ข้ามไปเนื้อหา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

หน้าถูกถูกกึ่งป้องกัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
มหาอานันทมหิดล
พระบรมฉายาลักษณ์ พ.ศ. 2489
พระมหากษัตริย์ไทย[1]
2 มีนาคม พ.ศ. 2478 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489
(11 ปี 3 เดือน 7 วัน)
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
นายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ถัดไปพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ราชวงศ์จักรี
ราชสกุลมหิดล
พระบรมราชสมัญญานามพระอัฐมรามาธิบดินทร
พระบรมราชสมภพ20 กันยายน พ.ศ. 2468
ไฮเดิลแบร์ค รัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค ประเทศเยอรมนี
สวรรคต9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 (20 พรรษา)
พระบรมมหาราชวัง จังหวัดพระนคร ประเทศไทย
ถวายพระเพลิง29 มีนาคม พ.ศ. 2493
พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง
บรรจุพระบรมอัฐิพระวิมานทองกลาง บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
พระราชบิดาสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระราชมารดาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
วัดประจำรัชกาลวัดสุทัศนเทพวราราม (โดยอนุโลม)[2]
ศาสนาพุทธ (เถรวาท)
พระพุทธรูปประจำพระชนมวารพระพุทธรูปปางถวายเนตร
ลายพระปรมาภิไธย
พระราชลัญจกร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (20 กันยายน พ.ศ. 2468 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 ขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้รับแต่งตั้งเพื่อบริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระองค์มีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกหลังทรงราชย์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง แตก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง 4 วัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง จังหวัดพระนคร รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น 12 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์จักรีที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชประวัติ

พระชนมชีพช่วงต้น

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (ซ้าย) และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช (ขวา) เสด็จพระราชดำเนินไปชมรถไฟจำลองที่สวนสราญรมย์, 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นพระราชโอรสพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู สัปตศก จ.ศ. 1287 ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมืองไฮเดิลแบร์ค รัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค สาธารณรัฐไวมาร์ (ปัจจุบันคือประเทศเยอรมนี) ขณะนั้นสมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์อยู่ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงทราบข่าวการประสูติ ได้มีลายพระราชหัตถ์ถึงพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2468 ความว่า "หลานฉันเกิดแล้ว เมื่อวันอาทิตย์เช้า พอฉันตื่นเห็นโทรเลขก็นึกรู้ว่า คงบอกมาว่าหลานเกิด ฉันคลี่อ่านจนมือสั่น ที่ปลื้มใจมาก ก็เพราะเปนผู้ชาย เพราะฉนั้นให้เธอโทรเลขตอบไปว่า ฉันดีใจเหลือเกินที่หลานเกิดมาเปนผู้ชายและวันที่ 20 ด้วย" พระราชหัตถ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความปลาบปลื้มและความหมายทางสัญลักษณ์ของพระราชโอรสต่อราชสกุลมหิดล ทั้งยังแสดงถึงการให้คุณค่าเชิงประวัติศาสตร์และการสืบราชสันตติวงศ์ของราชวงศ์จักรีในเวลานั้น[3]

พระองค์ได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า "ความปีติยินดีแห่งราชสกุลมหิดล" ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกหม่อมเจ้าที่เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้นเจ้าฟ้าที่มีพระชนนีเป็นชั้นสมเด็จ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ทั้งหมด[4] หม่อมเจ้าอานันทมหิดลจึงได้รับการยกพระฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล โดยเป็นไปตามราชประเพณีสืบราชสกุลที่กำหนดไว้สำหรับพระราชโอรสผู้สำคัญ ซึ่งถือเป็นการยืนยันสถานภาพและพระสิทธิ์ทางราชบัลลังก์ในพระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระราชชนนีทรงเรียกพระองค์ด้วยพระนามลำลองว่า "นันท"[5]

พระองค์ทรงมีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี 1 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช 1 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ความสัมพันธ์ระหว่างพระเชษฐภคินี พระองค์ และพระอนุชานั้น มีลักษณะความรักใคร่แบบครอบครัวผสมผสานระหว่างการอบรมทางวินัยและการปลูกฝังคุณธรรม พระราชชนนีทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการปลูกฝังการมีระเบียบวินัย ความประหยัด และความใฝ่รู้ ซึ่งต่อมาได้ส่งผลโดยตรงต่อการทรงงานด้านราชการและพระราชกรณียกิจของพระองค์ในวัยผู้ใหญ่

ในวัยเยาว์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ทรงตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระราชชนนีไปยังต่างประเทศหลายแห่ง ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของสมเด็จพระบรมราชชนกและเพื่อประสบการณ์ชีวิตระหว่างประเทศ ขณะประทับอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระหว่าง พ.ศ. 2469 ถึง พ.ศ. 2471 พระองค์ได้ทรงมีโอกาสเฝ้าตามเสด็จและเข้ารับการอบรมด้านวัฒนธรรม สังคม และความรู้ทั่วไปที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความรู้สากล ความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม และการมีมุมมองต่อโลกในวงกว้าง

เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน พระองค์ พระอนุชา และพระเชษฐภคินีต้องอยู่ในความดูแลของสมเด็จพระราชชนนีเพียงพระองค์เดียว โดยสมเด็จพระราชชนนีทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในการอบรมเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดและรอบคอบ ทั้งในด้านการศึกษาพื้นฐาน การอบรมคุณธรรม และการเสริมสร้างระเบียบวินัย พระองค์ทรงได้รับการสั่งสอนด้านภาษา วัฒนธรรม และประเพณีไทยควบคู่ไปกับวิชาการสากล เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชภารกิจในอนาคต ทั้งนี้การอบรมดังกล่าวยังเน้นให้พระองค์มีความสามารถในการตัดสินพระราชหฤทัยและการบริหารงานอย่างรอบคอบ มีวิจารณญาณ และมีความเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

การศึกษา

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ทรงเริ่มเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ก่อนจะเข้าทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ การศึกษาในประเทศไทยช่วงนี้มุ่งเน้นให้พระองค์ทรงมีความรู้รอบด้าน ทั้งวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และวิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และคณิตศาสตร์ รวมถึงการฝึกฝนทักษะการเป็นผู้นำและความมีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด

ภายหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร สมเด็จพระราชชนนีทรงเห็นว่าบรรยากาศทางการเมืองในประเทศไทยมีความไม่แน่นอน จึงได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับยังเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ ที่นั่น พระองค์ได้เข้าทรงศึกษาที่โรงเรียนมีเรมองต์ (Miremont) และต่อมาได้ย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเอกอล นูแวล เดอ ลา ซืออิส โรมองด์ (École Nouvelle de la Suisse Romande) นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงศึกษาภาษาไทยและวิชาพื้นฐานของสยามจากพระอาจารย์ที่ตามเสด็จไปจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งช่วยให้พระองค์สามารถรักษาภาษาและวัฒนธรรมไทยได้แม้ประทับอยู่ต่างประเทศ[6]

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลยังทรงได้รับการฝึกฝนให้มีความสามารถทางภาษาต่างประเทศหลายภาษา ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ และพื้นฐานภาษาลาติน พร้อมกับการศึกษาในสาขาวิชาพื้นฐาน เช่น ประวัติศาสตร์ โลกศึกษา และวิชาการเมือง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาพระปัญญาและวิสัยทัศน์ด้านการบริหารราชการและการตัดสินพระราชหฤทัยในอนาคต การศึกษาที่ครบวงจรทั้งในด้านวิชาการ คุณธรรม และความรู้สากลนี้ ทำให้พระองค์มีความพร้อมที่จะดำรงพระราชอำนาจอย่างรอบคอบและรัดกุมเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา

ครองราชย์

พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระอัฐมรามาธิบดินทร
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

การขึ้นทรงราชย์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์เต็มยศ เมื่อเสด็จนิวัตพระนครครั้งที่ 1 พ.ศ. 2481-2482

ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 (ตามปฏิทินปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ โดยมิได้ทรงกำหนดเจ้านายพระองค์ใดเป็นรัชทายาท ดังนั้น คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งมีพระชันษาเพียง 9 ปี และเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์แรกในลำดับพระราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ขึ้นทรงราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล สืบพระราชสันตติวงศ์ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478[7] และได้รับพระปรมาภิไธยใหม่เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2478[8][9]

เนื่องจากพระองค์มีพระชนมพรรษาเพียง 8 พรรษาในขณะนั้นและยังประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงจำเป็นต้องแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อบริหารราชการแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)[10]

ต่อมา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2478 พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์สิ้นพระชนม์ สภาผู้แทนราษฎรจึงได้แต่งตั้งให้เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[11] และต่อมาหลังจากเจ้าพระยายมราชถึงแก่อสัญกรรม จึงได้แต่งตั้งปรีดี พนมยงค์ สมาชิกคณะราษฎร ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แทน[12]

หลังจากนั้น เมื่อเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินถึงแก่อสัญกรรม รวมทั้งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง ปรีดีจึงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว[13] จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จกลับสู่พระนคร[14]

การเสด็จนิวัตพระนคร

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตจากสวิตเซอร์แลนด์มายังกรุงเทพมหานคร พร้อมปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช, มกราคม พ.ศ. 2489

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จขึ้นทรงราชย์ รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระองค์เสด็จนิวัตพระนคร เพื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งแรกในปลายปี พ.ศ. 2477 อย่างไรก็ดี เนื่องจากพระพลานามัยของพระองค์ยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงและมีพระอาการประชวรบางประการ การเสด็จนิวัตจึงต้องเลื่อนออกไปก่อน[15]

ใน พ.ศ. 2478 รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จนิวัตพระนครอีกครั้ง แต่การอัญเชิญในครั้งนี้ก็ประสบปัญหาเรื่องพระพลานามัยของพระองค์เช่นเดิม ทำให้ไม่สามารถกำหนดวันประกอบพระราชพิธีได้ตามเดิม ในเวลาต่อมา รัฐบาลได้ส่งพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (หม่อมราชวงศ์สิทธิ์ สุทัศน์) ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนีที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทูลอัญเชิญพระมหากษัตริย์เสด็จนิวัตพระนครอีกครั้งใน พ.ศ. 2479 อย่างไรก็ดี ขณะนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ คณะรัฐบาลชุดใหม่จึงขอเลื่อนการรับเสด็จออกไปอย่างไม่มีกำหนด[15]

ต่อมา รัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัตพระนครอีกครั้ง ในครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนี, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จจากเมืองโลซานด้วยรถไฟมายังเมืองท่ามาร์เซย์ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ก่อนประทับเรือพระที่นั่งเมโอเนีย (Meonia) เดินทางกลับประเทศไทย

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 เรือพระที่นั่งได้เทียบจอดทอดสมอที่เกาะสีชัง รัฐบาลได้จัดเรือหลวงศรีอยุธยา ออกไปรับเสด็จมายังจังหวัดสมุทรปราการ ณ ที่นั้น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้เสด็จไปคอยรับพระราชนัดดาและพระสุนิสาดด้วย หลังจากนั้นจึงเสด็จโดยเรือหลวงศรีอยุธยาเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งนับเป็นการเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรกหลังจากเสด็จขึ้นทรงราชย์ พระองค์ประทับอยู่ในประเทศไทยประมาณสองเดือน เพื่อพระราชพิธีและเตรียมความพร้อมทางราชการ ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์[15]

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจึงเสด็จนิวัตพระนครอีกครั้ง พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช แต่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา มิได้ตามเสด็จด้วย การเสด็จนิวัตในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทางราชการได้จัดพระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับถาวร ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการฟื้นฟูความมั่นคงและต่อเนื่องของราชวงศ์จักรีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง[16]

สงครามโลกครั้งที่สอง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขณะเสด็จพระราชดำเนินตรวจแถวกองทหารฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมกับลอร์ดเมานต์แบ็ตเทน เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2489

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 สืบเนื่องจากการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้เคลื่อนพลเข้าสู่ประเทศไทย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสด็จออกนอกประเทศเพื่อประทับและทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะเดียวกัน ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แสดงจุดยืนคัดค้านการอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านเข้าประเทศ ตลอดจนปฏิเสธข้อเสนอการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างชัดเจน[17] :204–7,208–9 ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ปรีดีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี[18] :537–540

ต่อมาในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลเผด็จการทหารภายใต้การนำของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้ลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่นและเข้าร่วมฝ่ายอักษะ และประกาศสงครามต่อสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 อย่างไรก็ตาม ปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้หลีกเลี่ยงการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ส่งผลให้การประกาศดังกล่าวไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และได้ดำเนินมาตรการถวายความปลอดภัยให้กับพระบรมวงศานุวงศ์โดยจัดให้อพยพไปพำนัก ณ พระราชวังบางปะอิน[18] :566 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2486 ปรีดีได้ปฏิเสธคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีแปลกให้ไปรับหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด เนื่องจากถือว่าขัดต่อกฎหมายเพราะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่อยู่ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหาร[18] :547–549 ขณะเดียวกัน การสอบสวนข้อกล่าวหาว่าปรีดีวางแผนจับกุมแปลกเพื่อขัดขวางญี่ปุ่นก็ไม่สามารถระบุความผิดได้ชัดเจน ปรีดีจึงรอดพ้นจากการถูกกล่าวหา[18] :553

หลังรัฐบาลแปลกลาออกใน พ.ศ. 2487 เนื่องจากพ่ายแพ้ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสำคัญและเผชิญการต่อต้านหลังการทิ้งระเบิดกรุงเทพมหานครโดยฝ่ายสัมพันธมิตร ปรีดีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้พันตรีควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยพยายามประสานกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ในฐานะผู้สำเร็จราชการพระองค์อื่น แต่พระองค์ไม่กล้าลงพระนามแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จึงลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีสำเร็จลุล่วง[17] :224–228 ในโครงสร้างรัฐบาลใหม่ ปรีดีได้แต่งตั้งพระยาพหลพลพยุหเสนา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีลอย, แม่ทัพใหญ่ และผู้บัญชาการทหารบกเพื่อรักษาดุลอำนาจทางทหาร พร้อมทั้งแต่งตั้งแปลกเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อป้องกันรัฐประหาร[17] :230–236

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปรีดีได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทย องค์การต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น[19] :195–200 ติดต่อประสานกับฝ่ายสัมพันธมิตร ส่งบุคคลออกนอกประเทศในลักษณะสายลับ และวางแผนให้ทวี บุณยเกตุ ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แต่แผนถูกขัดขวางโดยแปลก ปรีดีจึงเปลี่ยนไปใช้แนวทางการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานบริการด้านยุทธศาสตร์ (OSS) ของสหรัฐอเมริกา และหน่วย 136 ของสหราชอาณาจักร รหัสนามปรีดีคือ "รูธ" (Ruth) ทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนเข้ามาในกรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการลับ[17] :218–219

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2488 ปรีดีแจ้งแก่ทวีว่าไทยจะใช้อุบายบอกเลิกสัญญาทางการทูตกับญี่ปุ่น พร้อมเตรียมการให้สมาชิกเสรีไทยกว่า 8 หมื่นคนทั่วประเทศพร้อมลุกขึ้นต่อต้านทหารญี่ปุ่น แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ขอให้ชะลอแผนไว้ก่อน[18] :556–558 อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นได้ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ก่อนถึงวันนัดหมายการลุกฮือทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของปรีดีในการรักษาเอกราชของชาติ และความห่วงใยต่อความปลอดภัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดช่วงสงคราม

หลังสงคราม

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลงทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตพระนคร นี่จึงเป็นการเสด็จนิวัตพระนครครั้งที่สองในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 พร้อมกับปริญญาด้านนิติศาสตร์ แม้ว่าพระองค์จะยังทรงพระเยาว์และไร้ประสบการณ์ แต่กลับเอาชนะใจของปวงชนชาวไทยอย่างรวดเร็ว ซึ่งยังคงให้ความเคารพเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดช่วงยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2473 และ พ.ศ. 2483 ชาวไทยรู้สึกยินดีปรีดาที่มีพระเจ้าอยู่หัวมาอยู่ท่ามกลางพวกเขาอีกครั้ง พระราชกรณียกิจซึ่งเป็นที่จดจำได้เป็นอย่างดีของพระองค์คือ การเสด็จเยือนย่านสำเพ็ง (ซอยสำเพ็ง) ไชนาทาวน์ในกรุงเทพ ซึ่งพระองค์ได้รับการต้อนรับเสด็จอย่างล้นหลาม โดยมีพระราชประสงค์เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดหลังสงครามที่ดูอ้อยอิ่งระหว่างชาวไทยและชาวจีนในกรุงเทพ

เหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ชาวไทยตระหนักถึงเกียรติภูมิของชาติว่าจำเป็นต้องรักษา คือ ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน แห่งกองทัพอังกฤษ ผู้บัญชาการทหารฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เข้ามาในพระนครและมีการตรวจพลสวนสนามกองฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2489 พระบามสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้เสด็จออกทรงรับการตรวจพลสวนสนามในฐานะองค์พระประมุขของประเทศพร้อมกับ ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน เป็นการเสด็จออกอย่างสง่างามสมพระเกียรติ ในฉลองพระองค์จอมทัพไทย ส่งผลให้ความขัดข้องในจิตใจคนไทยว่าเมืองไทยจะอยู่ในฐานะถูกยึดครองนั้นหมดไปทันที และมีกำลังใจในการต่อสู้กับความทุกข์ยากอันเกิดจากผลของสงครามมากขึ้น

สวรรคต

วิดีโอหลายคลิปจากแหล่งข้อมูลภายนอก
video icon พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2493, วิดีโอยูทูบ
พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ณ ท้องสนามหลวง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงตั้งพระทัยจะทรงศึกษาปริญญาเอก สาขานิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์จนเรียบร้อยแล้วจึงจะเสด็จนิวัตพระนครเป็นการถาวรและจะทรงรับการบรมราชาภิเษกในภายหลัง แต่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อนด้วยพระแสงปืนในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง 4 วัน คณะแพทย์ผู้ชันสูตรกว่าสามในสี่ลงความเห็นว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์[20] และเป็นสมมุติฐานที่ได้รับการยอมรับในคำพิพากษาศาลฎีกา[21]

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ได้อัญเชิญพระบรมศพมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และจัดให้มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในระหว่างวันที่ 28 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2493 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง วันรุ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ขณะนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมกับ จอมพล ผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะทหารแห่งชาติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี หม่อมราชวงศ์บุษบา กิติยากร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ หม่อมหลวงบัว กิติยากร เพื่อเก็บพระบรมอัฐิ และอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิประดิษฐานที่บุษบกเหนือพระแท่นแว่นฟ้าทองภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มุขตะวันตก และจัดให้มีการพระราชกุศลพระบรมอัฐิขึ้น หลังจากนั้น ได้อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานทองกลาง ชั้นบนสุดของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท[22]

วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ขณะนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) เสด็จพระราชดำเนินอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารบรรจุลงในหีบ พร้อมทั้งเคลื่อนหีบพระบรมราชสรีรางคารเข้าสู่พระพุทธบัลลังก์ พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร[23]

การเฉลิมพระปรมาภิไธย

นายกรัฐมนตรีไทยในรัชกาล (พ.ศ. 2477-2489)
ปี นายกรัฐมนตรี (พรรค)
2476 พระยาพหลพลพยุหเสนา (คณะราษฎร)
2481 แปลก พิบูลสงคราม (คณะราษฎร)
2487 ควง อภัยวงศ์ (คณะราษฎร)
2488 (ส.ค.) ทวี บุณยเกตุ (คณะราษฎร)
2488 (ก.ย.) หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช (อิสระ)
2489 (ม.ค.) ควง อภัยวงศ์ (คณะราษฎร)
2489 (มี.ค.) ปรีดี พนมยงค์ (คณะราษฎร)

การสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทำให้เกิดปัญหาในการเรียกขานพระนาม เนื่องจากพระองค์ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี แต่ต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ขณะดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) ทรงมีพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงถวายพระเกียรติยศสูงสุดเท่าที่พระองค์ทรงทำได้ ด้วยการทูลเกล้าฯ ถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรกางกั้นพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ดังนั้น เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2489 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ขณะดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) จึงออกประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นใหม่ว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย[1]

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพระปรมาภิไธยอันวิเศษตามแบบแผนโบราณราชประเพณีว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดม จักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฏนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิหารรังสฤษฏ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ วิศิษฏศักตอัครนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร [24]

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขานพระปรมาภิไธยอย่างมัธยมว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และอย่างสังเขปว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

พระราชลัญจกรประจำพระองค์

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 8

ในปี พ.ศ. 2481 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ให้สำนักพระราชวังจัดสร้างพระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรขึ้น ซึ่งเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) สมุหพระราชวัง ได้ปรับปรุงพระราชลัญจกรรูปพระโพธิสัตว์สวนดุสิต ที่เคยใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ โดยการสร้างพระราชลัญจกรนั้น ใช้แนวคิดจากพระบรมนามาภิไธยก่อนทรงราชย์ นั่นคือ "อานันทมหิดล" ซึ่งหมายถึง เป็นที่ยินดีแก่แผ่นดิน ดังนั้น จึงได้ใช้รูปพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีหมายความเดียวกันว่า เป็นความยินดีและเป็นเดชยิ่งในพื้นพิภพ มาเป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 8 นั้น เป็นตรางา ลักษณะกลมศูนย์กลางกว้าง 7 เซนติเมตร มีรูปพระโพธิสัตว์ประทับอยู่เหนือบัลลังก์ดอกบัว พระบาทขวาห้อยอยู่เหนือบัวบาน ซึ่งหมายถึง แผ่นดิน พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวตูม มีเรือนแก้วอยู่ด้านหลังแถบรัศมี ซึ่งมีข้อแตกต่างจากพระราชลัญจกรที่ใช้ในรัชกาลที่ 5 คือ มีการเพิ่มรูปฉัตรตั้งไว้ข้างแท่นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ [25]

พระราชกรณียกิจ

การปกครอง

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไทยในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489 นอกจากนี้ยังเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นครั้งแรก ณ ย่านสำเพ็ง ในกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489

ในช่วงเวลาดังกล่าว เกิดความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งมีแนวโน้มบานปลายจนเกือบกลายเป็นสงครามกลางเมือง เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่องดังกล่าวจึงมีพระราชดำริว่า หากปล่อยให้ความขุ่นข้องบาดหมางดำรงอยู่ต่อไปจะก่อให้เกิดผลร้ายแรงต่อบ้านเมือง พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินไปยังสำเพ็งด้วยพระองค์เอง โดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาทเป็นระยะทางราว 3 กิโลเมตร การเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็งในครั้งนั้นจึงมีความหมายในฐานะการประสานรอยร้าวระหว่างกลุ่มชนในสังคมให้คลี่คลายลง และถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญด้านการธำรงความสามัคคีของประชาชนไทย

การศาสนา

ในการเสด็จนิวัตพระนครเป็นครั้งแรก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงประกอบพระราชพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะต่อหน้ามณฑลสงฆ์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ซึ่งถือเป็นพระราชพิธีสำคัญที่แสดงถึงการประกาศพระองค์ในฐานะพุทธศาสนิกชนโดยสมบูรณ์ภายใต้พระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ

นอกจากนี้ พระองค์ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปและปูชนียวัตถุสำคัญในพระอารามหลวงหลายแห่ง อาทิ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอารามเหล่านี้สะท้อนถึงพระราชศรัทธาลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา และพระราชปณิธานในการทำนุบำรุงพระศาสนาให้คงอยู่คู่แผ่นดิน

โดยเฉพาะเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร พระองค์ได้มีพระราชดำรัสสั้น ๆ แต่ทรงความหมายว่า "ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง" พระราชดำรัสดังกล่าวเป็นที่จดจำในหมู่ผู้ใกล้ชิดและพสกนิกรผู้มีโอกาสรับเสด็จ และเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้มีการอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐาน ณ พระอารามแห่งนี้ตามพระราชประสงค์[15]

ทั้งนี้ พระองค์ยังได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธศาสนา โดยได้มีพระราชหัตเลขาถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2489 ทรงขอพระสังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำราทางพระพุทธศาสนาเพื่อเตรียมพระองค์ในการอุปสมบท แต่พระราชประสงค์นี้ก็มิได้สัมฤทธิผล เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน[15]

นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อการบำรุงพระอารามต่าง ๆ และพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่น ๆ ตามสมควร อันเป็นเครื่องแสดงถึงพระราชศรัทธาและพระเมตตาธรรมที่ทรงมีต่อพหุศาสนาและความหลากหลายทางศาสนาของสังคมไทย[26]

การศึกษา

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ณ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในการเสด็จนิวัตพระนครครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. 2488–2489 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการพัฒนาประเทศ โดยได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการของสำนักหอสมุดแห่งชาติ และเสด็จเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่พระองค์เคยทรงศึกษาในวัยเยาว์ การเสด็จเยี่ยมดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากแสดงถึงพระราชหฤทัยที่ทรงสนับสนุนการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่โรงเรียนสามัญจนถึงมหาวิทยาลัย

พระองค์ยังได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจสำคัญ คือ การเสด็จพระราชดำเนินพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของพระองค์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489[27] และอีกครั้ง ณ หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน ปีเดียวกัน โดยในการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งหลังนี้ พระองค์ได้มีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอแก่การดูแลประชาชน ส่งผลให้เกิดการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[28] นับว่าเป็นพระราชดำริที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศในเวลาต่อมา

นอกจากด้านการศึกษาแล้ว พระองค์ยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางการเกษตร โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงหว่านข้าว ณ แปลงสาธิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมในเชิงพระราชสัญลักษณ์เพื่อส่งเสริมการเกษตรกรรมของชาติ และถือเป็นพระราชกรณียกิจครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489[29]

ชีวิตส่วนพระองค์

ศาสตราจารย์ ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เขียนว่า พระองค์ทรงคบกับหญิงชาวสวิส ชื่อ แมรีลีน เฟอร์รารี เป็นคนรัก แต่ทรงถูกพระราชชนนีตักเตือน[30]

วันอานันทมหิดล

พระบรมราชอิสริยยศและพระเกียรติยศ

ธรรมเนียมพระยศของ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
พระราชลัญจกร
ธงประจำพระอิสริยยศ
ตราประจำพระองค์
การทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
การแทนตนข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับพระพุทธเจ้าข้าขอรับ/เพคะ

พระบรมราชอิสริยยศ

  • หม่อมเจ้าอานันทมหิดล (20 กันยายน พ.ศ. 2468 – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470)
  • พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล (8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 – 2 มีนาคม พ.ศ. 2478)
  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล (2–25 มีนาคม พ.ศ. 2478)
  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (25 มีนาคม พ.ศ. 2478 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489)

ภายหลังการสวรรคต

  • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย (11 สิงหาคม พ.ศ. 2489)
  • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดม จักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิหารรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ วิศิษฏศักตอัครนเรศรามาธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (8 มิถุนายน พ.ศ. 2539)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

พระองค์ทรงเป็นประธานของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และ/หรือ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ดังนี้

พระยศทหาร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
รับใช้ ไทย
แผนก/สังกัดกองทัพบกไทย
กองทัพเรือไทย
กองทัพอากาศไทย
ประจำการ
  • พ.ศ. 2488–2489
  • พ.ศ. 2488–2489
  • พ.ศ. 2488–2489
ชั้นยศ
  • จอมพล
  • จอมพลเรือ
  • จอมพลอากาศ
  • 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488: จอมพลอากาศ
  • 7 ธันวาคม พ.ศ. 2488: จอมพล

พระบรมราชานุสาวรีย์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจสำคัญน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ในสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ดังนี้

รูปแบบประทับยืน

พระบรมราชานุสาวรีย์ในรูปแบบประทับยืนนี้มีลักษณะเดียวกันในทุกสถานที่ คือถอดออกมาจากพระบรมรูปต้นแบบที่เก็บรักษาไว้ในหอประติมากรรมต้นแบบของกรมศิลปากร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชวินิจฉัยประติมากรรมต้นแบบด้วยพระองค์เอง ปั้นต้นแบบโดยศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี ในส่วนพระเศียร และ ศาสตราจารย์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ในส่วนพระวรกาย[31] มีลักษณะเป็นพระอิริยาบถทรงยืน ฉลองพระองค์เครื่องแบบจอมพลทหารบก พระหัตถ์ขวาทรงพระคฑาจอมพล พระหัตถ์ซ้ายทรงพระแสงกระบี่ โดยประดิษฐานในสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้

พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดสุทัศนเทพวรารามถือเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ ดังนั้น จึงมีการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้น ณ บริเวณลานประทักษิณ ชั้นล่างมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระวิหารหลวง พระบรมรูปมีขนาดเท่าพระองค์จริง ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อนยกพื้นสูง มีแผ่นทองเหลืองจารึกเกี่ยวกับกำหนดการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ เบื้องหลังเป็นแผ่นหินอ่อนวงโค้ง ประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อ "อปร" ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ[32]

พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์
พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระองค์ทรงเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2475 เลขประจำพระองค์ 2329 หลังจากนั้นอีกเพียง 2 ปี พระองค์เจ้าอานันทมหิดลก็ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ครองสิริราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ องค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงมีความผูกพันกับโรงเรียนเทพศิรินทร์มาโดยตลอด มีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมาคมนักเรียนเก่าฯ ตลอดจนมวลหมู่ลูกแม่รำเพยทุกคน โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง

พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งแสนบาท สร้างอาคารเรียน 2 ชั้น 1 หลัง หอประชุม 1 หลังพร้อมบ้านพักครูอีก 20 หลัง และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์เสด็จมาเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2519

พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ โรงพยาบาลอานันทมหิดล

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้างโรงพยาบาลในจังหวัดลพบุรี และพระราชทานนามโรงพยาบาลแห่งนี้ว่า โรงพยาบาลอานันทมหิดล[33] หลังจากการสร้างแล้วเสร็จ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงพยาบาลแห่งนี้เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2481 ดังนั้น คณะกรรมการโรงพยาบาลจึงได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ประดิษฐาน ณ หน้าตึกอำนวยการของโรงพยาบาล

พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ สวนหลวงพระราม 8

สวนหลวงพระราม 8 เป็นสวนสาธารณะเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 เขตบางพลัด ฝั่งธนบุรี โดยชื่อสวนหลวงพระราม 8 เป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยบริเวณตรงกลางของสวนประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ที่กรุงเทพมหานครสร้างร่วมกับกรมศิลปากร มีขนาด 3 เท่าของพระองค์จริง คิดเป็นความสูงประมาณ 5.4 เมตร หันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ประดิษฐานบนแท่นที่ความสูงระดับเดียวกันกับราวสะพานพระราม 8 นอกจากนั้น บริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติข้างใต้พระบรมราชานุสาวรีย์เป็นห้องรวบรวมพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจขององค์รัชกาลที่ 8 เพื่อให้ประชาชนที่สนใจพระราชประวัติเข้าไปทรงศึกษาค้นคว้าเรื่องราว[34] โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ และสวนหลวงพระราม 8 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555[35]

รูปแบบประทับนั่ง

พระบรมราชานุสาวรีย์ในรูปแบบประทับนั่งนี้ ปัจจุบันมีประดิษฐานเพียงที่เดียว คือที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร มีพระราชปรารภต่อรัฐบาลในสมัยนั้น เรื่องการผลิตแพทย์เพิ่มให้เพียงพอต่อประชาชน อันเป็นจุดกำเนิดโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ คณะกรรมการบริหารสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาลงกรณ์ ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงติดต่อให้ไข่มุกด์ ชูโต เข้ามาออกแบบและปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ ซึ่งจะมีรูปแบบที่แตกต่างจากรูปแบบประทับยืน โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์แท่นประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2528 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 พระบรมรูปหล่อด้วยส่วนผสมของทองเหลืองและทองแดง มีขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของพระองค์จริง ประทับนั่งเหนือพระเก้าอี้ ผินพระพักตร์ไปทางเบื้องขวาเล็กน้อย ประดิษฐาน ณ ลานหน้าอาคารอานันทมหิดล ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[36]

พระบรมราชานุสรณ์

สะพานพระราม 8
สะพานพระราม 8

เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณโรงงานสุราบางยี่ขันเดิม เชื่อมต่อระหว่างทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี กับปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 8 มาเป็นต้นแบบในการออกแบบทางสถาปัตยกรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร โดยเปิดการจราจรเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดสะพานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2545 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของรัชกาลที่ 8

มูลนิธิอานันทมหิดล

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองทุนอานันทมหิดลขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระองค์มีพระราชดำริที่จะพระราชทานทุนให้นักทรงศึกษาผู้มีความสามารถยอดเยี่ยม ไปทรงศึกษาต่อให้ถึงระดับความรู้ชั้นสูงสุดยังประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาประเทศชาติและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หลังจากนั้น ได้จัดตั้งขึ้นเป็น มูลนิธิอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2502 เดิมทุนนี้จะพระราชทานให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ แต่เมื่อความต้องการผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่น ๆ มีเพิ่มมากขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนในสาขาอื่น ๆ ปัจจุบัน การพระราชทานทุนนั้นสามารถแบ่งออกเป็นแผนกต่าง ๆ ได้ ดังนี้ แผนกแพทยศาสตร์ แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกวิศวกรรมศาสตร์ แผนกเกษตรศาสตร์ แผนกธรรมศาสตร์ แผนกอักษรศาสตร์ แผนกทันตแพทยศาสตร์ และแผนกสัตวแพทยศาสตร์ [28]

มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

สืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นประจำ จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อเป็นทุนสำหรับบูรณปฏิสังขรณ์วัด และส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์และสามเณรคณะกรรมการจึงได้จัดตั้งเป็น มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2518 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร[15][37]

อาคาร "อ.ป.ร." และอาคารอานันทมหิดล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาคารอานันทมหิดล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สืบเนื่องจากความไม่เพียงพอของแพทย์ รัฐบาลจึงมีนโยบายให้คณะแพทยศาสตร์ทุกแห่งผลิตแพทย์เพิ่ม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างตึกใหม่ เพื่อรองรับจำนวนนิสิตแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอีกกว่า 90 คนต่อปี โดยได้รับอนุมัติงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2536 และในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญอักษรพระปรมาภิไธย "อปร" มาเป็นชื่ออาคาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งได้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือลงวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2539 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย "อ.ป.ร." เป็นชื่ออาคาร เมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2546 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของรัชกาลที่ 8 อาคารดังกล่าวเป็นย่อมุม 8 มุม สูง 19 ชั้น บนยอดอาคารประดับอักษรพระปรมาภิไธย "อ.ป.ร." ตั้งอยู่ริมถนนราชดำริ[38] นอกจากนี้ ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยังมีอาคารอานันทมหิดลอีกด้วย

การเฉลิมพระเกียรติ

วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี

งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 เป็นชื่องานเฉลิมพระเกียรติที่ประกอบด้วยพระราชพิธี รัฐพิธี กิจกรรม และโครงการเฉลิมพระเกียรติ ในอภิลักขิตสมัยครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ร่วมกันจัดขึ้นโดยรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และประชาชนชาวไทย ในกรอบระยะเวลาเดียวกับงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันครบรอบ 100 ปี อีก 2 งาน คือ งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 และงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568[39]

พระราชพิธี (วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568)

เวลา 17.25 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ครบ 100 ปี พุทธศักราช 2568

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง เสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารคู่พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งประดิษฐานในพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงกราบ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งประดิษฐานที่พระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยารอง และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบ

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประเคนพัดรองที่ระลึกพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง และพระราชาคณะ จนครบ 22 รูป พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์ แล้วพระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปปักที่จงกลธรรมาสน์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรสำหรับพระบรมอัฐิทรงธรรม ทรงศีล พระพรหมวชิรมุนี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนาเรื่อง "อัตตสัมมาปณิธิกถา" จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ[40]

รัฐพิธีและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ

รัฐพิธีที่รัฐบาลจัดขึ้นในวาระดังกล่าว ประกอบด้วย พิธีทําบุญตักบาตร พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีถวายราชสักการะ ดังนี้[41]

  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล โดยเริ่มในเวลา 07.30 น. โดยในส่วนกลางจัดพิธี ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และมีพระสงฆ์เข้าร่วมในพิธีจำนวน 100 รูป ในขณะที่ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด จะจัดพิธี ณ สถานที่สำคัญของจังหวัด เช่น สถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม และสำหรับในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจะพิจารณาการจัดพิธีตามความเหมาะสม
  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล โดยจัดขึ้นในเวลา 09.30 น. ณ วิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม
  • พิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ในส่วนกลางจะจัดขึ้น ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และสวนหลวงพระราม 8 ส่วนในภูมิภาคและต่างประเทศจะจัดพิธี ณ สถานที่ที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม

โดยนอกเหนือจากพิธีสำคัญในวันพระบรมราชสมภพแล้ว ยังมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติหลากหลายอย่างที่จัดขึ้นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ช่วงวันที่ 19–27 กันยายน พ.ศ. 2568 ณ วัดสุทัศนเทพวราราม เพื่อให้ประชาชนร่วมเฉลิมฉลองและเรียนรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์อย่างลึกซึ้ง เช่น[41]

  • นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ : จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ
  • การแสดงและสาธิต : พบกับการแสดงเฉลิมพระเกียรติที่งดงาม และการสาธิตมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า
  • นิทรรศการสวนแสง : สร้างสรรค์นิทรรศการแสงสีที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดความสงบและงดงาม
  • กิจกรรม Night Museum : พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) จะเปิดให้เข้าชมในยามค่ำคืน
  • การประกวด : จัดกิจกรรมนพปูชนีย์ และการประกวดโต๊ะหมู่บูชา "หมู่ 9" เพื่อส่งเสริมศิลปะและประเพณีอันดีงามของไทย
  • ร้านค้า : มีการจัดร้านค้าจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
  • การประดับไฟ : ประดับไฟอย่างสวยงามโดยรอบบริเวณวัดสุทัศนเทพวราราม เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสง่างามและน่าประทับใจ เป็นต้น

สิ่งที่ระลึก

พงศาวลี

อ้างอิง

เชิงอรรถ
  1. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ เฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล, เล่ม 63, ตอน 54ก, 13 สิงหาคม พ.ศ. 2489, หน้า 439
  2. ไม่มีวัดประจำรัชกาลตามประกาศพระบรมราชโองการ แต่ถือกันว่าวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นวัดประจำรัชกาลโดยอนุโลม เพราะเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร[ต้องการอ้างอิง]
  3. วุฒิชัย มูลศิลป์ และคณะ, พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์, อัลฟ่า มิเล็นเนียม, ISBN 974-91048-5-4
  4. "พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 44: 253–254. 8 พฤศจิกายน 2470.
  5. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา, เจ้านายเล็กๆ - ยุวกษัตริย์, ซิลค์เวอร์ม บุคส์, พิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2549, 450 หน้า, ISBN 974-7047-55-1
  6. อ. วิโรจน์ ไตรเพียร, 9 รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรี, สำนักพิมพ์ คลังศึกษา,2543,หน้า 108-116
  7. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ สภาผู้แทนราษฎรรับทราบในการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติและลงมติเห็นชอบในการอัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์, เล่ม 51, ตอน 0ก, 7 มีนาคม พ.ศ. 2477, หน้า 1330
  8. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ เรื่อง เฉลิมพระนามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, เล่ม 51, ตอน 0ก, 25 มีนาคม พ.ศ. 2477, หน้า 1407
  9. คำว่า "พระบาท" ใช้นำหน้า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เมื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จาก วันฉัตรมงคล เว็บไซต์ Thaimail เก็บถาวร 2007-08-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  10. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศพิเศษ เรื่อง ตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เก็บถาวร 2007-09-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 51, ตอน 0ก, 7 มีนาคม พ.ศ. 2477, หน้า 1332
  11. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ ตั้งซ่อมคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และตั้งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ใหม่ เก็บถาวร 2007-09-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 52, ตอน 0ก, 21 สิงหาคม พ.ศ. 2478, หน้า 1260
  12. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศตั้งซ่อมคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) เก็บถาวร 2007-09-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 58, ตอน 0ก, 16 ธันวาคม พ.ศ. 2484, หน้า 1821
  13. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เก็บถาวร 2007-09-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 61, ตอน 45ก, 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487, หน้า 730
  14. ราชกิจจานุเบกษา,ประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, เล่ม 62, ตอน 52ก, 20 กันยายน พ.ศ. 2488, หน้า 559
  15. 1 2 3 4 5 6 ศิลปากร,กรม, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล, กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์ บริษัท ส.ศิลป์ (2521) จำกัด, 2529 ISBN 974-7925-81-8
  16. Ratchakitcha Online
  17. 1 2 3 4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ สุพจน์
  18. 1 2 3 4 5 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ไสว
  19. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ปรีดี-เปรม
  20. คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง 100 ปีชาตกาลปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส. บันทึกการสอบสวรกรณีสวรรคตรัชกาลที่ ๘. หน้า 208 และ 226
  21. ศาลฎีกา. (2498). "คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2497 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2497". ใน พินิจชนคดี (พินิจ อินทรทูต), พระ (ผู้รวบรวม), คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา พร้อมด้วยคำแถลงของพนักงานอัยยการ โจทก์ ความอาญา คดีประทุษฐร้ายต่อพระองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 (น. 622–672). พระนคร: สำนักพิมพ์ชัยฤทธิ์. (บรรณาการในงานทำบุญอายุครบ 5 รอบหม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี 10 มกราคม 2498).
  22. สารานุกรมคำศัพท์เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, หน้า 448
  23. ราชกิจจานุเบกษา, กำหนดการ ที่ 4/2493 ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสยามินทราธิราช ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง พ.ศ. 2493, เล่ม 67, ตอน 16ง, 21 มีนาคม พ.ศ. 2493, หน้า 1261
  24. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล, เล่ม 113, ตอน 11ข, 8 มิถุนายน พ.ศ. 2539, หน้า 1
  25. พระราชลัญจกร รัชกาลที่ 8 เก็บถาวร 2007-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน จากเว็บไซต์ Debsirin History Networks
  26. ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์, ในหลวงอานันท์กับคดีลอบปลงพระชนม์, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2520
  27. "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-07-10. สืบค้นเมื่อ 2007-07-05.
  28. 1 2 "มูลนิธิอานันทมหิดล : ความเป็นมาและวัตถุประสงค์". Kanchanapisek.or.th. สืบค้นเมื่อ 2017-04-20. เก็บถาวร 2007-06-21 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  29. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เก็บถาวร 2007-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน จาก เว็บไซต์รากฐานไทย ฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศ
  30. "Desperately seeking Marylene". New Mandala (ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย). 2 January 2012. สืบค้นเมื่อ 14 April 2021.
  31. "กทม.เตรียมพร้อมรับเสด็จสวนหลวงพระราม 8". ไทยพีบีเอส. 8 มิถุนายน 2012. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2025.
  32. พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8 เก็บถาวร 2007-09-29 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน จาก เว็บไซต์วัดสุทัศนเทพวราราม
  33. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงกลาโหม เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินสร้างโรงพยาบาลที่จังหวัดลพบุรี, เล่ม 54, ตอน 0ง, 19 เมษายน พ.ศ. 2480, หน้า 149
  34. ทอดน่อง รับลม ชมวิวที่ "สวนหลวงพระราม 8"[ลิงก์เสีย] จากเว็บไซต์ เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์
  35. เตรียมพร้อมสวนหลวงพระราม 8 รับเสด็จ"ในหลวง"จากเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
  36. พระรูป ร.8 เก็บถาวร 2007-09-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน จากเว็บไซต์ สมาคมศิษย์เก่าแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์
  37. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้อำนาจจัดตั้ง "มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์" เป็นนิติบุคคล, เล่ม 92, ตอน 241ง, 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518, หน้า 2997
  38. "อาคาร "อปร" คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-01-26. สืบค้นเมื่อ 2008-02-02.
  39. "นายกฯ เป็นประธานการประชุม คกก.จัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ย้ำบูรณาการทำงานให้สมพระเกียรติ". มติชน. 21 ตุลาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2025.
  40. "ในหลวง-พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฯ วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ร.8 ครบ 100 ปี". ฐานเศรษฐกิจ. 20 กันยายน 2025. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2025.
  41. 1 2 "มหามงคล 100 ปี พระบรมราชสมภพ ร.8 รัฐบาลชวนชาวไทยร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ". Thai PBS. 2025-09-21. สืบค้นเมื่อ 2025-11-15.
บรรณานุกรม
  • กรมศิลปากร. สารานุกรมคำศัพท์เนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพและพระศพ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2561. 616 หน้า. ISBN 978-616-283-379-3
  • สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. พิมพ์ครั้งที่ 14, กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554. 296 หน้า. ISBN 978-974-417-594-6

ดูเพิ่ม

แหล่งข้อมูลอื่น

ก่อนหน้า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ถัดไป
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมหากษัตริย์ไทย
(2 มีนาคม พ.ศ. 2477 - 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489)
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร