ปราโมทย์ นาครทรรพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ เป็นหนึ่งในแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้เปิดเผยเรื่องแผนฟินแลนด์ (ปฏิญญาฟินแลนด์) และเป็นอดีตเลขาธิการพรรคพลังใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2518[1]

การทำงาน [แก้]

ดร.ปราโมทย์ เป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์ และเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 และเคยร่วมจัดตั้งพรรคการเมือง คือ พรรคพลังใหม่ โดยรับตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค

ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่สนับสนุนการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน[2]

การฟ้องร้องและคำตัดสินกรณีแผนฟินแลนด์ [แก้]

30 พฤษภาคม ทักษิณ ชินวัตรพร้อมกับธนา เบญจาธิกุล ทนายความจากพรรคไทยรักไทย ได้ยื่นฟ้องสนธิ ลิ้มทองกุล บรรณาธิการ ขุนทอง ลอเสรีวานิช คอลัมนิสต์ ปราโมทย์ นาครทรรพ ผู้บริหาร เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรงค์ และเว็บมาสเตอร์ ปัญจภัทร อังคสุวรรณ ในข้อหาหมิ่นประมาท การฟ้องร้องมีเนื้อหากล่าวหาว่าบทความดังกล่าวมีเจตนาทำลายพรรคไทยรักไทยและอนาคตทางการเมืองของทักษิณโดยการทำให้สาธารณชนเชื่อว่าพรรคมีแผนการล้มล้างราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่การฟ้องร้องดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และอ้างว่าทักษิณพยายามเซ็นเซอร์สื่อ

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552 ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1747/2549 ที่ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องสนธิและพวกเป็นจำเลยรวม 11 คน โดยมีความเห็นว่า แม้จะมีการกล่าวถึงปฏิญญาฟินแลนด์ แต่ไม่มีการยืนยันว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะมีจริงหรือไม่ ซึ่งแม้การกล่าวเสวนาของจำเลยจะใช้ถ้อยคำที่เกินเลยไปบ้าง แต่ก็เป็นไปในลักษณะของการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะ ตัดสินยกฟ้องจำเลยทั้ง 11 ราย[3]

วันเดียวกัน ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1818/2549 ที่ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องปราโมทย์ นาครทรรพและบริษัท แมเนเจอร์ มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 5 คน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ดูหมิ่นด้วยการโฆษณา กรณีการพิมพ์บทความ "ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์:แผนเปลี่ยนการปกครองไทย ?" ศาลพิพากษาให้จำคุกนายปราโมทย์ และนายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการรายวัน เป็นเวลา 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ส่วนจำเลยคนอื่น ศาลให้ยกฟ้องเพราะเห็นว่าไม่มีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว[4]

อ้างอิง [แก้]