สุเทพ เทือกสุบรรณ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
ครั้งแรก (20 ธันวาคม พ.ศ. 2551-8 ตุลาคม พ.ศ. 2553)
ครั้งที่สอง 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 – 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554
นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
สมัยก่อนหน้า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล
สนั่น ขจรประศาสน์
โอฬาร ไชยประวัติ
สมัยถัดไป ยงยุทธ วิชัยดิษฐ
เฉลิม อยู่บำรุง
โกวิท วัฒนะ
กิตติรัตน์ ณ ระนอง
ชุมพล ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ดำรงตำแหน่ง
14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 – 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543
นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย
สมัยก่อนหน้า สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สมัยถัดไป สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
ดำรงตำแหน่ง
5 มีนาคม พ.ศ. 2546 – 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
สมัยก่อนหน้า ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์
สมัยถัดไป เฉลิมชัย ศรีอ่อน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 (63 ปี)
พุนพิน สุราษฎร์ธานี ประเทศไทย
พรรคการเมือง ประชาธิปัตย์
คู่สมรส ศรีสกุล พร้อมพันธุ์
ศาสนา พุทธ
ลายมือชื่อ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานีหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายกระทรวง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีชื่อเรียกเล่นๆ จากสื่อมวลชนโดยทั่วไปว่า "เทพเทือก" ซึ่งเกิดจากการย่อ ชื่อและนามสกุล "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รวมเข้าด้วยกันนั่นเอง

ในวัยหนุ่มนายสุเทพเคยดำรงตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยวุฒิการศึกษา ระดับปริญญาโท จากสหรัฐอเมริกา ขณะที่ประเทศไทยในสมัยนั้น รัฐมนตรีบางกระทรวงยังจบแค่ชั้น ป. 4 ทำให้จนถึงขณะนี้ บางครั้งยังมีคนเรียกนายสุเทพว่า "กำนันสุเทพ"

รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยกล่าวถึง นายสุเทพ ไว้ในหนังสือ พิศการเมือง ความว่า

"คุณสุเทพเป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้าที่สุดคนหนึ่ง เพียงแต่คนภายนอกอาจจะสัมผัสถึงได้ยาก กว่าคนภายใน ความจริงถ้า เสธ. และคุณสุเทพ สามารถจับมือกันได้ พรรคประชาธิปัตย์จะเข้มแข็ง จนเปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่มิติใหม่ๆ ได้อีกมาก"

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีเงา หรือ ครม.เงา ขึ้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้รับเลือกจากที่ประชุมพรรค ให้ทำหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเงา

ปลายปี พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพรรคพลังประชาชน ส่งผลให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สิ้นสุดลง นายสุเทพ มีบทบาทสำคัญในการประสานงานให้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ทำให้อดีตพรรคร่วมรัฐบาลสมชาย รวมถึง สส.กลุ่มเพื่อนเนวิน เปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพได้ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง [1]

ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552ขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชลบุรี นายสุเทพได้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบ พนั กงานเจ้าหน้าาที่ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ งานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี ความร้ายแรงในท้องที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี [2]

ในช่วงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี พ.ศ. 2553 ได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการ

เนื้อหา

ประวัติทั่วไป [แก้]

"นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" เกิดวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรนายจรัส เทือกสุบรรณกำนันตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนางละม้าย เทือกสุบรรณ มีพี่น้องท้องเดียวกัน 7 คนคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นางศิริรัตน์กับนางรัชนี (เป็นคู่แฝด) นายเชน เทือกสุบรรณ นางจิราภรณ์ เทือกสุบรรณ นายธานี เทือกสุบรรณ และนางกิ่งกาญจน์ เทือกสุบรรณ

นายสุเทพสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2515 และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท M.A. Political Sciences จาก Middle Tennesse State University ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2518 หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทกลับมา นายสุเทพได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น กำนันตำบลท่าสะท้อน ต่อจากกำนันจรัส ผู้เป็นบิดา และชนะเลือกตั้ง ทำให้ได้เป็นกำนันขณะมีอายุเพียงประมาณ 26 ปี โดยมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทจากเมืองนอก

ต่อมานายสุเทพตัดสินใจลงเล่นการเมืองระดับประเทศ โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ตำแหน่งกำนันตำบลท่าสะท้อนว่างลง และมีน้าชายของนายสุเทพมาดำรงตำแหน่งต่อ และตามด้วย นายธานี เทือกสุบรรณ ผู้เป็นน้องชายของนายสุเทพ มาดำรงตำแหน่งต่ออีก 10 ปี จนลาออก เพื่อลงเล่นการเมืองระดับจังหวัด ในที่สุดกำนันจรัส บิดาของนายสุเทพ ได้กลับเข้าดำรงตำแหน่ง กำนันตำบลท่าสะท้อน อีกครั้งหนึ่งด้วยวัย 76 ปี โดยได้รับเลือกตั้งอย่างไร้คู่แข่งขัน

ปัจจุบันนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมรสกับ นางศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ซึ่งเป็นน้องสาวของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และอดีตภรรยาของนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ มีบุตรชาย 1 คน บุตรสาว 2 คน คือ นายแทน เทือกสุบรรณ, น.ส.น้ำตาล เทือกสุบรรณ และ น.ส.น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ [3]

การทำงานการเมืองระดับประเทศ [แก้]

นายสุเทพ เข้าสู่วงการเมืองระดับประเทศ ได้เป็น ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี สมัยแรกเมื่อปี พ.ศ. 2522 และหลังจากนั้นสามารถชนะเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส. อย่างต่อเนื่องถึง 10 สมัย และดำรงตำแหน่งสำคัญระดับรัฐมนตรี คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 สมัย และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554 นายสุเทพเคยกล่าวไว้ว่า "หากพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง ผมจะยอมมุดดิน" แต่เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาว่าพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งเข้าจริงๆ นายสุเทพก็ปิดปากเงียบและไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนตั้นแต่นั้นมา

กรณี สปก.4-01 [แก้]

สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุเทพถูกพรรคฝ่ายค้านคือ พรรคชาติไทย ที่มีนายบรรหาร ศิลปอาชาเป็นหัวหน้าพรรค เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีเกิดการทุจริตในการแจกที่ดินทำกินแก่เกษตรกร หรือที่เรียกกันว่า สปก.4-01 โดยในครั้งนั้นพรรคชาติไทยมี นายเนวิน ชิดชอบ เป็นกำลังสำคัญนำอภิปรายใน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งส่งผลให้ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ ยุบสภา ก่อนที่จะมีการลงมติ และจัดให้มีการ เลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2538 ซึ่งผลการเลือกตั้ง พรรคชาติไทย ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดย นายบรรหาร ศิลปอาชา ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย ส่วนนายเนวินได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี เป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

แม้ว่านับตั้งแต่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในปี พ.ศ. 2538 นายสุเทพ ไม่เคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาลเกี่ยวกับกรณี สปก.4-01 แต่อย่างใด (แต่ศาลฎีกาพิพากษาสั่งให้ ทศพร เทพบุตร ออกจากที่ดินหลวงที่ยึดครองเป็นสมบัติส่วนตัวนานถึง 12 ปี) แต่ยังคงมีการนำกรณีดังกล่าว มาอ้างอิงเพื่อโจมตีทางการเมืองต่อนายสุเทพ และพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด

บทบาทหลังเลือกตั้ง 2548 [แก้]

หลัง การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารพรรคครั้งใหญ่ นายสุเทพได้รับเลือกเป็น เลขาธิการพรรค และพอดีกับมีบทบาทอย่างมากใน คดียุบพรรค โดยเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นฟ้อง พรรคไทยรักไทย และต่อมาพรรคไทยรักไทยถูกวินิจฉัยให้ยุบพรรค โดยกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

ในการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งนายสุเทพ เป็นผู้ที่มีบทบาทในการประสานงานจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนั้น จนได้รับการขนานนามว่า "ผู้จัดการรัฐบาล" และได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 นายสุเทพ ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากติดปัญหาการถือครองหุ้น แต่ยังคงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม

ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 นายสุเทพ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี[4] เพื่อกลับไปลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกครั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งการเลือกตั้งดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นที่มาของการถูกมองว่านายสุเทพ ต้องการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเตรียมตัวเป็นนายกรัฐมนตรีสำรอง ในกรณีที่ถูกยุบพรรค ภายหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงได้กลับเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง[5]

การดำรงตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ [แก้]

นายสุเทพเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระหว่างปี พ.ศ. 2542-2546 กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2546-2548 และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2554

กรณีก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง [แก้]

โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 396 แห่ง มูลค่า 5,848 ล้านบาท เข้าข่ายการฮั้วประมูล เพราะมีการรวบสัญญาการดำเนินการมาเป็นสัญญาเดียว จากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอให้มีการทำเป็นหลายสัญญา

เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุการอนุมัติโครงการดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ต่อมา สุเทพยกเลิกแนวทางการจัดจ้างเป็นรายภาค ให้จัดจ้างรวมกันทั้งหมดแทน เมื่อ 11 ต.ค.2553 เลยทำให้มีบริษัทเดียวที่ชนะการประมูลการก่อสร้างในครั้งนี้ไป

การพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ [แก้]

ประวัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง [แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ [แก้]

อ้างอิง [แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]

สมัยก่อนหน้า สุเทพ เทือกสุบรรณ สมัยถัดไป


สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล
สนั่น ขจรประศาสน์
โอฬาร ไชยประวัติ
2leftarrow.png Seal Prime Minister of Thailand.png
รองนายกรัฐมนตรี (ครม. 59)
(20 ธันวาคม พ.ศ. 25518 ตุลาคม พ.ศ. 2553
15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 - 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554)
2rightarrow.png ยงยุทธ วิชัยดิษฐ
ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่ำบำรุง
พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ
กิตติรัตน์ ณ ระนอง
ชุมพล ศิลปอาชา