จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ดำรงตำแหน่ง
19 กันยายน พ.ศ. 2528 – 5 สิงหาคม พ.ศ. 2529
นายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
สมัยก่อนหน้า อบ วสุรัตน์
สมัยถัดไป ประมวล สภาวสุ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
11 สิงหาคม พ.ศ. 2529 – 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2530
นายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 (71 ปี)
คู่สมรส ท่านผู้หญิง อรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา

นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง (เทียบเท่ารองปลัดกระทรวง) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เกิดวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 เป็นบุตรของ นายจรูญพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตองคมนตรี กับท่านผู้หญิงอรอวร อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล สำเร็จปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics (วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน) ประเทศอังกฤษ และปริญญาเอกจาก Australian National University ประเทศออสเตรเลีย สมรสกับ ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ[1]

การทำงาน[แก้]

นายจิรายุ เริ่มต้นทำงานครั้งแรกในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่ง คณบดี คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นายจิรายุได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองครั้งแรกเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2524 [2] ต่อมาได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สืบแทนนายอบ วสุรัตน์ ซึ่งลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2528 [3] และในรัฐบาลถัดมา ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2530 [4] และได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จนถึงปัจจุบัน[1]

นอกจากนี้ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ยังดำรงตำแหน่งเป็น กรรมการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย [5] นายกสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง [6] กรรมการ และอดีตนายกกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ และประธานกรรมการบริษัทปูนซีเมนต์ไทย [7]

กรณีเผาโรงงานแทนทาลัม ที่จังหวัดภูเก็ต[แก้]

ในปี พ.ศ. 2529 ขณะนายจิรายุ ดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ครม.คณะที่ 43) มีการตั้งโรงงานถลุงแร่แทนทาลัมขึ้น ที่ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เกิดกระแสการต่อต้านโรงงานแทนทาลัมโดยเชื่อว่าจะก่อให้เกิดมลภาวะร้ายแรง กระแสต่อต้านลุกลามจนทำให้เกิดการชุมนุมประท้วง

นายจิรายุ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางไปจังหวัดภูเก็ตเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2529 มีการเผาทำลายโรงงานแทนทาลัม และลุกลามไปถึงโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลินที่ตั้งอยู่ในเมืองและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ถูกเผาทำลายเสียหายเกือบ 30 ล้านบาทจนต้องหยุดกิจการ 3 เดือน เนื่องจากมีข่าวลือว่า ดร.จิรายุซึ่งถือเป็นตัวแทนรัฐบาลที่สนับสนุนโรงงานแทนทาลัม มาพำนักอยู่ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และสเตตเมนต์ปลอม[แก้]

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2530 นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ขณะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ครม.คณะที่ 44) ถูกฝ่ายค้าน นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หัวหน้าพรรคประชากรไทย ซึ่งถูกปรับออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในรัฐบาลก่อนหน้า (ครม.คณะที่ 43) อภิปรายไม่ไว้วางใจ [3] นายสมัครอภิปรายกล่าวหาว่า นายจิรายุรับสินบน โดยนำสำเนาสเตตเมนต์ แสดงการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารเฟิสต์ อินเตอร์สเตตในสหรัฐอเมริกา มาแสดงในสภา และอภิปรายว่ามีชื่อของนายจิรายุ เป็นเจ้าของบัญชีดังกล่าว ซึ่งมีรายการโอนเงินค่าสินบน เป็นจำนวนเงิน 92 ล้านบาท [8] นายจิรายุปฏิเสธว่าคำกล่าวหาของนายสมัครเป็นเท็จ และตนไม่เคยมีบัญชีธนาคารในสหรัฐอเมริกา

ต่อมาจากการตรวจสอบโดย คณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พบว่าสเตตเมนต์ที่นายสมัครนำมาแสดงนั้นเป็นของปลอม และนายจิรายุไม่เคยมีบัญชีเงินฝากในธนาคารนั้น อย่างไรก็ตามไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ กับนายสมัคร เนื่องจากมีกฎหมายให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส. ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ [9] ต่อมานายสมัครได้ยอมรับว่า ได้นำเอกสารเท็จมาแสดงในการอภิปรายในครั้งนั้นจริง [10]

หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายจิรายุลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 มาจนถึงปัจจุบัน[4]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]