ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 3 ตอน ศึกอภินิหารครูเสด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 3
ตอน ศึกอภินิหารครูเสด
กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก
อำนวยการสร้างRobert Watts
เขียนJeffrey Boam
บทภาพยนตร์:
Tom Stoppard
เรื่อง:
George Lucas
Menno Meyjes
นำแสดงแฮร์ริสัน ฟอร์ด
ฌอน คอนเนอรี่
แอลลิสัน ดู๊ดดี้
จอห์น รีส-เดวี่
ดนตรีประกอบจอห์น วิลเลียมส์
กำกับภาพDouglas Slocombe
ตัดต่อMichael Kahn
จำหน่าย/เผยแพร่พาราเมาท์ พิกเจอร์ส (สหรัฐ) บ.ยูไนเต็ด โฮมส์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (ไทย)
ฉาย24 พฤษภาคม ค.ศ. 1989
ความยาว127 นาที
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ภาษาอังกฤษ
งบประมาณ55,364,887 ล้านเหรียญ
รายได้474.17 ล้านเหรียญ
ก่อนหน้านี้ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 2 ตอน ถล่มวิหารเจ้าแม่กาลี
ต่อจากนี้ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 4: อาณาจักรกะโหลกแก้ว
ข้อมูลจาก All Movie Guide
ข้อมูลจาก IMDb

ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 3 ตอน ศึกอภินิหารครูเสด (อังกฤษ: Indiana Jones and the Last Crusade) เป็นภาพยนตร์ภาคที่ 3 ในซีรีส์ของอินเดียน่า โจนส์ ออกฉายวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1989 เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่น จัดจำหน่ายโดย พาราเมาท์ พิกเจอร์ส ผลิตโดย ลูคัสฟิล์ม กำกับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งต่อจากตอน ถล่มวิหารเจ้าแม่กาลี และมีภาคต่อจากนี้ ในปี 2008 คือตอน อาณาจักรกะโหลกแก้ว

ภาพยนตร์ทำรายได้ 474.17 ล้านเหรียญ

เรื่องย่อ[แก้]

ในปี 1938 อินเดียน่า โจนส์ (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) ต้องเดินทางตามหาขุมทรัพย์อีกครั้ง นั่นคือ จอกกาลิซ หรือจอกศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูใช้ในพระกระยาหารมื้อสุดท้าย แล้วจอกที่ว่านี้ยังเคยรองรับพระโลหิตของพระองค์ตอนถูกตรึงกางเขนมาแล้วด้วย จากนั้นจอกดังกล่าวตกอยู่ในมือของโจเซฟแห่งอารามาเทียอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหายสาบสูญไปนับพันปี เงื่อนงำล่าสุดก็คือ อัศวินสามพี่น้องแห่งสงครามครูเสดเป็นผู้พิทักษ์เอาไว้ คนพี่คนแรกได้เสียชีวิตไปก่อน ส่วนอัศวินคนที่สองก่อนตายก็ได้เปิดเผยความลับนี่แก่หลวงพ่อรูปหนึ่ง ส่วนคนน้องสุดท้องก็ไม่มีใครได้พบ ว่ากันว่าเขายังคงปกป้องจอกนี้อยู่ ในตำนานได้กล่าวไว้ว่า ใครได้ครอบครองและดื่มน้ำจากจอก คนผู้นั้นจะเป็นอมตะ หลังจากที่ ศจ.เฮนรี โจนส์ (ฌอน คอนเนอรี่) พ่อของอินดี้ก็ได้ออกตามหาจอกแล้วก็หายไปก่อนหน้านี้ อินดี้จึงรีบดำเนินการสืบหาร่องรอยของพ่อทันที แล้วการผจญภัยครั้งใหม่ก็เริ่มขึ้นครับ มันนำพาเขาไปพบกับศัตรูดั้งเดิมอย่างพวกนาซีที่ต้องการจอกเช่นกัน

นักแสดงนำ[แก้]

งานสร้างภาพยนตร์[แก้]

ต่อมาเมื่อหนังภาค 2 ฉายไปและยังทำเงินอยู่ ทางจอร์จ ลูคัส ก็เริ่มมาคุยกับผู้กำกับ ถึงหนังภาค 3 ซึ่ง จอร์จ ลูคัส เสนอว่าอยากให้ภาค 3 มันเกี่ยวกับเรื่องของบ้านผีสิงอะไรทำนองนั้น แต่เผอิญช่วงนั้น ผู้กำกับ เพิ่งสร้าง Poltergeist ไปเมื่อปี 1982 และเขาก็ไม่อยากทำอะไรที่มันซ้ำซาก จอร์จ ลูคัส เลยคิดบทเกี่ยวกับเรื่องของจอกกาลิซขึ้นมาแทน แล้วผู้กำกับ ก็เสนอให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อลูกตระกูลโจนส์ ซึ่งคนที่จะมาแสดงเป็นพ่อของอินดี้ คือ ฌอน คอนเนอรี่ เขาคือต้นตำรับแห่ง เจมส์ บอนด์ และนักแสดงอื่นๆ จาก 007 ในแต่ละภาค

จอห์น รีส-เดวี่ กับ Denholm Elliott ก็มารับบทเดิมจากภาคแรก เป็นซัลล่าห์และมาร์คัส ซึ่งคราวนี้ทั้งสองคนก็ลงมาร่วมผจญภัยกับอินดี้สองพ่อลูกด้วย เพื่อให้มันเลยสนุกไปกันใหญ่ จอห์น รีส-เดวี่ เป็นคนถนัดเรื่องฮา Denholm Elliott ก็เสริมเข้าไปอีก แบบให้สนุกเลยเพลินไปกันใหญ่ Alison Doody ผู้หญิงอินดี้ของภาคนี้ เป็นอีกหนึ่งดาราที่แสดงอารมณ์ทางดวงตาได้ดีมากคนหนึ่ง ตอนที่แสดงอารมณ์โลภ ทำได้เยี่ยมมาก เหมือนเธอตกอยู่ในภวังค์ของสมบัติชิ้นนั้นจริงๆ อีกคนที่น่าจดจำไว้ คือ River Phoenix ที่มาแสดงเป็นอินดี้ตอนหนุ่มในเมื่อภาพยนตร์เริ่ม

John Williams ก็ยังจัดว่าโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของเขาเลยทีเดียวครับ โดยเฉพาะเพลงแห่งจอก และเพลงในฉากสุดท้ายที่วิหารจันทร์เสี้ยวนั่น ต้องบอกว่าทรงพลังสุดๆ จนผมขอยกให้เป็นดนตรีที่ดีที่สุดของเขา

เนื้อหาในภาคนี้ ก็อย่างที่เคยเกริ่นไว้ในรีวิวภาคที่แล้วครับว่าเรื่องของจอกกาลิซนั้นมันใกล้ตัวชาวคริสต์มากแค่ไหน ส่วนมากก็เคยได้ยินเหมือนเป็นนิทานก่อนนอนมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นเวลาทำหนังมันเลยเข้าถึงได้ง่าย การเล่าตำนานจึงเป็นไปอย่างเร้าใจมากๆ การตามปมก็ชวนลุ้นและน่าติดตามมาก ซึ่งทีนี้หนังเลยสมบูรณ์สุดๆ เพราะเนื้อเรื่องหลักอันเป็นตำนานของจอกก็น่าติดตามและทิ้งปมอย่างดีชวนให้อยากรู้ต่อ ส่วนพล็อตรองก็เป็นเรื่องพ่อลูกตระกูลโจนส์และการตามล่าของนาซี ผลก็คือหนังทั้งเรื่องแน่นตลอดครับ ไม่มีช่วงโล่งโถงเลยแม้แต่น้อยเดียว ทุกฉากล้วนมีความหมายหมด

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]