มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Chiang Mai University
ตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คติพจน์ อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา
(บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน)
สถาปนา 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507
ประเภท สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ
อธิการบดี รศ.นพ.นิเวศน์ นันทจิต
นายกสภาฯ ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย
จำนวนผู้ศึกษา 36,379 คน (2556)
ที่ตั้ง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
เว็บไซต์ www.cmu.ac.th

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ[1] เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค ตามโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2501 พร้อมทั้งได้มีการเรียกร้องให้ขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาออกสู่ภูมิภาค โดยขอให้รัฐบาลจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่[2]

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ในด้านการเรียนการสอนของประเทศไทย และเป็นอันดับ 5 ในด้านการวิจัยของประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยของประเทศไทยใน "โครงการฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทย" เมื่อปี พ.ศ. 2549[3][4]

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดการเรียนการสอนใน 20 คณะ 2 วิทยาลัย บัณฑิตวิทยาลัย และมีสถาบันวิจัย 4 สถาบัน[5]โดยเปิดสอนในระดับปริญญาตรีมีหลักสูตรที่เปิดสอนในแต่ละคณะจำนวน 340 หลักสูตร โดยมีการจำแนกหลักสูตรออกเป็น หลักสูตรภาคปกติ หลักสูตรภาคพิเศษ หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรต่อเนื่อง และหลักสูตรสาขาวิชาร่วม หลักสูตรระดับปริญญาโท แบ่งเป็น 2 แผน คือ แผน ก และแผน ข และหลักสูตรระดับปริญญาเอก แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบ 1 เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ และแบบ 2 เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสูง และก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และวิชาชีพ และศึกษากระบวนวิชาเพิ่มเติม[6][7]

นับตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีอธิการบดีดำรงตำแหน่งมาแล้ว 15 คน โดยอธิการบดีคนปัจจุบัน คือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ นิเวศน์ นันทจิต[8]

ประวัติ[แก้]

ประตูหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาคเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เรียกชื่อตามชื่อเมือง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ อำเภอเมือง เชียงใหม่ ขนาบข้างด้วยถนนห้วยแก้ว และถนนสุเทพ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 ก.ม. และมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ เปิดทำการสอน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2507

ปี พ.ศ. 2484 รัฐบาลมีนโยบายที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้นแต่เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 การดำเนินงานจึงชะงักลง ต่อมาในปี พ.ศ. 2501 รัฐบาลชุดจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาว่า "จะดำเนินการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ตลอดถึงการศึกษาชั้นสูง" พ.ศ. 2502 ได้มีการประชุมโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ภาคการศึกษา 8 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ม.ล.ปิ่น มาลากุล) เป็นประธาน ที่ประชุมมีความเห็นว่า "น่าจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่" พ.ศ. 2503 รัฐบาลชุด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ลงมติอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกชื่อมหาวิทยาลัยนี้ว่า "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่"

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธาน ในพิธีเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2508

ประตูหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในระยะเริ่มต้นได้เปิดดำเนินการสอนเพียง 3 คณะ ที่เป็นรากฐานของทุกสาขาวิชา คือ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้รับโอนกิจการคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ จาก มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) มาเป็นคณะแพทยศาสตร์สังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีเดียวกันนี้เอง ได้เริ่มจัดตั้งคณะเกษตรศาสตร์ขึ้นอีกคณะหนึ่ง ในปีการศึกษา 2511 ได้จัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์ และในปีการศึกษา 2513 ได้จัดตั้งคณะใหม่อีก คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 จึงได้จัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 3 คณะคือ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีคณะทั้งหมดด้วยกัน 21 คณะ โดยในปี พ.ศ. 2518 ได้จัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์เพิ่มขึ้น และตั้งบัณฑิตวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อเป็นหน่วยประสานงานด้านการเรียนการสอนและมาตรฐานหลักสูตรขั้นบัณฑิตศึกษามีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งแต่การดำเนินงานด้าน การสอนและการวิจัยซึ่งกระทำโดยคณาจารย์ของคณะ และได้มีการจัดตั้งคณะวิจิตรศิลป์ขึ้น ในปี พ.ศ. 2525 เปิดรับนักศึกษาตั้งแต่ ปีการศึกษา 2526 ในปี 2536 ได้จัดตั้งคณะเพิ่มขึ้นอีก 3 คณะ คือ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และคณะอุตสาหกรรมเกษตร และในปี พ.ศ. 2538 ได้จัดตั้งคณะเพิ่มอีก 1 คณะคือคณะสัตวแพทยศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2543 ได้มีการจัดตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ขึ้นเป็นคณะที่ 17 ในปีพ.ศ. 2548 ได้จัดตั้งอีกสามคณะคือ คณะการสื่อสารมวลชน คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (เทียบเท่าคณะ) ล่าสุดปีพ.ศ. 2549 ได้จัดตั้งคณะที่ 21 คือ คณะนิติศาสตร์ โดย การประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยของไทย สกอ ได้จัดให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ในกลุ่ม ดีเลิศ ทั้งการเรียนการสอน และการวิจัย

ในปี พ.ศ. 2550 ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ผ่าน สนช. และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551 เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐลำดับที่ 12

  • วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2503 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้น โดยกำหนดให้เปิดสอนในปีการศึกษา 2507 และให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี ม.ล.ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการเตรียมการจัดตั้ง
  • วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2507 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 81 ตอนที่ 7 ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2507 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
  • วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507 วันเปิดเรียนวันแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ
  • วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

สัญลักษณ์มหาวิทยาลัย[แก้]

ตราประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นรูปช้างชูคบเพลิงมีสุภาษิตเป็นภาษาบาลีว่า “อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา” อยู่ในกรอบเส้นรอบวงด้านบนและคำว่า “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2507” อยู่ด้านล่างตรงกลาง ระหว่างข้อความทั้งสองนี้ มี “ดอกสัก” คั่นกลางปรากฏอยู่ ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ซึ่งมีความหมายดังนี้[9]

  • ช้าง เป็นสัตว์ที่มีคุณค่าสูงมากในภาคเหนือ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของภาคเหนือ
  • การก้าวย่างของช้าง หมายถึง ความเจริญก้าวหน้า ไม่หยุดยั้ง
  • คบเพลิง หมายถึง ความสว่างไสวแห่งปัญญาและวิชาการ
  • รัศมี 8 แฉก หมายถึง คณะทั้ง 8 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะจัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • พุทธสุภาษิต “อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา” มีความหมายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน
  • ดอกสัก ปรากฏอยู่ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ซึ่งถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีค่าและมีความอุดมสมบูรณ์ในภาคเหนือ ดอกสักเป็นดอกไม้ขนาดเล็กและอยู่ในพวงใหญ่ มีสีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีกลีบดอก 6 กลีบ

การบริหารงาน[แก้]

ทำเนียบนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รายนาม ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง
1. จอมพล ถนอม กิตติขจร
21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509

21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511
21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513
21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515

2. ศาสตราจารย์ สุกิจ นิมมานเหมินท์
18 กันยายน พ.ศ. 2515 - 17 กันยายน พ.ศ. 2517

24 ตุลาคม พ.ศ. 2517 - 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519

3. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ บุญสม มาร์ติน
26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 - 17 กันยายน พ.ศ. 2519

26 ตุลาคม พ.ศ. 2519 - 25 ตุลาคม พ.ศ. 2521
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 - 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 - 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2525

4. ศาสตราจารย์ เรือโท นายแพทย์ ยงยุทธ สัจจวาณิชย์
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2525 - 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527

8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 - 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529

5. ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2531

20 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2533
20 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2535
20 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 - 19 มกราคม พ.ศ. 2536

6. ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต
1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 - 31 มกราคม พ.ศ. 2540

1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 - 31 มกราคม พ.ศ. 2542

7. มีชัย ฤชุพันธุ์
1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 - 31 มกราคม พ.ศ. 2544

1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 - 31 มกราคม พ.ศ. 2546

8. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.เกษม วัฒนชัย[10]
1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 - 31 มกราคม พ.ศ. 2548

1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 - 6 มีนาคม พ.ศ. 2552
7 มีนาคม พ.ศ. 2552 - ปัจจุบัน


ทำเนียบอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รายนามอธิการบดี ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง
1. พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา (หุ่น ฮุนตระกูล)
21 เมษายน พ.ศ. 2507 - 1 มิถุนายน พ.ศ. 2509

10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 - 23 มีนาคม พ.ศ. 2511

2. สุนทร หงส์ลดารมภ์
2 มิถุนายน พ.ศ. 2509 - 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511
3. พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์[11]
4 มิถุนายน พ.ศ. 2511 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2512
4. ศาสตราจารย์ ดร.บัวเรศ คำทอง
24 เมษายน พ.ศ. 2512 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2514
5. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ บุญสม มาร์ติน
24 มิถุนายน พ.ศ. 2514 - 1 มกราคม พ.ศ. 2516
6. ศาสตราจารย์ นาวาอากาศเอก นายแพทย์ ตะวัน กังวานพงศ์
28 เมษายน พ.ศ. 2516 - 27 เมษายน พ.ศ. 2518

21 มกราคม พ.ศ. 2522 - 20 มกราคม พ.ศ. 2524

7. ศาสตราจารย์ เรือโท นายแพทย์ ยงยุทธ สัจจวาณิชย์
28 เมษายน พ.ศ. 2518 - 21 มกราคม พ.ศ. 2520
8. รองศาสตราจารย์ ประดิษฐ วิชัยดิษฐ
21 มกราคม พ.ศ. 2520 - 20 มกราคม พ.ศ. 2522

21 มกราคม พ.ศ. 2524 - 20 มกราคม พ.ศ. 2526

9. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประยุทธ ฐิตะสุต
21 มกราคม พ.ศ. 2526 - 20 มกราคม พ.ศ. 2528
10. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อาวุธ ศรีสุกรี
21 มกราคม พ.ศ. 2528 - 20 มกราคม พ.ศ. 2532
11. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.เกษม วัฒนชัย
21 มกราคม พ.ศ. 2532 - 20 มกราคม พ.ศ. 2535
12. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ โชติ ธีตรานนท์
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543
13. เภสัชกร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547
14. ศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
15. รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ นิเวศน์ นันทจิต
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน

การศึกษา[แก้]

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีจำนวนนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 36,379 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2556) จำแนกตามระดับการศึกษา ได้แก่ ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต
โดยมีคณะที่เปิดสอนจำนวนทั้งสิ้น 20 คณะ 1 วิทยาลัย และ 1 บัณฑิตวิทยาลัย ได้แก่

แผนผังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • คณะมนุษยศาสตร์
  • คณะศึกษาศาสตร์
  • คณะวิจิตรศิลป์
  • คณะสังคมศาสตร์
  • คณะวิทยาศาสตร์
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์
  • คณะแพทยศาสตร์
  • คณะเกษตรศาสตร์
  • คณะทันตแพทยศาสตร์
  • คณะเภสัชศาสตร์
  • คณะเทคนิคการแพทย์
  • คณะพยาบาลศาสตร์
  • คณะอุตสาหกรรมเกษตร
  • คณะสัตวแพทยศาสตร์
  • คณะบริหารธุรกิจ
  • คณะเศรษฐศาสตร์
  • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
  • คณะการสื่อสารมวลชน
  • คณะรัฐศาสตร์และรัฐศาสนศาสตร์
  • คณะนิติศาสตร์
  • วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี
  • และบัณฑิตวิทยาลัย

หลักสูตรในระดับปริญญาตรี มีหลักสูตรที่เปิดสอนในแต่ละคณะทั้งหมดประมาณ 100 หลักสูตรโดยจะมีการแบ่งหลักสูตรออกเป็น หลักสูตรภาคปกติ หลักสูตรภาคพิเศษ หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรต่อเนื่อง และหลักสูตรสาขาวิชาร่วม โดยแต่ละคณะจะเป็นผู้กำหนดรายวิชาในแต่ละสาขาวิชาที่เปิดสอน

  • การก่อตั้งคณะในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. คณะ

2508
2511
2513
2515
2518
2519
2525
2526
2537
2538
2546
2548
2549

คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์
คณะศึกษาศาสตร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะทันตแพทยศาสตร์
คณะเภสัชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์
คณะเทคนิคการแพทย์
บัณฑิตวิทยาลัย
คณะวิจิตรศิลป์
คณะสัตวแพทยศาสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะอุตสาหกรรมเกษตร
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี
คณะการสื่อสารมวลชน
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะนิติศาสตร์

อันดับและมาตรฐานของมหาวิทยาลัย[แก้]

ในปี พ.ศ. 2549 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยของประเทศไทยใน "โครงการฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทย"[12]โดยในภาพรวมผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยกลุ่มดัชนีชี้วัดด้านการวิจัยและกลุ่มดัชนีชี้วัดตามด้านการเรียนการสอน ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ในด้านการเรียนการสอนของประเทศไทยได้คะแนน 47.27% จากคะแนนเต็ม 80% และเป็นอันดับ 5 ในด้านการวิจัยของประเทศไทยได้คะแนน 78.68% จากคะแนนเต็ม 100%[13]

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษา ผลปรากฏว่าในการการประเมินครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2553) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการประเมินในระดับดีในสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาการประมง และ สัตวศาสตร์ / สัตวแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์/ สหเวชศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสาขาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่[14] และในการประเมินครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2554) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการประเมินในระดับดีมากในสาขาวิชา Material Technology / Material และ Mining Engineering ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์, สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสาขาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่[15]

นิตยสาร เอเชียวีก (Asiaweek) ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วเอเชียระหว่าง พ.ศ. 2535–2543 (ปัจจุบันนิตยสารได้ปิดตัวลง) โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทมหาวิทยาลัยสหศาสตร์ (Multi-Disciplinary University) และประเภทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใน พ.ศ. 2543 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยประเภทสหศาสตร์อันดับที่ 62 ในภูมิภาคเอเชีย[16]

คอกโครัลลีไซมอนส์ (Quacquarelli Symonds) ได้จัดทำอันดับมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาคเอเชีย ประจำ พ.ศ. 2556 เมื่อพิจารณาเฉพาะมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ผลปรากฏว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 3 ในประเทศไทย และอยู่ลำดับที่ 98 ในระดับภูมิภาคเอเชีย[17]

การจัดอันดับของสถาบันเอสซีอีมาโก (SCImago Institutions Ranking) ได้จัดอันดับสถาบันที่มีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ ประจำ พ.ศ. 2556 ซึ่งจะไม่ได้จัดอันดับเฉพาะมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่จะนับสถาบันเฉพาะทางด้วย เช่น สถาบันเทคโนโลยี วิทยาลัย โรงพยาบาล โดยในภาพรวมแล้วมหาวิทยาลับเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 3 ของประเทศไทย และอยู่อันดับที่ 891 ของโลก[18]

เว็บโอเมทริกส์ (Webometrics) ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตามจำนวนเอกสารตีพิมพ์ออนไลน์ และจำนวนเอกสารที่มีการอ้างอิง ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลของทุกมหาวิทยาลัยที่เผยแพร่ในฐานะข้อมูลต่าง ๆ ผ่านทางเวปไซต์ของสถาบัน และบนฐานข้อมูลอื่น ๆ โดยผลการจัดอันดับในเดือนมกราคม พ.ศ. 2556 ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ในอันดับที่ 4 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และอยู่อันดับที่ 383 ของโลก[19]

สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัย[แก้]

  • สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน (สวพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันที่มีลักษณะของศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellent center) โดยเป็นศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ด้านพลังงานระดับประเทศและระดับนานาชาติในการวิจัยและพัฒนารวมถึงให้บริการวิชาการโดยมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมในด้านที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในทุกแขนงสาขาเป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นจากการหลอมรวมองค์กรในกำกับทั้ง 2 แห่งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ดำเนินการเกี่ยวข้องในด้านพลังงาน คือ สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน และสถานเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ให้เป็นหน่วยงานเดียวกัน โดยรับอนุมัติจากทางภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 จัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ภายใต้ชื่อ " สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน" เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ[20]
  • สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดิมมีชื่อเรียกว่า โครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยที่ประชุมคณบดีเห็นชอบให้มีโครงการจัดตั้งฯ เมื่อเดือน กรกฎาคม 2528 ปัจจุบันสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วยผู้แทนจาก 5 คณะหลัก คือ คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มุ่งส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนางานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืนและความสมดุลของมุนษย์ และสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็นศูนย์ต่างๆดังนี้[21]
    • ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพด้านพืช
    • ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล
    • ศูนย์วิจัยนิวตรอนและเทคโนโลยีรังสี
    • ศูนย์วิจัยพลังงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
    • ศูนย์วิจัยวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
    • ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีและวัสดุ
    • ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีเซรามิกส์
    • ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัตถุดิบยา เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
    • ศูนย์วิจัยอิเล็คทรอนิกส์ประยุกต์และคอมพิวเตอร์
    • ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์
    • ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเฉพาะทาง
  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 ภายใต้ชื่อ ศูนย์วิจัยโลหิตวิทยาและทุโภชนาการ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโภชนาการในผู้ป่วยเด็กโรคขาดสารอาหารโรคโลหิตจางในเด็กและหญิงมีครรภ์ และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะทุโภชนาการและโลหิตจางกับการเกิดโรคติดเชื้อต่อมาได้เสนอโครงการขยาย และปรับปรุงยกฐานะโดยได้รับความ เห็นชอบในปี พ.ศ. 2521 ให้สถาปนาขึ้นเป็น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ สุขภาพเป็นหน่วยงานอิสระที่มีฐานะเทียบเท่าคณะในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีภารกิจในการดำเนินงาน วิจัยและเป็นศูนย์กลางให้ความร่วมมือประสานงาน และส่งเสริมการดำเนินการ ค้นคว้าวิจัยในสาขา วิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาสาเหตุประกอบการวินิจฉัย ของการเกิดโรคได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะยังผลให้สามารถกำหนดมาตรการที่ถูกต้องเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพและอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือของประเทศต่อไป[22]
  • สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ได้เริ่มขึ้นโดยกลุ่มคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ เมื่อปีพ.ศ. 2516 และในปี พ.ศ. 2519 มหาวิทยาลัยอนุมัติให้จัดตั้งเป็นศูนย์ภายใน คณะสังคมศาสตร์ ใช้ชื่อว่า "ศูนย์วิจัยสังคมศาสตร์" และได้รับเงินสนับสนุนจากคณะสังคมศาสตร์ มูลนิธิ/หน่วยงาน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เมื่อได้มีการขยายขอบเขตการปฏิบัติงาน และมีปริมาณงานเพิ่มมากขึ้น จึงได้เสนอขอจัดตั้งสถาบันวิจัยสังคม และได้รับอนุมัติให้บรรจุ " โครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยสังคม " เป็นโครงการใหม่ในแผนพัฒนาการศึกษา ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) ต่อมา ได้มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัยยกฐานะโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยสังคม ขึ้นเป็น "สถาบันวิจัยสังคม" ให้มีสำนักงานเลขานุการสถาบันวิจัยสังคม[23]

การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย[แก้]

ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต[แก้]

หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพ ให้มีค:วามชำนาญในสาขาวิชาเฉพาะ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางานในสาขาวิชาชีพ นั้น ๆ การศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตจะต้องศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษา มีหน่วยกิตรวม ตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต โดยเป็นกระบวนวิชาในระดับบัณฑิตศึกษา ไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต

ระดับปริญญาตรี[แก้]

หลักสูตรในระดับปริญญาตรี มีหลักสูตรที่เปิดสอนในแต่ละคณะทั้งหมดประมาณ 100 หลักสูตรโดยจะมีการแบ่งหลักสูตรออกเป็น หลักสูตรภาคปกติ หลักสูตรภาคพิเศษ (เสาร์-อาทิตย์) หลักสูตรภาคพิเศษ (ช่วงเย็น) หลักสูตรต่อเนื่อง และหลักสูตรสาขาวิชาร่วม โดยแต่ละคณะจะเป็นผู้กำหนดรายวิชาในแต่ละสาขาที่เปิดสอนเอง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดวิธีการรับบุคคลเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีในระบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • โครงการพิเศษ

โครงการรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี โครงการพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนดีเด่นทางการกีฬา โครงการวิศวะสู่ชุมชน โครงการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โครงการบัณฑิตเพื่อชุมชน โครงการนักคิดเพื่อสังคม โครงการส่งเสริมนักเขียนและกวีล้านนา โครงการสื่อสารมวลชนเพื่อสังคม โครงการสื่อสารมวลชนสู่ชนบท โครงการผู้มีความสามรถพิเศษทางการสื่อสารมวลชน โครงการช้างเผือกคณะเศรษฐศาสตร์ โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนฯ (วมว.) โครงการเด็กดีมีที่เรียน โครงการสำนึกรักบ้านเกิดเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน โครงการผู้มีแววเป็นนักนิติศาสตร์ โครงการพิเศษสำหรับนักเรียนพิการ โครงการทายาทศิษย์เก่าบัญชี-บริหารธุรกิจ โครงการนักเรียนที่มีผลการเรียนดีและเป็นทายาทผู้ประกอบการธุรกิจ โครงการนักเรียนที่สนใจศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสังคม คณะมนุษยศาสตร์

  • การสอบคัดเลือกนักเรียนในเขตพัฒนาภาคเหนือ

โดยจะรับคัดเลือกแต่นักเรียนที่เรียนอยู่ในเขตพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เป็นเวลา 3 ปี โดยจะมีการจัดการสอบเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนธันวาคม

  • ระบบ Admission กลาง

โดยผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกต้องผ่านกระบวนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) การทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) โดยจะนำผลการทดสอบดังกล่าวมาเลือกคณะและสาขาวิชาต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยได้ตามความต้องการโดยผ่านทางการคัดเลือกของสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.)

ระดับปริญญาโท[แก้]

หลักสูตรระดับปริญญาโท แบ่งเป็น 2 แผน คือ แผน ก และแผน ข ดังนี้

- แผน ก แบบ ก 1 หมายถึง การเรียนที่มีเพียงการทำวิทยานิพนธ์อย่างเดียว มีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และจะต้องทำกิจกรรมทางวิชาการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ อาจมีการเรียนกระบวนวิชาเพิ่มเติมได้โดยไม่นับหน่วยกิตสะสม

- แผน ก แบบ ก 2 หมายถึง การเรียนที่เป็นลักษณะของการศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต และทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต หน่วยกิตสะสมเป็นไปตามโครงสร้างหลักสูตรของสาขาวิชา

- แผน ข หมายถึง การศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษา และทำการค้นคว้าแบบอิสระไม่น้อยกว่า 3-6 หน่วยกิต

มีการสอบคัดเลือกผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งภาคปกติ และภาคพิเศษ โดยทางมหาวิทยาลัยจะดำเนินการจัดสอบเอง

ระดับปริญญาเอก[แก้]

หลักสูตรระดับปริญญาเอก แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

แบบ 1 เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ แยกเป็น แบบ 1.1 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต แบบ 1.2 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยม) ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต

แบบ 2 เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสูง และก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และวิชาชีพ และศึกษากระบวนวิชาเพิ่มเติม แยกเป็น แบบ 2.1 สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต แบบ 2.2 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต และศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต

พื้นที่มหาวิทยาลัย[แก้]

พื้นที่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวม 8,502 ไร่ พื้นที่บางส่วนเป็นที่ดินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง ซึ่งมีการซื้อหรือเวนคืนในช่วงการจัดตั้งมหาวิทยาลัย บางส่วนหน่วยงานราชการอื่น โดยเฉพาะกรมป่าไม้ อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ และมีบางส่วนได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา พื้นที่เหล่านี้กระจายอยู่ตามบริเวณต่างๆ ดังนี้

  • บริเวณเชิงดอยและสวนดอก 1,812 ไร่
  • บริเวณสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ 1,293 ไร่
  • บริเวณสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน 550 ไร่
  • บริเวณสถานีวิจัยการเกษตรที่สูงดอยป่าเกี๊ยะ 30 ไร่
  • บริเวณสถานีวิจัยการเกษตรที่สูงหนองหอย 50 ไร่
  • บริเวณค่ายสำรวจคณะวิศวกรรมศาสตร์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 17 ไร่
  • พื้นที่บริจาคให้แก่คณะแพทยศาสตร์ 12 ไร่
  • ศูนย์การศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หริภุญชัย (พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม่ธิ-แม่ตีบ-แม่สาร) ตำบลศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน 4,726 ไร่
  • ที่ราชพัสดุ ต.แม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 12 ไร่

สถานที่สำคัญในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่[แก้]

ศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ศาลาธรรม 
ศาลาธรรมเป็นอาคาร 2 ชั้น ทรงไทย ตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย ตัวอาคารประกอบด้วยห้องโถงกว้าง12 เมตร ยาว 20 เมตร สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2507 ต่อมาได้มีการต่อเติมตัวอาคารด้านหลังและทำซุ้มเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ในระยะแรกศาลาธรรมเป็นสถานที่จัดพิธีไหว้ครูของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อศาลาอ่างแก้วสร้างเสร็จจึงได้ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและพิธีไหว้ครู ณ ศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยจึงใช้ศาลาธรรมเป็นสถานที่เปลี่ยนฉลองพระองค์ และประทับพักพระอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและพระบรมวงศานุวงศ์ในคราวเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งเหล่าคณาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็จะมาเฝ้ารอรับเสด็จ ณ สถานที่แห่งนี้ ต่อมาเมื่อหอประชุมมหาวิทยาลัยสร้างเสร็จจึงได้ย้ายสถานที่พระราชทานปริญญาบัตรและพิธีไหว้ครูไปยังหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยจึงได้ใช้ศาลาธรรมเป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆของมหาวิทยาลัยในบางโอกาส เช่น การจัดงานแสดงความยินดี และงานเลี้ยงรับรองผู้มีเกียรติของมหาวิทยาลัย เป็นต้น
ศาลพระภูมิ 
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดตั้งศาลพระภูมิประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้นเมื่อ วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 บริเวณหน้าตึกมหาวิทยาลัยหรือศาลาธรรมในปัจจุบัน ซึ่งศาลพระภูมิของมหาวิทยาลัยเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของนักศึกษามหาวิทยาเชียงใหม่ สมัยหนึ่ง เคยมีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำริให้โค่นศาลพระภูมินี้ทิ้ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเป็นแกนนำ เพราะ ณ ที่นี้มีตำนานเก่าแก่โบราณเล่าขาน เคยมีนักศึกษาบางคนเห็นเจ้าที่โบกมือให้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมานับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2514 รายละเอียดเพิ่มเติมของเรื่องลึกลับนี้ สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ เรื่องลึกลับของวีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์ในฐานะศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งได้อ้างอิงและมีบันทึกเรื่องราวความลึกลับของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งหมดทุกแง่มุม
อ่างแก้วเป็นทะเลสาบขนาดเล็ก โดยเป็นอ่างเก็บน้ำภายในเนื้อที่มหาวิทยาลัย
อ่างแก้ว 
อ่างแก้วคืออ่างเก็บน้ำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งอ่างแก้วนอกจากจะใช้กักเก็บน้ำเพื่อใช้ภายในมหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นสถาที่สวยงามและที่พักผ่อนหย่อนใจของลูกช้าง มช ด้วยเช่นกัน
ศาลาอ่างแก้ว 
ศาลาอ่างแก้วเป็นสถานที่พระราชทานปริญญาบัตรในอดีตก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปัจจุบันศาลาอ่างแก้วใช้ประกอบพิธีต่างๆเช่น การเตรียมตัวก่อนขึ้นดอยของนักศึกษาในกิจกรรมรับน้องขึ้นดอย การรับน้อง และการออกกำลังกายเป็นต้น
หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสถานที่รับพระราชทานปริญญาบัตรของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถานที่จัดกิจกรรมรับน้องรวม ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ กิจกรรมเฟรชชีไนท์เป็นต้น
ตลาดร่มสัก 
ตลาดร่มสัก หรือ ตลาดฝายหินเป็นตลาดขายอาหารที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของชาว มช เป็นอย่างมากซึ่งอยู่คู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มายาวนานหลายยุคสมัย และในตลาดร่มสักมีเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อคือ สลัดฝายหิน และน้ำผลไม้ ซึ่งอาหารที่นี่มีราคาถูกมาก
หอพักนักศึกษา 
เมื่อได้เข้ามาเป็นนักศึกษาในรั้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับการอยู่หอพักนักศึกษา เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายที่ส่งเสริมให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคน ได้เข้าพักในหอพักนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาต่างคณะรู้จักกัน และเป็นการฝึกให้นักศึกษาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข จำนวนหอพักในมหาวิทยาลัยมีทั้งหมด 15 อาคาร แบ่งออกเป็นหอพักนักศึกษาชาย 7 อาคารและหอพักนักศึกษาหญิง 8 อาคาร สำหรับค่าใช้จ่ายสำหรับเรื่องหอพักนั้นตกประมาณ 1,800 บาทต่อเทอม ซึ่งในราคานี้ได้รวมค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายอื่นๆไว้แล้ว นอกจากนั้นผู้ที่รักสบายขึ้นมาหน่อยก็สามารถเลือกอยู่หอพักในกำกับ มีอยู่ 4 หอได้แก่ หอสีชมพู หอแม่เหียะ หอพยาบาล และใหม่ล่าสุด หอ 40 ปี ซึ่งก็จะมีราคาสูงขึ้นตามความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นด้วย หลังจากการก่อตั้งสำนักงานหอพักนักศึกษา เมื่อปี 2551 แต่เดิมมีฐานะเป็นงานหอพักนักศึกษา สังกัดกองกิจการนักศึกษา (ปัจจุบันคือกองพัฒนานักศึกษา) จึงเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลหอพักนักศึกษาในปัจจุบัน มีหอพักนักศึกษาในสังกัดจำนวน 18 อาคาร ได้แก่ หอพักภายในมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย หอพักนักศึกษาชาย อาคาร 2 - 7 , หอพักนักศึกษาหญิง อาคาร 1 - 9 และหอพักในกำกับ ประกอบด้วย หอพักสีชมพู , หอพักแม่เหียะ และหอพัก 40 ปี การเปิด - ปิดหอพักนักศึกษานั้น หอพักนักศึกษาชาย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เปิดเวลา 6 โมงเช้า ปิดเวลาเที่ยงคืน (แต่เดิมเปิดตลอด 24 ชั่วโมง) ส่วนหอพักนักศึกษาหญิง เปิดเวลา 6 โมงเช้า ปิดเวลา 4 ทุ่ม เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยได้คำนึงถึงความปลอดภัยแก่นักศึกษาหญิง นอกจากนั้นทางหอพักก็ได้ให้บริการและสวัสดิการต่างๆที่จัดให้ เช่น หนังสือพิมพ์ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ โทรทัศน์ติด UBC ร้านเสริมสวย ร้านซัก อบ รีด ร้านค้าสะดวกซื้อ ห้องคอมพิวเตอร์พร้อมอินเทอร์เน็ต เพื่อบริการแก่นักศึกษาทุกคน

กิจกรรมนักศึกษา[แก้]

ประเพณีรับน้องขึ้นดอย ประจำปีการศึกษา 2556
ประเพณีรับน้องขึ้นดอย 

ปี พ.ศ. 2507 เป็นปีแรกของการเปิดดำเนินการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 291 คน ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีที่รับผิดชอบดูแลนักศึกษามีความคิดที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีประเพณีที่แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยอื่น และเป็นประเพณีที่น่าประทับใจ น่าจดจำไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ประกอบกับจังหวัดเชียงใหม่มีหนทางขึ้นดอยสุเทพ โดยครูบาศรีวิชัยเป็นผู้นำในการทำหนทางดังกล่าว นับว่าเป็นผลงานที่แสดงถึงความศรัทธาและความสามัคคีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นหลังจากการปฐมนิเทศนักศึกษาในปีแรกแล้ว จึงได้ชักชวนนักศึกษารุ่นแรกทุกคนเดินขึ้นดอยสุเทพพร้อมกันด้วยความสามัคคี เพื่อนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ ด้วยความศรัทธาและแสดงถึงความเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างสมบูรณ์ ประเพณีดังกล่าวนี้นักศึกษารุ่นหลังยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาตราบจนทุกวันนี้และเป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเพณีรับน้องขึ้นดอยเป็นประเพณีของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่จัดขึ้นประมาณต้นเดือนกรกฎาคมของทุกปี ตามประวัติแล้วประเพณีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ลูกช้างเชือกใหม่ทุกคน และดอยสุเทพซึ่งวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่ โดยในวันรับน้องขึ้นดอยนั้นแต่ละคณะจะจัดตั้งขบวนบริเวณหน้าศาลาธรรมตั้งแต่เช้าตรู่โดยริ้วขบวนจะประกอบไปด้วยเฟรชชีและพี่ๆแต่ละชั้นปีเดินขึ้นไปพร้อมกันโดยทุกคนจะแต่งกายแบบล้านนาทำให้มีสีสันสวยงามตื่นตาตื่นใจ


ประเพณีรับน้องรถไฟ 

ประเพณีน้องรถไฟเป็นกิจกรรมหนึ่งของการรับน้องของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นประเพณีประจำปีอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นโดยรุ่นพี่ของแต่ละคณะจะมาต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ และอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครหรือพื้นที่นอกเขตภาคเหนือ โดยจะเริ่มต้นกิจกรรมกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยปกติจะเหมารถไฟ ชั้น 3 ทั้งขบวน (ทั้งหมดหลายขบวน) โดยแบ่งตู้รถไฟกันตามคณะและจำนวนของรุ่นพี่และรุ่นน้องในคณะนั้นๆ โดยรุ่นพี่ของแต่ละคณะก็จะเตรียมกิจกรรมและเกมส์ต่างๆ มีการสอนร้องเพลงประจำแต่ละคณะ เพลงประจำมหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งเป็นการให้รุ่นน้องได้ทำกิจกรรมบนรถไฟเกือบตลอดทั้งคืนที่รถไฟวิ่งมุ่งหน้าไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโดยปกติเมื่อไปถึงจังหวัดเชียงใหม่แล้วรุ่นพี่จะพาน้องใหม่ไปไหว้พระที่ศาลาธรรมเป็นเหมือนการรับขวัญน้องที่มาใหม่จากแดนไกล หลังจากนั้นรุ่นพี่ก็จะพาน้องใหม่เข้าไปพักตามหอพักนักศึกษา (หอใน) ที่น้องใหม่จองไว้ตั้งแต่วันที่มาปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่

ประเพณีรับน้องรถไฟ ก้าวไกลสู่อาเซียน ประจำปีการศึกษา 2556

ประเพณีรับน้องรถไฟเป็นกิจกรรมครั้งแรกๆ ที่รุ่นน้องและรุ่นพี่ได้พบเจอกัน และร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาราว 15 ชั่วโมง และยังมีเพื่อนฝูงและผู้ปกครองมาส่งรุ่นน้องทำให้บรรยากาศที่สถานีรถไฟหัวลำโพงในวันนั้นจึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายในการแสดงความยินดีการได้เริ่มต้นการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาจะได้แจกบัตรคล้องคอ (หรือติดเสื้อ) เขียนชื่อเล่นแต่ละคนเอาไว้ รุ่นน้องนั้นมักจะถูกเรียกว่า "ลูกช้าง" เพราะช้างเป็นสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในปี พ.ศ. 2549 งานรับน้องรถไฟได้ถูกยกเลิกในปีนั้น เนื่องจากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันในบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้รางรถไฟได้รับความเสียหาย เส้นทางรถไฟไม่สามารถใช้ได้ และในปี พ.ศ. 2553 งานรับน้องรถไฟได้ทำการย้ายสถานที่จากสถานีรถไฟหัวลำโพงมายังสถานีรถไฟรังสิตรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสถานีปลายทางจากสถานีรถไฟเชียงใหม่เป็นสถานีรถไฟสารภี เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและการก่อจลาจลในหลายพื้นที่ของประเทศไทยในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553

ปัจจุบันประเพณีรับน้องรถไฟยังคงดำเนินอยู่ต่อไป เพื่อสืบสานประเพณีที่ดีงาม อันเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอาไว้สืบไป


กิจกรรม Sport Day & Sport Night 

สปอร์ตเดย์ และสปอร์ตไนท์เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความสามัคคีและน้ำใจนักกีฬาของแต่ละคณะโดยจะจัดขึ้นทุกๆปีในเดือนพฤษจิกายน โดยจะจัดกิจกรรมกันตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงกลางดึก โดยในงานจะมีการประกวดเชียร์ลีดเดอร์ สแตนเชียร์ พาเหรด และการแสดงโชว์ของสแตนเชียร์ที่เรียกว่าไคลแมกซ์ โดยแต่ละคณะจะทำการซักซ้อมมาเป็นอย่างดีในการเชียร์

พิธีพระราชทานปริญญาบัตร[แก้]

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 47 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2556 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เริ่มเปิดสอนในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507 โดยระยะแรกมีเพียง 3 คณะ ได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ และพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯมาทรงประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2508 และในปีเดียวกันนี้เองที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับโอนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มาสังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนั้นพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2509) จึงเป็นพิธีพระราชทานปริญญาบัตรพร้อมกับมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ณ หอประชุมแพทยาลัย มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2510) จัด ณ พลับพลาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 3-5 (พ.ศ. 2512 –2514 ) จัด ณ พลับพลาบริเวณสนามหน้าตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ปีพุทธศักราช 2515 เมื่อการสร้างศาลาอ่างแก้วแล้วเสร็จ มหาวิทยาลัยจึงได้ย้ายสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมายังศาลาอ่างแก้ว ดังนั้น พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 6–30 (พ.ศ. 2515–2539) จึงจัด ณ ศาลาอ่างแก้ว ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์ที่ควรบันทึกไว้คือ ในการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 25 (พ.ศ. 2534) เป็นปีฉลอง 25 ปีแห่งพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จัดทำเหรียญที่ระลึกพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 25 ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเหรียญทองคำหนัก 25 บาท จำนวน 1 เหรียญ เพื่อขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายเหรียญที่ระลึกดังกล่าวแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 25 เพื่อเป็นศิริมงคลแก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ปีพุทธศักราช 2540 หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคารหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมกับพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนั้นการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 31 (พ.ศ. 2540) จึงเป็นปีที่เริ่มใช้หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสถานที่พระราชทานปริญญาบัตร

บุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่[แก้]

เพลงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่[แก้]

เพลงประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่งโดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ ขับร้องโดยนักร้องวงสุนทราภรณ์ และบันทึกเสียงจำหน่ายทั่วไป มีเพลงเด่น ๆ ดังนี้[ต้องการอ้างอิง]

  • เชียงใหม่เมืองงาม
  • มช.แซมบ้า
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - ร่มแดนช้าง (เพลงหลักประจำมหาวิทยาลัย)
  • ม.ช. ถิ่นสวรรค์ - แต่งทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน และผู้แต่งคำร้อง คือ พร พิรุณ เป็นเพลงเต้นรำ จังหวะแทงโก้ นิยมใช้บรรเลงในงานฉลองของมหาวิทยาลัย หรืองานรับน้องใหม่ เป็นต้น เพลง ม.ช. ถิ่นสวรรค์ เป็นเพลงที่บรรยายถึงสภาพที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปลุกใจให้มีความรักสมัครสมานสามัคคี
  • อ่างแก้ว
  • สวรรค์ มช. - แต่งทำนองโดย เอื้อ สุนทรสนาน และคำร้อง โดยพร พิรุณ เป็นเพลงเต้นรำ จังหวัดชะชะช่า จังหวะเร็ว สนุกสนาน
  • ราตรีอ่างแก้ว
  • เอื้องขวัญ
  • ม.ช.เกรียงไกร
  • มาร์ช มช. (เพลงมาร์ชมหาวิทยาลัย)
  • อ่างแก้วขวัญใจ
  • ลาแล้วเวียงขวัญ (เพลงลา)
  • รำวง มช. รักเรียน
  • ลาภูพิงค์ (เพลงลา)

เพลงอื่นๆ ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • ดาว มช.
  • ลา มช.
  • คุ้มเกล้าชาว มช.
  • มช.รักกัน
  • มช.เร่งร็อก
  • กลับมา มช.
  • รำวง มช.เชียงใหม่
  • มช.รำลึก
  • มช.เมืองชายงาม
  • ประทีปลานนา

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๑, เล่มที่ ๑๒๕, ตอน ๔๔ ก, ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๒๘
  2. ประวัติและความเป็นมาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  3. สถาบันจัดอันดับแห่งประเทศไทย ฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทย เรียกดูวันที่ 2013-02-21
  4. เปิด 50 อันดับมหาวิทยาลัยไทย
  5. คณะและหน่วยงานในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สืบค้น ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
  6. การศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สืบค้น ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
  7. การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สืบค้น ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
  8. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (นายนิเวศน์ นันทจิต)
  9. สัญลักษณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  10. คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  11. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 85 ตอน 56ง วันที่ 20 มิถุนายน 2511
  12. สถาบันจัดอันดับแห่งประเทศไทย ฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทย เรียกดูวันที่ 2013-02-21
  13. เปิด 50 อันดับมหาวิทยาลัยไทย
  14. การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการโดย สกว.ประเมินครั้งที่ 2 พ.ศ. 2553
  15. การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการโดย สกว. ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2554
  16. Asia's Best Universities 2000 - Overall Ranking Multi-Disciplinary Schools การจัดอันดับโดยนิตยสารเอเชียวีก (Asiaweek) ในปี ค.ศ. 2000 ประเภทมหาวิทยาลัยสหศาสตร์และประเภทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  17. QS UNIVERSITY RANKINGS: ASIA 2013 (Chiang Mai University) การจัดอันดับโดย Quacquarelli Symonds ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี ค.ศ. 2013
  18. SIR World Report 2013 การจัดอันดับโดย SCImago Institutions Ranking (SIR) ในปี ค.ศ. 2013
  19. Webometrics: Rank of Universities of Thailand ( Jan,2013)
  20. สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน (สวพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  21. สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  22. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  23. สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  24. http://www.thaipoet.net/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=1&Id=538784528

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 18°48′09″N 98°57′06″E / 18.802587°N 98.951556°E / 18.802587; 98.951556