คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 60
| คณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 60 แห่งราชอาณาจักรไทย |
|
| ปัจจุบัน | |
| วันแต่งตั้ง | 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554 |
| บุคคลและองค์กร | |
| หัวหน้าคณะรัฐมนตรี | ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร |
| ประมุขแห่งรัฐ | พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช |
| จำนวนรัฐมนตรี | 35 |
| จำนวนรัฐมนตรีทั้งหมด | ?? |
| พรรคร่วมรัฐบาล | พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคมหาชน พรรคประชาธิปไตยใหม่ |
| คณะรัฐมนตรีเงา | คณะรัฐมนตรีเงา 2 |
| พรรคฝ่ายค้าน | พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรครักประเทศไทย พรรคมาตุภูมิ พรรครักษ์สันติ |
| หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน | อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ |
| ประวัติ | |
| การเลือกตั้ง | 2554 |
| วาระการดำรงตำแหน่ง | 4 ปี |
| ก่อนหน้า | คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 59 |
คณะรัฐมนตรีคณะที่ 60 (9 สิงหาคม 2554 - ปัจจุบัน) เป็นคณะรัฐมนตรีไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2554 ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 และการแต่งตั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตาม ประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โดยลำดับ[1]
เนื้อหา |
การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี [แก้]
ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 แล้วนั้น บัดนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี (ตามรายนามข้างล่าง) ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 เป็นปีที่ 66 ในรัชกาลปัจจุบัน[2] โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
การถวายสัตย์ปฏิญาณ [แก้]
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 เวลาประมาณ 17:27 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จออก ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รวม 36 คน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในการนี้ พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า[3]
|
รายชื่อคณะรัฐมนตรี [แก้]
- พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล
คณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 1[2] [แก้]
ถูกปรับออกจากตำแหน่ง [แก้]
โยกย้าย [แก้]
แต่งตั้งเพิ่ม [แก้]
คณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 2[5] [แก้]
ถูกปรับออกจากตำแหน่ง [แก้]
โยกย้าย [แก้]
แต่งตั้งเพิ่ม [แก้]
คณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 3[6] [แก้]
ถูกปรับออกจากตำแหน่ง
[แก้]
- พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา (รองนายกรัฐมนตรี)
- นลินี ทวีสิน (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)
- อารักษ์ ชลธาร์นนท์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน)
- สุกุมล คุณปลื้ม (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม)
- สุชาติ ธาดาธำรงเวช (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)
- วิทยา บุรณศิริ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข)
- วิรุฬ เตชะไพบูลย์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง)
- ชูชาติ หาญสวัสดิ์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)
- ศักดา คงเพชร (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)
- สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข)
- หม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม)
โยกย้าย
[แก้]
- ปลอดประสพ สุรัสวดี (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) เป็นรองนายกรัฐมนตรี
- จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- พลตำรวจโทชัจจ์ กุลดิลก (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
- ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
แต่งตั้งเพิ่ม
[แก้]
- สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) เป็นรองนายกรัฐมนตรี
- ประชา ประสพดี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
- ยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- พงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
- เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
- พลเอกพฤณฑ์ สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
- ประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
- ประเสริฐ บุญชัยสุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
- สนธยา คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
- วราเทพ รัตนากร เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- ศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
- ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
- ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
คณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 4 [7] [แก้]
แต่งตั้งเพิ่ม
[แก้]
- ยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นรองนายกรัฐมนตรี
- สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นโยบายและผลการดำเนินงานของรัฐบาล [แก้]
| ได้มีการแนะนำว่า บทความนี้หรือบางส่วนของบทความนี้ควรย้ายไปที่โครงการวิกิซอร์ซ (อภิปราย) เนื่องจากมีเนื้อหาไม่ตรงตามนโยบายของวิกิพีเดีย แต่อาจเหมาะสมกับโครงการวิกิซอร์ซมากกว่า |
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23-25 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งประกอบด้วยนโยบายเร่งด่วน และนโยบายด้านต่างๆ คือ
นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรก [แก้]
- สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย
- กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ
- ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐอย่างจริงจัง
- เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว
- เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคร่วมกัน
- แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
- ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหาภาค ดังนี้
- พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้เกิน 5 แสนบาทรวมทั้งการจัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพและแผนการปรับโครงสร้างการผลิตอย่างครบวงจร เพื่อสร้างโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการมีรายได้ที่มั่นคง และสามารถใช้หนี้คืน
- เพิ่มรายได้รายวันสำหรับแรงงานเป็นวันละ 300 บาท และรายเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทอย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพของบุคลากร รวมทั้งมาตรการเพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบเพื่อลดภาระแก่ผูประกอลการที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้แรงงานและบุคลากรสามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
- จัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุโดยผู้ที่มีอายุ 60-69 ปี จะได้รับ 600 บาท อายุ 70-79 ปี จะได้รับ 700 บาท อายุ 80-89 ปี จะได้รับ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาท
- ให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่บ้านหลังแรก และรถยนต์คันแรก
- ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ขยายฐานภาษีและรองรับเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
- ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเพิ่มสวัสดิการของรัฐเพื่อเป็นการดูแลสังคมในชุมชนจัดหาแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน โดย
- เพิ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 1 ล้านบาท
- จัดตั้งกองทุนพัฒนาศักยภาพสตรีเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท
- จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้วงเงินประมาณ 1 พันล้านบาทต่อสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วมโครงการ สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถกู้ยืมเพื่อการสร้างอาชีพในสถานศึกษาโดยมุ่งให้เกิดวิสาหกิจใหม่ที่เป็นแหล่งมีงานทำ รวมทั้งเป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- ยกระดับสินค้าการเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน
- ส่งเสริมให้มีการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน
- เร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวโดยได้ปี 2554-2555 เป็นปีมหัศจรรย์ไทยแลนด์ (Miracle Thailand Year) และประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมเฉลิมฉลองในพิธีมหามงคลในช่วงปี 2554-2555
- สนับสนุนการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อสร้างเอกลักษณ์และผลิตสินค้าในท้องถิ่น
- พัฒนาระบบประกันสุขภาพ เพื่อประสิทธิภาพของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรคเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการอย่างมีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ร่วมทั้งบูรณาการแผนงานของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงต่างๆ ให้สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน ตลอดจนส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและคุ้มค่าต่อการในให้บริการมาใช้ให้แพร่หลาย รวมทั้งจัดให้มีมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพ และภาวะทุพโภชนาการที่นำไปสู่การเจ็บป่วยเรื้อรัง ได้แก่ โรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิต รวมทั้งการเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ และมาตรการป้องกันอุบัติเหตุจากการจราจร
- จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียนเริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต รวมทั้งจัดระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริหาร และในพื้นที่สาธารณะและสถานศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
- เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขว้างโดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อวางกลไกการใช้อำนาจอธิปไตยที่ยึดหลักนิติธรรม และองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐมีความรับผิดชอบต่อประชาชนและพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งนี้ ให้ประชาชนเห็นชอบโดยการออกเสียงประชามติ[8]
นโยบายด้านต่างๆ [แก้]
การลดราคาน้ำมัน [แก้]
รัฐบาลประกาศชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลดลง 8.02 บาทต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 91 ลดลง 7.17 บาท และน้ำมันดีเซลลดลง 3 บาทต่อลิตร เป็นผลต่อเนื่องให้กิจการรถและเรือของรัฐ ประกาศลดค่าบริการตามไปด้วย
ซึ่งผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว ได้รับการวิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ อาทิ ดร.ธนวรรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า มาตรการดังกล่าวส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจเล็กน้อย แต่เสี่ยงให้เงินเฟ้อมากขึ้น ทั้งยังขัดต่อการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน[9]
คณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ [แก้]
คณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554 โดยอาศัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่197/2554 มีพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก เป็นประธานกรรมการ
การตอบรับ [แก้]
คำชื่นชม [แก้]
คำวิจารณ์ [แก้]
- ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ตั้งฉายาคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นการตั้งฉายาของคณะรัฐมนตรีเป็นประจำทุกปี ในปี พ.ศ. 2554 ได้ตั้งฉายาคณะรัฐมนตรีคณะที่ 60 ชุดนี้ว่า "รัฐบาลทักษิณส่วนหน้า" เนื่องจากมีความเห็นว่าการบริหารงานของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถสลัดภาพว่ามี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังได้ จนรัฐบาลชุดนี้เปรียบเหมือนศูนย์บัญชาการส่วนหน้าของตัว พ.ต.ท.ทักษิณ[10]
อ้างอิง [แก้]
- ^ โปรดเกล้าฯครม.-ถวายสัตย์10ส.ค.
- ^ 2.0 2.1 พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554
- ^ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความสำเร็จของบ้านเมืองแก่คณะรัฐมนตรี
- ^ ไม่นับลำดันเพราะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้ว
- ^ พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555
- ^ พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555
- ^ พระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556
- ^ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
- ^ ราคาน้ำมันกับความพอเพียง
- ^ สื่อทำเนียบตั้งฉายารัฐบาล "ทักษิณส่วนหน้า"
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
| วิกิซอร์ซ มีงานต้นฉบับเกี่ยวกับ: |
- พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 130 ตอนพิเศษ 42 ง, 2 เมษายน พ.ศ. 2556.
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||