งออสเตรเลียนโอเพนเนื่องจากยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ[53] และกลับมาลงแข่งขันอีกครั้งที่ประเทศชิลีในเดือนกุมภาพันธ์ แม้จะไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ แต่หลังจากนั้นเขาสามารถคว้าแชมป์ได้ 3 รายการติดต่อกัน ที่ประเทศบราซิล, ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา และทำสถิติคว้าแชมป์รายการมาสเตอร์ได้มากที่สุดในขณะนั้น จำนวน 22 รายการ

นาดัลกลับมาคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้สองรายการในเฟรนช์โอเพนและยูเอสโอเพน ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 8[54] และ 2 ตามลำดับ[55] แต่เขาทำผลงานได้น่าผิดหวังในวิมเบิลดันโดยตกรอบแรก นาดัลเข้าชิงชนะเลิศเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล เป็นครั้งที่สองแต่แพ้ให้กับจอกอวิช อย่างไรก็ตาม เขาสามารถจบฤดูกาลโดยการกลับมาครองตำแหน่งอันดับ 1 ได้อีกครั้ง และสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 10 รายการในปีนี้

ปี 2014: แชมป์เฟรนช์โอเพนสมัยที่ 9[แก้]

นาดัลเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ที่โดฮา โดยเอาชนะ กาแอล มงฟิล์ส ไปได้ ต่อมา ในแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน นาดัลเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ในรอบรองชนะเลิศและผ่านเข้าไปพบกับ สตาน วาวริงกา จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนาดัลสามารถเอาชนะมาได้ทั้ง 12 ครั้งในการพบกันก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนาดัลได้รับบาดเจ็บบริเวณหลังแต่เขาได้ตัดสินใจฝืนลงแข่งขัน[56] และแพ้ไป 1-3 เซต นาดัลกลับมาลงแข่งขันที่กรุงรีโอเดจาเนโร และคว้าแชมป์ไปได้ แต่เขาไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันมาสเตอร์สองรายการถัดมาที่อินเดียนเวลส์ และไมแอมี โดยแพ้ให้กับ อเล็กซานเดร ดอลโกโปลอฟ จากยูเครน และจอกอวิช ตามลำดับ

เข้าสู่การแข่งขันคอร์ตดิน นาดัลเริ่มต้นด้วยการตกรอบที่ มงเต-การ์โล และบาร์เซโลนา ก่อนที่จะคว้าแชมป์ได้ในรายการมาสเตอร์ที่กรุงมาดริด และในเดือนมิถุนายน นาดัลเอาชนะจอกอวิชในรอบชิงชนะเลิศเฟรนช์โอเพนได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 9 ในอาชีพและเป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน และเป็นการทำสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 14 เท่ากับ พีต แซมพราส แต่เขาทำได้เพียงการเข้าถึงรอบที่ 4 ในวิมเบิลดันโดยแพ้ให้กับ นิค เคียร์อีออส จากออสเตรเลีย[57] นาดัลได้ถอนตัวจากการแข่งขันยูเอสโอเพนเนื่องจากบาดเจ็บข้อมือ และจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 3

ปี 2015: ปีแห่งความล้มเหลว[แก้]

นาดัลตกรอบแรกที่กรุงโดฮา ถัดมาในแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน นาดัลตกรอบ 8 คนสุดท้ายโดยแพ้ให้กับ โทมัส เบอร์ดิช ซึ่งเป็นการหยุดสถิติเอาชนะเบอร์ดิชได้ 17 ครั้งติดต่อกันก่อนหน้านี้[58] ในเดือนกุมภาพันธ์เขาตกรอบในการแข่งขันเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่รีโอเดจาเนโร ก่อนจะคว้าแชมป์คอร์ตดินได้ที่อาร์เจนตินา อย่างไรก็ตาม นาดัลต้องตกรอบมาสเตอร์สามรายการถัดมา ที่อินเดียนเวลส์, ไมแอมี และ มงเต-การ์โล ก่อนจะเข้าไปชิงชนะเลิศที่กรุงมาดริดและแพ้ให้กับ แอนดี มาร์รี และอันดับโลกของเขาได้หลุดจาก 5 อันดับแรกเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ตามด้วยการตกรอบ 8 คนสุดท้ายรายการมาสเตอร์ที่กรุงโรม

นาดัลในการแข่งขันรายการอุ่นเครื่อง ณ กรุงลอนดอนก่อนแกรนด์สแลมวิมเบิลดันในปี 2015

นาดัลแพ้ให้กับจอกอวิชในรอบ 8 คนสุดท้ายเฟรนช์โอเพนซึ่งเป็นการหยุดสถิติชนะรวดติดต่อกันจำนวน 39 นัดในเฟรนช์โอเพนของตัวเองลง และเขาไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมอีกสองรายการทั้งในวิมเบิลดันและยูเอสโอเพน[59] ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่นาดัลจบฤดูกาลโดยไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้เลย และเป็นการหยุดสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้อย่างน้อยหนึ่งรายการติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2005 ตามด้วยกานรตกรอบรองชนะเลิศในเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล

ปี 2016: เหรียญทองโอลิมปิกประเภทคู่ และบาดเจ็บอีกครั้ง[แก้]

นาดัลคว้าแชมป์ที่อาบูดาบี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอาชนะ มิรอช ราวนิช ผู้เล่นแคนาดาในรอบชิงชนะเลิศ[60] ก่อนจะแพ้ให้กับจอกอวิชในรอบชิงชนะเลิศที่โดฮา ต่อมานาดัลตกรอบแรกออสเตรเลียนโอเพนเป็นครั้งแรก แพ้ให้กับ เฟร์นันโด เบร์ดัสโก เพื่อนร่วมชาติ ต่อมา เขาคว้าแชมป์ในการแข่งขันมาสเตอร์ที่ มงเต-การ์โล รวมทั้งแชมป์รายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 รายการที่ 17 ที่บาร์เซโลนา

ในการแข่งขันเฟรน์โอเพน ในวันที่ 26 พฤษภาคม นาดัลทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนที่ 8 ที่คว้าชัยชนะในรายการแกรนด์สแลมได้ครบ 200 นัด[61] อย่างไรก็ตาม นาดัลต้องถอนตัวจากการแข่งขันในรอบที่ 4 เนื่องจากบาดเจ็บข้อมือ ต่อมา เขาได้ออกมาแถลงว่าอาการบาดเจ็บยังไม่หายดี ส่งผลให้เขาต้องถอนตัวจากวิมเบิลดัน[62] แต่นาดัลก็มีช่วงเวลาที่ดีในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูที่ประเทศบราซิล โดยสามารถคว้าเหรียญทองในประเภทคู่ร่วมกับ มาร์ค โลเปซ ได้สำเร็จ ทำให้นาดัลเป็นผู้เล่นชายคนที่สองในยุคโอเพนที่สามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ทั้งในประเภทเดี่ยวและประเภทคู่ต่อจาก นิโคลัส มาสซู ผู้เล่นชิลี[63] นาดัลลงแข่งขันยูเอสโอเพนก่อนจะตกรอบที่ 4 และตกรอบในรายการมาสเตอร์ที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนที่จะประกาศปิดฤดูกาลเพื่อพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ

นาดัลในการแข่งขันยูเอสโอเพนปี 2016

ปี 2017: แชมป์เฟรนช์โอเพนสมัยที่ 10 และทวงคืนตำแหน่งอันดับ 1[แก้]

ในการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพน นาดัลกลับมาเข้าชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยพบกับ เฟเดอเรอร์ ซึ่งเขาแพ้ไป 2-3 เซต[64] และนี่ถือเป็นการพ่ายแพ้ให้กับเฟเดอเรอร์ในแกรนด์สแลมครั้งแรกในรอบ 10 ปี (นับตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันปี 2007) และนาดัลก็โดนย้ำแค้นต่อเนื่องด้วยการแพ้ให้กับเฟเดอเรอร์อีกสองรายการในการแข่งขันมาสเตอร์ที่อินเดียนเวลส์ และ ไมแอมี แต่เขากลับมาคว้าแชมป์มาสเตอร์ได้สองรายการที่ มงเต-การ์โล ซึ่งถือเป็นแชมป์สมัยที่ 10 ตามด้วยแชมป์ที่กรุงมาดริด

นาดัลคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนได้เป็นสมัยที่ 10 เอาชนะ สตาน วาวรีงกา ขาดลอย[65] ถือเป็นการยุติช่วงเวลา 3 ปี ที่ไม่สามรรถคว้าแชมป์แกนด์สแลมได้เลย และเป็นการทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกในยุคโอเพนที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการใดรายการหนึ่งได้ครบ 10 ครั้ง และเป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 15 แซงหน้า พีต แซมพราส

อย่างไรก็ตาม เขาต้องตกรอบที่ 4 ในวิมเบิลดันโดยแพ้ให้กับ จิลล์ มุลเลอร์ ต่อมาในวันที่ 21 สิงหาคม นาดัลกลับขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกได้อีกครั้ง[66] และสามารถคว้าแชมป์ยูเอสโอเพนได้เป็นสมัยที่ 4 โดยเอาชนะเควิน แอนเดอร์สัน ได้ และเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่นาดัลคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ถึงสองรายการภายในปีเดียว ในเดือนกันยายน เขาลงแข่งขันรายการ เลเวอร์ คัพ ซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นเป็นปีแรก โดยเป็นการพบกันระหว่างทีมรวมดารายุโรปและทีมรวมดาราโลก และทีมยุโรปสามารถคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยแรกด้วยคะแนน 15-9 โดยนาดัลยังได้ลงแข่งในประเภทคู่ร่วมกับเฟเดอเรอร์ในวันที่สองของการแข่งขันอีกด้วย เขาปิดฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 1 เป็นครั้งที่ 4 แม้จะต้องถอนตัวจาก เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล

ปี 2018: แชมป์เฟรนช์โอเพนสมัยที่ 11[แก้]

นาดัลขอยอมแพ้ในการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนรอบ 8 คนสุดท้ายที่พบกับ มาริน ซิลิช เนื่องจากบาดเจ็บสะโพก ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ เขาเสียตำแหน่งอันดับ 1 กลับไปให้เฟเดอเรอร์ แต่กลับขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับ 1 อีกครั้งในเดือนเมษายนและช่วยทีมชาติสเปนเอาชนะเยอรมนีได้ใน เดวิส คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย นาดัลคว้าแชมป์มาสเตอร์ได้ที่ มงเต-การ์โล ตามด้วยการคว้าแชมป์ที่บาร์เซโลนา ได้เป็นสมัยที่ 11 และทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกในยุคโอเพนที่คว้าชัยชนะบนฮาร์ดคอร์ตและคอร์ตดินได้อย่างน้อย 400 นัดในทั้งสองพื้นคอร์ต ก่อนจะตกรอบ 8 คนสุดท้ายในรายการมาสเตอร์ที่กรุงมาดริด แต่เขาแก้ตัวได้โดยการคว้าแชมป์ที่กรุงโรม

นาดัลคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนได้เป็นสมัยที่ 11 และเป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 17 โดยเอาชนะ โดมินิค ธีม จากออสเตรียในรอบชิงชนะเลิศ[67] ก่อนที่จะตกรอบรองชนะเลิศวิมเบิลดันโดยแพ้ให้กับจอกอวิช และนาดัลต้องขอยอมแพ้ในการแข่งขันยูเอสโอเพนรอบรองชนะเลิศในนัดที่พบกับ ฆวน มาร์ติน เดล ปอร์โต เนื่องจากบาดเจ็บหัวเข่า และไม่ได้ลงแข่งในรายการที่เหลือ ส่งผลให้เขาเสียตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ให้แก่จอกอวิช[68]

ปี 2019: แชมป์แกรนด์สแลม 2 รายการ และแชมป์เดวิส คัพ สมัยที่ 5[แก้]

นาดัลผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพนก่อนจะแพ้ให้กับจอกอวิช และถอนตัวจากการแข่งขันมาสเตอร์ที่อินเดียนเวลส์และไมแอมีเนื่องจากบาดเจ็บสะโพก ในการแข่งขันคอร์ตดิน นาดัลเริ่มต้นด้วยการตกรอบสามรายการที่มงเต-การ์โล, บาร์เซโลนา และมาดริด ก่อนที่จะเอาชนะจอกอวิชในรอบชิงชนะเลิศมาสเตอร์ที่กรุงโรม และคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนสมัยที่ 12 ด้วยการเอาชนะ โดมินิค ธีม ไปได้อีกครั้ง ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศวิมเบิลดันโดยแพ้ให้กับเฟเดอเรอร์ แต่เขาสามารถป้องกันแชมป์รายการมาสเตอร์ที่แคนาดาได้

นาดัลคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 19 ได้ในการแข่งขันยูเอสโอเพน โดยเอาชนะ ดานิล เมดเวเดฟ จากรัสเซียในรอบชิงชนะเลิศและเป็นแชมป์สมัยที่ 4 ต่อมา นาดัลพาทีมยุโรปป้องกันแชมป์ เลเวอร์ คัพ ได้เป็นสมัยที่ 3 โดยเอาชนะทีมรวมดาราโลกไปได้ 13-11 คะแนน เขาปิดท้ายฤดูกาลด้วยการตกรอบแรกใน เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล แต่ยังสามารถพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ เดวิส คัพ ได้เป็นสมัยที่ 6 และเป็นสมัยที่ 5 ของนาดัล โดยเอาชนะแคนาดาในรอบชิงชนะเลิศ[69][70] เขาจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกเป็นครั้งที่ 5

ปี 2020: แชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 20[แก้]

ในปีนี้นาดัลร่วมแข่งขันในนามทีมชาติสเปนในรายการเอทีพี คัพ (ATP Cup) ซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นเป็นครั้งแรก[71] โดยสเปนผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศก่อนจะแพ้ให้กับทีมชาติเซอร์เบียซึ่งนำโดยจอกอวิช ก่อนจะตกรอบ 8 คนสุดท้ายออสเตรเลียนโอเพนโดยแพ้ให้กับ โดมินิค ธีม[72] แต่นาดัลสามารถคว้าแชมป์เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่ประเทศเม็กซิโกได้เป็นสมัยที่ 3 เอาชนะ เทย์เลอร์ ฟริตซ์ จากสหรัฐอเมริกาในรอบชิงชนะเลิศ

นาดัลคว้าแชมป์แกรนด์สแลมสมัยที่ 20 เท่ากับเฟเดอเรอร์ได้สำเร็จ ภายหลังจากคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนได้เป็นสมัยที่ 13 โดยเอาชนะจอกอวิชในรอบชิงชนะเลิศ นอกจากนี้ นาดัลยังทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่คว้าชัยชนะในเฟรนช์โอเพนได้ครบ 100 นัด ต่อมาในการแข่งขันมาสเตอร์ที่กรุงปารีส นาดัลทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนที่ 4 ที่คว้าชัยชนะจากการแข่งขันในประเภทชายเดี่ยวได้ครบ 1,000 นัด ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศในรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล และจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 2 ของโลก

ปี 2021: ปีแห่งการบาดเจ็บอีกครั้ง[แก้]

นาดัลในการแข่งขันมาสเตอร์คอร์ตดินที่ มงเต-การ์โล ซึ่งเป็นรายการที่เขาคว้าแชมป์ได้ถึง 11 สมัย

นาดัลเริ่มต้นด้วยการตกรอบ 8 คนสุดท้ายออสเตรเลียนโอเพนโดยแพ้ให้กับ สเตฟานอส ซิทซิปาส ในการแข่งขัน 5 เซตทั้งที่ออกนำไปก่อนถึง 2-0 เซต ก่อนที่จะตกรอบในรายการมาสเตอร์ คอร์ตดินที่ มงเต-การ์โล และคว้าแชมป์ที่บาร์เซโลนาได้เป็นสมัยที่ 12 ซึ่งเป็นรายการที่เขาคว้าแชมป์ได้มากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในอาชีพรองจากแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน ต่อมาเขาตกรอบ 8 คนสุดท้ายรายการมาสเตอร์ที่มาดริดก่อนจะคว้าแชมป์ที่กรุงโรมได้เป็นสมัยที่ 10 โดยเอาชนะจอกอวิชได้ในรอบชิงชนะเลิศ และเป็นการคว้าแชมป์มาสเตอร์รายการที่ 36 เป็นสถิติร่วมกับจอกอวิช

นาดัลลงแข่งขันเฟรนช์โอเพนในฐานะแชมป์ 13 สมัยและเป็นแชมป์เก่า 4 สมัยซ้อน โดยในปีนี้ฝ่ายจัดการแข่งขันได้เปิดตัวรูปปั้นเหล็กขนาดความสูง 3 เมตรของนาดัลบริเวณหน้าสนามแข่งขันซึ่งออกแบบโดย Jordi Díez Fernández หนึ่งในประติมากรที่มีชื่อเสียงที่สุดของสเปน เพื่อเป็นการยกย่องนาดัลในฐานะที่เป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จในรายการนี้มากที่สุด นาดัลผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศพบกับจอกอวิชเป็นครั้งที่ 9 ในรายการนี้ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายแพ้ไปในการแข่งขัน 4 เซต[73] ซึ่งนี่ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่ 3 ของเขาเท่านั้นในการลงแข่งขันเฟรนช์โอเพน และจอกอวิชยังถือเป็นผู้เล่นคนเดียวที่เอาชนะนาดัลได้ 2 ครั้งในรายการนี้

ต่อมา นาดัลประกาศถอนตัวไม่ลงแข่งขันแกรนด์สแลมวิมเบิลดันรวมทั้งโอลิมปิกฤดูร้อน 2020 เนื่องจากต้องการพักร่างกาย[74] และเขากลับมาลงแข่งขันอีกครั้งในรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ซิตีโอเพน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เดือนสิงหาคม[75] ก่อนจะแพ้ให้กับ ลอยด์ แฮร์ริส จากแอฟริกาใต้ ในรอบที่ 3 ต่อมา นาดัลได้ถอนตัวจากการแข่งขันมาสเตอร์ทั้งสองรายการที่โทรอนโต[76] และ ซินซินแนติ[77] เนื่องจากบาดเจ็บข้อเท้า และในวันที่ 20 สิงหาคม นาดาลได้ประกาศว่าเขาจะพลาดการลงแข่งขันในทุกรายการที่เหลือตลอดปี 2021 เนื่องจากต้องรักษาอาการบาดเจ็บข้อเท้าที่เรื้อรังมาตั้งแต่ต้นปี[78]

รูปแบบการเล่น[แก้]

นาดัลถือเป็นผู้เล่นที่มีกราวนด์สโตรกที่หนักหน่วงและตีลูกโฟรแฮนด์ได้หนักที่สุดคนหนึ่งของโลก

นาดัลถือว่าเป็นผู้เล่นที่มีกราวนด์สโตรกที่หนักหน่วงที่สุดคนหนึ่ง และยังเคลื่อนที่ได้อย่างว่องไวและมีการตีที่แม่นยำ จุดเด่นของเขาคือการตีลูกท็อปสปินด้วยความแรง[79] เขาเป็นผู้เล่นถนัดซ้ายซึ่งทำให้เขาได้เปรียบผู้เล่นหลายคน เช่น โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เนื่องด้วยเฟเดอเรอร์นั้นมีรูปแบบการตีแบ็กแฮนด์มือเดียว ทำให้นาดัลสามารถยิงลูกโฟร์แฮนด์ด้วยความแรงเพื่อจี้ไปทางแบ็กแฮนด์ของเฟเดอร์เรอร์ได้ นอกจากนี้นาดัลยังรู้วิธีเปลี่ยนทิศทางการตีเพื่อให้คู่แข่งหลุดออกจากตำแหน่ง รูปแบบการเล่นของเขาเหมาะกับคอร์ตดินมากเนื่องจากจังหวะการตกของลูกท็อปสปินนั้นเอื้อต่อการเล่นบนคอร์ตดินมาก[80] โดยลูกเทนนิสจะเคลื่อนที่ช้ากว่าคอร์ตหญ้า ทำให้นาดัลมีเวลายิงลูกโฟร์แฮนด์อันหนักหน่วงได้อย่างเต็มที่ และพื้นคอร์ตดินยังช่วยให้เขาตีได้แรงและแม่นยำมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ รายการคอร์ตดินมักแข่งขันกันบนแผ่นดินใหญ่ในทวีปยุโรป เช่น ประเทศฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าประเทศอื่น ทำให้ลูกที่นาดัลตีออกไปนั้นกระดอนสูงขึ้นกว่าเดิม

นาดัลยังถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ขึ้นชื่อในด้านการเบรกเกมเสริ์ฟของฝ่ายตรงข้ามได้ดี โดยเขามีเปอร์เซนต์การเบรกเสริ์ฟและการทำคะแนนจากแต้ม Break Point สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในทัวร์[81]

นาดัลเป็นคนที่สร้างสมดุลทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี และเป็นนักเทนนิสที่มี "ความเข้มแข็งทางจิตใจ" (Mental Toughness[82]) สูงที่สุดคนหนึ่ง จากที่ตามหลังคู่แข่งอยู่หลายครั้งก็สามารถพลิกกลับมาชนะได้ เช่น การแข่งขันวิมเบิลดันรอบ 16 คนสุดท้ายปี 2007 เขาตามหลัง มิคาอิล ยูซนี อยู่ 2 เซต ก่อนจะเก็บชัยชนะได้ใน 3 เซตหลัง หรือเมื่อครั้งเอาชนะ ดานิล เมดเวเดฟ ได้ในการแข่งขันเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอลปี 2019 หลังจากที่ตามหลังอยู่ 1-5 เกมในเซตตัดสิน ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตใจนี้เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่นักกีฬาระดับโลกพึงมี ซึ่งเป็นความสามารถในการควบคุมสภาวะทางความคิดและสมรรถภาพทางจิตใจ 7 ด้าน ได้แก่ ความมั่นใจในตนเอง การควบคุมพลังเชิงลบ การควบคุมสมาธิการจินตภาพ แรงจูงใจ พลังงานเชิงบวก และ การควบคุมทัศนคติ นั่นหมายความว่าเขาผ่านการฝึกฝนสภาพจิตใจอย่างเป็นระบบ (Psychological Skills Training: PST)[83]

เครดิต: อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ (สาลิกาคาบข่าว), ไทเกอร์ วืด (https://stadiumth.com)

สถิติโลก[แก้]

นาดัลทำสถิติคว้าชัยชนะบนคอร์ตดินติดต่อกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ (81 นัด)

นาดัลครองสถิติโลกในวงการเทนนิสมากมายโดยมีสถิติที่สำคัญได้แก่:

  • เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในช่วงเวลา 3 ทศวรรษที่แตกต่างกัน (ทศวรรษที่ 2000, 2010 และ 2020)[84]
  • เป็นผู้เล่นที่รักษาอันดับ 1-10 ของโลกได้ด้วยจำนวนสัปดาห์รวมที่่มากที่สุดตลอดกาล (834 สัปดาห์, 25 เมษายน ค.ศ. 2005-ปัจจุบัน)[85]
  • เป็นหนึ่งในสามผู้เล่นที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวจำนวน 20 สมัย (ร่วมกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ นอวาก จอกอวิช)[86]
  • เป็นผู้เล่นชายที่อายุน้อยที่สุดในยุคโอเพนที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทุกรายการ (ค.ศ. 2010: อายุ 24 ปี 3 เดือน)[87]
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมได้อย่างน้อย 1 รายการ 10 ปีติดต่อกัน (ค.ศ. 2005-14)
  • เป็นหนึ่งในสองผู้เล่นชายที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทั้ง 4 รายการรวมทั้งคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในประเภทชายเดี่ยว (Career Golden Slam)[88] ร่วมกับอานเดร แอกัสซี
  • เป็นผู้เล่นชายคนที่สองในยุคโอเพนที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ทั้งในประเภทเดี่ยวและประเภทคู่ (ต่อจาก นิโคลัส มาสซู)
  • เป็นผู้เล่นชายคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทั้ง 4 รายการและคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ทั้งในประเภทเดี่ยวและประเภทคู่
  • เป็นหนึ่งในแปดผู้เล่นชายที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทั้ง 4 รายการ[89]
  • เป็นหนึ่งในสองผู้เล่นชายที่ชนะเลิศรายการแกรนด์สแลม, รายการมาสเตอร์, คว้าเหรียญทองโอลิมปิก และจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกได้ภายในปีเดียวกัน (ค.ศ. 2008) ร่วมกับ แอนดี มาร์รี (ค.ศ. 2016)
  • เป็นนักเทนนิสชาวสเปนคนแรกที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน (ค.ศ. 2009)[90]
  • เป็นนักเทนนิสชาวสเปนคนที่สองที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมวิมเบิลดัน (ต่อจาก คอนชิต้า มาร์ติเนซ ในประเภทหญิงเดี่ยว)[91]
  • เป็นผู้เล่นคนแรกในยุคโอเพนที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมรายการใดรายการหนึ่งได้ 10 สมัย (เฟรนช์โอเพน)[92]
  • ชนะเลิศแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน 13 สมัย (มากที่สุดตลอดกาลนับรวมทุกประเภท)[93]
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวที่คว้าชัยชนะได้ครบ 100 นัดในแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน (105 นัด)[94]
  • เป็นผู้เล่นที่เข้าชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมรายการใดรายการหนึ่งได้มากที่สุด (13 สมัยในเฟรนช์โอเพน)[95]
  • เป็นหนึ่งในสองผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการเอทีพี มาสเตอร์ มากที่สุดจำนวน 36 สมัย (ร่วมกับ นอวาก จอกอวิช)[96]
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวที่คว้าแชมป์รายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ได้อย่างน้อย 1 รายการ 14 ปีติดต่อกัน (ค.ศ. 2005-18)
  • ทำสถิติคว้าชัยชนะบนคอร์ตดินติดต่อกัน 81 นัด (ค.ศ. 2005- 07)[97]
  • เป็นผู้เล่นที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศในรายการคอร์ตดินได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ (จำนวน 62 รายการ)[98]
  • เป็นผู้เล่นที่มีเปอร์เซนต์การคว้าชัยชนะในการแข่งขันบนคอร์ตดินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ (91.52%, ชนะ 464 นัด–แพ้ 43 นัด)
  • ทำสถิติชนะเลิศแกรนด์สแลมได้โดยไม่เสียเซตเลยตลอดการแข่งขัน 4 ครั้ง (เฟรนช์โอเพนใน ค.ศ. 2008, 2010, 2017 และ 2020)
  • เป็นหนึ่งในสองผู้เล่นชาย (ร่วมกับนอวาก จอกอวิช) ที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมในพื้นคอร์ต 3 ประเภทได้ภายในปีเดียวกันใน (ค.ศ. 2010)
  • เป็นผู้เล่นคนแรกในยุคโอเพนที่คว้าชัยชนะบนฮาร์ดคอร์ต (พื้นคอนกรีต) และ คอร์ตดินได้อย่างน้อย 400 นัดในทั้งสองพื้นคอร์ต[99]
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมบนฮาร์ดคอร์ต (พื้นคอนกรีต) และคอร์ตดินได้อย่างน้อย 5 สมัยในทั้งสองพื้นคอร์ต
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพนและยูเอสโอเพนได้อย่างน้อย 4 สมัยในทั้งสองรายการ[100]
  • เป็นหนึ่งในสี่ผู้เล่นที่คว้าชัยชนะจากการแข่งขันในประเภทชายเดี่ยวได้มากกว่า 1,000 นัด (ร่วมกับ จิมมี คอนเนอร์, อิวาน เลนเดิล และ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์)[101]

คู่แข่งคนสำคัญ[แก้]

นาดัลและเฟเดอเรอร์ในรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันปี 2007

นาดัล/เฟเดอเรอร์

ตั้งแต่ ค.ศ. 2004 เป็นต้นมา นาดัลถือเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์[102] โดยพบกันในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม 9 ครั้ง ซึ่งนาดัลเป็นฝ่ายเอาชนะได้ 6 ครั้ง ตลอดอาชีพของทั้งคู่นั้น เคยแข่งขันกันมาแล้ว 40 ครั้ง โดยเป็นชัยชนะของนาดัล 24 ครั้งและเป็นชัยชนะของเฟเดอเรอร์ 16 ครั้ง โดยเฟเดอร์เรอร์มีสถิติการพบกันบนฮาร์ดคอร์ต (พื้นคอนกรีต) ที่เหนือกว่านาดัล (ชนะ 11 ครั้ง, แพ้ 9 ครั้ง) และยังมีสถิติการพบกันบนคอร์ตหญ้าที่ดีกว่าเช่นกัน (ชนะ 3 ครั้ง, แพ้ 1 ครั้ง) แต่นาดัลเองก็มีสถิติการพบกันบนคอร์ตดินที่เหนือกว่าเฟเดอร์เรอร์มาก (ชนะ 14 ครั้ง, แพ้ 2 ครั้ง) ทั้งคู่พบกันในการแข่งขันแกรนด์สแลม 14 ครั้ง และนาดัลเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ถึง 10 ครั้ง นอกจากนี้นาดัลยังมีสถิติที่ดีกว่าในการพบกันในรายการออสเตรเลียนโอเพน โดยเอาชนะไปได้ 3 ครั้ง, แพ้ 1 ครั้ง และนาดัลไม่เคยแพ้เฟเดอร์เรอร์ในเฟรนช์โอเพนจากการพบกัน 6 ครั้ง ในขณะที่เฟเดอร์เรอร์ก็มีสถิติที่เหนือกว่าในการพบกันที่วิมเบิลดันโดยเอาชนะนาดัลไปได้ 3 ครั้ง, แพ้ 1 ครั้ง และทั้งคู่ยังไม่เคยพบกันในรายการ ยูเอสโอเพน

นาดัล/จอกอวิช

นาดัลและจอกอวิชในการแข่งขันรายการมาสเตอร์ที่กรุงโรมในปี 2016

คู่แข่งที่สำคัญที่สุดอีกคนหนึ่งของนาดัล ได้แก่ นอวาก จอกอวิช โดยทั้งคู่พบกันมากถึง 58 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติการพบกันของนักเทนนิสสองคนที่มากที่สุดในยุคโอเพน โดยนาดัลเป็นฝ่ายชนะไปได้ 28 ครั้งและแพ้ 30 ครั้ง ซึ่งจอกอวิชเป็นผู้เล่นที่สามารถเอาชนะนาดัลได้มากที่สุดนับตั้งแต่นาดัลเล่นอาชีพมา ในขณะเดียวกันนาดัลก็เป็นผู้เล่นที่เอาชนะจอกอวิชได้มากที่สุดนับตั้งแต่เล่นอาชีพมาเช่นกัน[103] ทั้งคู่มีสถิติพบกันในรอบชิงชนะเลิศทุกรายการรวม 28 ครั้งซึ่งนาดัลเอาชนะไปได้ 13 ครั้งและแพ้ไป 15 ครั้ง อย่างไรก็ตาม นาดัลมีสถิติที่เหนือกว่าในการพบกันในรอบชิงชนะเลิศรายการแกรนด์สแลม จำนวน 5-4 ครั้ง (พบกัน 9 ครั้ง) ซึ่งจอกอวิชสามารถเอาชนะนาดัลในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพนได้ 2 ครั้ง (ค.ศ. 2011 และ 2019), วิมเบิลดัน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2011) และ ยูเอสโอเพน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2011) ในขณะที่นาดัลสามารถเอาชนะจอกอวิชได้ในรอบชิงชนะเลิศเฟรนช์โอเพน 3 ครั้ง (ค.ศ. 2012, 2014 และ 2020) และ ยูเอสโอเพน 2 ครั้ง (ค.ศ. 2010 และ 2013)[104]

โดยการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งคู่คือการพบกันในรอบชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพนใน ค.ศ. 2012 ซึ่งใช้เวลาแข่งขันยาวนานถึง 5 ชั่วโมง 53 นาที ถือเป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมที่นานที่สุด โดยนาดัลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป 2-3 เซต นอกจากนี้จอกอวิชยังเป็นหนึ่งในสองผู้เล่นที่เอาชนะนาดัลได้ในการแข่งขันเฟรนช์โอเพนและเป็นผู้เล่นคนเดียวที่เอาชนะนาดัลได้สองครั้งในรายการดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีคอร์ตที่ตนเองถนัดและมักจะเอาชนะอีกฝ่ายได้บ่อยครั้งเมื่อได้ลงแข่งขันในพื้นสนามที่ตนเองถนัด โดยจอกอวิชเอาชนะนาดัลได้ในการแข่งขันบนฮาร์ดคอร์ต (พื้นคอนกรีต) 20 ครั้ง แพ้เพียง 7 ครั้ง ในขณะที่นาดัลก็สามารถเอาชนะจอกอวิชในการแข่งขันบนคอร์ตดินได้ 19 ครั้ง แพ้ไปเพียง 8 ครั้งเช่นกัน และทั้งคู่มีสถิติเท่ากันในการพบกันบนคอร์ตหญ้าโดยผลัดกันแพ้ชนะคนละ 2 ครั้ง

สปอนเซอร์และทรัพย์สินส่วนตัว[แก้]

"ไนกี้" หนึ่งในสปอนเซอร์หลักของนาดัล

ราฟาเอล นาดัล ทำเงินรางวัลจากการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 125 ล้านเหรียญสหรัฐ[105] เขามีสปอนเซอร์หลายราย เช่น Nike (ชุดแข่งและรองเท้าเทนนิส), Telefonica (บริษัทโทรคมนาคม), Babolat (ไม้เทนนิส), Kia Motors (รถยนตร์), Richard Mille (นาฬิกา), Mapfre (บริษัทประกันภัย), Santander (ธนาคารและบริการด้านการเงิน) และ Cantabria Labs (ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว) เป็นต้น ขณะที่นิตยสารฟอร์บส์ซึ่งจัดอันดับนักกีฬาที่มีรายได้มากที่สุดในโลกประจำปี 2020 ระบุว่าเขาอยู่อันดับที่ 27 ด้วยรายได้มูลค่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,245 ล้านบาท) ในปีนี้ แบ่งเป็นรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์/แอมบาสเดอร์ 26 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายได้จากการแข่งขัน 14 ล้านเหรียญ โดยนาดัลมีทรัพย์สินรวม 220 ล้านเหรียญสหรัฐ[106]

การกุศล[แก้]

นาดัลเปิดมูลนิธิ "Rafa Nadal Foundation"[107] ในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โดยมีคติที่ว่า “I am always working for the same goal: to improve as a player and as a person”, นอกจากนี้เขายังร่วมก่อตั้งมูลนิธิการกุศลกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา นาดัลได้ร่วมตั้งกองทุนร่วมกับ จอกอวิช และเฟเดอเรอร์ ในโครงการช่วยเหลือนักเทนนิสที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิดเนื่องจากการแข่งขันเทนนิสฤดูกาลที่ผ่านมาถูกหยุดพัก โดยจอกอวิช ซึ่งเป็นประธานสภานักเทนนิสเอทีพี ต้องการช่วยเหลือผู้เล่นที่มีอันดับโลกในกลุ่มอันดับ 200-1,000 และได้หารือกับ เฟเดอเรอร์ และ นาดัลเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป[108]

สถิติการแข่งขันอาชีพในรายการสำคัญ[แก้]

รายการแกรนด์สแลมรอบชิงชนะเลิศ[แก้]

เข้าชิงชนะเลิศ 28 สมัย (ชนะเลิศ 20 สมัย, รองชนะเลิศ 8 สมัย)

สถิติการแข่งขันอาชีพ
ประเภท รายการระดับ ชนะ แพ้ รวม (%)
เดี่ยว แกรนด์สแลม 20 8 28 0.71
กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1 1 1.00
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล 2 2 0.00
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000* 36 16 52 0.69
เอทีพี ทัวร์ 500 22 6 28 0.79
เอทีพี ทัวร์ 250 9 5 14 0.64
รวม 88 37 125 0.70
คู่ แกรนด์สแลม
กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1 1
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000* 3 3 1.00
เอทีพี ทัวร์ 500 1 2 3 0.33
เอทีพี ทัวร์ 250 6 2 8 0.75
รวม 11 4 15 0.73
รวม 99 41 140 0.71
1) (%) = อัตราส่วนการชนะ
2) *ในอดีตรู้จักกันในชื่อของ "ซุปเปอร์ 9" (ค.ศ. 1996–1999), "เทนนิส มาสเตอร์ซีรีส์" (ค.ศ. 2000–2003) และ "เอทีพี มาสเตอร์ซีรีส์" (ค.ศ. 2004–2008)

ชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2005 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (1) อาร์เจนตินา มาเรียโน ปูเอร์ตา 6–7(6–8), 6–3, 6–1, 7–5
2006 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (2) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 1–6, 6–1, 6–4, 7–6(7–4)
2007 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (3) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–3, 4–6, 6–3, 6–4
2008 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (4) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–1, 6–3, 6–0
2008 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (1) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–4, 6–4, 6–7(5–7), 6–7(8–10), 9–7
2009 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน (1) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 7–5, 3–6, 7–6(7–3), 3–6, 6–2
2010 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (5) สวีเดน โรบิน โซเดอร์ลิง 6–4, 6–2, 6–4
2010 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน (2) เช็กเกีย โทมัส เบอร์ดิช 6–3, 7–5, 6–4
2010 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (1) เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–4, 5–7, 6–4, 6–2
2011 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (6) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 7–5, 7–6(7–3), 5–7, 6–1
2012 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (7) เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–4, 6–3, 2–6, 7–6
2013 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (8) สเปน ดาวิต เฟร์เรร์ 6–3, 6–2, 6–3
2013 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (2) เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–2, 3–6, 6–4, 6–1
2014 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (9) เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 3–6, 7–5, 6–2, 6–4
2017 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (10) สวิตเซอร์แลนด์ สตานิสลาส วาวรินกา 6–2, 6–3, 6–1
2017 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (3) แอฟริกาใต้ เควิน แอนเดอร์สัน 6–3, 6–3, 6–4
2018 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (11) ออสเตรีย โดมินิค ธีม 6–4, 6–3, 6–2
2019 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (12) ออสเตรีย โดมินิค ธีม 6–3, 5–7, 6–1, 6–1
2019 สหรัฐ ยูเอสโอเพน (4) รัสเซีย ดานีล เมดเวเดฟ 7–5, 6–3, 5–7, 4–6, 6–4
2020 ฝรั่งเศส เฟรนช์โอเพน (13) เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–0, 6–2, 7–5

รองชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2006 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 0–6, 6–7(5–7), 7–6(7–2), 3–6
2007 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–7(7–9), 6–4, 6–7(3–7) , 6–2, 2–6
2011 สหราชอาณาจักร วิมเบิลดัน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 4–6, 1–6, 6–1, 3–6
2011 สหรัฐ ยูเอสโอเพน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 2–6, 4–6, 7–6(7–3),1–6
2012 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 7–5, 4–6, 2–6, 7–6(7–5), 5–7
2014 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน สวิตเซอร์แลนด์ สตานิสลาส วาวรินกา 3–6, 2–6, 6–3, 3–6
2017 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 4–6, 6–3, 1–6, 6–3, 3–6
2019 ออสเตรเลีย ออสเตรเลียนโอเพน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 3–6, 2–6, 3–6

กีฬาโอลิมปิกเกมส์รอบชิงชนะเลิศ[แก้]

เหรียญทอง 2 สมัย (ประเภทเดี่ยว 1 สมัย, ประเภทคู่ 1 สมัย)

ปี รายการ พื้นสนาม คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2008 ประเทศจีน กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ณ กรุงปักกิ่ง (ประเภทชายเดี่ยว) คอนกรีต ชิลี เฟอร์นานโด กอนซาเลซ 6–3, 7–6(7–2), 6–3
2016 บราซิล กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ณ กรุงริ โอ เดอจาเนโร (ประเภทคู่) คอนกรีต โรมาเนีย ฟลอริน เมอร์เกีย
โรมาเนีย โฮเรีย เทเคา
6–2, 3–6, 6–4

รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล[แก้]

ประเภทชายเดี่ยว: เข้าชิงชนะเลิศ 2 สมัย (คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศ 2 สมัย)

ปี สถานที่ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2010 สหราชอาณาจักร ลอนดอน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 3–6, 6–3, 1–6
2013 สหราชอาณาจักร ลอนดอน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 3–6, 4–6

รายการ เอทีพี มาสเตอร์[แก้]

เข้าชิงชนะเลิศ 52 รายการ (ชนะเลิศ 36 รายการ, รองชนะเลิศ 16 รายการ)

ชนะเลิศ

ปี รายการ พื้นสนาม คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2005 โมนาโก มงเต-การ์โล (1) ดิน อาร์เจนตินา กิลเยร์โม โคเรีย 6–3, 6–1, 0–6, 7–5
2005 อิตาลี โรม (1) ดิน อาร์เจนตินา กิลเยร์โม โคเรีย 6–4, 3–6, 6–3, 4–6, 7–6(8–6)
2005 แคนาดา แคนาดา (1) คอนกรีต สหรัฐ อานเดร แอกัสซี 6–3, 4–6, 6–2
2005 สเปน มาดริด (1) คอนกรีต (ในร่ม) โครเอเชีย อีวาน ลูบิซิช 3–6, 2–6, 6–3, 6–4, 7–6(7–3)
2006 โมนาโก มงเต-การ์โล (2) ดิน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–2, 6–7(2–7), 6–3, 7–6(7–5)
2006 อิตาลี โรม (2) ดิน สวิตเซอร์แลนด์โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–7(0–7), 7–6(7–5), 6–4, 2–6, 7–6(7–5)
2007 สหรัฐ อินเดียนเวลส์ (1) คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–2, 7–5
2007 โมนาโก มงเต-การ์โล (3) ดิน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–4, 6–4
2007 อิตาลี โรม (3) ดิน ชิลี เฟอร์นานโด กอนซาเลซ 6–2, 6–2
2008 โมนาโก มงเต-การ์โล (4) ดิน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 7–5, 7–5
2008 เยอรมนี ฮัมบวร์ค ดิน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 7–5, 6–7(3–7), 6–3
2008 แคนาดา แคนาดา (2) คอนกรีต เยอรมนี นิโคลัส คีเฟอร์ 6–3, 6–2
2009 สหรัฐ อินเดียนเวลส์ (2) คอนกรีต สหราชอาณาจักร แอนดี มาร์รี 6–1, 6–2
2009 โมนาโก มงเต-การ์โล (5) ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–3, 2–6, 6–1
2009 อิตาลี โรม (4) ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 7–6(7–2), 6–2
2010 โมนาโก มงเต-การ์โล (6) ดิน สเปน เฟอร์นันโด เบร์ดาสโก 6–0, 6–1
2010 อิตาลี โรม (5) ดิน สเปน ดาวิต เฟร์เรร์ 7–5, 6–2
2010 สเปน มาดริด (2) ดิน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–4, 7–6
2011 โมนาโก มงเต-การ์โล(7) ดิน สเปน ดาวิต เฟร์เรร์ 6–4, 7–5
2012 โมนาโก มงเต-การ์โล(8) ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–3, 6–1
2012 อิตาลี โรม (6) ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 7–5, 6–3
2013 สหรัฐ อินเดียนเวลส์ (3) คอนกรีต อาร์เจนตินา ฮวน มาติน เดล ปอโตร 4–6, 6–3, 6-4
2013 สเปน มาดริด (3) ดิน สวิตเซอร์แลนด์ สตาน วาวรีงกา 6–2, 6–4
2013 อิตาลี โรม (7) ดิน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–1, 6–3
2013 แคนาดา แคนาดา (3) คอนกรีต แคนาดา มิลอส ราโอนิส 6–2, 6–2
2013 สหรัฐ ซินซินเนติ (1) คอนกรีต สหรัฐ จอห์น อิสเนอร์ 7–6(10–8), 7–6(7–3)
2014 สเปน มาดริด (4) ดิน ญี่ปุ่น เคอิ นิชิโคริ 2–6, 6–4, 3–0 (คู่แข่งขอยอมแพ้)
2016 โมนาโก มงเต-การ์โล (9) ดิน ฝรั่งเศส เกล มงฟิสก์ 7–5, 5–7, 6–0
2017 โมนาโก มงเต-การ์โล(10) ดิน สเปน อัลเบิร์ต รามอส-วีโนลาส 6–1, 6–3
2017 สเปน มาดริด (5) ดิน ออสเตรีย โดมินิค ธีม 7–6(10–8), 6–4
2018 โมนาโก มงเต-การ์โล (11) ดิน ญี่ปุ่นเคอิ นิชิโคริ 6–3, 6–2
2018 อิตาลี โรม (8) ดิน เยอรมนี อเลกซาเดอร์ ซเวเรฟ 6–1, 1–6, 6–3
2018 แคนาดา แคนาดา (4) คอนกรีต ประเทศกรีซ สเตฟานอส ซิซิปาส 6–2, 7–6(7–4)
2019 อิตาลี โรม (9) ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–0, 4–6, 6–1
2019 แคนาดา แคนาดา (5) คอนกรีต รัสเซีย ดานีล เมดเวเดฟ 6–3, 6–0
2021 อิตาลี โรม (10) ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 7–5, 1–6, 6–3

รองชนะเลิศ

ปี รายการ พื้นสนาม คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2005 สหรัฐ ไมแอมี คอนกรีต สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–2, 7–6(7–4), 6–7(5–7), 3–6, 1–6
2007 เยอรมนี ฮัมบวร์ค ดิน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 6–2, 2–6, 0–6
2007 ฝรั่งเศส ปารีส คอนกรีต (ในร่ม) อาร์เจนตินา ดาวิด นาบัลเดียน 4–6, 0–6
2008 สหรัฐ ไมแอมี คอนกรีต รัสเซีย นิโคไล ดาวิเดนโก 4–6, 2–6
2009 สเปน มาดริด ดิน สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 4–6, 4–6
2009 ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้ คอนกรีต รัสเซีย นิโคไล ดาวิเดนโก 6–7(3–7), 3–6
2011 สหรัฐ อินเดียนเวลส์ คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–4, 3–6, 2–6
2011 สหรัฐ ไมแอมี คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–4, 3–6, 6–7(4–7)
2011 สเปน มาดริด ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 5–7, 4–6
2011 อิตาลี โรม ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 4–6, 4–6
2013 โมนาโก มงเต-การ์โล ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 2–6, 6–7(1–7)
2014 สหรัฐ ไมแอมี คอนกรีต เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 3–6, 3–6
2014 อิตาลี โรม ดิน เซอร์เบีย นอวาก จอกอวิช 6–4, 3–6, 3–6
2015 สเปน มาดริด ดิน สหราชอาณาจักร แอนดี มาร์รี 3–6, 2–6
2017 สหรัฐ ไมแอมี คอนกรีต สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 3–6, 4–6
2017 ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้ คอนกรีต สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ 4–6, 3–6

การแข่งขันประเภททีม (ในนามทีมชาติสเปน)[แก้]

ชนะเลิศรายการ เดวิส คัพ 5 สมัย

ปี สมาชิกในทีม (ทีมสเปน) รอบ/ชาติคู่แข่ง
2004 เดวิส คัพ สเปน ราฟาเอล นาดัล
สเปน คาร์ลอส โมยา
สเปน ทอมมี โรเบรโด
สเปน ฮวน คาร์ลอส เฟร์เรโร
สเปน เฟลิเซียโน โลเปซ
สเปน อัลแบร์โต มาร์ติน
รอบแรก:

เช็กเกีย 2-3 สเปน
รอบ 8 ทีมสุดท้าย: สเปน 4-1 เนเธอร์แลนด์
รอบรองชนะเลิศ: สเปน 4-1 ฝรั่งเศส
รอบชิงชนะเลิศ: สเปน 3-2 สหรัฐ

2008 เดวิส คัพ สเปน ราฟาเอล นาดัล
สเปน ดาวิต เฟร์เรร์
สเปน เฟลิเซียโน โลเปซ
สเปน เฟอร์นันโด เบร์ดาสโก
สเปน ทอมมี โรเบรโด
สเปน นิโคลัส อัลมาโกร
รอบแรก:

เปรู 0-5 สเปน
รอบ 8 ทีมสุดท้าย: เยอรมนี 1-4 สเปน
รอบรองชนะเลิศ: สเปน 4-1 สหรัฐ
รอบชิงชนะเลิศ: อาร์เจนตินา 1-3 สเปน

2009 เดวิส คัพ สเปน ราฟาเอล นาดัล
สเปน เฟอร์นันโด เบร์ดาสโก
สเปน ดาวิต เฟร์เรร์
สเปน เฟลิเซียโน โลเปซ
สเปน ทอมมี โรเบรโด
สเปน ฮวน คาร์ลอส เฟร์เรโร
รอบแรก:

สเปน 4-1 เซอร์เบีย
รอบ 8 ทีมสุดท้าย: สเปน 3-2 เยอรมนี
รอบรองชนะเลิศ: สเปน 4-1 อิสราเอล
รอบชนะเลิศ:

สเปน 5-0 เช็กเกีย

2011 เดวิส คัพ ราฟาเอล นาดัล
ดาวิต เฟร์เรร์
เฟลิเซียโน โลเปซ
เฟอร์นันโด เบร์ดาสโก
มาร์เซล กราโนเย่ร์ส
รอบแรก:

เบลเยียม 1–4 สเปน
รอบ 8 ทีมสุดท้าย: สหรัฐอเมริกา 1–3 สเปน
รอบรองชนะเลิศ: สเปน 4–1 ฝรั่งเศส
รอบชิงชนะเลิศ: สเปน 3–1 อาร์เจนตินา

2019 เดวิส คัพ ราฟาเอล นาดัล
โรแบร์โต เบาติสตา อากุต
เฟลิเซียโน โลเปซ
ปาโบล การ์เรโญ่ บุสตา
มาร์เซล กราโนเย่ร์ส
รอบแบ่งกลุ่ม:

สเปน 2–1 รัสเซีย

รอบแบ่งกลุ่ม: โครเอเชีย 0–3 สเปน
รอบ 8 ทีมสุดท้าย: อาร์เจนตินา 1–2 สเปน
รอบรองชนะเลิศ: สหราชอาณาจักร 1–2 สเปน
รอบชิงชนะเลิศ: แคนาดา 0–2 สเปน

เงินรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันตลอดอาชีพ[แก้]

ปี รายการ
แกรนด์สแลม
รายการ
ATP
รวม เงินรางวัล
($)
อันดับของ
เงินรางวัล
2001 0 0 0 $857 [1]
2002 0 0 0 $23,975 345
2003 0 0 0 $243,238 87
2004 0 1 1 $447,758 50
2005 1 10 11 $3,874,751 2
2006 1 4 5 $3,746,360 2
2007 1 5 6 $5,646,935 2
2008 2 6 8 $6,773,776 1
2009 1 4 5 $6,466,515 2
2010 3 4 7 $10,171,999 1
2011 1 2 3 $7,668,217 2
2012 1 3 4 $4,997,450 4
2013 2 8 10 $14,570,937 1
2014 1 3 4 $6,746,475 3
2015 0 3 3 $4,508,891 5
2016 0 2 2 $2,836,500 9[109]
2017 2 4 6 $15,864,000 1
2018 1 4 5 $8,663,347 2
2019 2 2 4 $16,349,586 1
2020 1 1 2 $3,881,202 3
2021 0 2 2 $1,478,830 7
Career* 20 68 88 $124,961,595 3
* Statistics correct ข้อมูลเมื่อ 13 กันยายน ค.ศ. 2021 (2021 -09-13).

อ้างอิง[แก้]

  1. "ATP World Tour – Doubles Rankings". ATP Tour. สืบค้นเมื่อ 19 March 2012.
  2. https://www.atptour.com/-/media/player-names/59_rafael-nadal_player-name-2014.mp3
  3. "Reasons why Rafael Nadal is called the King of Clay". EssentiallySports. 2018-06-03.
  4. "Toni Nadal joins Auger-Aliassime's team". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-06.
  5. "Rafael Nadal | Overview | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  6. AFP. "French Open 2021: Rafael Nadal says "no-one is invincible"". Sportstar (ภาษาอังกฤษ).
  7. "Davis Cup - Nadal: 'Unforgettable' run to victory in Madrid". www.daviscup.com.
  8. 8.0 8.1 ATP World tour, NADAL'S CAREER GRAND SLAM. Nadal A Man In A Hurry
  9. Abbamonte, Lee (2021-02-21). "Who is the greatest men's tennis player of all time?". Lee Abbamonte (ภาษาอังกฤษ).
  10. CNN, Ben Morse. "'All three of the best players are playing in this generation,' Murray believes tennis' 'Big Three' are GOATs". CNN.
  11. "15 Greatest Clay-Court Players of All Time (2021 Rankings)". TennisPredict.com (ภาษาอังกฤษ). 2021-06-08.
  12. Zeegers, Madilyn (2019-09-14). "Rafael Nadal's Most Untouchable Records". Sportscasting | Pure Sports (ภาษาอังกฤษ).
  13. "Nadal's French Open Record | 105 Wins & 3 Losses". Racing Files (ภาษาอังกฤษ). 2021-06-12.
  14. "Rafa's 81 - The list". Eurosport (ภาษาอังกฤษ). 2007-05-19.
  15. lovetennis (2020-10-11). "Rafa Nadal: King of clay, King of the World - French Open". Love Tennis (ภาษาอังกฤษ).
  16. "Rome Masters: Rafael Nadal wins 10th title in Italian capital with victory over Novak Djokovic". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  17. https://www.atptour.com/en/news/nadal-wins-laureus-world-sportsman-of-the-year-2021
  18. "Awards". Rafael Nadal Fans (ภาษาอังกฤษ).
  19. https://sportytell.com/biography/rafael-nadal-biography-facts-childhood-personal-life/
  20. "The Peculiar Case Of The Right Handed Rafael Nadal". EssentiallySports. 2020-03-29.
  21. "Subscribe to The Australian | Newspaper home delivery, website, iPad, iPhone & Android apps". www.theaustralian.com.au.
  22. ""He liked football more than tennis" Rafa Nadal made the right decision". Tennishead (ภาษาอังกฤษ). 2019-11-01.
  23. ""He liked football more than tennis" Rafa Nadal made the right decision". Tennishead (ภาษาอังกฤษ). 2019-11-01.
  24. https://www.marca.com/en/more-sports/2020/11/01/5f9ed709ca4741e3268b456b.html
  25. https://www.brainyquote.com/quotes/rafael_nadal_557524
  26. https://www.suggest.com/celebs/2116/17-celeb-atheists/
  27. Dawson, Alan. "This is everything tennis champion Rafa Nadal eats and drinks for breakfast, lunch, and dinner". Business Insider (ภาษาอังกฤษ).
  28. Times, The Sunday. "Nadal: 'I love Nutella'".
  29. Hosie, Rachel. "Rafael Nadal shared a beautiful picture from his wedding at a grand Spanish castle". Insider (ภาษาอังกฤษ).
  30. https://www.salika.co/2020/11/02/rafael-nadal-the-great-inspiration/
  31. "Rafael Nadal's Skills on the Tennis Court a Good Fit for Poker". PokerTube (ภาษาอังกฤษ).
  32. "Rafael Nadal is also winning poker tournaments now". For The Win (ภาษาอังกฤษ). 2013-12-13.
  33. "September 24, 2001: Rafael Nadal appears in the rankings for the first time". Tennis World USA (ภาษาอังกฤษ).
  34. "Rafael Nadal - year: 2001 - TennisLive.com". www.tennislive.net.
  35. "Davis Cup - Junior Davis Cup". www.daviscup.com.
  36. "TBT, 1982 French Open: Mats Wilander's great sportsmanship in Paris". Tennis.com.
  37. "ATP Awards Honour Roll | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  38. "Nadal tops Federer for fourth straight French title". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2008-06-08.
  39. "2006 Wimbledon F: Roger Federer vs Rafael Nadal Detailed Stats | Tennis Abstract". www.tennisabstract.com.
  40. "Davis Cup - Scorecards - 2008". www.daviscup.com.
  41. "Ultimate Tennis Statistics - Records Book". www.ultimatetennisstatistics.com.
  42. Press, Associated (2009-02-02). "Nadal first Spanish man to win Australian". Deseret News (ภาษาอังกฤษ).
  43. "Rafael Nadal pulls out of Wimbledon with knee injury". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2009-06-19.
  44. "Davis Cup - Scorecards - 2009". www.daviscup.com.
  45. "Andy Murray reaches Australian Open semi-finals as Rafael Nadal retires". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2010-01-26.
  46. "Nadal wins second Wimbledon title" (ภาษาอังกฤษ). 2010-07-04. สืบค้นเมื่อ 2021-05-24.
  47. Hazarika, Bhargav (2019-12-28). "10 most significant records created by Rafael Nadal in the decade that was 2010-2019". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  48. "Rafael Nadal: Best Tennis Players Of 2010 Decade | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  49. Langford, Richard. "Wimbledon 2011: Results and Reaction from the Tournament". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  50. "2011 French Open final: Rafa Nadal most memorable matches". Tennishead (ภาษาอังกฤษ). 2020-05-20.
  51. "Djokovic outlasts Nadal in longest Slam final". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2012-01-29.
  52. "Nadal out of Open due to ongoing knee issues". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2012-08-15.
  53. "Australian Open 2013: Rafael Nadal withdraws due to stomach virus". www.telegraph.co.uk.
  54. "Nadal wins eighth French Open title". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). 2013-06-08.
  55. "Nadal overpowers Djokovic to take his second US Open title". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2013-09-10.
  56. "Injured Nadal refused to quit final". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  57. "When Nick Kyrgios Stunned No. 1 Rafael Nadal On His Centre Court Debut | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  58. "Rafael Nadal VS Tomas Berdych | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  59. "Nadal stunned by qualifier Brown". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  60. "Ruthless Nadal reaches semi-finals". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  61. McCarvel, Nick. "Rafael Nadal wins 200th Grand Slam match at French Open". USA TODAY (ภาษาอังกฤษ).
  62. Zucker, Joseph. "What Rafael Nadal's Wrist Injury Means for Wimbledon 2016". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  63. "August 22, 2004: The day Nicolas Massu made Olympic history for Chile". Tennis Majors (ภาษาอังกฤษ). 2020-08-22.
  64. "How It Happened: Federer Beats Nadal For Australian Open Title | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  65. "Rafael Nadal Beats Stan Wawrinka For Historic 10th Roland Garros Title In Paris | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  66. "Nadal Starts Fourth Stint At No. 1 In Emirates ATP Rankings | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  67. "Nadal wins 11th French Open title". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-27.
  68. "Djokovic Completes Remarkable Return To No. 1 | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  69. "Rafael Nadal Clinches Davis Cup Title For Spain With Win Against Denis Shapovalov | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  70. "Davis Cup - Draws & Results". www.daviscup.com.
  71. "Novak Djokovic Beats Rafael Nadal At ATP Cup Final In Sydney | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  72. "Rafael Nadal crashes out of Australian Open after thriller with Dominic Thiem". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2020-01-29.
  73. Lutz, Tom (2021-06-11). "Novak Djokovic beats Rafael Nadal in French Open 2021 semi-final – as it happened". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2021-06-11.
  74. "Nadal shocks fans with Wimbledon and Olympics withdrawal". Tennishead (ภาษาอังกฤษ). 2021-06-17.
  75. "Rafael Nadal To Play In Front Of Full Crowds At Citi Open | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  76. "Rafael Nadal Withdraws From Toronto | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  77. "Rafael Nadal Withdraws From Cincinnati | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  78. Kuanal, James (2021-08-20). "US Open 2021: Rafael Nadal joins Dominic Thiem in pullout/ withdrawal list due to injury". InsideSport (ภาษาอังกฤษ).
  79. Basu, Sohinee (2020-05-19). "Science behind Rafael Nadal's vicious forehand topspin explained". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  80. thetennisbros (2020-12-20). "Rafael Nadal Forehand Analysis". TheTennisBros.com (ภาษาอังกฤษ).
  81. "Why Rafael Nadal Is So Tough To Beat In Paris (And Shanghai) | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  82. "Athlete's Mental Toughness Training | Sports Psychology Articles" (ภาษาอังกฤษ). 2016-03-17.
  83. https://www.sciencedirect.com/topics/psychology/psychological-skills-training
  84. Tennis.com. "Rafael Nadal: 20 stats in celebration of his 20th Grand Slam title". Tennis.com (ภาษาอังกฤษ).
  85. "Nadal's record 16 consecutive years in the top 10". Tennis Majors (ภาษาอังกฤษ). 2021-04-26.
  86. "Rafael Nadal Relishes Records, But Puts 20th Slam In Perspective In Face Of Pandemic | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  87. 161385360554578 (2010-09-14). "Nadal becomes youngest ever to complete career Grand Slam". talkSPORT (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: numeric names: authors list (link)
  88. Pearson, Jade. "Rafael Nadal Wins The US Open To Complete Golden Slam". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  89. Stein, Neri. "Rafael Nadal Completes Career Grand Slam, Is He Better Than Roger Federer Now?". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  90. Press, Associated (2009-02-02). "Nadal first Spanish man to win Australian". Deseret News (ภาษาอังกฤษ).
  91. Chhabria, Vinay (2020-08-19). "Rafael Nadal's Wimbledon 2008 win included in top 3 moments of Spanish sports history". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  92. Tennis.com. "Rafael Nadal's 10th French Open title was his most masterful yet". Tennis.com (ภาษาอังกฤษ).
  93. "Nadal wins record 13th French Open". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-14.
  94. "Of 100 Roland Garros Match Wins, Rafa Says These Four Are His Favourites... | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  95. "Rafael Nadal wins 13th French Open title, ties Roger Federer with 20th Grand Slam". CBSSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  96. "Rafael Nadal Fights Past Novak Djokovic For Record-Extending 10th Rome Crown | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  97. Garber, Greg (May 20, 2007). "Federer ends Nadal's win streak". ESPN Tennis. ESPN.com. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06. Unknown parameter |dateformat= ignored (help)
  98. "Ultimate Tennis Statistics - Most Clay Titles". www.ultimatetennisstatistics.com.
  99. "Tribute: Rafael Nadal Records 400th Match Win On Clay Courts | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  100. https://www.usopen.org/en_US/news/articles/2019-09-08/rafael_nadal_defeats_daniil_medvedev_in_fiveset_2019_us_open_final.html
  101. CNN, Ben Morse. "Rafael Nadal becomes fourth man to win 1,000 ATP Tour matches". CNN.
  102. Fendrich, Howard (July 7, 2008). "Federer-Nadal rivalry as good as it gets". International Herald Tribune. iht.com. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06. Unknown parameter |dateformat= ignored (help)
  103. "Rafael Nadal VS Novak Djokovic | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  104. "Novak Djokovic VS Rafael Nadal | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  105. https://sportskhabri.com/top-10-richest-tennis-players-2020/
  106. "Rafael Nadal Net Worth". Celebrity Net Worth (ภาษาอังกฤษ). 2020-01-31.
  107. https://www.fundacionrafanadal.org/en/default.asp
  108. "Novak Djokovic, Roger Federer, Rafael Nadal working to help fund lower-ranked tennis players during COVID-19". CBSSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  109. ATP Money Leader 2016 , 26 Dec 2016