ข้ามไปเนื้อหา

อำเภอหว้านใหญ่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอหว้านใหญ่
การถอดเสียงอักษรโรมัน
  อักษรโรมันAmphoe Wan Yai
สักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี
คำขวัญ: 
เมืองพระพุทธรูปงาช้าง พระปางไสยาสน์
หาดมโนภิรมย์เพลินตา โสภาแก่งกะเบา
แผนที่จังหวัดมุกดาหาร เน้นอำเภอหว้านใหญ่
แผนที่จังหวัดมุกดาหาร เน้นอำเภอหว้านใหญ่
พิกัด: 16°43′40″N 104°44′19″E / 16.72778°N 104.73861°E / 16.72778; 104.73861
ประเทศ ไทย
จังหวัดมุกดาหาร
พื้นที่
  ทั้งหมด
81.49 ตร.กม. (31.46 ตร.ไมล์)
ประชากร
 (ธันวาคม 2568)
  ทั้งหมด
19,892 คน
  ความหนาแน่น244.12 คน/ตร.กม. (632.3 คน/ตร.ไมล์)
รหัสไปรษณีย์ 
49150
รหัสภูมิศาสตร์4906
ที่ตั้งที่ว่าการที่ว่าการอำเภอหว้านใหญ่ หมู่ที่ 5 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร 49150
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

อำเภอหว้านใหญ่ เป็นอำเภอหนึ่งใน 7 อำเภอของจังหวัดมุกดาหารมีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดอยู่ใกล้ศูนย์กลางจังหวัดที่สุดและมีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยเป็นเมืองพาลุกากรภูมิ ก่อนถูกลดฐานะ ก่อนจะสถาปนาขึ้นเป็นกิ่งอำเภอและอำเภอตามลำดับ ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด ทั้งด้านศาสนสถาน ธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน และเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟหว้านใหญ่ ในเส้นทางรถไฟสายบ้านไผ่–นครพนม

ประวัติศาสตร์

[แก้]

เมืองพาลุกากรภูมิ

[แก้]

พื้นที่อำเภอหว้านใหญ่แต่เดิมมีฐานะเป็นเมืองโบราณชื่อ เมืองพาลุกากรภูมิ (หรือ พาลุกากร) คำว่า “พาลุกา” แปลว่า “ทรายชายโขง”[1] ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เมื่อปี พ.ศ. 2409 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านแขวงบางทรายขึ้นเป็นเมืองพาลุกากรภูมิ ขึ้นตรงต่อเมืองมุกดาหาร[2] โดยมีเจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ดำรงรัฐสีมามุกดาหาราธิบดี เจ้าเมืองมุกดาหารลำดับที่ 4 เป็นผู้ขอจัดตั้ง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ ท้าวทัด บุตรราชวงษ์ (ทั้ง) จากเมืองมุกดาหาร เป็นพระอมรฤทธิธาดา เจ้าเมืององค์แรก[3] เมืองพาลุกากรภูมิมีอาณาเขตทิศเหนือจรดลำน้ำก่ำ ทิศใต้จรดห้วยบางทรายซึ่งเป็นอาณาเขตของอำเภอในปัจจุบัน[4]

เมืองพาลุกากรภูมิ เป็นเมืองขึ้นของเมืองมุกดาหาร ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2409 คือบริเวณอำเภอหว้านใหญ่ในปัจจุบัน คำว่า “พาลุกา” มาจากคำว่า “พาลุกะ” ในภาษาบาลี แปลว่า ทราย ใน พ.ศ. 2408 เจ้าเมืองมุกดาหารพยายามที่จะขยายอาณาเขตเมืองมุกดาหารให้ครอบคลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง (รวมแขวงสุวรรณเขตของลาว) จนจรดแดนญวนเพื่อทดแทนนครเวียงจันทน์ซึ่งเป็นเมืองร้าง เจ้าเมืองมุกดาหารจึงขอพระราชทานตั้งเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งโดยแยกอาณาเขตเมืองมุกดาหาร ตั้งแต่ห้วยบังทราย (บางทราย) ขึ้นไปทางเหนือจนถึงลำน้ำก่ำ จึงได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองว่า เมืองพาลุกากรภูมิ แต่ได้ตั้งเมืองเหนือบ้านบางทรายขึ้นไปคือ บริเวณบ้านพาลุกา อำเภอหว้านใหญ่ในปัจจุบัน และได้โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวทัด บุตรราชวงษ์ (ทั้ง) จากเมืองมุกดาหาร เป็นพระอมรฤทธิธาดา เจ้าเมือง ขึ้นกับเมืองมุกดาหารเมื่อ พ.ศ. 2409[3][4]

เมื่อ พ.ศ. 2430 บาทหลวงชาวฝรั่งเศสจากกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นสังฆราชของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ได้สั่งให้บาทหลวงสองคนเผยแพร่ศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้จัดตั้งวัดในศาสนาคริสต์ขึ้นเป็นวัดแรกที่บ้านบุ่งกระแทว เมืองอุบลฯ

ตั้งแต่ พ.ศ. 2424 และต่อมาได้ขยายวัดในศาสนาคริสต์ตามหัวเมืองในลุ่มน้ำโขง ที่เมืองเขมราฐ มุกดาหาร นครพนม และสกลนคร บาทหลวงซาเวียร์เกโด้ได้ตั้งวัดศาสนาคริสต์ริมฝั่งแม่น้ำโขงที่บ้านสองคอน เขตเมืองพาลุกากรภูมิ ซึ่งขึ้นกับเมืองมุกดาหาร บรรดาพวกทาสที่ถูกปลดปล่อยจากเมืองมุกดาหาร ซึ่งส่วนมากเป็นพวกข่า ผู้เทิง และพวกที่สังคมกล่าวหาว่าเป็นฉมบ (ผีปอบ ผีกระสือ) ได้ไปพึ่งพาอาศัยและเข้ารีตกับบาทหลวงเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าเมืองมุกดาหารได้มีใบบอกไปทางกรุงเทพฯ[4]

เมื่อ พ.ศ. 2429 มีความว่าเจ้าเมืองท้าวเพี้ยหัวเมืองลาวตะวันออกประพฤติการณ์ไม่เป็นยุติธรรม พากันไปกดขี่คุมเหงจับข่ามาเป็นทาสใช้สอยอยู่ตามบ้านเรือน เป็นที่ติเตียนแก่คนต่างประเทศ และได้มีท้องตราประกาศบรรดาเจ้าเมืองท้าวเพี้ยหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก ห้ามมิให้ไปกดขี่คุมเหงจับไพร่ข่ามาซื้อขายใช้สอยการงานที่บ้านเรือน แต่ทาสเดิมที่ได้ซื้อหามาแต่เดิมก็ให้คงอยู่ตามพระราชกำหนดกฎหมาย

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2429 ทาสเดิมที่ได้ออกเงินไถ่ไว้ใช้สอยมาก่อนพากันหลบหนีไปจากเจ้าเบี้ยนายเงิน ไปอยู่กับบาทหลวงฝรั่งเศสเป็นอันมาก ทางกรุงเทพฯ ได้มีท้องตราราชสีห์มาถึงเมืองมุกดาหารมีความว่าได้รับใบบอกแล้วและได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ มีพระบรมราชโองการฯ สั่งว่า บาทหลวงซึ่งยกพระราชกำหนดกฎหมายเป็นหลักฐานในถ้อยคำไม่ดื้อดึงเป็นอย่างอื่นแล้วนั้นก็เป็นการดี ควรต้องผ่อนผันพิพากษาตัดสินตามกฎหมายอย่างธรรมเนียมในกรุงเทพฯ จึงจะเป็นการเรียบร้อยโดยยุติธรรม ตัวทาสนั้นคงให้เป็นไพร่พลเมืองใช้ในราชการต่อไป ถ้าเป็นทาสขายตัวเอง ฤๅบิดามารดาขายและเป็นเชลยตีทัพมาเกิด ลูกทาสลูกเชลยในเรือนเบี้ยต้องไถ่ตัวให้นายเงินตามเงินที่ซื้อขายและเกษียณอายุลูกทาสลูกเชลย ตามข้อพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดกฎหมาย[4]

ในปี พ.ศ. 2433 พระอมรฤทธิธาดา (ทัด) เจ้าเมืองพาลุกากรภูมิป่วยเป็นโรคชรา ถึงแก่กรรม ได้โปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาด (กุ) เป็นพระอมรฤทธิธาดา เจ้าเมืองพาลุกากรภูมิแทน และได้ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2440[4] และราษวงศ์เมืองพาลุกากรภูมิก็ได้ป่วยด้วยโรคลมสันดาษ และถึงแก่กรรมในปีต่อมา[5]

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2441 (ร.ศ. 117) ได้ปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ยกเลิกระบบเจ้าเมือง เมืองพาลุกากรภูมิจึงถูกลดฐานะเป็นหมู่บ้านขึ้นกับตำบลบ้านหว้าน อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม และเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านพาลุกา หลังจากนั้นบรรดาลูกหลานของเจ้าเมืองบางส่วนได้อพยพข้ามไปอยู่ฝั่งลาว เช่น ท้าวฮ่อม บุตรของราชวงษ์ (คุด) อดีตขุนนางเมืองพาลุกากรภูมิ ได้นำพรรคพวกไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านหลวงโพนสิม ใกล้พระธาตุอิงฮัง ฝรั่งเศสยกขึ้นเป็นเมืองคันธบุรี ขึ้นกับแขวงสุวรรณเขต และแต่งตั้งท้าวฮ่อมเป็นเจ้าเมืองคนแรก ชาวบ้านเรียกขานว่า “ญาหลวงฮ่อม”[3][4]

อาคารที่ว่าการเก่าอําเภอหว้านใหญ่

การตั้งถิ่นฐานใหม่และที่มาของชื่อ

[แก้]

ต่อมาในยุคหลัง ท้าวสีหานาม (สิงห์ ไตรยวงค์) ต่อมาคือเจ้าเมืองหนองสูง และท้าวมหาคำได้นำราษฎรจากเมืองมหาชัย (แขวงสุวรรณเขต) อพยพข้ามมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีต้นว่านชุกชุม ชาวบ้านจึงเรียกว่า “บ้านว่านใหญ่”[6] ภายหลังสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้เขียนชื่อเป็น “หว้านใหญ่” ตามหลักของราชบัณฑิตยสถาน[7]

การจัดตั้งกิ่งอำเภอและอำเภอ

[แก้]

ด้วยความเจริญและระยะทางที่ห่างไกลจากอำเภอเมืองมุกดาหาร นายสวัสดิ์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมขณะนั้น ได้เสนอให้แยกตำบลหว้านใหญ่เพื่อจัดตั้งตำบลใหม่ ได้แก่ ตำบลคำป่าหลาย[8] และตำบลป่งขาม[9] ต่อมาวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2520 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้ง กิ่งอำเภอหว้านใหญ่ ประกอบด้วย 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลหว้านใหญ่ ตำบลป่งขาม และตำบลบางทรายน้อย[10] เมื่อมีการจัดตั้งจังหวัดมุกดาหารในปี พ.ศ. 2525 กิ่งอำเภอหว้านใหญ่จึงโอนมาขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร[11]

ในปี พ.ศ. 2526 แยกตำบลหว้านใหญ่ตั้งตำบลชะโนด[12] และปี พ.ศ. 2531 แยกตำบลป่งขามตั้งตำบลดงหมู[13] รวมระยะเวลาเป็นกิ่งอำเภอ 14 ปี ต่อมาได้รับพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็น อำเภอหว้านใหญ่ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2535[14]

ทำเนียบผู้บริหาร

[แก้]

เจ้าเมืองพาลุกากรภูมิ

[แก้]
ลำดับรายนาม (บรรดาศักดิ์)ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.)หมายเหตุ
1พระอมรฤทธิธาดา (ทัด)ประมาณ 2409 – 2433เจ้าเมืององค์แรก[3]
2พระอมรฤทธิธาดา (กุ)2433 – 2438อดีตอุปฮาด รับโปรดเกล้าฯ สืบแทน
3- ว่าง-2438 – 2441อุปฮาดรักษาการแทนตำแหน่งเจ้าเมือง

กรมการเมืองพาลุกากรภูมิในช่วงการเปลี่ยนแปลงระบการปกครอง

[แก้]
ลำดับรายนาม (บรรดาศักดิ์)ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.)หมายเหตุ
-หลวงเทวาสำแดงเดช (หล้า) 2442-?เป็นผู้รักษาเมือง[15]
-หลวงอมรเรศรักษา (พัด) เป็นปลัดเมือง 2442-?เป็นปลัดเมือง
-หลวงอมรานุรักษ์ (หอม)2442-?เป็นคลังเมือง

ในช่วงที่มีการ จัดตั้งเปลี่ยนแปลงกรมการเมืองนี้ ตำแหน่ง อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตรในระบบอาญาสี่ยังคงอยู่ เป็นรุ่นสุดท้าย ก่อนที่จะไม่มีการ โปรดเกล้าฯ ขึ้นอีก

ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ (พ.ศ. 2521–2535)

[แก้]
ลำดับรายนามปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.)
1นายประสิทธ์ เอี่ยมประชาพ.ศ. 2520 - 2520[15]
2ร.อ.ชาญวุฒิ เสนีย์พัลยพ.ศ. 2524 - 2525
3นายสุจริต แสงมณีพ.ศ. 2525 - 2527
4นายสกนธ์ ฤทธิไกร เหล็กกล้าพ.ศ. 2527 -?

นายอำเภอหว้านใหญ่

[แก้]
ลำดับรายนามปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.)หมายเหตุ
1–3(อยู่ระหว่างการสืบค้น)2536 – 2563
4นายสมศักดิ์ บุญจันทร์ประมาณ 2563 – 2565รณรงค์วัคซีนโควิด-19
5ว่าที่ร้อยตรี เอกวัฒนา คงคาน้อยประมาณ 2565 – 2567เกษียณอายุราชการ
6นางศศิธร โพดาพล2567 – ปัจจุบันนายอำเภอคนปัจจุบัน

ภูมิศาสตร์

[แก้]

ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ

[แก้]

อำเภอหว้านใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดมุกดาหาร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 30 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 81.49 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำโขง ดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินร่วนปนทราย เหมาะแก่การเกษตร มีป่าเบญจพรรณและป่าโปร่งบางส่วน แม่น้ำโขงไหลผ่านทางตะวันออกตลอดแนว

อาณาเขตติดต่อ

[แก้]

การแบ่งเขตการปกครอง

[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค

[แก้]

แบ่งออกเป็น 5 ตำบล 43 หมู่บ้าน ประชากรรวม ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 19,892 คน[16]

ลำดับชื่อตำบลอักษรโรมันหมู่บ้านประชากร (คน)
1หว้านใหญ่Wan Yai114,833
2ป่งขามPong Kham115,887
3บางทรายน้อยBang Sai Noi114,833
4ชะโนดChanot52,736
5ดงหมูDong Mu51,603

การปกครองส่วนท้องถิ่น

[แก้]

ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง:

  • เทศบาลตำบลหว้านใหญ่ – ครอบคลุมตำบลหว้านใหญ่ทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลชะโนด – ครอบคลุมตำบลชะโนดทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่งขามดงหมู – ครอบคลุมตำบลป่งขามและดงหมู (ยุบรวมเมื่อ พ.ศ. 2547)[17]
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางทรายน้อย – ครอบคลุมตำบลบางทรายน้อยทั้งตำบล

เศรษฐกิจ

[แก้]

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าว โดยเฉพาะข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองและข้าวหอมมะลิ รองลงมาคือมันสำปะหลังและอ้อยโรงงาน มีการเลี้ยงโคเนื้อ สุกร และเป็ด การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติริมฝั่งโขงเป็นรายได้สำคัญ อุตสาหกรรมครัวเรือนเด่น เช่น การทอผ้าขิด มัดหมี่ จักสาน และแปรรูปผลผลิตการเกษตร สถาบันการเงิน ได้แก่ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน สาขาหว้านใหญ่

โครงสร้างพื้นฐานและสังคม

[แก้]
  • การคมนาคม: มีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 (ถนนชยางกูร) เชื่อมต่อเมืองมุกดาหาร–ธาตุพนม และมีสถานีรถไฟหว้านใหญ่ บนเส้นทางรถไฟสายบ้านไผ่–นครพนม ซึ่งเปิดบริการในปี พ.ศ. 2566
  • การสาธารณสุข: โรงพยาบาลหว้านใหญ่ ขนาด 10 เตียง และ รพ.สต. ประจำทุกตำบลรวม 5 แห่ง
  • การศึกษา: โรงเรียนประถมศึกษา 10 แห่ง, ขยายโอกาส 2 แห่ง, มัธยมศึกษา 1 แห่ง คือ โรงเรียนหว้านใหญ่วิทยา และ กศน.อำเภอหว้านใหญ่
  • ศาสนา: ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีวัด 23 แห่ง มีโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 1 แห่ง คือ วัดนักบุญอันนา ตำบลหว้านใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี
  • การรักษาความสงบเรียบร้อย : สถานีตำรวจภูธรหว้านใหญ่ 1 แห่ง

เหตุการสำคัญ

[แก้]

27 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมเครนโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ถล่ม ส่งผลให้มี วิศวกร ที่ปรึกษา และคนงานเสียชีวิตจำนวน 9 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง [18]

การท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติ

[แก้]

อำเภอหว้านใหญ่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายทั้งธรรมชาติ ศาสนา และประวัติศาสตร์ พร้อมงานประเพณีประจำปี เช่น งานบุญบั้งไฟ งานออกพรรษากฐินลอยน้ำโขง และงาน Christmas on the Beach ที่หาดมโนภิรมย์

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

[แก้]
  • หาดมโนภิรมย์ (บ้านชะโนด หมู่ 1 ตำบลชะโนด): หาดทรายกลางแม่น้ำโขงที่ทอดยาว 1.5–2 กิโลเมตร ในฤดูแล้ง (พ.ย. เป็นต้นไป) จะเห็นหาดกว้างและสามารถมองเห็นสะพานมิตรภาพไทย–ลาวได้ชัดเจน
  • แก่งกะเบา: แก่งหินยาวในลำน้ำโขงที่มีความสวยงาม น้ำเชี่ยว เป็นแหล่งประมงของชุมชน ในฤดูแล้งจะเห็นเกาะแก่งและหาดทรายกว้างใหญ่ บนฝั่งมีลานหินกว้าง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยเสด็จผ่านทางเรือเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2449
  • ลำน้ำโขง: เส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำและจุดชมวิวสองฝั่ง
  • สร้างคำ (บ้านดอนม่วง หมู่ 7 ตำบลหว้านใหญ่): บ่อน้ำธรรมชาติ 2 บ่อ (บ่อบนสำหรับดื่ม บ่อล่างสำหรับอาบ) บนพื้นที่ป่าประมาณ 2 ไร่ มีน้ำไหลตลอดปี ครั้งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จตรวจหัวเมืองใน พ.ศ. 2449 ชาวบ้านได้ถวายน้ำแร่จากสร้างคำนี้

แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและศาสนา

[แก้]
  • วัดพระศรีมหาโพธิ์ (ท่าเสด็จ) (บ้านหว้านใหญ่ หมู่ 1): ภายในมี “สิมอีสาน” (โบสถ์) เก่าแก่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2559 ศิลปะผสมตะวันตก ไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส เป็นสิมผนัง 3 ด้าน มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระเวสสันดรชาดกฝีมือช่างพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีกุฏิเก่าที่สร้างโดยช่างชาวเวียดนามเป็นสถาปัตยกรรมแบบโค้งฝรั่งเศส ปัจจุบันใช้เป็นห้องสมุดประชาชน
  • ท่าเสด็จ: อยู่บริเวณวัด เป็นท่าเรือที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จขึ้นประทับเมื่อทรงตรวจราชการมณฑลอุดรในปี พ.ศ. 2449 ปัจจุบันตั้งอยู่ท่าน้ำหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร
  • วัดป่าวิเวก (วัดพระนอน) (บ้านหนองแสง หมู่ 4 ตำบลหว้านใหญ่): ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ เป็นที่เคารพสักการะของชาวอำเภอหว้านใหญ่
  • วัดมโนภิรมย์ (บ้านชะโนด หมู่ 1 ตำบลชะโนด): วัดเก่าแก่สร้างโดยช่างจากนครเวียงจันทน์ ถูกไฟไหม้เสียหายเมื่อ พ.ศ. 2447 และบูรณะแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2554 มีวิหาร พระอุโบสถ พระพุทธรูป และซุ้มบันไดโบสถ์ที่งดงาม ภายในประดิษฐาน “พระพุทธรูปงาช้าง” และพระปางไสยาสน์
  • วัดลัฎฐิกวัน: วัดป่าสายพระป่าเลไลย์ (พื้นที่บางทรายน้อย)
  • วัดสองคอน (วัดนักบุญอันนา) (บ้านสองคอน ตำบลป่งขาม): โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานบุญราศรีมรณสักขีทั้ง 7 ท่าน ซึ่งเสียชีวิตในช่วงกรณีพิพาทไทย–ฝรั่งเศสสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่ตั้งของสักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี
  • พิพิธภัณฑ์หนูฮัก พูมสะหวัน (พาลุกา หมู่ 3 ตำบลชะโนด): เรือนไทยที่จัดแสดงเรื่องราวของ “ท่านหนูฮัก พูมสะหวัน” (หรือ หนูฮัก ภูมิสวรรค์) อดีตประธานประเทศลาว ผู้มีถิ่นกำเนิดและใช้ชีวิตวัยเยาว์ ณ ที่แห่งนี้ จังหวัดมุกดาหารและลูกหลานร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์[3]
  • ศาลเจ้าปู่นามวงศ์ (บ้านดาวเรือง หมู่ 9 ตำบลบางทรายน้อย): ศาลศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบางทรายน้อยและหว้านใหญ่เคารพนับถือ
  • พุทธอุทยานวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (บ้านนิคมทหารผ่านศึก หมู่ 1 ตำบลดงหมู): พุทธสถานสำคัญอีกแห่งในเขตอำเภอ

แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

[แก้]
  • โบราณสถานเมืองพาลุกากรภูมิ: ซากเมืองโบราณริมฝั่งโขงในเขตตำบลบางทรายน้อย

วัฒนธรรมประเพณี

[แก้]

เทคกาล

[แก้]
  • ประเพณีและเทศกาลแห่ดาวสองคอน[19]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "อัตลักษณ์เชิงเลขนศิลป์ 8 กลุ่มชาติพันธุ์ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง กรณีศึกษาจังหวัดมุกดาหาร" (PDF).
  2. สำนักหอสมุดแห่งชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ จ.ศ ๑๒๒๙ (พ.ศ ๒๔๑๗) เลขที่ ๒๒ "สารตราถึงเมืองมุกดาหาร เรื่องตั้งพระอมฤทธาดา และยกบ้านแขวงบางทรายขึ้นเป็นเมืองพาลุกากรภูมิ."
  3. 1 2 3 4 5 หนังสืออนุสรณ์ท่านหนูจักร ภูมิสวรรค์. ตำบลชะโนด อำเภอหว้าญใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร.
  4. 1 2 3 4 5 6 ภาณุรังษี เดือนโฮ้ง.การศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหารให้เป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดน. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (ดูที่ภาคผนวก จ)
  5. ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวตายหัวเมือง, เล่ม ๑๕, ตอน ๒๑, ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๑, หน้า ๒๓๓
  6. เทศบาลตำบลหว้านใหญ่. "แผนส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลตำบลหว้านใหญ่ (พ.ศ. 2566–2570)" (PDF).
  7. "ประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง การเขียนชื่อจังหวัด อำเภอ และกิ่งอำเภอ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 84 (56 ง): (ฉบับพิเศษ) 2-35.
  8. "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอเมืองนครพนม อำเภอมุกดาหาร อำเภอท่าอุเทน อำเภอศรีสงคราม กิ่งอำเภอดอนตาล กิ่งอำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 83 (80 ง): 2915–2941.
  9. "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 94 (60 ง): 2699–2705.
  10. "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งท้องที่อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ตั้งเป็นกิ่งอำเภอหว้านใหญ่" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 94 (89 ง): 3922. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-03-24. สืบค้นเมื่อ 2020-10-24.
  11. "พระราชบัญญัติตั้งจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ. ๒๕๒๕" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 99 (121 ก): (ฉบับพิเศษ) 14-17. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-06-04. สืบค้นเมื่อ 2020-10-24.
  12. "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่กิ่งอำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 100 (124 ง): 2449–2454.
  13. "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่กิ่งอำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 105 (143 ง): (ฉบับพิเศษ) 1-4.
  14. "พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอสอยดาว อำเภอโพนสวรรค์ อำเภอบางขัน อำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมืองปาน อำเภอภูหลวง อำเภอโคกศรีสุพรรณ และอำเภอสำโรง พ.ศ. ๒๕๓๕" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 109 (45 ก): 27–29. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-02-14. สืบค้นเมื่อ 2020-10-24.
  15. 1 2 สืบค้นจากประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค
  16. "สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร". กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
  17. "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยุบรวมสภาตำบลกับองค์การบริหารส่วนตำบล" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2020-10-26. สืบค้นเมื่อ 2020-10-24.
  18. "ชาวไทย-ลาวทำบุญอุทิศให้วิศวกรและคนงานก่อสร้างที่ตายจากเครนสร้างสะพานหักเมื่อ14 ปีก่อน". mgronline.com. 2019-07-17. สืบค้นเมื่อ 2026-07-09.
  19. "เทศกาลแห่ดาว วัดสองคอน – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. สืบค้นเมื่อ 2026-07-30.