สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 6: การกลับมาของเจได

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 6:
การกลับมาของเจได
Star Wars Episode VI:
Return of the Jedi
ใบปิดภาพยนตร์
กำกับ ริชาร์ด มาร์ควานด์
อำนวยการสร้าง โฮเวิร์ด คาซาเจียน
เขียนบท ลอว์เรนว์ แคสแดน
จอร์จ ลูคัส
เขียนเรื่อง จอร์จ ลูคัส
นำแสดง มาร์ก ฮามิล
แฮร์ริสัน ฟอร์ด
แคร์รี ฟิชเชอร์
บิลลี ดี วิลเลียมส์
แอนโธนี เดเนียลส์
เดวิด พรอวส์
เอียน แมคเดียร์มิด
เคนนี เบเกอร์
ปีเตอร์ เมย์ฮิว
แฟรงก์ ออซ
ดนตรีประกอบ จอห์น วิลเลียมส์
กำกับภาพ อลัน ฮูม, B.S.C.
ตัดต่อ ฌอน บาร์ตัน
มาร์เซีย ลูคัส
ดูเวย์น ดันแฮม
ค่าย ลูคัสฟิล์ม
จำหน่าย/เผยแพร่ ทเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์1
ฉาย25 พฤษภาคม 1983 (1983-05-25)
ความยาว 136 นาที
ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ภาษา อังกฤษ
งบประมาณ $32.5 ล้าน[1]
รายได้ $475,106,177
ก่อนหน้านี้ เอพพิโซด 5: จักรวรรดิเอมไพร์โต้กลับ
ต่อจากนี้ เอพพิโซด 7: อุบัติการณ์แห่งพลัง
ข้อมูลจากสยามโซน

สตาร์วอร์ส 3 ชัยชนะของเจได (อังกฤษ: Return of the Jedi) (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 6: การกลับมาของเจได (อังกฤษ: Star Wars Episode VI: Return of the Jedi)) เป็นภาพยนตร์อเมริกัน แนวมหากาพย์เทพนิยายอวกาศ กำกับโดย ริชาร์ด มาร์ควานด์ เขียนบทโดยจอร์จ ลูคัสและลอว์เรนว์ แคสแดน โดยมีลูคัสเป็นหัวหน้าผู้อำนวยการสร้าง เป็นภาคที่ 6 ตามลำดับเวลาของภาพยนตร์ชุด "สตาร์ วอร์ส" และยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้ระบบ THX ด้วย ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องในช่วงเวลาหนึ่งปีหลังเหตุการณ์ใน จักรวรรดิเอมไพร์โต้กลับ[2]

จักรวรรดิกาแลกติกที่ผู้ชั่วร้ายภายใต้การนำของดาร์ธ เวเดอร์ผู้โหดเหี้ยมได้สร้างดาวมรณะดวงที่สองขึ้นมาเพื่อกำจัดเหล่าพันธมิตรกบฏให้สิ้น เมื่อจักรพรรดิพัลพาทีนตั้งใจจะเดินทางมาตรวจดูการก่อสร้างขั้นตอนสุดท้ายด้วยตัวเอง เหล่าพันธมิตรกบฏจึงวางแผนโจมตีดาวมรณะเต็มกำลังเพื่อยับยั้งการก่อสร้างและสังหารจักรพรรดิเพื่อทำลายจักรวรรดิลงให้สำเร็จ ระหว่างนั้น ลุค สกายวอล์คเกอร์ ซึ่งเป็นทั้งผู้นำพันธมิตรกบฏและอัศวินเจได ต้องพยายามเต็มกำลังที่จะนำเวเดอร์ผู้เป็นพ่อกลับมาจากด้านมืดของพลังให้ได้

ภาพยนตร์ภาคนี้เป็นอีกภาคหนึ่งที่จอร์จ ลูคัส ไม่ได้กำกับด้วยตัวเอง โดยมอบหมายให้ริชาร์ด มาร์ควานด์ ผู้กำกับชาวเวลส์ เป็นผู้กำกับ โดยตัวเขาเป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมกับ ฮาร์เวิร์ด คาซานเจียน และโรเบิร์ต วัตต์ส

ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1983 ได้รับเสียงวิจารณ์ไปในทางบวก ผู้สังเกตการณ์บางส่วนเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบการณ์สำหรับน้อยกว่าภาคก่อนเล็กน้อย ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้รวม 475 ดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก มีการจัดจำหน่ายเป็นโฮมวิดีโอทั้งฉบับที่ฉายโรงและฉบับปรับปรุงใหม่หลายครั้งในช่วง 20 ปี ต่อมามีการสร้างภาพยนตร์สตาร์ วอร์สตอนใหม่คือเอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคต้น ปัจจุบันมีกำหนดออกฉายใหม่เป็นฉบับปรับปรุงภาพเป็นระบบสามมิติ กำหนดฉายช่วง ค.ศ. 2017 พอดีกับครบรอบ 40 ปี มหากาพย์ภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

อัศวินเจได ลุค สกายวอล์คเกอร์ ได้เดินทางกลับทาทูอีนดาวบ้านเกิดเพื่อช่วยฮัน โซโลจากเงื้อมมือจอมโจรวายร้ายแจบบา เดอะ ฮัทท์ เจ้าหญิงเลอาได้นำฮันออกมาจาก คาร์บอนไนต์ได้ แต่โชคร้ายกลับถูกแจบบาจับตัวไว้ เมื่อลุคมาต่อรองให้ปล่อยตัวพวกฮันแต่ก็โดนแจบบาใช้เล่ห์กลจับไว้อีกคน และถูกนำตัวไปประหารชีวิต

สถานการณ์กลับผลิกผันเมื่อลุคที่ได้รับกระบี่แสงที่ซ่อนอยู่ในหุ่น อาร์ทูดีทู ได้แสดงพลังที่แท้จริงของเจไดทำให้เขาทำลายพวกของแจบบาลงและช่วยเหลือฮันและเพื่อน ๆ ออกมาได้สำเร็จ ลุคแยกตัวไปหาโยดาเพื่อฝึกให้สำเร็จ แต่โยดาก็ได้บอกว่าเขาสำเร็จวิชาแล้ว รวมทั้งบอกความจริงเกี่ยวกับสกายวอล์คเกอร์อีกคน ก่อนที่เขาจะจากไป ทำให้ลุครู้จากจิตใต้สำนึกของเขาว่าว่าสกายวอล์คเกอร์อีกคนก็คือเลอา ซึ่งแท้จริงแล้วคือน้องสาวฝาแฝดของเขานั่นเอง

ฝ่ายฮันที่ไปรวมกับกองกำลังกบฏที่รออยู่ จึงได้รู้ถึงการสร้างดาวมรณะดวงที่สอง และรู้ว่าองค์จักรพรรดิจะเสด็จไปดูการก่อสร้าง ด้วยตัวเอง ฝ่ายกบฏจึงถือเอาโอกาสนี้จัดการกับดาวมรณะและ จักรพรรดิไปพร้อม ๆ กันแต่ปัญหาคือดาวมรณะมีเกราะป้องกันที่สร้างโดย เครื่องกำเนิดพลังงาน บนดวงจันทร์เอนดอร์ พวกฮัน และลุคที่เดินทางมาสมทบจึงอาสาไปทำลายมันลง โดยได้ขโมยยานขนส่งของฝ่ายจักรวรรดิ ลอบเข้าไปในดวงจันทร์เอนดอร์ แต่ดาร์ธ เวเดอร์ ก็ได้รู้ถึงการกลับมาของลุคและบอกกับจักรรพรรดิว่าจะเป็นคนไปนำตัวลุคมาเอง

ฝ่ายฮันและเลอาเมื่อติดกับของฝ่ายจักรวรรดิจนเกือบเสียที แต่ก็ได้อีว็อคหรือพวกหมีแคระ ชนเผ่าพื้นเมืองบนดวงจันทร์ช่วยเหลือจึงสามารถทำลายเครื่องกำเนิดพลังงานได้ ส่วนลุคก็แยกไปเผชิญหน้ากับดาร์ธ เวเดอร์เพียงลำพังเพื่อกล่อมเขาให้กลับสู่ด้านดีลุคต่อสู้จนชนะเขาตัดมือขวาของเวเดอร์ขาด แต่ไม่ยอมกำจัดเวเดอร์ซึ่งเป็นพ่อของตน จักรรพรรดิ เห็นว่าลุคไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของด้านมืด จึงหมายจะสังหารลุคโดยใช้พลังสายฟ้าซึ่งเป็นอาวุธสำคัญของพวกซิธ

แต่ว่าดาร์ธ เวเดอร์ ซึ่งทนเห็นลูกชายตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ จึงคิดได้และได้กลับมาเป็นอนาคิน สกายวอล์คเกอร์เข้าช่วยเหลือลูกชาย โดยทำลายจักรพรรดิด้วยมือของเขาเอง เขายกร่างของจักรพรรดิขึ้น พลังสายฟ้าจึงหันพุ่งมายังอนาคินเขาทุ่มจักรพรรดิลงไปในช่องอากาศ เขากล่าวขอบคุณลุคที่ช่วยให้เขากลับสู่ด้านสว่างได้สำเร็จ อนาคินให้ลุคถอดหน้ากากสีดำของเขาออก เขาได้มองหน้าลูกชายด้วยตาตนเองเป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย บัดนี้คำทำนายโบราณของเจไดได้เป็นจริงแล้ว อนาคิน ผู้ถูกเลือก ผู้สังหารซิธ และนำสมดุลกลับคืนสู่พลัง ได้กลับมาแล้ว

ส่วนฝ่ายกบฏก็สามารถเข้าไปทำลายดาวมรณะ รวมทั้งโค่นล้มจักรวรรดิได้สำเร็จจึงได้เฉลิมฉลองในชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ที่สามารถนำความสงบสุขกลับคืนสู่จักรวาลได้อีกครั้ง

ตัวละคร[แก้]

การสร้าง[แก้]

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เดิมใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Revenge of the Jedi แต่จอร์จ ลูคัส ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น Return of the Jedi ไม่กี่วันก่อนออกฉาย ด้วยเหตุผลว่า เจได ไม่ แก้แค้น ใคร การเปลี่ยนชื่อภาพยนตร์ก่อนออกฉายอย่างกะทันทัน ทำให้ผู้จัดจัดหน่ายต้องสูญเสียอุปกรณ์ประชาสัมพันธ์ที่จัดเตรียมไว้แล้วเป็นจำนวนมาก

การออกฉาย[แก้]

ใบปิดฉบับที่ยังใช้ชื่อเรื่องว่า Revenge of the Jedi วาดโดยดรูว์ สตรูซาน

การกลับมาของเจไดออกฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1983 ซึ่งเดิมเคยมีการกำหนดไว้เป็นวันที่ 27 พฤษภาคม แต่ถูกเลื่อนมาเพื่อให้เป็นวันเดียวกันกับวันออกฉายของภาพยนตร์สตาร์ วอร์สภาคแรกเมื่อปี ค.ศ. 1977[3]

ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 20 ปีของการออกฉายของภาพยนตร์สตาร์ วอร์สภาคแรก จอร์จ ลูคัสได้ผลิตสตาร์ วอร์ส ไตรภาค ฉบับพิเศษออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกันทั้ง 3 ภาค โดยการกลับมาของเจไดฉบับพิเศษออกฉายเมื่อ 14 มีนาคม ค.ศ. 1997 โดยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากฉบับเดิม ได้แก่ ฉากวงดนตรีมนุษย์ต่างดาวร้องเพลงในวังของแจบบาที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ การเพิ่มจงอยปากของหนอนทรายซาร์แลกก์ การเปลี่ยนดนตรีประกอบในฉากจบเรื่อง และฉากเฉลิมฉลองการล่มสลายของจักรวรรดิบนดาวเคราะห์ต่างๆ ในตอนจบ[4] ลูคัสให้สัมภาษณ์ว่าภาพยนตร์เรือ่งนี้มีฉากที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากเป็นภาคที่เดินเรื่องด้วยอารมณ์โดดเด่นกว่าภาคอื่นๆ[5]

การเปลี่ยนชื่อเรื่อง[แก้]

ใบปิดแรก (teaser) ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ระบุชื่อเรื่องไว้ว่า Revenge of the Jedi (การแก้แค้นของเจได)[6] ต่อมาเดือนธันวาคม ค.ศ. 1982 ลูคัสตัดสินใจใหม่ว่า "Revenge" (การแก้แค้น) เป็นคำที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเจไดไม่ควรจะผูกใจแค้นหรือแสวงหาการแก้แค้น จึงได้เปลี่ยนชื่อเรื่องกลับเป็น Return of the Jedi ซึ่งจนกว่าจะถึงการตัดสินใจนั้น ใบปิดที่มีชื่อเรื่องว่า Revenge (วาดโดยดรูว์ สตรูซาน) ก็ได้รับการผลิตและเผยแพร่ไปแล้วหลายพันใบ บริษัทลูคัสฟิล์มยุติการผลิตและจัดส่งใบปิดดังกล่าวทันที และใบปิดที่คงเหลือราง 6,800 ใบ ก็ถูกขายให้กับสมาชิกแฟนคลับสตาร์ วอร์ส ในราคาใบละ 9.50 ดอลลาร์สหรัฐ[7]

ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 3: ซิธชำระแค้น ก็ออกฉาย ชื่อเรื่องนี้ (Revenge of the Sith) จึงมีนัยพาดพิงถึงชื่อเรื่อง Revenge of the Jedi ที่ถูกยกเลิกไปนั่นเอง[8]

กระแสตอบรับ[แก้]

ภาพยนตร์ได้รับรางวัลเกียรติยศออสการ์ (รางวัลนี้จะมีการมอบต่อเมื่อมีภาพยนตร์ที่ดีที่สุดจริง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่มอบทุกปีเหมือนรางวัลสาขาอื่น ๆ ปีใดไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดที่คุณภาพถึง จะไม่มีการมอบรางวัลนี้) จากเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม

แหล่งอ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. ^  Walt Disney Studios Motion Pictures จะได้สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม 2020.[9]

อ้างอิง[แก้]

  1. Aubrey Solomon, Twentieth Century Fox: A Corporate and Financial History, Scarecrow Press, 1989 p260
  2. "Star Wars: Episode VI Return of the Jedi". Lucasfilm. Archived from the original on February 12, 2010. สืบค้นเมื่อ March 4, 2010. 
  3. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ProdDir1
  4. "Episode VI: What Has Changed?". StarWars.com. September 8, 2006. Archived from the original on February 29, 2008. สืบค้นเมื่อ March 10, 2008. 
  5. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ DVDcom
  6. ตัวอย่างภาพยนตร์ Revenge of the Jedi จากดีวีดีโบนัสดิสก์ ในชุด Star Wars Trilogy Box Set [2004]
  7. Sansweet & Vilmur (2004). The Star Wars Poster Book. Chronicle Books. p. 124. 
  8. Greg Dean Schmitz. "Star Wars Episode III: Revenge of the Sith — Greg's Preview". Yahoo! Movies. Archived from the original on February 19, 2007. สืบค้นเมื่อ March 5, 2007. 
  9. Masters, Kim (October 30, 2012). "Tangled Rights Could Tie Up Ultimate 'Star Wars' Box Set (Analysis)". The Hollywood Reporter. สืบค้นเมื่อ November 12, 2012. 

บรรณานุกรม[แก้]

Arnold, Alan. Once Upon a Galaxy: A Journal of Making the Empire Strikes Back. Sphere Books, London. 1980. ISBN 978-0-345-29075-5.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]