รายชื่อภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
วิมานลอย (Gone with the Wind) ครองสถิติเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงที่สุดเป็นเวลายี่สิบห้าปี ถ้าหากปรับตามเงินเฟ้อแล้วจะเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงที่สุดมากกว่าเรื่องใดๆ

ภาพยนตร์สร้างรายได้จากหลายแหล่ง เช่น การฉายในโรงภาพยนตร์, การขายโฮมวิดีโอ, การขายสิทธิ์ในการฉายผ่านทางโทรทัศน์และสินค้า อย่างไรก็ตามรายได้จากการฉายภาพยนตร์เป็นตัวประเมินความสำเร็จของภาพยนตร์นั้น เพราะเป็นข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าการขายของโฮมวิดีโอและการขายสิทธิ์ในการฉายผ่านทางโทรทัศน์ โดยในหน้านี้จะประกอบด้วยตารางของภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงที่สุด (เรียงลำดับจากจำนวนเงินที่ทำได้), ตารางภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในแต่ละปีและภาพยนตร์ชุดที่ทำเงินสูงสุด โดยตารางทั้งหมดถูกจัดอันดับโดยตัวเลขจากบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกและไม่รวมรายได้จากการขายโฮมวิดีโอ, การขายสิทธิ์ในการฉายผ่านทางโทรทัศน์และสินค้า

ในอดีต ภาพยนตร์แนวสงคราม, ดนตรีและอิงประวัติศาสตร์ เป็นแนวภาพยนตร์ที่นิยมมากที่สุด แต่ในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเป็นต้นมา ภาพยนตร์จากภาพยนตร์ชุด กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินได้ดีที่สุด มีภาพยนตร์ห้าเรื่องจากภาพยนตร์ชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ และ มิดเดิลเอิร์ธ ของ ปีเตอร์ แจ็กสัน ติดอันดับ ขณะที่ภาพยนตร์จากภาพยนตร์ชุด สตาร์ วอร์ส, จูราสสิค พาร์ค และ ไพเรทส์ออฟเดอะแคริบเบียน ก็ติดอันดับเช่นกัน ภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโรก็ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะ จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล ที่ติดอันดับถึงหกเรื่อง ยังมี สไปเดอร์-แมน และ เอ็กซ์เมน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของ มาร์เวลคอมิกส์ ก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน ขณะที่ แบทแมน และ ซูเปอร์แมน ของ ดีซีคอมิกส์ ก็ทำเงินได้ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะเป็นการดัดแปลงจากต้นฉบับเดิมหรือภาคต่อ แต่ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุด อวตาร และ ไททานิก (ทั้งคู่กำกับโดย เจมส์ แคเมรอน) นั้นเป็นงานต้นฉบับ ภาพยนตร์แอนิเมชันก็ทำเงินได้ดีเช่นกัน โดยเฉพาะภาพยนตร์จากดิสนีย์ ได้แก่ ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ (เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำเงินสูงสุด), นครสัตว์มหาสนุก และ เดอะไลอ้อนคิง เช่นเดียวกับภาพยนตร์ในเครือพิกซาร์ ก็คือภาพยนตร์ชุด ทอย สตอรี่ และ ฟายดิงนีโม นอกเหนือจากนั้นก็มีภาพยนตร์แอนิเมชันจากภาพยนตร์ชุด เชร็ค, ไอซ์ เอจ และ มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด ด้วย

ในขณะที่ ภาวะเงินเฟ้อ นั้นได้ทำลายความสำเร็จของภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 เป็นช่วงที่ภาพยนตร์ชุดเริ่มต้นขึ้นและปัจจุบันยังมีการสร้างอยู่ ได้แก่ สตาร์ วอร์ส, ซูเปอร์แมน, เจมส์ บอนด์ และ สตาร์ เทรค ภาพยนตร์ชุดทั้งสี่ชุดนั้นยังอยู่ในอันดับภาพยนตร์ชุดที่ทำเงินสูงสุด ภาพยนตร์เก่าบางเรื่องทำเงินได้น่าพอใจกับมาตรฐานปัจจุบัน แต่ก็ไม่สามารถแข่งขันกับภาพยนตร์ในปัจจุบันที่ราคาของตั๋วสูงขึ้นได้ ถ้าหากปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง วิมานลอย ซึ่งครองสถิติเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงที่สุดเป็นเวลายี่สิบห้าปีและเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงที่สุด

ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุด[แก้]

ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดสองอันดับแรกเขียนบทและกำกับโดย เจมส์ แคเมรอน

ภาพยนตร์เรื่อง อวตาร ทำเงินทั่วโลก 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกยกให้เป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในบ็อกซ์ออฟฟิศ นับเฉพาะรายได้จากการฉายในโรงภาพยนตร์เท่านั้นเพราะว่าภาพยนตร์ ไททานิก ทำเงิน 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการจำหน่ายและการเช่า วิดีโอเทป และ ดีวีดี[1] ซึ่งอีก 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้มาจากการฉายในโรงภาพยนตร์ ขณะที่ อวตาร ทำเงินจากการจำหน่ายของดีวีดีและบลูเรย์ 345 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอเมริกาเหนือ[2] และจำหน่ายได้ 30 ล้านหน่วยทั่วโลก[3] เมื่อรวมกันแล้ว ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องทำเงินมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รายได้จากการขายสิทธิ์ในการฉายในโทรทัศน์ มักจะเพิ่มรายได้จากเดิมประมาณ 20–25%[4] ไททานิก ทำเงินได้ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการขายสิทธิ์ในการฉายในโทรทัศน์ให้กับ เอ็นบีซี และ เอชบีโอ[1] คิดเป็น 9% ของรายได้ในอเมริกาเหนือ

ภาพยนตร์นั้นถูกใช้เป็นอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เพราะนอกจากจะทำเงินจากการฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว ชื่อของภาพยนตร์ยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆ[5]เช่น เดอะ ไลอ้อน คิง ทำเงินมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากบ็อกซ์ออฟฟิศและโฮมวิดีโอ[6] แต่เทียบไม่ได้กับรายได้จากการแสดงละครเวทีที่ทำเงินได้ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก[7] และทำเงินมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการขายสินค้าจากภาพยนตร์ดังกล่าว[8] ขณะที่ 4 ล้อซิ่ง...ซ่าท้าโลก ของพิกซาร์ ทำเงินจากการฉายในโรงภาพยนตร์ได้ 462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของพิกซาร์[9] แต่ทำเงินจากการขายสินค้าได้มากกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปี หลังภาพยนตร์ฉายเมื่อปี ค.ศ. 2006[10][11] ทอย สตอรี่ 3 เป็นภาพยนตร์ของพิกซาร์ที่ทำเงินได้ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขายสินค้าทำเงินได้เกือบ 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[12]

ในตารางนี้ ภาพยนตร์เรียงลำดับตามจำนวนเงินที่ทำได้จากการฉายในโรงภาพยนตร์และอันดับสูงสุดที่เคยทำได้ มีภาพยนตร์สามสิบหกเรื่องทำเงินทั่วโลกได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีสี่เรื่องที่ทำเงินได้มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเรื่อง อวตาร อยู่อันดับสูงสุด ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในตารางเป็นภาพยนตร์ที่ฉายในศตวรรษที่ 21 เพราะอัตราเงินเฟ้อทำให้ค่าตั๋วมีราคามากกว่าในอดีตรวมถึงขนาดประชากรและความนิยมในปัจจุบัน

  พื้นหลังสีเขียวแสดงภาพยนตร์ที่ยังเข้าฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก
ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุด[13]
อันดับ สูงสุด ชื่อ (ภาษาไทย) ชื่อ (ภาษาอังกฤษ) ทำเงินทั่วโลก ปี อ้างอิง
1 1 อวตาร Avatar $2,787,965,087 2009 [# 1][# 2]
2 1 ไททานิก Titanic $2,187,463,945 1997 [# 3][# 4]
3 3 สตาร์ วอร์ส: อุบัติการณ์แห่งพลัง Star Wars: The Force Awakens $2,068,223,624 2015 [# 5][# 6]
4 4 อเวนเจอร์ส: มหาสงครามล้างจักรวาล film currently playing Avengers: Infinity War film currently playing $2,046,627,471 2018 [# 7]
5 3 จูราสสิค เวิลด์ Jurassic World $1,671,713,208 2015 [# 8][# 9]
6 3 ดิ อเวนเจอร์ส The Avengers $1,518,812,988 2012 [# 10][# 11]
7 4 เร็ว...แรงทะลุนรก 7 Fast & Furious 7 $1,516,045,911 2015 [# 12][# 13]
8 5 อเวนเจอร์ส: มหาศึกอัลตรอนถล่มโลก Avengers: Age of Ultron $1,405,403,694 2015 [# 14][# 13]
9 9 แบล็ค แพนเธอร์ film currently playing Black Panther film currently playing $1,346,909,636 2018 [# 15]
10 3 แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต ภาค 2 Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 $1,341,511,219 2011 [# 16][# 17]
11 9 สตาร์ วอร์ส: ปัจฉิมบทแห่งเจได Star Wars: The Last Jedi $1,332,539,889 2017 [# 18][# 19]
12 12 จูราสสิค เวิลด์ อาณาจักรล่มสลาย film currently playing Jurassic World: Fallen Kingdom film currently playing $1,304,808,072 2018 [# 20]
13F 5 ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ Frozen $1,290,000,000 2013 [# 21][# 22]
14 10 โฉมงามกับเจ้าชายอสูร Beauty and the Beast $1,263,521,126 2017 [# 23][# 24]
15 11 เร็ว...แรงทะลุนรก 8 The Fate of the Furious $1,238,764,765F8 2017 [# 25][# 24]
16 16 รวมเหล่ายอดคนพิทักษ์โลก 2 film currently playing Incredibles 2 film currently playing $1,227,498,593 2018 [# 26]
17 5 ไอรอนแมน 3 Iron Man 3 $1,214,811,252 2013 [# 27][# 28]
18 10 มินเนี่ยน Minions $1,159,398,397 2015 [# 29][# 9]
19 12 กัปตันอเมริกา: ศึกฮีโร่ระห่ำโลก Captain America: Civil War $1,153,304,495 2016 [# 30][# 31]
20 4 ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส 3 Transformers: Dark of the Moon $1,123,794,079 2011 [# 32][# 17]
21 2 มหาสงครามชิงพิภพ The Lord of the Rings: The Return of the King $1,119,929,521 2003 [# 33][# 34]
22 7 พลิกรหัสพิฆาตพยัคฆ์ร้าย 007 Skyfall $1,108,561,013 2012 [# 35][# 36]
23 10 ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 4: มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์ Transformers: Age of Extinction $1,104,054,072 2014 [# 37][# 38]
24 7 แบทแมน อัศวินรัตติกาลผงาด The Dark Knight Rises $1,084,439,099 2012 [# 39][# 40]
25 4TS3 ทอย สตอรี่ 3 Toy Story 3 $1,066,969,703 2010 [# 41][# 42]
26 3 สงครามปีศาจโจรสลัดสยองโลก Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest $1,066,179,725 2006 [# 43][# 44]
27 20 โร้ค วัน: ตำนานสตาร์ วอร์ส Rogue One: A Star Wars Story $1,056,057,273 2016 [# 45][# 46]
28 6 ผจญภัยล่าสายน้ำอมฤตสุดขอบโลก Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides $1,045,713,802 2011 [# 47][# 48]
29 24 มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด 3 Despicable Me 3 $1,034,799,409 2017 [# 49][# 24]
30 1 จูราสสิค พาร์ค กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์ Jurassic Park $1,029,153,882 1993 [# 50][# 51]
31 22 ผจญภัยดอรี่ขี้ลืม Finding Dory $1,028,570,889 2016 [# 52][# 53]
32 2 สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น Star Wars Episode I: The Phantom Menace $1,027,044,677 1999 [# 54][# 4]
33 5 อลิซในแดนมหัศจรรย์ Alice in Wonderland $1,025,467,110 2010 [# 55][# 56]
34 24 นครสัตว์มหาสนุก Zootopia $1,023,784,195 2016 [# 57][# 31]
35 14 เดอะ ฮอบบิท: การผจญภัยสุดคาดคิด The Hobbit: An Unexpected Journey $1,021,103,568 2012 [# 58][# 59]
36 4 แบทแมน อัศวินรัตติกาล The Dark Knight $1,004,558,444 2008 [# 60][# 61]
37 2 แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ Harry Potter and the Sorcerer's Stone $974,755,371 2001 [# 62][# 63]
38 19DM2 มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 2 Despicable Me 2 $970,761,885 2013 [# 64][# 65]
39 2 เดอะ ไลออนคิง The Lion King $968,483,777 1994 [# 66][# 51]
40 30 เมาคลีลูกหมาป่า The Jungle Book $966,550,600 2016 [# 67][# 68]
41 5 ผจญภัยล่าโจรสลัดสุดขอบโลก Pirates of the Caribbean: At World's End $963,420,425 2007 [# 69][# 70]
42 40 จูแมนจี้ เกมดูดโลกบุกป่ามหัศจรรย์ Jumanji : Welcome to the Jungle $962,077,546 2017 [# 71][# 72]
43 10 แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต ภาค 1 Harry Potter and the Deathly Hallows Part 1 $960,283,305 2010 [# 73][# 74]
44 24 เดอะ ฮอบบิท: ดินแดนเปลี่ยวร้างของสม็อค The Hobbit: The Desolation of Smaug $958,366,855 2013 [# 75][# 76]
45 26 เดอะ ฮอบบิท: สงคราม 5 ทัพ The Hobbit: The Battle of the Five Armies $956,019,788 2014 [# 77][# 78]
46 8FN นีโม...ปลาเล็กหัวใจโต๊...โต Finding Nemo $940,335,536 2003 [# 79][# 34]
47 6 แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์ Harry Potter and the Order of the Phoenix $939,885,929 2007 [# 80][# 70]
48 8 แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม Harry Potter and the Half-Blood Prince $934,416,487 2009 [# 81][# 82]
49 4 ศึกหอคอยคู่กู้พิภพ The Lord of the Rings: The Two Towers $926,047,111 2002 [# 83][# 84]
50 6 เชร็ค 2 Shrek 2 $919,838,758 2004 [# 85][# 86]

Fบ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ หยุดอัปเดตรายได้ทั้งหมดของ ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ ไปเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014 ในขณะที่ภาพยนตร์กำลังฉายอยู่ ซึ่งจำนวนเงินในตารางได้รวมของประเทศอื่นๆ ที่กำลังฉายอยู่จนถึงปลายปี ค.ศ. 2015 ได้แก่ ญี่ปุ่น, ไนจีเรีย, สเปน, สหราชอาณาจักรและเยอรมนี แต่ไม่รวมของประเทศตุรกี, ไอซ์แลนด์, บราซิลและออสเตรเลีย ที่ทำเงินได้ไม่กี่แสนดอลลาร์สหรัฐ และภาพยนตร์ได้ฉายอีกครั้งที่สหราชอาณาจักรเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2017 พร้อมกับ โอลาฟกับการผจญภัยอันหนาวเหน็บ ซึ่งทำเงินได้ 1,655,398 ดอลลาร์สหรัฐ รวมจำนวนเงินทั้งหมดแล้วปัดเศษไปอีก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนของตัวเลข

F8ในกรณีของ เร็ว...แรงทะลุนรก 8 จำนวนเงินนั้นนำตัวเลขมาจาก บ็อกซ์ออฟฟิส แทนที่จะเป็นแหล่งข้อมูลปกติ ก็คือ บ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ หลังจากพบความไม่ปกติในจำนวนตัวเลขจากเว็บดังกล่าว จำนวนเงินที่ทำได้หลังเข้าฉายลดลงอย่างมาก เช่น ประเทศอาร์เจนตินาซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่งผลให้ยอดทำเงินทั่วโลกลดลง[14]

TS3บ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ ได้แก้ไขรายได้ภาพยนตร์ของพิกซาร์เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2016 ส่งผลให้รายได้ของ ทอย สตอรี่ 3 เปลี่ยนจาก 1.063 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1.067 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[15][16] และยังทำให้อันดับสูงสุดที่เคยทำได้จากอันดับที่ 5 เป็น อันดับที่ 4 หลังจากฉายจบแล้ว

DM2ดีสนีย์ได้แก้ไขรายได้ของ เดอะ ไลอ้อนคิง จาก 987.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 968.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[17] ทำให้ภาพยนตร์เรื่อง มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 2 หลังฉายจบนั้นทำอันดับได้มากกว่าหนึ่งอันดับ

FNหลังจากได้รับการแก้ไขแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง นีโม...ปลาเล็กหัวใจโต๊...โต หลังฉายครั้งแรกจบนั้นได้อันดับมากกว่าเดิมหนึ่งอันดับ ภาพยนตร์ทำเงินทั้งหมด 940.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจากการฉายครั้งแรก 871.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจากฉายใหม่ในรูปแบบสามมิติ 69.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำนวนเงินจากการฉายครั้งแรกนั้นมากกว่าที่ บ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ ระบุไว้เล็กน้อยก็คือ 864.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะเดียวกัน บ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ ได้เคยระบุรายได้ภาพยนตร์เรื่อง อภินิหารแหวนครองพิภพ ไว้ที่ 871.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ภาพยนตร์ได้กลับมาฉายใหม่เมื่อปี ค.ศ. 2011 แต่เมื่อปี ค.ศ. 2009 นั้นได้ระบุไว้ที่ 870.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[18] ส่งผลให้จำนวนเงิน 871.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ นีโม...ปลาเล็กหัวใจโต๊...โต นั้นจัดอันดับมากกว่าจำนวนเงิน 870.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ อภินิหารแหวนครองพิภพ

ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดหลังคิดเงินเฟ้อแล้ว[แก้]

อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการปรับ

เพราะผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ค่าตั๋วเข้าชมภาพยนตร์นั้นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รายชื่อของภาพยนตร์ที่ไม่ได้อัตราเงินเฟ้อทำให้ภาพยนตร์ที่ออกฉายภายหลังมีน้ำหนักมากขึ้น[19] รายชื่อของภาพยนตร์ที่ไม่ได้ปรับอัตราเงินเฟ้อมักพบในสื่อทั่วไป ซึ่งไม่มีความหมายเลยที่จะนำมาเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ในปัจจุบัน เพราะภาพยนตร์เหล่านั้นไม่เคยปรากฏเลยในรายชื่อของภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดเลย ถึงแม้ว่าในอดีตจะประสบความสำเร็จ[20] เพื่อชดเชยการลดค่าเงินของสกุลเงิน จึงได้มีการปรับอัตราเงินเฟ้อบางส่วน แต่การปรับนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ทั้งหมด เพราะราคาตั๋วกับอัตราเงินเฟ้อนั้นไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน ยกตัวอย่าง ในปี ค.ศ. 1970 ราคาตั๋วภาพยนตร์อยู่ที่ 1.55 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 6.68 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2004 หลังคิดเงินเฟ้อ; ในปี ค.ศ. 1980 ราคาตั๋วภาพยนตร์เพิ่มขึ้นเป็น 2.69 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ว่าลดลงเหลือ 5.50 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2004 หลังคิดเงินเฟ้อ[21] ราคาตั๋วนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศทั่วโลก ทำให้กระบวนการปรับอัตราเงินเฟ้อนั้นยุ่งยากมากขึ้น[19]

อีกหนึ่งความยุ่งยากคือการฉายภาพยนตร์ในหลากหลายรูปแบบทำให้ค่าตั๋วแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นภาพยนตร์เรื่อง อวตาร ที่ฉายในรูปแบบสามมิติและไอแมกซ์ โดยเกือบสองในสามของตั๋วนั้นเป็นของสามมิติด้วยค่าตั๋วเฉลี่ย 10 ดอลลาร์สหรัฐ และหนึ่งในหกนั้นเป็นของไอแมกซ์ด้วยค่าตั๋วเฉลี่ย 14.50 ดอลลาร์สหรัฐ เปรียบเทียบกับค่าตั๋วภาพยนตร์สองมิติในปี ค.ศ. 2010 โดยเฉลี่ยเท่ากับ 7.61 ดอลลาร์สหรัฐ[22] ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจเช่นการเปลี่ยนแปลงของประชากร[23]และการเติบโตของตลาดต่างประเทศ[24][25][26] ยังส่งผลต่อจำนวนผู้ซื้อตั๋วโรงภาพยนตร์, กลุ่มผู้ชมที่มีภาพยนตร์บางเรื่องขายตั๋วลดราคาสำหรับเด็ก หรือทำเงินได้มากในเมืองใหญ่เพราะราคาตั๋วนั้นสูงกว่า[20]

ระบบการวัดความสำเร็จของภาพยนตร์นั้นขึ้นอยู่กับรายได้ที่ยังไม่ได้ปรับเงินเฟ้อ เพราะในอดีตเป็นวิธีการทำกันมาโดยตลอดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ รายรับจากบ็อกซ์ออฟฟิศถูกรวบรวมโดยโรงภาพยนตร์และส่งกลับไปยังผู้จัดจำหน่าย แล้วเผยแพร่ไปยังสื่อ[27] แปลงเป็นระบบตัวแทนที่นับยอดขายตั๋วมากกว่ารายได้ที่เต็มไปด้วยปัญหาเพราะข้อมูลที่มีอยู่สำหรับภาพยนตร์เก่านั้นคือยอดขายทั้งหมด[23] ในขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์มีความมุ่งมั่นอย่างมากในการทำการตลาดให้กับภาพยนตร์ที่พึ่งฉาย รายได้ที่ไม่ได้ปรับเงินเฟ้อถูกนำมาใช้ในแคมเปญการตลาด เพื่อให้ภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่ประสบความสำเร็จสามารถทำยอดขายได้เร็วขึ้นและได้รับการยกย่องว่าเป็น "ภาพยนตร์ยอดนิยมตลอดกาล",[21][28]ดังนั้นจึงมีแรงจูงใจน้อยที่จะเปลี่ยนไปใช้การวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการตลาดหรือแม้แต่มุมมองที่น่าเชื่อถือ[27]

แม้จะมีความยากลำบากในการปรับตามอัตราเงินเฟ้อซึ่งมีการพยายามทำอยู่หลายครั้ง การประมาณจำนวนเงินขึ้นอยู่กับดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งใช้ในการปรับยอดเงินทั้งหมด[28] และใช้อัตราแลกเปลี่ยน แปลงระหว่างค่าเงินต่างๆ ซึ่งทั้งคู่อาจมีผลกระทบต่อการจัดอันดับของตารางหลังปรับเงินเฟ้อนี้ ภาพยนตร์เรื่อง วิมานลอย (ฉายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1939) โดยทั่วไปถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ซึ่ง บันทึกสถิติโลกกินเนสส์ ได้ประมาณการจำนวนเงินที่ทำได้ทั่วโลกประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี ค.ศ. 2014 ซึ่งการประมาณการจำนวนเงินของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก เช่น เจ้าของภาพยนตร์, เทิร์นเนอร์เอนเตอร์เทนเมนต์ ได้ประมาณการไว้ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี ค.ศ. 2007[29] การประมาณการจากแหล่งหนึ่งระบุว่าประมาณการไว้น้อยกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี ค.ศ. 2010,[30] แต่จากอีกแหล่งหนึ่งประมาณการไว้ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี ค.ศ. 2006[31] ขณะที่ภาพยนตร์คู่แข่งของ วิมานลอย ก็คือ อวตาร ซึ่ง กินเนสส์ ได้จัดอันดับเป็นที่สองด้วยจำนวนเงิน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือ ไททานิค ด้วยจำนวนเงินเกือบ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการฉายครั้งแรกทั่วโลก ในค่าเงินของ ค.ศ. 2010 ภาพยนตร์เรื่องอื่นที่ทุกแหล่งเห็นด้วยว่าทำเงินเกิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ สตาร์วอร์ส ซึ่ง กินเนสส์ ได้ระบุว่าทำเงิน 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ดัชนีราคาเมื่อปี ค.ศ. 2014, ขณะแหล่งอื่นได้ระบุว่าทำเงินได้ประมาณ 2.2–2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ดัชนีราคาเมื่อช่วงปี ค.ศ. 2010/2011[30][32]

ภาพยนตร์ที่ทำเงินได้มากที่สุดหลังคิดเงินเฟ้อแล้วถึง 2016[33]
อันดับ ชื่อ (ภาษาไทย) ชื่อ (ภาษาอังกฤษ) ทำเงินทั่วโลก
(2016 $)[Inf]
ปี
1 วิมานลอย Gone with the Wind $3,640,000,000 1939
2 อวตาร Avatar $3,196,000,000 2009
3 ไททานิค Titanic $2,516,000,000T$3,026,000,000 1997
4 สตาร์วอร์ส Star Wars $2,989,000,000 1977
5 มนต์รักเพลงสวรรค์ The Sound of Music $2,503,000,000 1965
6 อี.ที. เพื่อนรัก E.T. the Extra-Terrestrial $2,444,000,000 1982
7 บัญญัติสิบประการ The Ten Commandments $2,314,000,000 1956
8 ด็อกเตอร์ชิวาโก้ Doctor Zhivago $2,193,000,000 1965
9 จอว์ส Jaws $2,145,000,000 1975
10 สตาร์ วอร์ส: อุบัติการณ์แห่งพลัง Star Wars: The Force Awakens TFA$2,103,000,000 2015

Infการปรับอัตราเงินเฟ้อใช้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ[34] โดยดัชนีนี้นำมาจาก บันทึกสถิติโลกกินเนสส์ เมื่อปี ค.ศ. 2014 ซึ่งตัวเลขในตารางข้างต้นคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2014 และในทุกๆ ปีนับจากนั้นโดยมีปีล่าสุดคือปี ค.ศ. 2016

Tอัตราเงินเฟ้อของ กินเนสส์ สำหรับ ไททานิค เพิ่มขึ้นแค่ $102,000,000 ระหว่างปี ค.ศ. 2012 (ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 2011) และ ค.ศ. 2015 คิดเป็น 4.2% จากเงินทั้งหมด และไม่รวมรายได้จากการฉายใหม่ในรูปแบบสามมิติเมื่อปี ค.ศ. 2012[35][33] ในตารางนี้รวมรายได้จากการฉายใหม่และปรับอัตราเงินเฟ้อตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ก็คือ $343,550,770[36] ไททานิค กลับมาฉายใหม่เมื่อปี ค.ศ. 2017 แต่ไม่ได้รวมในตารางนี้

TFAสตาร์ วอร์ส: อุบัติการณ์แห่งพลัง ฉายเมื่อปี ค.ศ. 2015 เพราะฉะนั้นอัตราเงินเฟ้อจะมีผลกับเงินที่ทำได้จากปี ค.ศ. 2016 เป็นต้นไป

ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในแต่ละปี[แก้]

อภิธานศัพท์: Distributor rentals

ตัวเลขในบ็อกซ์ออฟฟิศถูกรายงานในรูปแบบของรายได้ทั้งหมดหรือในรูปแบบ distributor rentals โดยเฉพาะภาพยนตร์เก่าหลายเรื่อง และมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นรายได้จากการขายโฮมวิดีโอ คำว่า rentals (ค่าเช่า) คือเงินส่วนแบ่งที่ให้กับผู้จัดจำหน่ายที่มาจากการฉายภาพยนตร์ นั่นก็คือรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศแต่จะน้อยกว่าส่วนแบ่งที่ให้กับโรงภาพยนตร์[37][38] ในอดีต ราคาของค่าเช่านั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30–40% เมื่อผู้จัดจำหน่ายเป็นเจ้าของธุรกิจโรงภาพยนตร์ ประมาณหนึ่งในสามของรายได้จะจ่ายให้กับผู้จัดจำหน่ายของภาพยนตร์[39] ในตลาดยุคปัจจุบัน ค่าเช่ามีความแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แม้ว่าภาพยนตร์จากค่ายใหญ่ค่าเช่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 43%[37]

รสนิยมของผู้ชมนั้นมีความหลากหลายในช่วงศตวรรษที่ 20 ในยุคภาพยนตร์เงียบ ภาพยนตร์แนวสงครามเป็นที่นิยมของผู้ชม เช่น The Birth of a Nation (สงครามกลางเมืองอเมริกา), The Four Horsemen of the Apocalypse, The Big Parade และ Wings (สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทั้งหมด) ซึ่งประสบความสำเร็จสูงสุดในปีที่ฉายของแต่ละเรี่อง หลังภาพยนตร์เรื่อง All Quiet on the Western Front ฉายในปี ค.ศ. 1930 ความนิยมเริ่มเสื่อมลง พร้อมกับการประดิษฐ์ภาพยนตร์ที่มีเสียงในปี ค.ศ. 1927 ภาพยนตร์ดนตรีกลายเป็นภาพยนตร์ที่นิยมแทน สังเกตได้จากปี ค.ศ. 1928 และ 1929 ที่ภาพยนตร์ดนตรีครองอันดับสูงสุดในปีนั้น แนวภาพยนตร์นี้ได้รับความนิยมไปจนถึงช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 จนกระทั่ง สงครามโลกครั้งที่สอง ได้เริ่มต้นขึ้น ภาพยนตร์แนวสงครามก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เริ่มจาก Gone with the Wind (สงครามกลางเมืองอเมริกา) ในปี ค.ศ. 1939 และจบที่ The Best Years of Our Lives (สงครามโลกครั้งที่สอง) ในปี ค.ศ. 1946 จากภาพยนตร์เรื่อง Samson and Delilah (ค.ศ. 1949) ได้เห็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการใช้ทุนในการสร้างฉากอิงประวัติศาสตร์มากขึ้น โดยเป็นฉากยุคโรมโบราณหรือเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิล ตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 โรงภาพยนตร์แข่งขันกับโทรทัศน์เพื่อแย่งผู้ชม,[40]ด้วยภาพยนตร์เรื่อง Quo Vadis, The Robe, The Ten Commandments, Ben-Hur และ Spartacus เป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในปีที่ฉายของแต่ละเรี่อง ก่อนจะเริ่มหายไปหลังประสบความล้มเหลวจากการใช้ทุนในการสร้างสูง[41] ความสำเร็จของ White Christmas และ South Pacific ในคริสต์ทศวรรษ 1950 เห็นสัญญาณของการกลับมาของภาพยนตร์ดนตรีในคริสต์ทศวรรษ 1960 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง West Side Story, Mary Poppins, My Fair Lady, The Sound of Music และ Funny Girl ซึ่งทั้งหมดอยู่รายชื่อภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น ต่อมาในคริสต์ทศวรรษ 1970 เริ่มเห็นรสนิยมของผู้ชมเปลี่ยนไป โดยนิยมภาพยนตร์ที่มีแนวคิดสูง เช่น ภาพยนตร์หกเรื่องซึ่งสร้างโดยไม่ จอร์จ ลูคัส ก็ สตีเวน สปีลเบิร์ก ติดอันดับสูงสุดในคริสต์ทศวรรษ 1980 ในศตวรรษที่ 21 เริ่มมีการมีพึ่งพาแฟรนไชส์และการดัดแปลงมากขึ้น ทำให้บ๊อกซ์ออฟฟิศถูกครอบงำโดยภาพยนตร์ที่มาจากทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่แล้ว[42]

ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในปีที่ฉายนั้น มีหกเรื่องเป็นภาพยนตร์ที่กำกับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก และมีสามเรื่องเคยเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุด

สตีเวน สปีลเบิร์ก เป็นผู้กำกับที่มีภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในแต่ละปีมากที่สุดถึงหกเรื่อง ได้แก่ปี 1975, 1981, 1982, 1984, 1989 และ 1993 อันดับที่สองคือ เซซิล บี. เดอมิลล์ กำกับภาพยนตร์ห้าเรื่อง (1932, 1947, 1949, 1952 และ 1956) และอันดับที่สามคือ วิลเลียม ไวเลอร์ กำกับภาพยนตร์สี่เรื่อง (1942, 1946, 1959 และ 1968) ขณะที่ ดี. ดับเบิลยู. กริฟฟิท (1915, 1916 และ 1920), จอร์จ รอย ฮิลล์ (1966, 1969 และ 1973) และ เจมส์ แคเมรอน (1991, 1997 และ 2009) กำกับคนละสามเรื่อง จอร์จ ลูคัส กำกับภาพยนตร์สองเรื่องในปี 1977 และ 1999, แต่ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้เขียนบทของภาพยนตร์ในปี 1980, 1981, 1983, 1984 และ 1989 ด้วย รายชื่อผู้กำกับที่มีภาพยนตร์ติดอันดับสองเรื่อง ได้แก่ แฟรง ลอยด์, คิง วิดอร์, แฟรงก์ คาปรา, ไมเคิล เคอร์ติซ, ลีโอ แม็คคารีย์, อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก, เดวิด ลีน, สแตนลีย์ คูบริก, กาย แฮมิลตัน, ไมค์ นิโคลส์, วิลเลียม ฟรีดคิน, ปีเตอร์ แจ็กสัน, กอร์ เวอร์บินสกี และ ไมเคิล เบย์ ส่วน เมอร์วิน ลีรอย, เคน แอนาคิน และ โรเบิร์ต ไวส์ มีชื่อเป็นผู้กำกับเดี่ยวหนึ่งเรื่องและเป็นผู้กำกับร่วมหนึ่งเรื่อง และ จอห์น ฟอร์ด เป็นผู้กำกับร่วมสองเรื่อง ภาพยนตร์ดีสนีย์มักจะใช้ผู้กำกับร่วมและผู้กำกับหลายคนเป็นทีม ได้แก่ วิลเฟร็ด แจ็กสัน, แฮมิลตัน ลุสกี, ไคลด์ เจโรนิมิ, เดวิด แฮนด์, เบ็น ชาร์ปสตีน, วูฟแกง ไรเทอร์แมน และ บิล โรเบิร์ต ทั้งหมดเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ร่วมอย่างน้อยสองเรื่องในตาราง มีผู้กำกับห้าคนเท่านั้นที่มีภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในแต่ละปีติดต่อกัน ได้แก่ แม็คคารีย์ (1944 และ 1945), นิโคลส์ (1966 และ 1967), สปีลเบิร์ก (1981 และ 1982), แจ็กสัน (2002 และ 2003) และ เวอร์บินสกี (2006 และ 2007)

การฉายของภาพยนตร์นั้น โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่ฉายช่วงปลายปี และการฉายในประเทศต่างๆ ที่แตกต่างกันทั่วโลก ภาพยนตร์หลายเรื่องนั้นสามารถทำเงินได้มากกว่าสองปีหรือมากกว่านั้น ดังนั้นจำนวนเงินที่ภาพยนตร์ทำได้นั้นไม่ได้จำกัดแค่ปีที่ฉายเท่านั้น อีกทั้งก็ไม่ได้จำกัดจำนวนเงินที่ทำได้ก็จากฉายครั้งแรกเช่นกัน ภาพยนตร์เก่าหลายเรื่องมีการฉายใหม่ โดยถ้าทราบจำนวนเงินที่ทำได้จากการฉายครั้งแรกของภาพยนตร์ จำนวนเงินดังกล่าวจะระบุอยู่ในวงเล็บ เพราะข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ไม่แน่ใจว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นทำเงินได้เท่าไหร่กันแน่ โดยปกติแล้วในตารางจะเรียงลำดับภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในแต่ละปี ในกรณีเกิดความขัดแย้งกันในการประมาณการจำนวนเงินของภาพยนตร์สองเรื่อง จำนวนเงินของภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนั้นจะเก็บไว้ และในกรณีที่ภาพยนตร์บางเรื่องได้รับการฉายใหม่ ภาพยนตร์ที่เคยทำเงินสูงสุดในปีนั้นก็จะเก็บไว้เช่นกัน

film currently playing พื้นหลังสีเขียวแสดงภาพยนตร์ที่ยังเข้าฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์
ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในแต่ละปีที่ฉาย[43][44][45]
ปี ชื่อ (ภาษาไทย) ชื่อ (ภาษาอังกฤษ) ทำเงินทั่วโลก ทุนการสร้าง อ้างอิง
1915 เดอะเบิร์ธออฟอะเนชัน The Birth of a Nation $50,000,000–100,000,000
$20,000,000+R ($5,200,000)R
$110,000 [# 87][# 88][# 89]
1916 อินทอลเลอเรินซ์ Intolerance $1,000,000*R IN $489,653 [# 90][# 91]
1917 คลีโอพัตรา Cleopatra $500,000*R $300,000 [# 90]
1918 มิกกี้ Mickey $8,000,000 $250,000 [# 92]
1919 เดอะมิราเคิลแมน The Miracle Man $3,000,000R $120,000 [# 93]
1920 เวย์ดาวน์อีส Way Down East $5,000,000R ($4,000,000)R $800,000 [# 94][# 95]
1921 4 จตุรอาชาแห่งวันสิ้นโลก The Four Horsemen of the Apocalypse $5,000,000R ($4,000,000)R $600,000–800,000 [# 96]
1922 โรบินฮูด Robin Hood $2,500,000R $930,042.78 [# 97][# 98]
1923 เดอะคัฟเวิร์ดแวกเกิน The Covered Wagon $5,000,000R $800,000 [# 99][# 100]
1924 เดอะซีฮอค The Sea Hawk $3,000,000R $700,000 [# 99]
1925 เดอะบิกพาเรด The Big Parade $18,000,000–22,000,000R
($6,131,000)R
$382,000 [# 101][# 102][# 103]
เบน-เฮอร์ Ben-Hur $10,738,000R ($9,386,000)R $3,967,000 [# 104][# 105]
1926 ฟอร์เฮฟเวินส์เสค For Heaven's Sake $2,600,000R FH $150,000 [# 94][# 106]
1927 วิงส์ Wings $3,600,000R $2,000,000 [# 94][# 107][# 108]
1928 เดอะซิงงิงฟูล The Singing Fool $5,900,000R $388,000 [# 108][# 109]
1929 เดอะบรอดเวย์เมโลดี The Broadway Melody $4,400,000–4,800,000R $379,000 [# 110][# 111]
ซันนีไซด์อัพ Sunny Side Up $3,500,000*R SS $600,000 [# 112][# 113]
1930 แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง All Quiet on the Western Front $3,000,000R $1,250,000 [# 94][# 114][# 115][# 116]
1931 แฟรงเกนสไตน์ Frankenstein $12,000,000R ($1,400,000)R $250,000 [# 117][# 118]
ซิตีไลท์ส City Lights $5,000,000R $1,607,351 [# 119]
1932 เดอะไซน์ออฟเดอะครอสส์ The Sign of the Cross $2,738,993R $694,065 [# 100][# 120][# 121][# 122]
1933 คิงคอง King Kong $5,347,000R ($1,856,000)R $672,255.75 [# 123]
แอมโนแองเจิล I'm No Angel $3,250,000+R $200,000 [# 124][# 125]
คาวัลเคด Cavalcade $3,000,000–4,000,000R $1,116,000 [# 95][# 115]
ชีดันฮิมรอง She Done Him Wrong $3,000,000+R $274,076 [# 126][# 127][# 128]
1934 เดอะเมอร์รีวิโดว์ The Merry Widow $2,608,000R $1,605,000 [# 129][# 121]
อิทแฮปเปนเด็ดวันไนต์ It Happened One Night $1,000,000R ON $325,000 [# 130][# 131]
1935 มิวตินีออนเดอะบาวน์ตี Mutiny on the Bounty $4,460,000R $1,905,000 [# 121]
1936 ซานฟรานซิสโก San Francisco $6,044,000+R ($5,273,000)R $1,300,000 [# 129][# 121]
1937 สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด Snow White and the Seven Dwarfs $418,000,000+S7 ($8,500,000)R $1,488,423 [# 132][# 133]
1938 ยูคานท์เทคอิทวิธยู You Can't Take It With You $5,000,000R $1,200,000 [# 134][# 135]
1939 วิมานลอย Gone with the Wind $390,525,192–401,776,459
($32,000,000)R GW
$3,900,000–4,250,000 [# 136][# 137][# 138][# 139]
1940 พินอคคิโอ Pinocchio $87,000,862* ($3,500,000)R $2,600,000 [# 140][# 133][# 141]
บูมทาวน์ Boom Town $4,600,000*R $2,100,000 [# 142][# 143]
1941 เซอร์เจนต์ยอร์ค Sergeant York $7,800,000R $1,600,000 [# 144][# 145]
1942 กวางน้อย...แบมบี้ Bambi $267,997,843 ($3,449,353)R $1,700,000–2,000,000 [# 146][# 147][# 148]
น.ส. มินิเวอร์ Mrs. Miniver $8,878,000R $1,344,000 [# 149][# 150]
1943 ฟอร์ฮูมเดอะเบลล์โทล์ลส For Whom the Bell Tolls $11,000,000R $2,681,298 [# 151][# 152][# 153]
ดิสอีสดิอาร์มี This Is the Army $9,555,586.44*R $1,400,000 [# 154][# 155][# 153]
1944 โกอิงมายเวย์ Going My Way $6,500,000*R $1,000,000 [# 156][# 157][# 158]
1945 มัมแอนด์แดด Mom and Dad $80,000,000MD/$22,000,000R $65,000 [# 159]
เดอะเบลล์สออฟเซนต์แมรีส์ The Bells of St. Mary's $11,200,000R $1,600,000 [# 160]
1946 ซองออฟเดอะเซาธ์ Song of the South $65,000,000* ($3,300,000)R $2,125,000 [# 161][# 162][# 163]
เดอะเบสเยียร์ออฟเอาเออร์ไลฟ์ส The Best Years of Our Lives $14,750,000R $2,100,000 [# 164][# 165]
ดูลอินเดอะซัน Duel in the Sun $10,000,000*R $5,255,000 [# 156][# 166]
1947 ฟอร์เอเวอร์เอมเบอร์ Forever Amber $8,000,000R $6,375,000 [# 112][# 166]
อันคองเคอร์ด Unconquered $7,500,000R UN $4,200,000 [# 167][# 168]
1948 อีสเตอร์พาเหรด Easter Parade $5,918,134R $2,500,000 [# 158][# 169]
เดอะเรดชูส์ The Red Shoes $5,000,000*R &0000000002000000000000£505,581 (~$2,000,000) [# 156][# 170][# 171]
เดอะสเนคพิต The Snake Pit $4,100,000*R $3,800,000 [# 172][# 173]
1949 แซมสันแอนด์เดไรลา Samson and Delilah $14,209,250R $3,097,563 [# 174][# 100]
1950 ซินเดอเรลล่า Cinderella $263,591,415
($20,000,000/$7,800,000R)
$2,200,000 [# 175][# 176][# 177]
ขุมทรัพย์โซโลมอน King Solomon's Mines $10,050,000R $2,258,000 [# 178]
1951 โรมพินาศ Quo Vadis $21,037,000–26,700,000R $7,623,000 [# 174][# 179][# 180]
1952 ดิสอีสซีนีรามา This Is Cinerama $50,000,000CI $1,000,000 [# 181][# 182]
ละครสัตว์บันลือโลก The Greatest Show on Earth $18,350,000R GS $3,873,946 [# 183][# 184][# 100]
1953 ปีเตอร์ แพน Peter Pan $145,000,000 $3,000,000–4,000,000 [# 185]
เดอะโรบ The Robe $25,000,000–26,100,000R $4,100,000 [# 186][# 187][# 180]
1954 หน้าต่างชีวิต Rear Window $24,500,000* ($5,300,000)*R $1,000,000 [# 188][# 179]
ไวต์คริสต์มาส White Christmas $26,000,050* ($12,000,000)*R $3,800,000 [# 189][# 190][# 191]
ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ 20,000 Leagues Under the Sea $25,000,134*
($6,800,000–8,000,000)*R
$4,500,000–9,000,000 [# 192][# 193][# 156][# 194]
1955 ทรามวัยกับไอ้ตูบ Lady and the Tramp $187,000,000 ($6,500,000)*R $4,000,000 [# 195][# 156][# 196]
ซีนีรามาฮอลิเดย์ Cinerama Holiday $21,000,000CI $2,000,000 [# 197][# 198]
มิสเตอร์โรเบิร์ต Mister Roberts $9,900,000R $2,400,000 [# 199]
1956 บัญญัติสิบประการ The Ten Commandments $90,066,230R
($122,700,000/$55,200,000R)
$13,270,000 [# 100][# 200][# 201]
1957 สะพานข้ามแม่น้ำแคว The Bridge on the River Kwai $30,600,000R $2,840,000 [# 201]
1958 มนต์รักทะเลใต้ South Pacific $30,000,000R $5,610,000 [# 202]
1959 เบนเฮอร์ Ben-Hur $90,000,000R
($146,900,000/$66,100,000R)
$15,900,000 [# 203][# 204]
1960 ครอบครัวแห่งมหาสมุทร Swiss Family Robinson $30,000,000R $4,000,000 [# 205]
สปาร์ตาคัส Spartacus $60,000,000 ($22,105,225)R $10,284,014 [# 206][# 207]
ไซโค Psycho $50,000,000+ ($14,000,000)R $800,000 [# 208]
1961 ทรามวัยกับไอ้ด่าง One Hundred and One Dalmatians $215,880,212 $3,600,000–4,000,000 [# 209][# 210][# 148]
เวสท์ไซด์สตอรี่ West Side Story $105,000,000 ($31,800,000)R $7,000,000 [# 211][# 212]
1962 ลอเรนซ์แห่งอาราเบีย Lawrence of Arabia $77,324,852 ($69,995,385) $13,800,000 [# 213][# 214]
พิชิตตะวันตก How the West Was Won $35,000,000R $14,483,000 [# 215]
วันเผด็จศึก The Longest Day $33,200,000R $8,600,000 [# 212][# 214]
1963 คลีโอพัตรา Cleopatra $40,300,000R $31,115,000 [# 212][# 214]
เพชฌฆาต 007 From Russia with Love $78,900,000/$29,400,000R
($12,500,000)R
$2,000,000 [# 216][# 217][# 218]
1964 บุษบาริมทาง My Fair Lady $55,000,000R $17,000,000 [# 219]
จอมมฤตยู 007 Goldfinger $124,900,000 ($46,000,000)R $3,000,000 [# 216][# 218]
แมรี่ ป๊อปปิ้นส์ Mary Poppins $44,000,000–$50,000,000R $5,200,000 [# 220][# 219]
1965 มนต์รักเพลงสวรรค์ The Sound of Music $286,214,076 ($114,600,000)R $8,000,000 [# 221][# 212]
1966 เดอะไบเบิล: อินเดอะบีกินนิง The Bible: In the Beginning $25,300,000R $18,000,000 [# 207]
ฮาวาย Hawaii $34,562,222* ($15,600,000)*R $15,000,000 [# 222][# 156]
มารหัวใจ Who's Afraid of Virginia Woolf? $28,000,089* ($14,500,000)*R $7,613,000 [# 223][# 156][# 224]
1967 เมาคลีลูกหมาป่า The Jungle Book $170,800,000–199,475,744 $3,900,000–4,000,000 [# 225][# 226][# 148]
พิษรักแรงสวาท The Graduate $85,000,000R $3,100,000 [# 227][# 228]
1968 2001 จอมจักรวาล 2001: A Space Odyssey $138,000,000–190,000,000
($21,900,000)R
$10,300,000 [# 229][# 230][# 212]
บุษบาหน้าเป็น Funny Girl $80,000,000–100,000,000 $8,800,000 [# 231][# 232]
1969 สองสิงห์ชาติไอ้เสือ Butch Cassidy and the Sundance Kid $152,308,525 ($37,100,000)R $6,600,000 [# 233][# 212][# 228]
1970 หากจะรักต้องลืมคำว่า "เสียใจ" Love Story $80,000,000R $2,260,000 [# 234][# 235]
เที่ยวบินมฤตยู Airport $75,000,000R $10,000,000 [# 236][# 237]
1971 มือปราบเพชรตัดเพชร The French Connection $75,000,000R $3,300,000 [# 112]
บุษบาหาคู่ Fiddler on the Roof $49,400,000R
($100,000,000/$45,100,000R)
$9,000,000 [# 238][# 239]
007 เพชรพยัคฆราช Diamonds Are Forever $116,000,000 ($45,700,000)R $7,200,000 [# 216][# 217]
1972 เดอะ ก็อดฟาเธอร์ The Godfather $245,066,411–286,000,000
($127,600,000–142,000,000) R
$6,200,000 [# 240][# 239][# 241][# 242]
1973 หมอผี เอ็กซอร์ซิสต์ The Exorcist $413,071,011 ($110,000,000) R $10,000,000 [# 243][# 244]
เดอะสตริง The Sting $115,000,000R $5,500,000 [# 245][# 246]
1974 ตึกนรก The Towering Inferno $88,650,000R $15,000,000 [# 247]
นายอำเภอดำ Blazing Saddles $80,000,000+R $2,600,000 [# 248][# 249]
1975 จอว์ส Jaws $470,653,000 ($193,700,000) R $9,000,000 [# 250][# 251][# 252]
1976 ร็อคกี้ Rocky $225,000,000 ($77,100,000) R $1,075,000 [# 253][# 239][# 254]
1977 สตาร์ วอร์ส Star Wars $775,398,007
($530,000,000SW/$268,500,000R)
$11,293,151 [# 255][# 256][# 239][# 257]
1978 กรีส Grease $394,589,888 ($341,000,000) $6,000,000 [# 258][# 259][# 227]
1979 007 พยัคฆ์ร้ายเหนือเมฆ Moonraker $210,300,000 $31,000,000 [# 216][# 260]
ร็อคกี้ 2 Rocky II $200,182,289 $7,000,000 [# 261][# 262][# 260]
1980 สตาร์วอร์ส 2 The Empire Strikes Back $538,375,067 ($413,562,607) SW $23,000,000–32,000,000 [# 263][# 264]
1981 ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า Raiders of the Lost Ark $389,925,971
($321,866,000–353,988,025)
$18,000,000–22,800,000 [# 265]
1982 อี.ที. เพื่อนรัก E.T. the Extra-Terrestrial $792,910,554
($619,000,000–664,000,000)
$10,500,000–12,200,000 [# 266][# 256][# 267][# 268]
1983 สตาร์วอร์ส 3 ชัยชนะของเจได Return of the Jedi $475,106,177 ($385,845,197) SW $32,500,000–42,700,000 [# 269][# 264]
1984 ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 2 ตอน ถล่มวิหารเจ้าแม่กาลี Indiana Jones and the Temple of Doom $333,107,271 $27,000,000–28,200,000 [# 270][# 271][# 272]
1985 เจาะเวลาหาอดีต Back to the Future $389,053,797 ($381,109,762) $19,000,000–22,000,000 [# 273][# 274]
1986 ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า Top Gun $356,830,601 ($345,000,000) $14,000,000–19,000,000 [# 275][# 276][# 271]
1987 เสน่ห์มรณะ Fatal Attraction $320,145,905 $14,000,000 [# 277][# 271]
1988 ชายชื่อเรนแมน Rain Man $354,825,476 $30,000,000 [# 278][# 279]
1989 อินเดียน่า โจนส์ แอนด์ เดอะ ลาสต์ ครูเซดส์ Indiana Jones and the Last Crusade $474,171,806–494,000,000 $36,000,000–55,400,000 [# 280][# 271][# 281]
1990 วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก Ghost $505,702,423 $22,000,000 [# 282][# 271]
1991 ฅนเหล็ก 2029 ภาค 2 Terminator 2: Judgment Day $523,774,456 ($519,843,345) $94,000,000 [# 283][# 284]
1992 อะลาดิน Aladdin $504,050,045 $28,000,000 [# 285][# 148]
1993 จูราสสิค พาร์ค กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์ Jurassic Park $1,029,939,903 ($914,691,118) $63,000,000–70,000,000 [# 50]
1994 เดอะ ไลอ้อน คิง The Lion King $968,483,777 ($763,455,561) $45,000,000–79,300,000 [# 66]
1995 ทอย สตอรี่ Toy Story $373,554,033 ($364,873,776) $30,000,000 [# 286][# 287]
ดายฮาร์ด 3 แค้นได้ก็ตายยาก Die Hard with a Vengeance $366,101,666 $70,000,000 [# 288][# 289]
1996 ไอดี 4 สงครามวันดับโลก Independence Day $817,400,891 $75,000,000 [# 290]
1997 ไททานิก Titanic $2,187,463,944 ($1,843,201,268) $200,000,000 [# 3]
1998 อาร์มาเกดดอน วันโลกาวินาศ Armageddon $553,709,626 $140,000,000 [# 291][# 292]
1999 สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น Star Wars Episode I: The Phantom Menace $1,027,044,677 ($924,317,558) $115,000,000–127,500,000 [# 54][# 264]
2000 ฝ่าปฏิบัติการสะท้านโลก 2 Mission: Impossible II $546,388,105 $100,000,000–125,000,000 [# 293][# 271]
2001 แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ Harry Potter and the Philosopher's Stone $974,755,371 $125,000,000 [# 62]
2002 ศึกหอคอยคู่กู้พิภพ The Lord of the Rings: The Two Towers $926,349,708 ($921,780,457) $94,000,000 [# 83]
2003 มหาสงครามชิงพิภพ The Lord of the Rings: The Return of the King $1,120,237,002 ($1,119,110,941) $94,000,000 [# 33]
2004 เชร็ค 2 Shrek 2 $919,838,758 $150,000,000 [# 85]
2005 แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี Harry Potter and the Goblet of Fire $896,911,078 $150,000,000 [# 294]
2006 สงครามปีศาจโจรสลัดสยองโลก Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest $1,066,179,725 $225,000,000 [# 43]
2007 ผจญภัยล่าโจรสลัดสุดขอบโลก Pirates of the Caribbean: At World's End $963,420,425 $300,000,000 [# 69]
2008 แบทแมน อัศวินรัตติกาล The Dark Knight $1,004,558,444 ($997,039,412) $185,000,000 [# 60]
2009 อวตาร Avatar $2,787,965,087 ($2,749,064,328) $237,000,000 [# 1][# 295]
2010 ทอย สตอรี่ 3 Toy Story 3 $1,066,969,703 $200,000,000 [# 41]
2011 แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต ภาค 2 Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 2 $1,341,511,219 $250,000,000HP [# 16][# 296]
2012 ดิ อเวนเจอร์ส The Avengers $1,518,812,988 $220,000,000 [# 10]
2013 ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ Frozen $1,290,000,000 ($1,287,000,000) $150,000,000 [# 21]
2014 ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 4: มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์ Transformers: Age of Extinction $1,104,039,076 $210,000,000 [# 37]
2015 สตาร์ วอร์ส: อุบัติการณ์แห่งพลัง Star Wars: The Force Awakens $2,068,223,624 $245,000,000 [# 5]
2016 กัปตันอเมริกา: ศึกฮีโร่ระห่ำโลก Captain America: Civil War $1,153,304,495 $250,000,000 [# 30]
2017 สตาร์ วอร์ส: ปัจฉิมบทแห่งเจได Star Wars: The Last Jedi $1,332,539,889 $200,000,000 [# 18]
2018 อเวนเจอร์ส: มหาสงครามล้างจักรวาล Avengers: Infinity War $2,046,627,471 $316,000,000–400,000,000 [# 7][# 297]

( ... ) ขณะที่รายได้ไม่ได้จำกัดแค่การฉายครั้งแรกเท่านั้น จำนวนเงินที่ทำได้จากการฉายครั้งแรกนั้นจะอยู่ในวงเล็บ อยู่หลังจำนวนเงินทั้งหมด

*รายได้เฉพาะสหรัฐและแคนาดาเท่านั้น

RDistributor rentals

TBAรอการตรวจสอบ

INไม่มีแหล่งข้อมูลที่ให้ตัวเลขที่แท้จริงของ 20,000 Leagues Under the Sea เมื่อปี ค.ศ. 1916, ถึงแม้ว่า เดอะนัมเบอร์ส ได้ระบุไว้ 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะในอเมริกาเหนือ[46] อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้อาจเป็นตัวเลขของภาพยนตร์ชื่อเดียวกันแต่ทำใหม่เมื่อ ค.ศ. 1954 ซึ่งทำเงินได้ 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะในอเมริกาเหนือ เหมือนกัน[47]

FHบางแหล่งข้อมูลเช่น เดอะนัมเบอร์ส ระบุว่า Aloma of the South Seas เป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปี ทำเงินได้ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[48] อย่างไรก็ตาม ไม่มีแหล่งข้อมูลที่ให้ตัวเลขที่แท้จริงของภาพยนตร์ดังกล่าว ซึ่งไม่ชัดเจนว่าจำนวนเงินนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่ เพราะถ้าเป็นจำนวนเงินจริง นั่นอาจทำให้ไม่เพียงแต่เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของปี แต่ยังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของภาพยนตร์ยุคเงียบด้วยและถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับ International Motion Picture Almanac และ Variety จะไม่มีภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในรายชื่อ

SSไม่แน่ใจว่าตัวเลขของ Sunny Side Up นั่นเป็นของอเมริกาเหนือหรือทั่วโลก ซึ่งแหล่งข้อมูลอื่นระบุไว้ว่าทำเงินได้ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[49] ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่าตัวเลขที่สูงกว่านั้นคือค่าเช่าทั่วโลก เนื่องจากความสับสนเกี่ยวกับตัวเลขระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น[50]

ONตัวเลขของ It Happened One Night ไม่ใช่ตัวแทนของสำเร็จที่แท้จริง เพราะว่าภาพยนตร์ถูกจัดจำหน่ายเป็นชุดพร้อมกับภาพยนตร์อีกสองโหลของโคลัมเบียฟิล์ม ทำให้เงินที่ทำได้นั้นถูกเฉลี่ยออกไป มิเช่นนั้นแล้วเงินที่ทำได้อาจจะมากกว่านี้

S7จำนวนเงิน 418 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากผู้ชมสะสม ของ Snow White ไม่รวมรายได้จากนอกอเมริกาเหนือ ตั้งแต่ ค.ศ. 1987 เป็นต้นไป

UNชอปรา-แกนต์ ได้ระบุตัวเลขของ Unconquered ว่าเป็นรายได้เฉพาะในอเมริกาเหนือ ซึ่งเรื่องปกติในเวลานั้นที่จะสับสนระหว่างรายได้ทั่วโลกกับรายได้เฉพาะอเมริกาเหนือ แหล่งข้อมูลอื่นระบุตัวเลขของ Forever Amber (8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ Life with Father (6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[51] ว่าเป็นรายได้จากทั่วโลก ซึ่งเป็นไปได้ว่าตัวเลขของ Unconquered นั้นจะเป็นรายได้จากทั่วโลกด้วย

CIตัวเลขของซีนีรามาแสดงถึงรายได้ทั้งหมด เพราะบริษัทซีนีรามาเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์จึงไม่มีค่าเช่าสำหรับภาพยนตร์ ทำให้สตูดิโอได้รับเงินเต็มจำนวนจากบ๊อกซ์ออฟฟิศ ไม่เหมือนในกรณีของภาพยนตร์เรื่องอื่นที่ผู้จัดจำหน่ายจะได้รับเงินน้อยกว่าครึ่งหนึ่งจากรายได้ทั้งหมด วาไรตี ในเวลานั้นจัดอันดับภาพยนตร์โดยใช้ค่าเช่าในสหรัฐ พวกเขาสร้างสมมติฐานขึ้นสำหรับค่าเช่าของภาพยนตร์ซีนีรามา เพื่อใช้พื้นฐานในการเปรียบเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ในกรณี This Is Cinerama ทำเงินทั่วโลก 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วปรับเป็น 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับค่าเช่าในสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 25% ของจำนวนรายได้ที่ซีนีรามารายงาน ดังนั้นสูตรของ วาไรตี คือ จำนวนรายได้ทั้งหมดลดลงครึ่งหนึ่งจะได้ส่วนแบ่งในสหรัฐ แล้วลดอีกครึ่งหนึ่งเพื่อจำลองตัวเลขเป็นค่าเช่า ทำให้ตัวเลข 'ค่าเช่า' ของ วาไรตี มักจะซ้ำกัน ซึ่งไม่ได้บ่งบอกว่าความจริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนั้นทำเงินได้เท่าไหร่ เพราะเป็นตัวเลขไว้สำหรับวิเคราะห์เท่านั้น[52] ภาพยนตร์ซีนีรามาทั้งห้าเรื่องรวมแล้วทำเงิน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั่วโลก[53]

GSวาไรตี ได้ระบุค่าเช่าทั่วโลกของ The Greatest Show on Earth ไว้ที่ประมาณ 18.35 ล้านดอลลาห์สหรัฐ (ด้วย 12.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจากสหรัฐ[47]) หนึ่งปีหลังฉาย อย่างไรก็ตาม เบอร์เคิด ได้ระบุไว้แค่ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปี ค.ศ. 1962 เป็นไปได้ว่า ตัวเลขของ เบอร์เคิด นั้น มาจากค่าเช่าของอเมริกาเหนือและรวมจากการฉายใหม่ในปี ค.ศ. 1954 และ ค.ศ. 1960

SWไม่รวมรายได้จากฉบับพิเศษปี 1997 แต่รวมรายได้จากการฉายใหม่ก่อนหน้านั้น

HPใช้ทุนการสร้างร่วมกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต ภาค 1

เส้นเวลาของภาพยนตร์ทำเงินสูงสุด[แก้]

เดอะ เบิร์ธ ออฟ อะ เนชั่น เป็นภาพยนตร์ที่ริเริ่มเทคนิคต่างๆ ที่ยังคงใช้อยู่ในภาพยนตร์ยุคปัจจุบัน กลายเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในเวลานั้น

มีภาพยนตร์สิบเรื่องครองสถิติเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุด ตั้งแต่ เดอะ เบิร์ธ ออฟ อะ เนชั่น เมื่อ ค.ศ. 1915 ทั้ง เดอะ เบิร์ธ ออฟ อะ เนชั่น และ วิมานลอย ครองสถิติติดต่อกันเป็นเวลายี่สิบห้าปี ขณะที่ภาพยนตร์ที่กำกับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก เคยเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดถึงสามครั้งและภาพยนตร์ของ เจมส์ แคเมรอน สองครั้ง และเป็นผู้ครองสถิติปัจจุบัน สปีลเบิร์ก เป็นผู้กำกับคนแรกที่ทำลายสถิติตัวเองเมื่อภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิค พาร์ค กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์ ทำเงินแซง อี.ที. เพื่อนรัก และ แคเมรอน ก็เช่นเดียวกันเมื่อ อวตาร ทำเงินแซง ไททานิก

เส้นเวลาของภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุด
ปีที่เริ่ม ชื่อ (ภาษาไทย) ชื่อ (ภาษาอังกฤษ) จำนวนเงินสูงสุดที่บันทึกไว้ อ้างอิง
1915[54] เดอะ เบิร์ธ ออฟ อะ เนชั่น The Birth of a Nation $5,200,000R [# 88]
1940 $15,000,000R [# 298]
1940[29] วิมานลอย Gone with the Wind $32,000,000R [# 138]
1963 $67,000,000R [# 299]
1966[54] มนต์รักเพลงสวรรค์ The Sound of Music $114,600,000R [# 212]
1971[54] วิมานลอย Gone with the Wind $116,000,000R [# 300]
1972[54] เดอะ ก็อดฟาเธอร์ The Godfather $127,600,000–142,000,000R [# 239][# 301]
1976[55][56] จอว์ส Jaws $193,700,000R [# 251]
1977[57][58][59] สตาร์ วอร์ส Star Wars $410,000,000/$268,500,000R [# 302][# 239]
1982 $530,000,000 [# 256]
1983[60] อี.ที. เพื่อนรัก E.T. the Extra-Terrestrial $619,000,000–664,000,000 [# 256][# 267]
1993 $701,000,000 [# 303]
1993[54] จูราสสิค พาร์ค กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์ Jurassic Park $914,691,118 [# 50]
1998[61] ไททานิก Titanic $1,843,201,268 [# 3]
2010[62][63] อวตาร Avatar $2,749,064,328 [# 1]
$2,787,965,087

RDistributor rentals

Includes re-releasesรวมจำนวนเงินจากการฉายใหม่ ถ้าภาพยนตร์เรื่องใดทำเงินเพิ่มขึ้นขณะที่ภาพยนตร์นั้นถือครองสถิติอยู่ ปีที่ทำเงินสูงสุดนั้นจะเป็นตัวเอียง

แฟรนไชส์และภาพยนตร์ชุดที่ทำเงินสูงสุด[แก้]

ภาพยนตร์ชุด เจมส์ บอนด์ เป็นภาพยนตร์ชุดแรกที่ทำเงินได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนปี ค.ศ. 2000 นั้นมีภาพยนตร์ชุด 7 ชุดเท่านั้นที่ทำเงินได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบ็อกซ์ออฟฟิศ ได้แก่ เจมส์ บอนด์, [64] สตาร์ วอร์ส, [65] อินเดียน่า โจนส์, [66] ร็อคกี้, [67][68][69] แบทแมน, [70] จูราสสิค พาร์ค[71] และ สตาร์ เทรค[72] ตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนศตวรรษเป็นต้นมา จำนวนของภาพยนตร์ชุดก็เพิ่มขึ้นมากขึ้น โดยมีมากกว่าห้าสิบภาพยนตร์ชุด (ไม่รวมภาพยนตร์เดี่ยวที่ได้รับความนิยมสูง เช่น อวตาร, ไททานิก และ ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ)[73] ส่วนหนึ่งมาจากอัตราเงินเฟ้อและการขยายของตลาดที่เปิดกว้างมากขึ้น แต่ยังรวมถึงการที่ฮอลลีวู้ดสร้างรูปแบบของภาพยนตร์ชุดใหม่ เช่น การสร้างภาพยนตร์ที่มาจากนวนิยายชื่อดัง (เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์) หรือ การสร้างตัวละครให้เป็นที่จดจำ (อินเดียน่า โจนส์) ซึ่งวิธีการนี้มีแนวคิดที่ว่า ภาพยนตร์ที่สร้างจากสิ่งผู้ชมมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว ทำให้สามารถขายให้กับผู้ชมเหล่านั้นได้ เรียกว่าเป็นการ "pre-sold" ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์[32]

รูปแบบแฟรนไชส์ในปัจจุบันมีแนวคิดของการข้ามฝั่งหรือการครอสโอเวอร์ หมายถึง "เป็นการนำสิ่งต่างๆ ในเรื่องแต่ง เช่นตัวละคร สถานที่ หรือจักรวาลของเรื่องแต่งสองเรื่องเป็นอย่างน้อยที่แตกต่างกันมารวมอยู่ในบริบทของเรื่องแต่งเรี่องเดียว"[74] ผลที่ตามมาของการครอสโอเวอร์คือทรัพย์สินทางปัญญาอาจถูกใช้โดยแฟรนไชส์มากกว่าหนึ่งแฟรนไชส์ ยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่อง แบทแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน แสงอรุณแห่งยุติธรรม ไม่เพียงแค่อยู่ในแฟรนไชส์ แบทแมน และ ซูเปอร์แมน เท่านั้น แต่อยู่ใน จักรวาลขยายดีซี ด้วย ซึ่งเป็น "จักรวาลร่วม"[75] จักรวาลร่วมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสื่อภาพยนตร์คือ จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล เป็นการข้ามฝั่งระหว่างฮีโรหลายคนของ มาร์เวลคอมิกส์ ซึ่งทำเงิน 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาพยนตร์ชุด สตาร์ วอร์ส เป็นภาพยนตร์ชุด (ที่ไม่ใช่จักรวาลร่วม) ที่ทำเงินสูงสุด มากกว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ถึงแม้ว่า ภาพยนตร์ชุด เจมส์ บอนด์ ของอีออน ซึ่งหากปรับอัตราเงินเฟ้อ จะเท่ากับ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ[76]) แต่หากรวมรายได้จากการขายสินค้าแล้ว สตาร์ วอร์ส เป็นจะเป็นแฟรนไชส์ที่ทำเงินได้มากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายได้จากภาพยนตร์นั้นคิดเป็นหนึ่งในสามจากทั้งหมด[77][78][79] จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล เป็นภาพยนตร์ชุดเดียวที่มีภาพยนตร์ที่ทำเงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถึงหกเรื่องและภาพยนตร์ชุด อเวนเจอร์ส นั้นเป็นภาพยนตร์ชุดเดียวที่ภาพยนตร์แต่ละเรื่องทำเงินเฉลี่ยมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม หากปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว ภาพยนตร์ชุด สตาร์ วอร์ส, ไพเรทส์ออฟเดอะแคริบเบียน, จูราสสิค พาร์ค, ภาพยนตร์ชุด ไฟน์ดิงนีโม, แฮร์รี่ พอตเตอร์ และ ภาพยนตร์มิดเดิลเอิร์ธโดยปีเตอร์ แจ็คสัน ก็ทำเงินเฉลี่ยมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน[32]

film currently playing ยังมีภาพยนตร์อย่างน้อยหนึ่งเรื่องในภาพยนตร์ชุดนั้นกำลังฉายอยู่
ภาพยนตร์ชุดที่ทำเงินสูงสุด[§] (ดูรายละเอียดภาพยนตร์ในแต่ละภาพยนตร์ชุดได้โดยการกด "แสดง")
อันดับ ชื่อ รายได้ทั้งหมด จำนวน รายได้โดยเฉลี่ย ภาพยนตร์ที่มีรายได้สูงสุด
  • *รายได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
  • RDistributor rentals

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Pincus-Roth, Zachary (January 8, 2006). "Producers claim prod'n has grossed over $3.2 bil at the B.O. worldwide". Variety. สืบค้นเมื่อ February 2, 2014. 
  2. "Avatar – Video Sales". The Numbers. Nash Information Services, LLC. สืบค้นเมื่อ November 12, 2013. 
  3. "Unkind unwind". The Economist. March 17, 2011. สืบค้นเมื่อ April 12, 2012. 
  4. Vogel, Harold L. (2010). Entertainment Industry Economics: A Guide for Financial Analysis. Cambridge University Press. p. 224. ISBN 978-1-107-00309-5. "Most pictures would likely receive 20% to 25% of theatrical box office gross for two prime-time network runs." 
  5. Clark, Emma (November 12, 2001). "How films make money". BBC News. สืบค้นเมื่อ April 12, 2012. 
  6. Pincus-Roth, Zachary (January 8, 2006). "Movies aren’t the only B.O. monsters". Variety. สืบค้นเมื่อ September 24, 2014. 
  7. Kennedy, Mark (September 22, 2014). "'The Lion King' Earns Record Box Office". Associated Press. สืบค้นเมื่อ September 29, 2014. 
  8. "The Entertainment Glut". Bloomberg Businessweek. February 15, 1998. สืบค้นเมื่อ September 25, 2014. 
  9. "Pixar – Worldwide (Unadjusted)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ April 12, 2012. 
  10. Szalai, Georg (February 14, 2011). "Disney: 'Cars' Has Crossed $8 Billion in Global Retail Sales". The Hollywood Reporter. Archived from the original on March 19, 2011. 
  11. Chmielewski, Dawn C.; Keegan, Rebecca (June 21, 2011). "Merchandise sales drive Pixar's 'Cars' franchise". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ April 12, 2012. 
  12. Palmeri, Christopher; Sakoui, Anousha (November 7, 2014). "More Disney Fun and Games With ‘Toy Story 4’ in 2017". Bloomberg News. สืบค้นเมื่อ June 30, 2015. 
  13. "All Time Worldwide Box Office Grosses". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ August 7, 2011. 
  14. "The Fate of the Furious (2017) – International Box Office Results: Argentina". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 11, 2018. 
  15. "Pixar Movies at the Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on August 16, 2016. 
  16. "Pixar Movies at the Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on August 20, 2016. 
  17. Brevert, Brad (May 29, 2016). "'X-Men' & 'Alice' Lead Soft Memorial Day Weekend; Disney Tops $4 Billion Worldwide". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  18. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on January 29, 2009. 
  19. 19.0 19.1 Bialik, Carl (January 29, 2010). "How Hollywood Box-Office Records Are Made". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ August 9, 2011. 
  20. 20.0 20.1 Pincus-Roth, Zachary (July 6, 2009). "Best Weekend Never". Slate. สืบค้นเมื่อ August 10, 2011. 
  21. 21.0 21.1 Anderson, S. Eric; Albertson, Stewart; Shavlick, David (March 2004). "How the motion picture industry miscalculates box office receipts" (DOC). Proceedings of the Midwest Business Economics Association. Loma Linda University. Archived from the original on October 29, 2013. สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  22. Gray, Brandon. "‘Avatar’ Claims Highest Gross of All Time". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ February 3, 2010. 
  23. 23.0 23.1 Bialik, Carl (January 30, 2010). "What It Takes for a Movie to Be No. 1". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ August 9, 2011. 
  24. Kolesnikov-Jessop, Sonia (May 22, 2011). "Hollywood Presses Its Global Agenda". The New York Times. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  25. Hoad, Phil (August 11, 2011). "The rise of the international box office". The Guardian. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  26. Frankel, Daniel (May 1, 2011). "Why the Foreign Box Office Leads: 'Fast Five,' 'Thor' Open Overseas First". The Wrap. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  27. 27.0 27.1 Bialik, Carl (December 17, 2007). "Box-Office Records Are the Stuff of ‘Legend’". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ August 10, 2011. 
  28. 28.0 28.1 Leonhardt, David (March 1, 2010). "Why ‘Avatar’ Is Not the Top-Grossing Film". The New York Times. สืบค้นเมื่อ April 7, 2013. 
  29. 29.0 29.1 Miller, Frank; Stafford, Jeff (January 5, 2007). "Gone With the Wind (1939) – Articles". Turner Classic Movies. Archived from the original on September 26, 2013. 
  30. 30.0 30.1 Shone, Tom (February 3, 2010). "Oscars 2010: How James Cameron took on the world". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ March 22, 2012. 
  31. Hill, George F. (June 25, 2006). "Gone With The Wind, Indeed". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ February 13, 2013. 
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 The Economist online (July 11, 2011). "Pottering on, and on". The Economist. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  33. 33.0 33.1 Guinness World Records 60 (2015 ed.). 2014. pp. 160–161. ISBN 9781908843708. 
  34. International Monetary Fund. "Inflation, consumer prices (annual %)". World Bank. สืบค้นเมื่อ May 22, 2018. 
  35. Glenday, Craig, ed. (2011). [Guinness World Records] |trans_title= requires |title= (help) (ใน Russian) (2012 ed.). Moscow: Astrel. p. 211. ISBN 978-5-271-36423-5.  Unknown parameter |translator-last2= ignored (help); Unknown parameter |translator-first2= ignored (help); Unknown parameter |translator-first= ignored (help); Unknown parameter |script-title= ignored (help); Unknown parameter |translator-last= ignored (help)
  36. "Titanic 3D (2012) – International Box Office results". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ November 25, 2012. "North America:$57,884,114; Overseas:$285,666,656" 
  37. 37.0 37.1 Cones, John W. (1997). The feature film distribution deal: a critical analysis of the single most important film industry agreement. Southern Illinois University Press. p. 41. ISBN 978-0-8093-2082-0. "Distributor rentals: It is also important to know and recognize the difference between the distributor's gross receipts and the gross rentals. The term "rentals" refers to the aggregate amount of the film distributor's share of monies paid at theatre box offices computed on the basis of negotiated agreements between the distributor and the exhibitor. Note that gross receipts refers to amounts actually received and from all markets and media, whereas gross rentals refers to amounts earned from theatrical exhibition only, regardless of whether received by the distributor. Thus, gross receipts is the much broader term and includes distributor rentals. The issue of film rentals (i.e., what percentage of a film's box office gross comes back to the distributor) is of key importance...More current numbers suggest that distributor rentals for the major studio/distributor released films average in the neighborhood of 43% of box office gross. Again, however, such an average is based on widely divergent distributor rental ratios on individual films." 
  38. Marich, Robert (2009) [1st. pub. Focal Press:2005]. Marketing to moviegoers: a handbook of strategies used by major studios and independents (2 ed.). Southern Illinois University Press. p. 252. ISBN 9780809328840. "Rentals are the distributors' share of the box office gross and typically set by a complex, two-part contract." 
  39. Balio, Tino (2005). The American film industry. University of Wisconsin Press. p. 296. ISBN 978-0-299-09874-2. "Film Rentals as Percent of Volume of Business (1939): 36.4" 
  40. Balio, Tino (1987). United Artists: the Company that Changed the Film Industry. University of Wisconsin Press. p. 124–125. ISBN 978-0-299-11440-4. "To rekindle interest in the movies, Hollywood not only had to compete with television but also with other leisure-time activities...Movies made a comeback by 1955, but audiences had changed. Moviegoing became a special event for most people, creating the phenomenon of the big picture." 
  41. Hall & Neale 2010, p. 179. "Later epics proved far more disastrous for the backers. Samuel Bronston's The Fall of the Roman Empire, filmed in Spain, cost $17,816,876 and grossed only $1.9 million in America. George Stevens's long-gestating life of Christ, The Greatest Story Ever Told (1965), which had been in planning since 1954 and in production since 1962, earned domestic rentals of $6,962,715 on a $21,481,745 negative cost, the largest amount yet spent on a production made entirely within the United States. The Bible—in the Beginning... (1966) was financed by the Italian producer Dino De Laurentiis from private investors and Swiss banks. He then sold distribution rights outside Italy jointly to Fox and Seven Arts for $15 million (70 percent of which came from Fox), thereby recouping the bulk of his $18 million investment. Although The Bible returned a respectable world rental of $25.3 million, Fox was still left with a net loss of just over $1.5 million. It was the last biblical epic to be released by any major Hollywood studio for nearly twenty years."
  42. Williams, Trey (September 25, 2015). "Ridley Scott’s latest ‘Alien’ announcement drives Hollywood’s sequel problem". MarketWatch. สืบค้นเมื่อ May 12, 2016. 
  43. "Yearly Box Office". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 6, 2012. 
  44. "Movie Index By Year". The Numbers. Nash Information Services. สืบค้นเมื่อ January 6, 2012. 
  45. Dirks, Tim. "All-Time Box-Office Hits By Decade and Year". Filmsite.org. American Movie Classics. สืบค้นเมื่อ January 5, 2012. 
  46. "20,000 Leagues Under the Sea". The Numbers. Nash Information Services, LLC. สืบค้นเมื่อ January 5, 2012. 
  47. 47.0 47.1 Finler 2003, p. 358
  48. Milwaukee Magazine 32 (1–6). 2007. "The year's top–grossing movie, Aloma made $3 million in the first three months and brought Gray back to Milwaukee for its opening at the Wisconsin Theatre. (Online copy at Google Books)" 
  49. Parkinson, David (2007). The Rough Guide to Film Musicals. Dorling Kindersley. p. 28. ISBN 9781843536505. "But they had previously succeeded in showing how musicals could centre on ordinary people with Sunny Side Up (1929), which had grossed $2 million at the box office and demonstrated a new maturity and ingenuity in the staging of story and dance." 
  50. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ HallNeale6
  51. McDermott, Christine (2010), Life with Father, p. 307, "No matter what the billing, the movie became a worldwide hit with $6.5 million in worldwide rentals, from Pappa och vi in Sweden to Vita col padre in Italy, although it booked a net loss of $350,000."  In: Block & Wilson 2010.
  52. Mulligan, Hugh A. (September 23, 1956). "Cinerama Pushing Ahead As Biggest Money-Maker". The Register-Guard (Eugene, Oregon). p. 7B. 
  53. Hall & Neale 2010, p. 145. "The commercial success of the five Cinerama travelogues, which earned an aggregate worldwide box-office gross of $120 million by 1962 (including $82 million in the United States and Canada), nevertheless demonstrated to the mainstream industry the market value of special screen formats."
  54. 54.0 54.1 54.2 54.3 54.4 Dirks, Tim. "Top Films of All-Time: Part 1 – Box-Office Blockbusters". Filmsite.org. สืบค้นเมื่อ August 11, 2010. 
  55. Dick, Bernard F. (1997). City of Dreams: The Making and Remaking of Universal Pictures. University Press of Kentucky. p. 168. ISBN 9780813120164. "Jaws (1975) saved the day, grossing $104 million domestically and $132 million worldwide by January 1976." 
  56. Kilday, Gregg (July 5, 1977). "Director of 'Jaws II' Abandons His 'Ship'". The Victoria Advocate. p. 6B. 
  57. https://books.google.ro/books?id=aD1EBgAAQBAJ&pg=PA173&lpg=PA173#v=onepage&q=500%20million&f=false
  58. New York (AP) (May 26, 1978). "Scariness of Jaws 2 unknown quantity". The StarPhoenix. p. 21. 
  59. Fenner, Pat C. (January 16, 1978). "Independent Action". Evening Independent. p. 11-A. 
  60. Cook, David A. (2002). Lost Illusions: American Cinema in the Shadow of Watergate and Vietnam, 1970–1979. Volume 9 of History of the American Cinema, Charles Harpole. University of California Press. p. 50. ISBN 9780520232655. "The industry was stunned when Star Wars earned nearly $3 million in its first week and by the end of August had grossed $100 million; it played continuously throughout 1977–1978, and was officially re-released in 1978 and 1979, by the end of which it had earned $262 million in rentals worldwide to become the top- grossing film of all time – a position it would maintain until surpassed by Universal's E.T.: The Extra-Terrestrial in January 1983." 
  61. "Titanic sinks competitors without a trace". BBC News (BBC). February 25, 1998. สืบค้นเมื่อ August 13, 2010. 
  62. Cieply, Michael (January 26, 2010). "He Doth Surpass Himself: ‘Avatar’ Outperforms ‘Titanic’". The New York Times. สืบค้นเมื่อ January 27, 2010. 
  63. Segers, Frank (January 25, 2010). "'Avatar' breaks 'Titanic' worldwide record". The Hollywood Reporter. สืบค้นเมื่อ December 4, 2010. 
  64. "Box Office History for James Bond Movies". The Numbers. Nash Information Services. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  65. "Box Office History for Star Wars Movies". The Numbers. Nash Information Services. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  66. "Indiana Jones – Worldwide (Unadjusted)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 6, 2012. 
  67. Anderson, Dave (November 16, 2003). "Bayonne Bleeder Throws a Punch at the Italian Stallion". The New York Times. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  68. Schneiderman, R. M. (August 10, 2006). "Stallone Settles With The 'Real' Rocky". Forbes. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  69. Poller, Kenneth G. (November 12, 2003). "Charles Wepner v. Sylvester Stallone" (PDF). Mango & Iacoviello. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  70. "Batman – Worldwide (Unadjusted) & Batman: Mask of the Phantasm". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 6, 2012. 
  71. "Jurassic Park – Worldwide (Unadjusted)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 6, 2012. 
  72. "Box Office History for Star Trek Movies". The Numbers. Nash Information Services. สืบค้นเมื่อ January 4, 2012. 
  73. "Movie Franchises". The Numbers. Nash Information Services, LLC. สืบค้นเมื่อ September 19, 2017. 
  74. Nevins, Jess (August 23, 2011). "A Brief History of the Crossover". io9. สืบค้นเมื่อ July 19, 2018. 
  75. Nevins, Jess (September 9, 2011). "The First Shared Universes". io9. สืบค้นเมื่อ July 19, 2018. 
  76. Prior to the release of Skyfall in 2012, the James Bond series had grossed approximately $12.5 billion at 2011 prices;[32] after factoring in earnings of almost $2 billion from Skyfall and Spectre, the series has earned at least $14 billion adjusted for inflation.
  77. Harrod, Horatia (May 17, 2011). "Pixar's $6 billion playthings". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ April 12, 2012. 
  78. Swatman, Rachel (June 16, 2015). "Star Wars: The Force Awakens second trailer sets YouTube world record". Guinness World Records. สืบค้นเมื่อ June 17, 2015. 
  79. "Field Listings – Exchange Rates". The World Factbook. Central Intelligence Agency. สืบค้นเมื่อ June 17, 2015. 
Box-office sources
  1. 1.0 1.1 1.2 Avatar
  2. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on November 3, 2010. 
  3. 3.0 3.1 3.2 Titanic
  4. 4.0 4.1 "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on July 16, 2001. 
  5. 5.0 5.1 "Star Wars: The Force Awakens (2015)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ May 20, 2016. 
  6. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on April 5, 2016. 
  7. 7.0 7.1 "Avengers: Infinity War (2018)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ September 17, 2018. 
  8. "Jurassic World (2015)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ November 24, 2015. 
  9. 9.0 9.1 "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on November 26, 2015. 
  10. 10.0 10.1 "The Avengers (2012)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 28, 2017. 
  11. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on October 1, 2012. 
  12. "Furious 7 (2015)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ July 14, 2015. 
  13. 13.0 13.1 "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on June 26, 2015. 
  14. "Avengers: Age of Ultron (2015)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ November 11, 2015. 
  15. "Black Panther (2018)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ September 17, 2018. 
  16. 16.0 16.1 "Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 (2011)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ October 7, 2011. 
  17. 17.0 17.1 "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on October 31, 2011. 
  18. 18.0 18.1 "Star Wars: The Last Jedi". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ May 21, 2018. 
  19. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on April 27, 2018. 
  20. "Jurassic World: Fallen Kingdom (2018)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ October 1, 2018. 
  21. 21.0 21.1 Frozen
    Total as of August 3, 2014: $247,650,477
    Total as of August 31, 2014: $249,036,646
    Total as of August 17, 2014: $167,333
    Total as of July 27, 2014: $21,668,593
    Total as of November 2, 2014: $22,492,845
    Total as of June 8, 2014: £39,090,985
    Total as of November 30, 2014: £40,960,083 ($1 = £0.63866)
    Total as of December 7, 2014: £41,087,765 ($1 = £0.64136)
    Total as of December 14, 2014: £41,170,608 ($1 = £0.636)
    Total as of November 26, 2017: £42,840,559 ($1 = £0.7497)
    Total as of December 3, 2017: £42,976,318 ($1 = £0.742)
    Total as of March 30, 2014: €35,098,170
    Total as of October 18, 2015: €42,526,744
    nb. the exact euro to dollar conversion rate is unknown for earnings since April 2014, but the euro never fell below parity with the dollar during 2014 and 2015 (as can be verified by comparing the exchange rate on the individual date entries at the provided reference) so an approximate conversion rate of €1:$1 is used here to give a lower-bound.
  22. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on July 2, 2014. 
  23. "Beauty and the Beast (2017)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ September 5, 2017. 
  24. 24.0 24.1 24.2 "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on July 3, 2017. 
  25. "The Fate of the Furious (2017-04-14)". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ January 11, 2018. 
  26. "Incredibles 2". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ October 9, 2018. 
  27. "Iron Man 3 (2013)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ October 28, 2013. 
  28. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on August 31, 2013. 
  29. "Minions (2015)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 2, 2016. 
  30. 30.0 30.1 "Captain America: Civil War (2016)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ October 24, 2016. 
  31. 31.0 31.1 "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on August 1, 2016. 
  32. "Transformers: Dark of the Moon (2011)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 18, 2014. 
  33. 33.0 33.1 The Lord of the Rings: The Return of the King
  34. 34.0 34.1 "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on June 5, 2004. 
  35. "Skyfall (2012)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ April 1, 2013. 
  36. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on March 3, 2013. 
  37. 37.0 37.1 "Transformers: Age of Extinction". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ November 2, 2014. 
  38. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on November 2, 2014. 
  39. "The Dark Knight Rises (2012)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ December 14, 2012. 
  40. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on December 3, 2012. 
  41. 41.0 41.1 "Toy Story 3 (2010)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ March 17, 2010. 
  42. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on November 30, 2010. 
  43. 43.0 43.1 "Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest (2006)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 11, 2010. 
  44. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on December 1, 2006. 
  45. "Rogue One: A Star Wars Story (2016)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ April 20, 2017. 
  46. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on April 19, 2017. 
  47. "Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ August 22, 2011. 
  48. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on July 31, 2011. 
  49. "Despicable Me 3 (2017)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 13, 2018. 
  50. 50.0 50.1 50.2 Jurassic Park
    • Total: "Jurassic Park (1993)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ September 15, 2013. "Worldwide: $1,029,153,882; Production Budget: $63 million" 
    • Original release: "Jurassic Park (1993)". Box Office Mojo. Archived from the original on January 19, 2013. สืบค้นเมื่อ April 5, 2013. "$914,691,118" 
    • 2011 re-release: "Jurassic Park (2011 re-release)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 17, 2015. "United Kingdom: $786,021" 
    • As of 2010: Block & Wilson 2010, pp. 756–757. "Production Cost: $70.0 (Unadjusted $s in Millions of $s) ... Jurassic Park was a smash at the box office, bringing in $920 million in worldwide box office and spawning two sequels."
  51. 51.0 51.1 Krämer, Peter (1999). "Women First: Titanic, Action-Aventure Films, and Hollywood's Female Audience". In Sandler, Kevin S.; Studlar, Gaylyn. Titanic: Anatomy of a Blockbuster. Rutgers University Press. pp. 108–131. ISBN 9780813526690. "p. 130: The list has Jurassic Park at number one with $913 million, followed by The Lion King..." 
  52. "Finding Dory (2016)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 7, 2017. 
  53. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on December 25, 2016. 
  54. 54.0 54.1 Star Wars Episode I: The Phantom Menace
  55. "Alice in Wonderland (2010)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  56. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on July 1, 2010. 
  57. "Zootopia (2016)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 7, 2017. 
  58. "The Hobbit: An Unexpected Journey (2012)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ April 22, 2013. 
  59. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on April 2, 2013. 
  60. 60.0 60.1 The Dark Knight
    • Total: "The Dark Knight (2008)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ October 28, 2012. "Total: $1,004,558,444" 
    • Original release (excluding 2009 IMAX reissue): "The Dark Knight". The Numbers. Nash Information Services. LLC. Archived from the original on February 8, 2009. สืบค้นเมื่อ October 28, 2012. "North America: $531,039,412 (as of January 22, 2009); Overseas: $466,000,000; IMAX re-release: January 23, 2009" 
    • 2009 IMAX re-release: "Warner Bros. Entertainment Wraps Record-Breaking Year". Warner Bros. January 8, 2009. สืบค้นเมื่อ April 22, 2016. "With worldwide receipts of $997 million, “The Dark Knight” is currently fourth on the all-time box office gross list, and the film is being re-released theatrically on January 23." 
    • First-run gross and IMAX reissue: Gray, Brandon (February 20, 2009). "Billion Dollar Batman". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ June 7, 2014. "The Dark Knight had been hovering just shy of $1 billion for several months and reportedly sat at $997 million when Warner Bros. modestly relaunched it on Jan. 23, timed to take advantage of the announcement of the Academy Awards nominations on Jan. 22." 
  61. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on February 28, 2009. 
  62. 62.0 62.1 "Harry Potter and the Philosopher's Stone (2001)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ February 5, 2009. 
  63. Bloomberg News (February 19, 2002). "'Harry Potter' Moves Into No. 2 Position". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ October 20, 2014. 
  64. "Despicable Me 2 (2013)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ February 24, 2013. 
  65. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on February 21, 2014. 
  66. 66.0 66.1 The Lion King
  67. "The Jungle Book (2016)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ May 22, 2016. 
  68. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on May 22, 2016. 
  69. 69.0 69.1 "Pirates of the Caribbean: At World's End (2007)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ June 15, 2011. 
  70. 70.0 70.1 "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on October 1, 2007. 
  71. "Jumanji: Welcome to the Jungle (2017)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ August 8, 2018. 
  72. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on July 1, 2018. 
  73. "Harry Potter and the Deathly Hallows Part 1 (2010)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  74. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on February 28, 2011. 
  75. "The Hobbit: The Desolation of Smaug (2013)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ June 21, 2014. 
  76. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on April 4, 2014. 
  77. "The Hobbit: The Battle of the Five Armies (2014)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ April 23, 2015. 
  78. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on March 28, 2015. 
  79. "Finding Nemo (2003)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 18, 2013. 
  80. "Harry Potter and the Order of the Phoenix (2793007)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ February 5, 2009. 
  81. "Harry Potter and the Half-Blood Prince (2009)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ May 5, 2010. 
  82. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on December 4, 2009. 
  83. 83.0 83.1 The Lord of the Rings: The Two Towers
  84. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on December 7, 2003. 
  85. 85.0 85.1 "Shrek 2 (2002)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ February 5, 2009. 
  86. "All Time Worldwide Box Office". Box Office Mojo. Archived from the original on February 4, 2005. 
  87. Monaco, James (2009). How to Read a Film:Movies, Media, and Beyond. Oxford University Press. p. 262. ISBN 9780199755790. "The Birth of a Nation, costing an unprecedented and, many believed, thoroughly foolhardy $110,000, eventually returned $20 million and more. The actual figure is hard to calculate because the film was distributed on a "states' rights" basis in which licenses to show the film were sold outright. The actual cash generated by The Birth of a Nation may have been as much as $50 million to $100 million, an almost inconceivable amount for such an early film." 
  88. 88.0 88.1 Wasko, Janet (1986). "D.W. Griffiths and the banks: a case study in film financing". In Kerr, Paul. The Hollywood Film Industry: A Reader. Routledge. p. 34. ISBN 9780710097309. "Various accounts have cited $15 to $18 million profits during the first few years of release, while in a letter to a potential investor in the proposed sound version, Aitken noted that a $15 to $18 million box-office gross was a 'conservative estimate'. For years Variety has listed The Birth of a Nation's total rental at $50 million. (This reflects the total amount paid to the distributor, not box-office gross.) This 'trade legend' has finally been acknowledged by Variety as a 'whopper myth', and the amount has been revised to $5 million. That figure seems far more feasible, as reports of earnings in the Griffith collection list gross receipts for 1915–1919 at slightly more than $5.2 million (including foreign distribution) and total earnings after deducting general office expenses, but not royalties, at about $2 million." 
  89. Lang, Robert, ed. (1994). The Birth of a nation: D.W. Griffith, director. Rutgers University Press. p. 30. ISBN 978-0-8135-2027-8. "The film eventually cost $110,000 and was twelve reels long." 
  90. 90.0 90.1 Block & Wilson 2010, p. 26.
    • Intolerance: "Domestic Rentals: $1.0 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • Cleopatra: "Domestic Rentals: $0.5; Production Cost: $0.3 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  91. Birchard, Robert S. (2010), Intolerance, p. 45, "Intolerance was the most expensive American film made up until that point, costing a total of $489,653, and its performance at the box ... but it did recoup its cost and end with respectable overall numbers."  In: Block & Wilson 2010.
  92. Coons, Robin (June 30, 1939). "Hollywood Chatter". The Daytona Beach News-Journal. p. 6. 
  93. Shipman, David (1970). The great movie stars: the golden years. Crown Publishing Group. p. 98. "It was a low budgeter—$120,000—but it grossed world-wide over $3 million and made stars of Chaney and his fellow-players, Betty Compson and Thomas Meighan." 
  94. 94.0 94.1 94.2 94.3 "Biggest Money Pictures". Variety. June 21, 1932. p. 1.  Cited in "Biggest Money Pictures". Cinemaweb. Archived from the original on July 8, 2011. สืบค้นเมื่อ July 14, 2011. 
  95. 95.0 95.1 Solomon, Aubrey (2011). The Fox Film Corporation, 1915–1935: A History and Filmography. McFarland & Company. ISBN 9780786462865. 
    • Way Down East: p. 52. "D.W. Griffith's Way Down East (1920) was projected to return rentals of $4,000,000 on an $800,000 negative. This figure was based on the amounts earned from its roadshow run, coupled with its playoff in the rest of the country's theaters. Griffith had originally placed the potential film rental at $3,000,000 but, because of the success of the various roadshows that were running the $4,000,000 total was expected. The film showed a profit of $615,736 after just 23 weeks of release on a gross of $2,179,613."
    • What Price Glory?: p. 112. "What Price Glory hit the jackpot with massive world rentals of $2,429,000, the highest figure in the history of the company. Since it was also the most expensive production of the year at $817,000 the profit was still a healthy $796,000..."
    • Cavalcade: p. 170. "The actual cost of Cavalcade was $1,116,000 and it was most definitely not guaranteed a success. In fact, if its foreign grosses followed the usual 40 percent of domestic returns, the film would have lost money. In a turnaround, the foreign gross was almost double the $1,000,000 domestic take to reach total world rentals of $3,000,000 and Fox's largest profit of the year at $664,000."
    • State Fair: p. 170. "State Fair did turn out to be a substantial hit with the help of Janet Gaynor boosting Will Rogers back to the level of money-making star. Its prestige engagements helped raked in a total $1,208,000 in domestic rentals. Surprisingly, in foreign countries unfamiliar with state fairs, it still earned a respectable $429,000. With its total rentals, the film ended up showing a $398,000 profit."
  96. Hall & Neale 2010, p. 53. "The Four Forsemen of the Apocalypse was to become Metro's most expensive production and one of the decade's biggest box-office hits. Its production costs have been estimated at "something between $600,000 and $800,000." Variety estimated its worldwide gross at $4 million in 1925 and at $5 million in 1944; in 1991, it estimated its cumulative domestic rentals at $3,800,000."
  97. Brownlow, Kevin (1968). The parade's gone by ... University of California Press. p. 255. ISBN 978-0-520-03068-8. "The negative cost was about $986,000, which did not include Fairbanks' own salary. Once the exploitation and release prints were taken into account, Robin Hood cost about $1,400,000—exceeding both Intolerance ($700,000) and the celebrated "million dollar movie" Foolish Wives. But it earned $2,500,000." 
  98. Vance, Jeffrey (2008). Douglas Fairbanks. University of California Press. p. 146. ISBN 9780520256675. "The film had a production cost of $930,042.78—more than the cost of D.W. Griffith's Intolerance and nearly as much as Erich von Stroheim's Foolish Wives (1922)." 
  99. 99.0 99.1 "Business: Film Exports". Time. July 6, 1925. Archived from the original on November 5, 2010. สืบค้นเมื่อ July 12, 2011. (subscription required (help)). 
  100. 100.0 100.1 100.2 100.3 100.4 Birchard, Robert S. (2009). Cecil B. DeMille's Hollywood. University Press of Kentucky. ISBN 9780813138299. 
  101. May, Richard P. (Fall 2005), "Restoring The Big Parade", The Moving Image 5 (2): 140–146, ISSN 1532-3978, doi:10.1353/mov.2005.0033, "...earning somewhere between $18 and $22 million, depending on the figures consulted" 
  102. Robertson, Patrick (1991). Guinness Book of Movie Facts and Feats (4 ed.). Abbeville Publishing Group. p. 30. ISBN 9781558592360. "The top grossing silent film was King Vidor's The Big Parade (US 25), with worldwide rentals of $22 million." 
  103. Hall & Neale 2010, pp. 58–59. "Even then, at a time when the budget for a feature averaged at around $300,000, no more than $382,000 was spent on production...According to the Eddie Mannix Ledger at MGM, it grossed $4,990,000 domestically and $1,141,000 abroad."
  104. "Ben-Hur (1925) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ December 19, 2017. 
  105. Hall & Neale 2010, p. 163. "MGM's silent Ben-Hur, which opened at the end of 1925, had out-grossed all the other pictures released by the company in 1926 combined. With worldwide rentals of $9,386,000 on first release it was, with the sole possible exception of The Birth of a Nation, the highest-earning film of the entire silent era. (At a negative cost of $3,967,000, it was also the most expensive.)"
  106. Miller, Frank. "For Heaven's Sake (1926) – Articles". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ January 15, 2012. 
  107. Finler 2003, p. 188. "At a cost of $2 million Wings was the studio's most expensive movie of the decade, and though it did well it was not good enough to earn a profit."
  108. 108.0 108.1 The Jazz Singer and The Singing Fool
    • Block, Hayley Taylor (2010), The Jazz Singer, p. 113, "The film brought in $2.6 million in worldwide rentals and made a net profit of $1,196,750. Jolson's follow-up Warner Bros. film, The Singing Fool (1928), brought in over two times as much, with $5.9 in worldwide rentals and a profit of $3,649,000, making them two of the most profitable films in the 1920s."  In: Block & Wilson 2010.
  109. Crafton, Donald (1999). The Talkies: American Cinema's Transition to Sound, 1926–1931. University of California Press. pp. 549–552. ISBN 9780520221284. "The Singing Fool: Negative Cost ($1000s): 388" 
  110. Birchard, Robert S. (2010), The Broadway Melody, p. 121, "It earned $4.4 million in worldwide rentals and was the first movie to spawn sequels (there were several until 1940)."  In: Block & Wilson 2010.
  111. Bradley, Edwin M. (2004) [1st. pub. 1996]. The First Hollywood Musicals: A Critical Filmography of 171 Features, 1927 Through 1932. McFarland & Company. ISBN 9780786420292. 
    • The Singing Fool: p. 12. "Ego aside, Jolson was at the top of his powers in The Singing Fool. The $150,000 Warner Bros. paid him to make it, and the $388,000 it took to produce the film, were drops in the hat next to the film's world gross of $5.9 million. Its $3.8-million gross in this country set a box-office record that would not be surpassed until Walt Disney's Snow White and the Seven Dwarfs (1937)."
    • The Broadway Melody: p. 24. "The Broadway Melody with a negative cost of $379,000, grossed $2.8 million in the United States, $4.8 million worldwide, and made a recorded profit of $1.6 million for MGM."
    • Gold Diggers of Broadway: p. 58. "It grossed an impressive $2.5 million domestically and nearly $4 million worldwide."
  112. 112.0 112.1 112.2 Solomon, Aubrey (2002) [First published 1988]. Twentieth Century-Fox: a corporate and financial history. Filmmakers series 20. Rowman & Littlefield. ISBN 9780810842441. 
    • Sunny Side Up: p. 10. "Sunny Side Up, a musical starring Janet Gaynor and Charles Farrell, showed domestic rentals of $3.5 million, a record for the company."
    • Forever Amber: p. 66. "On the surface, with world rentals of $8 million, Forever Amber was considered a hit at distribution level."
    • The French Connection
    p. 167. "The Planet of the Apes motion pictures were all moneymakers and Zanuck's record would have immediately improved had he stayed through the release of The French Connection, which took in rentals of approximately $75 million worldwide."
    p. 256. "$3,300,00".
  113. Block & Wilson 2010, p. 46. "Production Cost: $0.6 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  114. Cormack, Mike (1993). Ideology and Cinematography in Hollywood, 1930–1939. Palgrave Macmillan. p. 28. ISBN 9780312100674. "Although costing $1250000—a huge sum for any studio in 1929—the film was a financial success. Karl Thiede gives the domestic box-office at $1500000, and the same figure for the foreign gross." 
  115. 115.0 115.1 Balio, Tino (1996). Grand Design: Hollywood as a Modern Business Enterprise, 1930–1939. Volume 5 of History of the American Cinema. University of California Press. ISBN 9780520203341. 
    • Cavalcade: p. 182. "Produced by Winfield Sheehan at a cost of $1.25 million, Cavalcade won Academy Awards for best picture, director, art direction and grossed close to $4 million during its first release, much of which came from Great Britain and the Empire."
    • Whoopee: p. 212. "Produced by Sam Goldwyn at a cost of $1 million, the picture was an adaptation of a smash musical comedy built around Eddie Cantor...A personality-centered musical, Whoopee! made little attempt to integrate the comedy routines, songs, and story. Nonetheless, Cantor's feature-film debut grossed over $2.6 million worldwide and started a popular series that included Palmy Days (1931), The Kid from Spain (1932), and Roman Scandals (1933)."
  116. Hell's Angels
    • Balio, Tino (1976). United Artists: The Company Built by the Stars. University of Wisconsin Press. p. 110. "Hughes did not have the "Midas touch" the trade press so often attributed to him. Variety, for example, reported that Hell's Angels cost $3.2 million to make, and by July, 1931, eight months after its release, the production cost had nearly been paid off. Keats claimed the picture cost $4 million to make and that it earned twice that much within twenty years. The production cost estimate is probably correct. Hughes worked on the picture for over two years, shooting it first as a silent and then as a talkie. Lewis Milestone said that in between Hughes experimented with shooting it in color as well. But Variety's earnings report must be the fabrication of a delirious publicity agent, and Keats' the working of a myth maker. During the seven years it was in United Artists distribution, Hell's Angels grossed $1.6 million in the domestic market, of which Hughes' share was $1.2 million. Whatever the foreign gross was, it seems unlikely that it was great enough to earn a profit for the picture." 
  117. Feaster, Felicia. "Frankenstein (1931)". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ July 4, 2011. 
  118. Block & Wilson 2010, p. 163. "It drew $1.4 million in worldwide rentals in its first run versus $1.2 million for Dracula, which had opened in February 1931."
  119. Vance, Jeffrey (2003). Chaplin: genius of the cinema. Abrams Books. p. 208. "Chaplin's negative cost for City Lights was $1,607,351. The film eventually earned him a worldwide profit of $5 million ($2 million domestically and $3 million in foreign distribution), an enormous sum of money for the time." 
  120. Ramsaye, Terry, ed. (1937). "The All-Time Best Sellers – Motion Pictures". International Motion Picture Almanac 1937–38 (New York: The Quigley Publishing Company): 942–943. "Kid from Spain: $2,621,000 (data supplied by Eddie Cantor)" 
  121. 121.0 121.1 121.2 121.3 Sedgwick, John (2000). Popular Filmgoing In 1930s Britain: A Choice of Pleasures. University of Exeter Press. pp. 146–148. ISBN 9780859896603. "Sources: Eddie Mannix Ledger, made available to the author by Mark Glancy..." 
    • Grand Hotel: Production Cost $000s: 700; Distribution Cost $000s: 947; US box-office $000s: 1,235; Foreign box-office $000s: 1,359; Total box-office $000s: 2,594; Profit $000s: 947.
    • The Merry Widow: Production Cost $000s: 1,605; Distribution Cost $000s: 1,116; US box-office $000s: 861; Foreign box-office $000s: 1,747; Total box-office $000s: 2,608; Profit $000s: -113.
    • Viva Villa: Production Cost $000s: 1,022; Distribution Cost $000s: 766; US box-office $000s: 941; Foreign box-office $000s: 934; Total box-office $000s: 1,875; Profit $000s: 87.
    • Mutiny on the Bounty: Production Cost $000s: 1,905; Distribution Cost $000s: 1,646; US box-office $000s: 2,250; Foreign box-office $000s: 2,210; Total box-office $000s: 4,460; Profit $000s: 909.
    • San Francisco: Production Cost $000s: 1,300; Distribution Cost $000s: 1,736; US box-office $000s: 2,868; Foreign box-office $000s: 2,405; Total box-office $000s: 5,273; Profit $000s: 2,237.
  122. Shanghai Express
    • Block & Wilson 2010, p. 165. "Shanghai Express was Dietrich's biggest hit in America, bringing in $1.5 million in worldwide rentals."
  123. King Kong
    • Jewel, Richard (1994). "RKO Film Grosses: 1931–1951". Historical Journal of Film Radio and Television 14 (1): 39. "1933 release: $1,856,000; 1938 release: $306,000; 1944 release: $685,000" 
    • "King Kong (1933) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ January 7, 2012. "1952 release: $2,500,000; budget: $672,254.75" 
  124. "I'm No Angel (1933) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ January 7, 2012. "According to a modern source, it had a gross earning of $2,250,000 on the North American continent, with over a million more earned internationally." 
  125. Finler 2003, p. 188. "The studio released its most profitable pictures of the decade in 1933, She Done Him Wrong and I'm No Angel, written by and starring Mae West. Produced at a rock-bottom cost of $200,000 each, they undoubtedly helped Paramount through the worst patch in its history..."
  126. Block, Alex Ben (2010), She Done Him Wrong, p. 173, "The worldwide rentals of over $3 million keep the lights on at Paramount, which did not shy away from selling the movie's sex appeal."  In: Block & Wilson 2010.
  127. Phillips, Kendall R. (2008). Controversial Cinema: The Films That Outraged America. ABC-CLIO. p. 26. ISBN 9781567207248. "The reaction to West's first major film, however, was not exclusively negative. Made for a mere $200,000, the film would rake in a healthy $2 million in the United States and an additional million in overseas markets." 
  128. Block & Wilson 2010, p. 135. "Total production cost: $274,076 (Unadjusted $s)."
  129. 129.0 129.1 Turk, Edward Baron (2000) [1st. pub. 1998]. Hollywood Diva: A Biography of Jeanette MacDonald. University of California Press. ISBN 9780520222533. 
    • The Merry Widow: p. 361 Cost: $1,605,000. Earnings: domestic $861,000; foreign $1,747,000; total $2,608,000. Loss: $113,000.
    • San Francisco: p. 364 Cost: $1,300,000. Earnings: domestic $2,868,000; foreign $2,405,000; total $5,273,000. Profit: $2,237,000. [Reissues in 1938–39 and 1948–49 brought profits of $124,000 and $647,000 respectively.]
  130. McBride, Joseph (2011). Frank Capra: The Catastrophe of Success. University Press of Mississippi. p. 309. ISBN 9781604738384. "According to the studio's books It Happened One Night brought in $1 million in film rentals during its initial release, but as Joe Walker pointed out, the figure would have been much larger if the film had not been sold to theaters on a block-booking basis in a package with more than two dozen lesser Columbia films, and the total rentals of the package spread among them all, as was customary in that era, since it minimized the risk and allowed the major studios to dominate the marketplace." 
  131. Dick, Bernard F. (2008). Claudette Colbert: She Walked in Beauty. University Press of Mississippi. p. 79. ISBN 9781604730876. "Although Columbia's president, Harry Cohn, had strong reservations about It Happened One Night, he also knew that it would not bankrupt the studio; the rights were only $5,000, and the budget was set at $325,000, including the performers' salaries." 
  132. Snow White and the Seven Dwarfs
    • Monaco, Paul (2010). A History of American Movies: A Film-By-Film Look at the Art, Craft, and Business of Cinema. Scarecrow Press. p. 54. ISBN 9780810874343. "Considered a highly risky gamble when the movie was in production in the mid-1930s, by the fiftieth anniversary of its 1937 premiere Snow White's earnings exceeded $330 million." 
    • Wilhelm, Henry Gilmer; Brower, Carol (1993). The Permanence and Care of Color Photographs: Traditional and Digital Color Prints, Color Negatives, Slides, and Motion Pictures. Preservation Pub. p. 359. ISBN 978-0911515008. "In only 2 months after the 1987 re-release, the film grossed another $45 million—giving it a total gross to date of about $375 million!" 
    • "Snow White and the Seven Dwarfs (1987 Re-issue)". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. "North American box-office: $46,594,719" 
    • "Snow White and the Seven Dwarfs (1993 Re-issue)". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. "North American box-office: $41,634,791" 
  133. 133.0 133.1 Snow White and the Seven Dwarfs and Pinocchio
    p. 207. "When the budget rose from $250,000 to $1,488,423 he even mortgaged his own home and automobile. Disney had bet more than his company on the success of Snow White."
    p. 237. "By the end of 1938, it had grossed more than $8 million in worldwide rentals and was ranked at the time as the second-highest-grossing film after the 1925 epic Ben-Hur".
    p. 255. "On its initial release Pinocchio brought in only $1.6 million in domestic rentals (compared with Snow White's $4.2 million) and $1.9 million in foreign rentals (compared with Snow White's $4.3 million)."
  134. 1938
    • You Can't Take It With You:"You Can't Take It With You Premieres". Focus Features. Archived from the original on September 13, 2012. "You Can't Take It With You received excellent reviews, won Best Picture and Best Director at the 1938 Academy Awards, and earned over $5 million worldwide." แม่แบบ:Cbignore
    • Boys Town: Block, Alex Ben (2010), Boys Town, p. 215, "The film quickly became a smash nationwide, making a profit of over $2 million on worldwide rentals of $4 million."  In: Block & Wilson 2010.
    • The Adventures of Robin Hood: Glancy, H. Mark (1995). "Warner Bros Film Grosses, 1921–51: the William Schaefer ledger". Historical Journal of Film, Radio and Television 1 (15): 55–60. doi:10.1080/01439689500260031. "$3.981 million." 
    • Alexander's Ragtime Band: Block, Hayley Taylor (2010), Alexander's Ragtime Band, p. 213, "Once the confusion cleared, however, the film blossomed into a commercial success, with a profit of $978,000 on worldwide rentals of $3.6 million."  In: Block & Wilson 2010.
  135. Chartier, Roy (September 6, 1938). "You Can't Take It With You". Variety. สืบค้นเมื่อ September 13, 2011. 
  136. "Gone with the Wind". The Numbers. Nash Information Services. LLC. สืบค้นเมื่อ February 8, 2013. 
  137. "Gone with the Wind". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  138. 138.0 138.1 Miller, Frank; Stafford, Jeff (January 5, 2007). "Gone With the Wind (1939) – Articles". Turner Classic Movies. Archived from the original on July 28, 2013. 
  139. Hall & Neale 2010, p. 283 ."The final negative cost of Gone with the Wind (GWTW) has been variously reported between $3.9 million and $4.25 million."
  140. "Pinocchio (1940)". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  141. Barrier, Michael (2003). Hollywood Cartoons: American Animation in Its Golden Age. New York: Oxford University Press. p. 266. ISBN 9780199839223. "The film's negative cost was $2.6 million, more than $1 million higher than Snow White's." 
  142. Schatz, Thomas (1999) [1st. pub. 1997]. Boom and Bust: American Cinema in the 1940s. Volume 6 of History of the American Cinema. University of California Press. p. 466. ISBN 9780520221307. "Boom Town ($4.6 million)." 
  143. Block & Wilson 2010, pp. 258259. "Production Cost: $2.1 (Unadjusted $s in Millions of $s) ... Boom Town was the biggest moneymaker of 1940 and one of the top films of the decade."
  144. Block & Wilson 2010, p. 267. "With worldwide rentals of $7.8 million in its initial release, the movie made a net profit of over $3 million."
  145. Finler 2003, p. 301. "The studio did particularly well with its war-related pictures, such as Sergeant York (1941), which cost $1.6 million but was the studio's biggest hit of the decade aside from This is the Army (1943), the Irving Berlin musical for which the profits were donated to the Army Emergency Relief fund."
  146. "Bambi". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  147. Block & Wilson 2010, p. 281. "Worldwide rentals of $3,449,353 barely recouped the film's nearly $2 million production cost."
  148. 148.0 148.1 148.2 148.3 Block & Wilson 2010, pp. 712–713.
    • Bambi: "Worldwide Box Office: $266.8; Production Cost: $1.7 (Millions of $s)"
    • 101 Dalmatians: "Worldwide Box Office: $215.0; Production Cost: $3.6 (Millions of $s)"
    • The Jungle Book: "Worldwide Box Office: $170.8"; Production Cost: $3.9 (Millions of $s)"
    • Aladdin: "Worldwide Box Office: $505.1"; Production Cost: $28.0 (Millions of $s)"
  149. Glancy, Mark (1999). When Hollywood Loved Britain: The Hollywood 'British' Film 1939–1945. Manchester University Press. pp. 9495. ISBN 9780719048531. "Mrs Miniver was a phenomenon. It was the most popular film of the year (from any studio) in both North America and Britain, and its foreign earnings were three times higher than those of any other MGM film released in the 1941–42 season. The production cost ($1,344,000) was one of the highest of the season, indicating the studio never thought of the film as a potential loss-maker. When the film earned a worldwide gross of $8,878,000, MGM had the highest profit ($4,831,000) in its history. Random Harvest nearly matched the success of Mrs Miniver with worldwide earnings of $8,147,000 yielding the second-highest profit in MGM's history ($4,384,000). Random Harvest was also the most popular film of the year in Britain, where it proved to be even more popular than Britain's most acclaimed war film, In Which We Serve." 
  150. Block & Wilson 2010
    • Mrs. Miniver: Burns, Douglas (2010), Mrs. Miniver, p. 279, "Mrs. Miniver's galvanizing effect on Americans spawned a record-breaking ten-week run at Radio City Music Hall and garnered a $5.4 million take in domestic rentals (making Mrs. Miniver 1942's top grosser), with a $4.8 million profit on worldwide rentals of $8.9 million." 
    • Yankee Doodle Dandy: p. 275. "It became the second biggest box-office hit of 1942 (after Mrs. Miniver) and was praised by critics, making a profit of $3.4 million on worldwide rentals of $6.5 million."
  151. McAdams, Frank (2010), For Whom the Bell Tolls, p. 287, "Despite the early furor over the novel being “pro-red and immoral,” the film opened to strong and favorable reviews and brought in $11 million in worldwide rentals in its initial release."  In: Block & Wilson 2010.
  152. "For Whom the Bell Tolls (1943) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ June 24, 2012. 
  153. 153.0 153.1 "A Guy Named Joe (1944) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ August 29, 2012. "According to M-G-M studio records at the AMPAS Library, the film had a negative cost of $2,627,000 and took in $5,363,000 at the box office. When the picture was re-issued for the 1955–56 season, it took in an additional $150,000." 
  154. Bergreen, Laurence (Summer 1996). "Irving Berlin: This Is the Army". Prologue 28 (2). Part 3. สืบค้นเมื่อ August 22, 2012. 
  155. "This Is the Army (1943) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ July 9, 2011. 
  156. 156.0 156.1 156.2 156.3 156.4 156.5 156.6 Finler 2003, pp. 356–363
  157. Block & Wilson 2010, p. 420. "(Unadjusted $s) in Millions of $s – Production Cost: $1.0"
  158. 158.0 158.1 Block & Wilson 2010, p. 232.
    • Mrs. Miniver: "Domestic Rentals: $5,358,000; Foreign Rentals: $3,520,000 (Unadjusted $s)"
    • Meet Me in St. Louis: "Domestic Rentals: $5,016,000; Foreign Rentals: $1,623,630 (Unadjusted $s)"
    • Easter Parade: "Domestic Rentals: $4,144,000; Foreign Rentals: $1,774,134 (Unadjusted $s)"
  159. Schaefer, Eric (1999). "Bold! Daring! Shocking! True!": A History of Exploitation Films, 1919–1959. Duke University Press. pp. 197–199. ISBN 9780822323747. "Leading the pack of postwar sex hygiene films was Mom and Dad (1944), which would become not only the most successful sex hygiene film in history but the biggest pre-1960 exploitation film of any kind. At the end of 1947, the Los Angeles Times reported that Mom and Dad had grossed $2 million. By 1949 Time had estimated that Mom and Dad had taken in $8 million from twenty million moviegoers. And publicity issuing from Mom and Dad's production company indicated that by the end of 1956 it had grossed over $80 million worldwide. Net rentals of around $22 million by 1956 would easily place it in the top ten films of the late 1940s and early 1950s had it appeared on conventional lists. Some estimates have placed its total gross over the years at up to $100 million, and it was still playing drive-in dates into 1975...The film was made for around $65,000 with a crew of Hollywood veterans including director William "One Shot" Beaudine, cinematographer Marcel LePicard, and a cast that sported old stalwarts Hardie Albright, Francis Ford, and John Hamilton." 
  160. Block & Wilson 2010
    • p. 296. "Production Cost: $1.6 (Unadjusted $s in Millions of $s)"
    • Wasson, Sam (2010), The Bells of St. Mary's, p. 297, "This was that rare sequel that did even better at the box office than the original, bringing in a $3.7 million profit on $11.2 million in worldwide rentals." 
  161. "Song of the South". The Numbers. Nash Information Services. LLC. สืบค้นเมื่อ July 10, 2011. 
  162. Gabler, Neal (2007). Walt Disney: the biography. Aurum Press. pp. 438. "Still, the film wound up grossing $3.3 million..." 
  163. "Song of the South (1946) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ July 25, 2012. 
  164. Hall & Neale 2010
    • p. 132."Best Years was considerably cheaper, costing only $2.1 million, and therefore vastly more profitable."
    • p. 286 (note 6.70). "Worldwide rentals for The Best Years of Our Lives amounted to $14,750,000."
  165. Burns, Douglas (2010), The Best years of Our Lives, p. 301, "The film made a $5 million profit on worldwide rentals of $14.8 million."  In: Block & Wilson 2010.
  166. 166.0 166.1 Hall & Neale 2010, p. 285 (note 6.56). "The cost of Duel in the Sun has been reported as both $5,255,000 (Haver, David O'Selznick's Hollywood, 361) and $6,480,000 (Thomson, Showman: The Life of David O'Selznick, 472); the latter figure may include distribution expenses. Forever Amber cost $6,375,000 (Solomon, Twentieth Century-Fox: A Corporate and Financial History, 243)."
  167. Chopra-Gant, Mike (2006). Hollywood Genres and Post-war America: Masculinity, Family and Nation in Popular Movies and Film Noir. I.B. Tauris. p. 18. ISBN 9781850438151. "Forever Amber: $8 million; Unconquered: $7.5 million; Life with Father: $6.25 million" 
  168. "Unconquered (1947) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ January 10, 2012. 
  169. Miller, Frank. "Easter Parade (1948) – Articles". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ July 19, 2012. 
  170. Street, Sarah (2002). Transatlantic Crossings: British Feature Films in the United States. Continuum International Publishing Group. p. 110. ISBN 9780826413956. "Although both films had higher than average budgets (The Red Shoes cost £505,581 and Hamlet cost £572,530, while the average cost of the other thirty films for which Rank supplied information was £233,000), they resulted in high takings at home and abroad." 
  171. Officer, Lawrence H. (2011). "Dollar-Pound Exchange Rate From 1791". MeasuringWorth. สืบค้นเมื่อ November 18, 2012. "1947–1948: $4.03 (per British pound)" 
  172. "The Snake Pit". The Numbers. Nash Information Services. LLC. Archived from the original on January 13, 2012. 
  173. "'Snake Pit' Seen No Problem After All". Variety. January 19, 1949. p. 7. 
  174. 174.0 174.1 Hall & Neale 2010, p. 136–139
    • Samson and Delilah: "...the film became the highest grosser in the studio's history to date, with domestic rentals of $7,976,730 by 1955 and a further $6,232,520 overseas...For all their spectacle, Samson and David were quite economically produced, costing $3,097,563 and $2,170,000 respectively."
    • Quo Vadis: "Production costs totaled a record $7,623,000...Worldwide rentals totaled $21,037,000, almost half of which came from the foreign market."
  175. "Cinderella (1950)". The Numbers. Nash Information Services. สืบค้นเมื่อ January 2, 2017. 
  176. Eisner, Michael D.; Schwartz, Tony (2009). Work in Progress. Pennsylvania State University. p. 178. ISBN 9780786885077. "Cinderella revived its fortunes. Re-released in February 1950, it cost nearly $3 million to make but earned more than $20 million worldwide." 
  177. Barrier, Michael (2003). Hollywood Cartoons: American Animation in Its Golden Age. Oxford University Press. p. 401. ISBN 9780195167290. "It cost around $2.2 million, little more than each of the two package features, Melody Time and The Adventures of Ichabod and Mr. Toad (as Tluo Fabulous Characters had ultimately been named), that just preceded it, but its gross rentals—an amount shared by Disney and RKO—were $7.8 million, almost twice as much as the two package features combined." 
  178. The E. J. Mannix ledger. Margaret Herrick Library, Academy of Motion Picture Arts and Sciences: Howard Strickling Collection. 1962. 
  179. 179.0 179.1 Lev, Peter (2006). Transforming the Screen, 1950–1959. Volume 7 of History of the American Cinema. University of California Press. ISBN 9780520249660. 
    • Quo Vadis: p. 15. "MGM's most expensive film of the period, Quo Vadis (1951) also did extremely well. The cost was $7,623,000, earnings were an estimated $21.2 million (with foreign earnings almost 50 percent of this total), and profit was estimated at $5,562,000."
    • Rear Window: pp. 203204. "Rear Window (1954) was an excellent commercial success, with a cost of $1 million and North American rentals of $5.3 million."
  180. 180.0 180.1 Block & Wilson 2010, p. 335.
    • The Robe: "Domestic Rentals: $16.7; Foreign Rentals: $9.4; Production Cost: $4.1 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • Quo Vadis: "Domestic Rentals: $11.1; Foreign Rentals: $15.6; Production Cost: $7.5 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  181. Mulligan, Hugh A. (September 23, 1956). "Cinerama Pushing Ahead As Biggest Money-Maker". The Register-Guard (Eugene, Oregon). p. 7B. 
  182. Zone, Ray (2012). 3-D Revolution: The History of Modern Stereoscopic Cinema. University Press of Kentucky. p. 71. ISBN 9780813136110. "Produced at a cost of $1 million, This is Cinerama ran 122 weeks, earning $4.7 million in its initial New York run alone and eventually grossed over $32 million. It was obvious to Hollywood that the public was ready for a new form of motion picture entertainment. The first five Cinerama feature-length travelogues, though they only played in twenty-two theaters, pulled in a combined gross of $82 million." 
  183. Burns, Douglas (2010), The Greatest Show on Earth, pp. 354–355, "By May 1953, Variety was reporting that the Best Picture winner had amassed $18.35 million in worldwide rentals."  In: Block & Wilson 2010.
  184. "The Greatest Show on Earth (1952) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ January 8, 2012. 
  185. "Peter Pan (1953) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ July 24, 2011. 
  186. Hall & Neale 2010, p. 147148. "To take full advantage of CinemaScope's panoramic possibilities, shooting was delayed for the sets to be redesigned and rebuilt, adding $500,000 to the eventual $4.1 million budget...It ultimately returned domestic rentals of $17.5 million and $25 million worldwide, placing it second only to Gone with the Wind in Variety's annually updated chart."
  187. Block & Wilson 2010, p. 367. "It brought in $16.7 million in domestic rentals, $9.4 million in foreign rentals, and made a net profit of $8.1 million."
  188. "Rear Window". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  189. "White Christmas". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  190. Block & Wilson 2010, p. 420. "Domestic Box Office: $19.6 million; Production Cost: $3.8 million."
  191. Hall & Neale 2010, p. 149. "VistaVision was first used for the musical White Christmas (1954), which Variety named the top grosser of its year with anticipated domestic rentals of $12 million."
  192. "20000 Leagues Under The Sea". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  193. Miller, John M. "20,000 Leagues Under the Sea (1954) – Articles". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ January 9, 2012. 
  194. Finler 2003, p. 320. "It was up and running in time to handle Disney's most elaborate expensive feature, 20,000 Leagues Under the Sea, based on the book by Jules Verne, starring James Mason and Kirk Douglas and directed by Richard Fleischer at a cost of $4.5 million."
  195. D'Alessandro, Anthony (October 27, 2003). "Disney Animated Features at the Worldwide Box Office". Variety. "The Jungle Book $378 million; Lady and the Tramp $187 million" 
  196. "Lady and the Tramp (1955) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ July 27, 2011. 
  197. Minego, Pete (May 21, 1956). "Pete's Pungent Patter". Portsmouth Daily Times (Portsmouth, Ohio). p. 19. 
  198. "Cinerama Holiday (1955) – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ July 7, 2012. 
  199. Block & Wilson 2010
    • p. 382. "Production Cost: $2.4 (Unadjusted $s in Millions of $s)"
    • Burns, Douglas (2010), Mister Roberts, p. 383, "Mister Roberts sailed onto movie screens buoyed by enthusiastic reviews and receptive audiences. For pr, Fonda, Cagney, and lemmon reenacted several scenes on ed sullivan's popular Toast of the Town television variety show. It returned a net profit of $4.5 million on worldwide rentals of $9.9 million, putting it in the top 5 domestic films of 1955." 
  200. Block & Wilson 2010, p. 327. "Production cost: $13.3 million; Domestic Film Rental: $31.3; Foreign Film Rental: $23.9; Worldwide Box office (estimated): $122.7 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
  201. 201.0 201.1 Hall & Neale 2010, pp. 159–161
    • The Ten Commandments: "No film did more to entrench roadshow policy than The Ten Commandments. While the success of This Is Cinerama, The Robe, and even Eighty Days could be attributed, at least in part, to their respective photographic and projection formats, that of DeMille's film (which cost a record $13,266,491) could not...General release began at normal prices in 1959 and continued until the end of the following year, when the film was temporarily withdrawn (the first of several reissues came in 1966). The worldwide rental by this time was around $60 million. In the domestic market it dislodged Gone with the Wind from the number one position on Variety's list of All-Time Rentals Champs. GWTW had hitherto maintained its lead through several reissues (and was soon to regain it through another in 1961)."
    • The Bridge on the River Kwai: Columbia's Anglo-American war film The Bridge on the River Kwai (1957) opened on a roadshow basis in selected U.S. cities (including New York, Chicago, Boston, and Los Angeles) and in London. Costing only $2,840,000 to produce, it grossed $30.6 million worldwide on first release."
  202. Hall & Neale 2010, p. 153. "South Pacific also became for a time the most successful film ever released in the United Kingdom, where it earned a box-office gross three times its negative cost of $5,610,000. Anticipated global rentals after three years were $30 million."
  203. Ross, Steven J. (2011). Hollywood Left and Right: How Movie Stars Shaped American Politics. Oxford University Press. pp. 278–279. ISBN 9780199911431. "Costing $15 million to produce, the film earned $47 million by the end of 1961 and $90 million worldwide by January 1989." 
  204. Block & Wilson 2010, p. 324. "Worldwide box office: $146.9 million; Worldwide rentals: $66.1 million; Production cost: $15.9 million. (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)"
  205. Reid, John Howard (2006). America's Best, Britain's Finest: A Survey of Mixed Movies. Volume 14 of Hollywood classics. Lulu. p. 243–245. ISBN 9781411678774. "Negative cost: around $4 million; Worldwide film rentals gross (including 1968 American reissue) to 1970: $30 million." 
  206. Webster, Patrick (2010). Love and Death in Kubrick: A Critical Study of the Films from Lolita Through Eyes Wide Shut. McFarland & Company. pp. 298 (note 2.23). ISBN 9780786459162. "Spartacus cost $12 million and grossed some $60 million at the box office, figures Kubrick rarely again matched." 
  207. 207.0 207.1 Hall & Neale 2010, p. 179.
    • Spartacus: "In the case of Spartacus, overseas earnings to 1969 amounted to $12,462,044, while U.S. and Canadian rentals (even including a million-dollar TV sale) were only $10,643,181. But the film failed to show a profit on production costs of $10,284,014 because of the distribution charges and expenses amounting to an additional $15,308,083."
    • The Bible: "The Bible—In the Beginning... (1966) was financed by the Italian producer Dino De Laurentiis from private investors and Swiss banks. He then sold distribution rights outside Italy jointly to Fox and Seven Arts for $15 million (70 percent of which came from Fox), thereby recouping the bulk of his $18 million investment. Although The Bible returned a respectable world rental of $25.3 million, Fox was still left with a net loss of just over $1.5 million. It was the last biblical epic to be released by any major Hollywood studio for nearly twenty years."
  208. Nixon, Rob. "Psycho (1960) – Articles". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ January 9, 2012. 
  209. "101 Dalmatians (1961)". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  210. "One Hundred and One Dalmatians". Variety. December 31, 1960. สืบค้นเมื่อ August 23, 2011. 
  211. Block, Hayley Taylor (2010), West Side Story, p. 449, "With its three rereleases, it took in over $105 million in worldwide box office ($720 million in 2005 dollars)."  In: Block & Wilson 2010.
  212. 212.0 212.1 212.2 212.3 212.4 212.5 212.6 Block & Wilson 2010, p. 434.
    • The Sound of Music: "Domestic Rentals: $68.4; Foreign Rentals: $46.2; Production Cost: $8.0 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • The Dirty Dozen: "Domestic Rentals: $20.1; Foreign Rentals: $11.2; Production Cost: $5.4 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • 2001: A Space Odyssey: "Domestic Rentals: $16.4; Foreign Rentals: $5.5; Production Cost: $10.3 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • Cleopatra: "Domestic Rentals: $22.1; Foreign Rentals: $18.2; Production Cost: $44.0 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • West Side Story: "Domestic Rentals: $16.2; Foreign Rentals: $15.6; Production Cost: $7.0 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • The Longest Day: "Domestic Rentals: $13.9; Foreign Rentals: $19.3; Production Cost: $8.6 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • Butch Cassidy and the Sundance Kid: "Domestic Rentals: $29.2; Foreign Rentals: $7.9; Production Cost: $6.6 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
  213. Lawrence of Arabia
    • 1962 release: "Lawrence of Arabia". The Numbers. Nash Information Services. LLC. สืบค้นเมื่อ August 15, 2011. "Worldwide Box Office: $69,995,385; International Box Office: $32,500,000" 
    • US total (including reissues): "Lawrence of Arabia". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. "$44,824,852" 
  214. 214.0 214.1 214.2 Hall & Neale 2010, p. 165166
    • Lawrence of Arabia: Columbia released the $13.8 million Lawrence of Arabia (1962), filmed in Super Panavision 70, exclusively on a hard-ticket basis, but opened Barabbas (1962), The Cardinal (1963), and the $12 million Joseph Conrad adaptation Lord Jim (1965) as 70mm roadshows in selected territories only."
    • The Longest Day: "Darryl's most ambitious independent production was The Longest Day (1962), a three-hour reconstruction of D-Day filmed in black-and-white CinemaScope at a cost of $8 million. It grossed over $30 million worldwide as a roadshow followed by general release, thereby helping the studio regain stability during its period of reorganization."
    • Cleopatra: "With top tickets set at an all-time high of $5.50,Cleopatra had amassed as much as $20 million in such guarantees from exhibitors even before its premiere. Fox claimed the film had cost in total $44 million, of which $31,115,000 represented the direct negative cost and the rest distribution, print and advertising expenses. (These figures excluded the more than $5 million spent on the production's abortive British shoot in 1960–61, prior to its relocation to Italy.) By 1966 worldwide rentals had reached $38,042,000 including $23.5 million from the United States."
  215. Hall & Neale 2010, p. 164. "West cost $14,483,000; although it earned $35 million worldwide in just under three years, with ultimate domestic rentals totaling $20,932,883, high distribution costs severely limited its profitability."
  216. 216.0 216.1 216.2 216.3 Block & Wilson 2010, pp. 428–429
    • From Russia With Love: "Worldwide Box Office: 78.9; Production Cost: 2.0 (in millions of $s)"
    • Goldfinger: "Worldwide Box Office: 124.9; Production Cost: 3.0 (in millions of $s)"
    • Diamonds Are Forever: "Worldwide Box Office: 116; Production Cost: 7.2 (in millions of $s)"
    • Moonraker: "Worldwide Box Office: 210.3; Production Cost: 34.0 (in millions of $s)"
  217. 217.0 217.1 Chapman, James (2007). Licence to thrill: a cultural history of the James Bond films. I.B. Tauris. ISBN 978-1-84511-515-9. 
    • From Russia With Love: "The American release of From Russia With Love again followed on some six months after it had been shown in Britain. North American rentals of $9.9 million were an improvement on its predecessor, helped by a slightly wider release, though they were still only half the $19.5 million of foreign rentals... (Online copy at Google Books)"
    • Diamonds Are Forever: "Diamonds Are Forever marked a return to the box-office heights of the Bond films of the mid-1960s. Its worldwide rentals were $45.7 million... (Online copy at Google Books)"
    • Moonraker: "These figures were surpassed by Moonraker, which earned total worldwide rentals of $87.7 million, of which $33 million came from North America. (Online copy at Google Books)"
  218. 218.0 218.1 Balio, Tino (2009). United Artists, Volume 2, 1951–1978: the Company that Changed the Film Industry. University of Wisconsin Press. p. 261. ISBN 978-0-299-23014-2. 
    • From Russia With Love: "The picture grossed twice as much as Dr. No, both domestic and foreign—$12.5 million worldwide (Online copy at Google Books)"
    • Goldfinger: "Produced on a budget of around $3 million, Goldfinger grossed a phenomenal $46 million worldwide the first time around. (Online copy at Google Books)"
  219. 219.0 219.1 Hall & Neale 2010, p. 184
    • My Fair Lady: "My Fair Lady (1964) cost Warners $17 million to make, including a record $5.5 million just for the film rights to the Alan Jay Lerner and Frederick Loewe stage show and a million-dollar fee for star Audrey Hepburn. By 1967 it was reported to have grossed $55 million from roadshowing worldwide."
    • Mary Poppins: "Mary Poppins (1964), which cost $5.2 million, was neither a stage adaptation nor a roadshow. But by the end of its first release, it had grossed nearly $50 million worldwide."
  220. Burns, Douglas (2010), Mary Poppins, p. 469, "In its initial run, Poppins garnered an astounding $44 million in worldwide rentals and became the company's first Best Picture Oscar contender."  In: Block & Wilson 2010.
  221. "The Sound of Music". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 23, 2013. 
  222. "Hawaii". The Numbers. Nash Information Services. สืบค้นเมื่อ August 18, 2011. 
  223. "Who's Afraid of Virginia Woolf?". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 23, 2013. 
  224. Hall & Neale 2010, p. 188. "The negative cost of Warners' adaptation of Edward Albee's play Who's Afraid of Virginia Woolf? (1966)—filmed in widescreen and black-and-white, largely set in domestic interiors and with a cast of only four principal actors—amounted to $7,613,000, in part because stars Elizabeth Taylor and Richard Burton received up-front fees of $1 million and $750,000 respectively, against 10 percent of the gross apiece. (Their participation was presumably added to the budget)."
  225. "The Jungle Book (1967)". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 23, 2013. 
  226. "The Jungle Book". Variety. December 31, 1966. สืบค้นเมื่อ August 23, 2011. 
  227. 227.0 227.1 Denisoff, R. Serge; Romanowski, William D. (1991). Risky Business: Rock in Film. Transaction Publishers. ISBN 9780887388439. 
    • The Graduate: p. 167. "World net rental was estimated at more than $85 million by January 1971."
    • Grease: p. 236. "The film was produced for $6 million and Paramount reportedly spent another $3 million on promotion."
  228. 228.0 228.1 Hall & Neale 2010, p. 191–192
    • The Graduate: "The Graduate eventually earned U.S. rentals of $44,090,729 on a production cost of $3.1 million to become the most lucrative non-roadshow picture (and independent release) to date."
    • Butch Cassidy and the Sundance Kid: "None of these films was roadshown in the United States; most were set in contemporary America or had a contemporary "take" on the past (the casting of genuine teenagers to play Romeo and Juliet, the urbane sophistication of the dialogue in Butch Cassidy, the antiauthoritarianism of Bonnie and Clyde and MASH); most were produced on modest or medium-sized budgets (as low as $450,000 for Easy Rider and no higher than $6,825,000 for Butch Cassidy); and all grossed upward of $10 million domestically."
  229. Palmer, R. Barton (2006). "2001: The Critical Reception and the Generation Gap". In Kolker, Robert Phillip. Stanley Kubrick's 2001: a Space Odyssey: New Essays. Oxford University Press. p. 16. ISBN 9780195174526. "With its initial and subsequent releases, domestic and worldwide, Kubrick's arty, intellectual film earned nearly $138 million, which was, at that time, an astounding figure." 
  230. Miller, Frank. "2001: A Space Odyssey (1968) – Articles". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ August 24, 2011. 
  231. Haber, Joyces (March 27, 1969). "'Funny Girl' a Box Office Winner". Los Angeles Times. Archived from the original on March 29, 2012. สืบค้นเมื่อ March 29, 2012. "..."Funny Girl" will gross an estimated $80 to $100 million worldwide." 
  232. Welles, Chris (September 7, 1970). "Behind the Silence at Columbia Pictures—No Moguls, No Minions, Just Profits". New York 3 (36) (New York Media). pp. 42–47. "While Columbia, battling Ray Stark over every dollar, did Funny Girl for around $8.8 million, a million or so over budget, Fox spent nearly $24 million on Hello, Dolly!, more than twice the initial budget, and the film will thus have to gross three times as much to break even." 
  233. Butch Cassidy and the Sundance Kid
    • United States and Canada: "Butch Cassidy and the Sundance Kid". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 19, 2014. "$102,308,525" 
    • Outside North America: Vanity Fair (577–578). 2008. p. 388. "Butch Cassidy went on to be a huge hit—by the spring of 1970 it had taken in $46 million in North America and grossed another $50 million abroad." 
  234. "'Love Story' II: Ryan Redux?". New York 9 (New York Media). 1976. p. 389. "Bring those handkerchiefs out of retirement. ... After all, the first movie made around $80 million worldwide." 
  235. Block, Hayley Taylor (2010), Love Story, p. 545, "The final cost came in at $2,260,000."  In: Block & Wilson 2010.
  236. Scott, Vernon (June 30, 1979). ""Airports" Flourish". The Bryan Times. United Press International. p. 10. 
  237. Block & Wilson 2010, p. 541. "Screenwriter and director George Seaton was given a then-whopping production budget of $10 million to make what would be his last big movie after a long career as an actor in radio, a screenwriter, and a director."
  238. Block & Wilson 2010, p. 549. "Fiddler had the highest domestic box office of 1971 (it was second in worldwide box office after Diamonds Are Forever), with more than $100 million in unadjusted worldwide box office on its initial release. The soundtrack album was also a huge seller. The 1979 rerelease was not as successful, with the $3.8 million print and ad costs almost as high as the $4.3 million in worldwide rentals."
  239. 239.0 239.1 239.2 239.3 239.4 239.5 Block & Wilson 2010, p. 527.
    • Star Wars: Ep IV A New Hope: "Domestic Rentals: $127.0; Foreign Rentals: $141.5; Production Cost: $13.0 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • The Godfather: "Domestic Rentals: $85.6; Foreign Rentals: $42.0; Production Cost: $7.2 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • Fiddler on the Roof: "Domestic Rentals: $34.0; Foreign Rentals: $11.1; Production Cost: $9.0 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • Rocky: "Domestic Rentals: $56.0; Foreign Rentals: $21.1; Production Cost: $1.6 (Initial Release – Unadjusted $s in Millions of $s)."
  240. The Godfather
    • 1974: Newsweek 84 (19–27): "%24285+million" 74. 1974. "The original Godfather has grossed a mind-boggling $285 million..." 
    • 1991: Von Gunden, Kenneth (1991). Postmodern auteurs: Coppola, Lucas, De Palma, Spielberg, and Scorsese. McFarland & Company. p. "%24285+million" 36. ISBN 9780899506180. "Since The Godfather had earned over $85 million in U.S.-Canada rentals (the worldwide box-office gross was $285 million), a sequel, according to the usual formula, could be expected to earn approximately two-thirds of the original's box-office take (ultimately Godfather II had rentals of $30 million)." 
    • 1997 re-release: "The Godfather (Re-issue)". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 23, 2013. "North America: $1,267,249" 
    • As of 2010: Block & Wilson 2010, p. 246. "Domestic Box Office: $135.0; Foreign Box Office: $110.1 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • Total: "The Godfather". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 23, 2013. "Worldwide Gross: $245,066,411" 
  241. Jacobs, Diane (1980). Hollywood Renaissance. Dell Publishing. p. "million+in+worldwide+sales"+godfather 115. ISBN 9780440533825. "The Godfather catapulted Coppola to overnight celebrity, earning three Academy Awards and a then record-breaking $142 million in worldwide sales." 
  242. "The Godfather (1972)  – Notes". Turner Classic Movies. สืบค้นเมื่อ January 9, 2012. 
  243. "The Exorcist". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 23, 2013. 
  244. Stanley, Robert Henry; Steinberg, Charles Side (1976). The media environment: mass communications in American society. Hastings House. p. "the+sting"+million+worldwide+exorcist&dq=" 76. ISBN 9780803846814. "...further reflected by the phenomenal successes of The Sting, Chinatown and The Exorcist. The latter film, which cost about $10 million to produce, has grossed over $110 million worldwide." 
  245. New York (New York Media) 8, 1975, "...Jaws should outstrip another MCA hit, The Sting, which had world-wide revenues of $115 million. ("The+Sting%2C+which+had+world-wide"+revenues Online copy at Google Books)" 
  246. Block & Wilson 2010, p. 560. "Production Cost: $5.5 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  247. Hall & Neale 2010, pp. 206–208. "The most successful entry in the disaster cycle was the $15 million The Towering Inferno which earned over $48,650,000 in domestic rentals and about $40 million foreign."
  248. Brooks, Mel (2004). "My Movies: The Collisions of Art and Money". In Squire, Jason E. The movie business book (3 ed.). Simon and Schuster. ISBN 978-0-7432-1937-2. "To their credit, Blazing saddles, opened wide in June to tremendous business around the country. It's done over $80 million in rentals worldwide in 1974 dollars. (Online copy at Google Books)" 
  249. Block & Wilson 2010, p. 564. "Production Cost: $2.6 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  250. "Jaws". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 23, 2013. 
  251. 251.0 251.1 Kilday, Gregg (July 5, 1977). "Director of 'Jaws II' Abandons His 'Ship'". The Victoria Advocate. p. 6B. 
  252. Priggé, Steven (2004). Movie Moguls Speak: Interviews With Top Film Producers. McFarland & Company. p. 8. ISBN 9780786419296. "The budget for the first Jaws was $4 million and the picture wound up costing $9 million." 
  253. Hall & Neale 2010, p. 214. "Rocky was the "sleeper of the decade". Produced by UA and costing just under $1 million, it went on to earn a box-office gross of $117,235,247 in the United States and $225 million worldwide."
  254. Block, Alex Ben (2010), Rocky, p. 583, "The budget was $1,075,000 plus producer's fees of $100,000."  In: Block & Wilson 2010.
  255. "Star Wars (1977)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 10, 2012. 
  256. 256.0 256.1 256.2 256.3 Wuntch, Philip (July 19, 1985). "Return of E.T.". The Dallas Morning News. Archived from the original on March 6, 2012. สืบค้นเมื่อ March 6, 2012. "Its worldwide box-office gross was $619 million, toppling the record of $530 million set by Star Wars." 
  257. Hall & Neale 2010, p. 218. "Eventually costing $11,293,151, Star Wars was previewed at the Northpoint Theatre in San Francisco on May 1, 1977."
  258. "Grease". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 24, 2013. 
  259. Hofler, Robert (2010). Party Animals: A Hollywood Tale of Sex, Drugs, and Rock 'N' Roll Starring the Fabulous Allan Carr. ReadHowYouWant.com. p. 145. ISBN 9781459600072. "Despite the fact that Grease was well on its way to becoming the highest-grossing movie musical in the world, and eventually grossed over $341 million..." 
  260. 260.0 260.1 Kramer vs. Kramer
    • United & Babson Investment Report (Babson-United, Inc.) 72: "%248+million"+"now+the+second" 262. 1980. "Columbia Pictures Industries is continuing to rake in the box office dollars from its Oscar-winning Kramer vs. Kramer, which has topped $100 million in domestic grosses and $70 million overseas. Kramer, which cost less than $8 million to make, is now the second..." 
    • Prince, Stephen (2002). A New Pot of Gold: Hollywood Under the Electronic Rainbow, 1980–1989. University of California Press. p. 7. ISBN 978-0-520-23266-2. "Much of this was attributable to the performance of its hit film, Kramer vs. Kramer ($94 million worldwide and the number two film in the domestic market)." 
  261. "Rocky II". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ June 24, 2013. 
  262. Kilday, Greg (May 22, 1992). ,310543, 00.html "Rules of the Game". Entertainment Weekly (119). สืบค้นเมื่อ July 4, 2012. 
  263. The Empire Strikes Back
  264. 264.0 264.1 264.2 Block & Wilson 2010, p. 519.
    • The Empire Strikes Back: "Production Cost: $32.0 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • Return of the Jedi: "Production Cost: $42.7 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
    • The Phantom Menace: "Production Cost: $127.5 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  265. Raiders of the Lost Ark
  266. "E.T.: The Extra-Terrestrial (1982)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 10, 2012. 
  267. 267.0 267.1 Block & Wilson 2010, p. 609. "Steven Spielberg, by far the most successful director of the decade, had the highest-grossing movie with 1982's E.T.: The Extra-Terrestrial, which grossed over $664 million in worldwide box office on initial release."
  268. Block & Wilson 2010, p. 652. "Production Cost: $12.2 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  269. Return of the Jedi
  270. "Indiana Jones and the Temple of Doom (1984)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ February 12, 2013. 
  271. 271.0 271.1 271.2 271.3 271.4 271.5 Finler 2003, pp. 190–191.
  272. Block & Wilson 2010, p. 664. "Production Cost: $28.2 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  273. Back to the Future
  274. Finler 2003, p. 268. "The studio had a record operating income of $212 million in 1982, the year of Spielberg's E.T. The Extra-Terrestrial (which had cost only slightly over $10 million) and $150 million in 1985, mainly due to another Spielberg production, the $22 million Back to the Future, which became the top box office hit of the year."
  275. "Top Gun". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ September 15, 2013. 
  276. McAdams, Frank (2010), Top Gun, pp. 678–679, "Production Cost: $19.0 (Millions of $s) ... Despite mixed reviews, it played in the top 10 for an extended period and was a huge hit, grossing almost $345 million in worldwide box office."  In: Block & Wilson 2010.
  277. Fatal Attraction
    • "Fatal Attraction". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ September 15, 2013. 
    • Scott, Vernon (June 15, 1990). "'Three Men and Baby' Sequel Adds Cazenove to Original Cast". The Daily Gazette (New York). Hollywood (UPI). p. 9 (TV Plus – The Daily Gazette Supplement). "That legacy is the $167,780,960 domestic box-office and $75 million foreign gross achieved by the original..." 
  278. "Rain Man". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ September 15, 2013. 
  279. Finler 2003, p. 244. "Rain Man: 30.0 (cost in million $s) "
  280. "Indiana Jones and the Last Crusade (1989)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ September 15, 2013. 
  281. Block & Wilson 2010, pp. 694–695. "Production Cost: $55.4 (Unadjusted $s in Millions of $s) ... The film went on to haul in over $494 million worldwide."
  282. "Ghost". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ September 19, 2013. 
  283. Terminator 2
  284. Ansen, David (8 July 1991). "Conan The Humanitarian". Newsweek. สืบค้นเมื่อ September 19, 2013. 
  285. "Aladdin". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  286. Toy Story
  287. Block & Wilson 2010, pp. 776. "Production Cost: $30.0 (Unadjusted $s in Millions of $s)"
  288. "Die Hard: With A Vengeance". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  289. Finler 2003, p. 123.
  290. "Independence Day (1996)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ September 13, 2009. 
  291. "Armageddon". Boxoffice. สืบค้นเมื่อ May 29, 2016. 
  292. Block & Wilson 2010, p. 509. "Production Cost: $140.0 (Unadjusted $s in Millions of $s)."
  293. "Mission: Impossible II". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ January 6, 2012. 
  294. "Harry Potter and the Goblet of Fire (2005)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ March 13, 2010. 
  295. Patten, D. (December 3, 2009). "'Avatar's' True Cost—and Consequences". The Wrap. Archived from the original on December 5, 2009.