อำเภอหว้านใหญ่
อำเภอหว้านใหญ่ | |
|---|---|
| การถอดเสียงอักษรโรมัน | |
| • อักษรโรมัน | Amphoe Wan Yai |
| คำขวัญ: เมืองพระพุทธรูปงาช้าง พระปางไสยาสน์ หาดมโนภิรมย์เพลินตา โสภาแก่งกะเบา | |
แผนที่จังหวัดมุกดาหาร เน้นอำเภอหว้านใหญ่ | |
| พิกัด: 16°43′40″N 104°44′19″E / 16.72778°N 104.73861°E | |
| ประเทศ | |
| จังหวัด | มุกดาหาร |
| พื้นที่ | |
• ทั้งหมด | 81.49 ตร.กม. (31.46 ตร.ไมล์) |
| ประชากร (ธันวาคม 2568) | |
• ทั้งหมด | 19,892 คน |
| • ความหนาแน่น | 244.12 คน/ตร.กม. (632.3 คน/ตร.ไมล์) |
| รหัสไปรษณีย์ | 49150 |
| รหัสภูมิศาสตร์ | 4906 |
| ที่ตั้งที่ว่าการ | ที่ว่าการอำเภอหว้านใหญ่ หมู่ที่ 5 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร 49150 |
อำเภอหว้านใหญ่ เป็นอำเภอหนึ่งใน 7 อำเภอของจังหวัดมุกดาหารมีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดอยู่ใกล้ศูนย์กลางจังหวัดที่สุดและมีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยเป็นเมืองพาลุกากรภูมิ ก่อนถูกลดฐานะ ก่อนจะสถาปนาขึ้นเป็นกิ่งอำเภอและอำเภอตามลำดับ ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด ทั้งด้านศาสนสถาน ธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน และเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟหว้านใหญ่ ในเส้นทางรถไฟสายบ้านไผ่–นครพนม
ประวัติศาสตร์
[แก้]เมืองพาลุกากรภูมิ
[แก้]พื้นที่อำเภอหว้านใหญ่แต่เดิมมีฐานะเป็นเมืองโบราณชื่อ เมืองพาลุกากรภูมิ (หรือ พาลุกากร) คำว่า “พาลุกา” แปลว่า “ทรายชายโขง”[1] ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เมื่อปี พ.ศ. 2409 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านแขวงบางทรายขึ้นเป็นเมืองพาลุกากรภูมิ ขึ้นตรงต่อเมืองมุกดาหาร[2] โดยมีเจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ดำรงรัฐสีมามุกดาหาราธิบดี เจ้าเมืองมุกดาหารลำดับที่ 4 เป็นผู้ขอจัดตั้ง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ ท้าวทัด บุตรราชวงษ์ (ทั้ง) จากเมืองมุกดาหาร เป็นพระอมรฤทธิธาดา เจ้าเมืององค์แรก[3] เมืองพาลุกากรภูมิมีอาณาเขตทิศเหนือจรดลำน้ำก่ำ ทิศใต้จรดห้วยบางทรายซึ่งเป็นอาณาเขตของอำเภอในปัจจุบัน[4]
เมืองพาลุกากรภูมิ เป็นเมืองขึ้นของเมืองมุกดาหาร ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2409 คือบริเวณอำเภอหว้านใหญ่ในปัจจุบัน คำว่า “พาลุกา” มาจากคำว่า “พาลุกะ” ในภาษาบาลี แปลว่า ทราย ใน พ.ศ. 2408 เจ้าเมืองมุกดาหารพยายามที่จะขยายอาณาเขตเมืองมุกดาหารให้ครอบคลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง (รวมแขวงสุวรรณเขตของลาว) จนจรดแดนญวนเพื่อทดแทนนครเวียงจันทน์ซึ่งเป็นเมืองร้าง เจ้าเมืองมุกดาหารจึงขอพระราชทานตั้งเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งโดยแยกอาณาเขตเมืองมุกดาหาร ตั้งแต่ห้วยบังทราย (บางทราย) ขึ้นไปทางเหนือจนถึงลำน้ำก่ำ จึงได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองว่า เมืองพาลุกากรภูมิ แต่ได้ตั้งเมืองเหนือบ้านบางทรายขึ้นไปคือ บริเวณบ้านพาลุกา อำเภอหว้านใหญ่ในปัจจุบัน และได้โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวทัด บุตรราชวงษ์ (ทั้ง) จากเมืองมุกดาหาร เป็นพระอมรฤทธิธาดา เจ้าเมือง ขึ้นกับเมืองมุกดาหารเมื่อ พ.ศ. 2409[3][4]
เมื่อ พ.ศ. 2430 บาทหลวงชาวฝรั่งเศสจากกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นสังฆราชของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ได้สั่งให้บาทหลวงสองคนเผยแพร่ศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้จัดตั้งวัดในศาสนาคริสต์ขึ้นเป็นวัดแรกที่บ้านบุ่งกระแทว เมืองอุบลฯ
ตั้งแต่ พ.ศ. 2424 และต่อมาได้ขยายวัดในศาสนาคริสต์ตามหัวเมืองในลุ่มน้ำโขง ที่เมืองเขมราฐ มุกดาหาร นครพนม และสกลนคร บาทหลวงซาเวียร์เกโด้ได้ตั้งวัดศาสนาคริสต์ริมฝั่งแม่น้ำโขงที่บ้านสองคอน เขตเมืองพาลุกากรภูมิ ซึ่งขึ้นกับเมืองมุกดาหาร บรรดาพวกทาสที่ถูกปลดปล่อยจากเมืองมุกดาหาร ซึ่งส่วนมากเป็นพวกข่า ผู้เทิง และพวกที่สังคมกล่าวหาว่าเป็นฉมบ (ผีปอบ ผีกระสือ) ได้ไปพึ่งพาอาศัยและเข้ารีตกับบาทหลวงเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าเมืองมุกดาหารได้มีใบบอกไปทางกรุงเทพฯ[4]
เมื่อ พ.ศ. 2429 มีความว่าเจ้าเมืองท้าวเพี้ยหัวเมืองลาวตะวันออกประพฤติการณ์ไม่เป็นยุติธรรม พากันไปกดขี่คุมเหงจับข่ามาเป็นทาสใช้สอยอยู่ตามบ้านเรือน เป็นที่ติเตียนแก่คนต่างประเทศ และได้มีท้องตราประกาศบรรดาเจ้าเมืองท้าวเพี้ยหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก ห้ามมิให้ไปกดขี่คุมเหงจับไพร่ข่ามาซื้อขายใช้สอยการงานที่บ้านเรือน แต่ทาสเดิมที่ได้ซื้อหามาแต่เดิมก็ให้คงอยู่ตามพระราชกำหนดกฎหมาย
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2429 ทาสเดิมที่ได้ออกเงินไถ่ไว้ใช้สอยมาก่อนพากันหลบหนีไปจากเจ้าเบี้ยนายเงิน ไปอยู่กับบาทหลวงฝรั่งเศสเป็นอันมาก ทางกรุงเทพฯ ได้มีท้องตราราชสีห์มาถึงเมืองมุกดาหารมีความว่าได้รับใบบอกแล้วและได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ มีพระบรมราชโองการฯ สั่งว่า บาทหลวงซึ่งยกพระราชกำหนดกฎหมายเป็นหลักฐานในถ้อยคำไม่ดื้อดึงเป็นอย่างอื่นแล้วนั้นก็เป็นการดี ควรต้องผ่อนผันพิพากษาตัดสินตามกฎหมายอย่างธรรมเนียมในกรุงเทพฯ จึงจะเป็นการเรียบร้อยโดยยุติธรรม ตัวทาสนั้นคงให้เป็นไพร่พลเมืองใช้ในราชการต่อไป ถ้าเป็นทาสขายตัวเอง ฤๅบิดามารดาขายและเป็นเชลยตีทัพมาเกิด ลูกทาสลูกเชลยในเรือนเบี้ยต้องไถ่ตัวให้นายเงินตามเงินที่ซื้อขายและเกษียณอายุลูกทาสลูกเชลย ตามข้อพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดกฎหมาย[4]
ในปี พ.ศ. 2433 พระอมรฤทธิธาดา (ทัด) เจ้าเมืองพาลุกากรภูมิป่วยเป็นโรคชรา ถึงแก่กรรม ได้โปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาด (กุ) เป็นพระอมรฤทธิธาดา เจ้าเมืองพาลุกากรภูมิแทน และได้ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2440[4] และราษวงศ์เมืองพาลุกากรภูมิก็ได้ป่วยด้วยโรคลมสันดาษ และถึงแก่กรรมในปีต่อมา[5]
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2441 (ร.ศ. 117) ได้ปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ยกเลิกระบบเจ้าเมือง เมืองพาลุกากรภูมิจึงถูกลดฐานะเป็นหมู่บ้านขึ้นกับตำบลบ้านหว้าน อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม และเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านพาลุกา หลังจากนั้นบรรดาลูกหลานของเจ้าเมืองบางส่วนได้อพยพข้ามไปอยู่ฝั่งลาว เช่น ท้าวฮ่อม บุตรของราชวงษ์ (คุด) อดีตขุนนางเมืองพาลุกากรภูมิ ได้นำพรรคพวกไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านหลวงโพนสิม ใกล้พระธาตุอิงฮัง ฝรั่งเศสยกขึ้นเป็นเมืองคันธบุรี ขึ้นกับแขวงสุวรรณเขต และแต่งตั้งท้าวฮ่อมเป็นเจ้าเมืองคนแรก ชาวบ้านเรียกขานว่า “ญาหลวงฮ่อม”[3][4]

การตั้งถิ่นฐานใหม่และที่มาของชื่อ
[แก้]ต่อมาในยุคหลัง ท้าวสีหานาม (สิงห์ ไตรยวงค์) ต่อมาคือเจ้าเมืองหนองสูง และท้าวมหาคำได้นำราษฎรจากเมืองมหาชัย (แขวงสุวรรณเขต) อพยพข้ามมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีต้นว่านชุกชุม ชาวบ้านจึงเรียกว่า “บ้านว่านใหญ่”[6] ภายหลังสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้เขียนชื่อเป็น “หว้านใหญ่” ตามหลักของราชบัณฑิตยสถาน[7]
การจัดตั้งกิ่งอำเภอและอำเภอ
[แก้]ด้วยความเจริญและระยะทางที่ห่างไกลจากอำเภอเมืองมุกดาหาร นายสวัสดิ์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมขณะนั้น ได้เสนอให้แยกตำบลหว้านใหญ่เพื่อจัดตั้งตำบลใหม่ ได้แก่ ตำบลคำป่าหลาย[8] และตำบลป่งขาม[9] ต่อมาวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2520 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้ง กิ่งอำเภอหว้านใหญ่ ประกอบด้วย 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลหว้านใหญ่ ตำบลป่งขาม และตำบลบางทรายน้อย[10] เมื่อมีการจัดตั้งจังหวัดมุกดาหารในปี พ.ศ. 2525 กิ่งอำเภอหว้านใหญ่จึงโอนมาขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร[11]
ในปี พ.ศ. 2526 แยกตำบลหว้านใหญ่ตั้งตำบลชะโนด[12] และปี พ.ศ. 2531 แยกตำบลป่งขามตั้งตำบลดงหมู[13] รวมระยะเวลาเป็นกิ่งอำเภอ 14 ปี ต่อมาได้รับพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็น อำเภอหว้านใหญ่ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2535[14]
ทำเนียบผู้บริหาร
[แก้]เจ้าเมืองพาลุกากรภูมิ
[แก้]| ลำดับ | รายนาม (บรรดาศักดิ์) | ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| 1 | พระอมรฤทธิธาดา (ทัด) | ประมาณ 2409 – 2433 | เจ้าเมืององค์แรก[3] |
| 2 | พระอมรฤทธิธาดา (กุ) | 2433 – 2438 | อดีตอุปฮาด รับโปรดเกล้าฯ สืบแทน |
| 3 | - ว่าง- | 2438 – 2441 | อุปฮาดรักษาการแทนตำแหน่งเจ้าเมือง |
กรมการเมืองพาลุกากรภูมิในช่วงการเปลี่ยนแปลงระบการปกครอง
[แก้]| ลำดับ | รายนาม (บรรดาศักดิ์) | ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| - | หลวงเทวาสำแดงเดช (หล้า) | 2442-? | เป็นผู้รักษาเมือง[15] |
| - | หลวงอมรเรศรักษา (พัด) เป็นปลัดเมือง | 2442-? | เป็นปลัดเมือง |
| - | หลวงอมรานุรักษ์ (หอม) | 2442-? | เป็นคลังเมือง |
ในช่วงที่มีการ จัดตั้งเปลี่ยนแปลงกรมการเมืองนี้ ตำแหน่ง อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตรในระบบอาญาสี่ยังคงอยู่ เป็นรุ่นสุดท้าย ก่อนที่จะไม่มีการ โปรดเกล้าฯ ขึ้นอีก
ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ (พ.ศ. 2521–2535)
[แก้]| ลำดับ | รายนาม | ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.) |
|---|---|---|
| 1 | นายประสิทธ์ เอี่ยมประชา | พ.ศ. 2520 - 2520[15] |
| 2 | ร.อ.ชาญวุฒิ เสนีย์พัลย | พ.ศ. 2524 - 2525 |
| 3 | นายสุจริต แสงมณี | พ.ศ. 2525 - 2527 |
| 4 | นายสกนธ์ ฤทธิไกร เหล็กกล้า | พ.ศ. 2527 -? |
นายอำเภอหว้านใหญ่
[แก้]| ลำดับ | รายนาม | ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| 1–3 | (อยู่ระหว่างการสืบค้น) | 2536 – 2563 | |
| 4 | นายสมศักดิ์ บุญจันทร์ | ประมาณ 2563 – 2565 | รณรงค์วัคซีนโควิด-19 |
| 5 | ว่าที่ร้อยตรี เอกวัฒนา คงคาน้อย | ประมาณ 2565 – 2567 | เกษียณอายุราชการ |
| 6 | นางศศิธร โพดาพล | 2567 – ปัจจุบัน | นายอำเภอคนปัจจุบัน |
ภูมิศาสตร์
[แก้]ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ
[แก้]อำเภอหว้านใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดมุกดาหาร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 30 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 81.49 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำโขง ดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินร่วนปนทราย เหมาะแก่การเกษตร มีป่าเบญจพรรณและป่าโปร่งบางส่วน แม่น้ำโขงไหลผ่านทางตะวันออกตลอดแนว
อาณาเขตติดต่อ
[แก้]- ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงสุวรรณเขต ประเทศลาว โดยมีแม่น้ำโขงกั้น
- ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองมุกดาหาร
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองมุกดาหาร
การแบ่งเขตการปกครอง
[แก้]การปกครองส่วนภูมิภาค
[แก้]แบ่งออกเป็น 5 ตำบล 43 หมู่บ้าน ประชากรรวม ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 19,892 คน[16]
| ลำดับ | ชื่อตำบล | อักษรโรมัน | หมู่บ้าน | ประชากร (คน) |
|---|---|---|---|---|
| 1 | หว้านใหญ่ | Wan Yai | 11 | 4,833 |
| 2 | ป่งขาม | Pong Kham | 11 | 5,887 |
| 3 | บางทรายน้อย | Bang Sai Noi | 11 | 4,833 |
| 4 | ชะโนด | Chanot | 5 | 2,736 |
| 5 | ดงหมู | Dong Mu | 5 | 1,603 |
การปกครองส่วนท้องถิ่น
[แก้]ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง:
- เทศบาลตำบลหว้านใหญ่ – ครอบคลุมตำบลหว้านใหญ่ทั้งตำบล
- เทศบาลตำบลชะโนด – ครอบคลุมตำบลชะโนดทั้งตำบล
- องค์การบริหารส่วนตำบลป่งขามดงหมู – ครอบคลุมตำบลป่งขามและดงหมู (ยุบรวมเมื่อ พ.ศ. 2547)[17]
- องค์การบริหารส่วนตำบลบางทรายน้อย – ครอบคลุมตำบลบางทรายน้อยทั้งตำบล
เศรษฐกิจ
[แก้]พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าว โดยเฉพาะข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองและข้าวหอมมะลิ รองลงมาคือมันสำปะหลังและอ้อยโรงงาน มีการเลี้ยงโคเนื้อ สุกร และเป็ด การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติริมฝั่งโขงเป็นรายได้สำคัญ อุตสาหกรรมครัวเรือนเด่น เช่น การทอผ้าขิด มัดหมี่ จักสาน และแปรรูปผลผลิตการเกษตร สถาบันการเงิน ได้แก่ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน สาขาหว้านใหญ่
โครงสร้างพื้นฐานและสังคม
[แก้]- การคมนาคม: มีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 (ถนนชยางกูร) เชื่อมต่อเมืองมุกดาหาร–ธาตุพนม และมีสถานีรถไฟหว้านใหญ่ บนเส้นทางรถไฟสายบ้านไผ่–นครพนม ซึ่งเปิดบริการในปี พ.ศ. 2566
- การสาธารณสุข: โรงพยาบาลหว้านใหญ่ ขนาด 10 เตียง และ รพ.สต. ประจำทุกตำบลรวม 5 แห่ง
- การศึกษา: โรงเรียนประถมศึกษา 10 แห่ง, ขยายโอกาส 2 แห่ง, มัธยมศึกษา 1 แห่ง คือ โรงเรียนหว้านใหญ่วิทยา และ กศน.อำเภอหว้านใหญ่
- ศาสนา: ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีวัด 23 แห่ง มีโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 1 แห่ง คือ วัดนักบุญอันนา ตำบลหว้านใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี
- การรักษาความสงบเรียบร้อย : สถานีตำรวจภูธรหว้านใหญ่ 1 แห่ง
เหตุการสำคัญ
[แก้]27 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมเครนโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ถล่ม ส่งผลให้มี วิศวกร ที่ปรึกษา และคนงานเสียชีวิตจำนวน 9 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง [18]
การท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติ
[แก้]อำเภอหว้านใหญ่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายทั้งธรรมชาติ ศาสนา และประวัติศาสตร์ พร้อมงานประเพณีประจำปี เช่น งานบุญบั้งไฟ งานออกพรรษากฐินลอยน้ำโขง และงาน Christmas on the Beach ที่หาดมโนภิรมย์
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
[แก้]- หาดมโนภิรมย์ (บ้านชะโนด หมู่ 1 ตำบลชะโนด): หาดทรายกลางแม่น้ำโขงที่ทอดยาว 1.5–2 กิโลเมตร ในฤดูแล้ง (พ.ย. เป็นต้นไป) จะเห็นหาดกว้างและสามารถมองเห็นสะพานมิตรภาพไทย–ลาวได้ชัดเจน
- แก่งกะเบา: แก่งหินยาวในลำน้ำโขงที่มีความสวยงาม น้ำเชี่ยว เป็นแหล่งประมงของชุมชน ในฤดูแล้งจะเห็นเกาะแก่งและหาดทรายกว้างใหญ่ บนฝั่งมีลานหินกว้าง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยเสด็จผ่านทางเรือเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2449
- ลำน้ำโขง: เส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำและจุดชมวิวสองฝั่ง
- สร้างคำ (บ้านดอนม่วง หมู่ 7 ตำบลหว้านใหญ่): บ่อน้ำธรรมชาติ 2 บ่อ (บ่อบนสำหรับดื่ม บ่อล่างสำหรับอาบ) บนพื้นที่ป่าประมาณ 2 ไร่ มีน้ำไหลตลอดปี ครั้งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จตรวจหัวเมืองใน พ.ศ. 2449 ชาวบ้านได้ถวายน้ำแร่จากสร้างคำนี้
แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและศาสนา
[แก้]- วัดพระศรีมหาโพธิ์ (ท่าเสด็จ) (บ้านหว้านใหญ่ หมู่ 1): ภายในมี “สิมอีสาน” (โบสถ์) เก่าแก่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2559 ศิลปะผสมตะวันตก ไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส เป็นสิมผนัง 3 ด้าน มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระเวสสันดรชาดกฝีมือช่างพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีกุฏิเก่าที่สร้างโดยช่างชาวเวียดนามเป็นสถาปัตยกรรมแบบโค้งฝรั่งเศส ปัจจุบันใช้เป็นห้องสมุดประชาชน
- ท่าเสด็จ: อยู่บริเวณวัด เป็นท่าเรือที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จขึ้นประทับเมื่อทรงตรวจราชการมณฑลอุดรในปี พ.ศ. 2449 ปัจจุบันตั้งอยู่ท่าน้ำหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร
- วัดป่าวิเวก (วัดพระนอน) (บ้านหนองแสง หมู่ 4 ตำบลหว้านใหญ่): ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ เป็นที่เคารพสักการะของชาวอำเภอหว้านใหญ่
- วัดมโนภิรมย์ (บ้านชะโนด หมู่ 1 ตำบลชะโนด): วัดเก่าแก่สร้างโดยช่างจากนครเวียงจันทน์ ถูกไฟไหม้เสียหายเมื่อ พ.ศ. 2447 และบูรณะแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2554 มีวิหาร พระอุโบสถ พระพุทธรูป และซุ้มบันไดโบสถ์ที่งดงาม ภายในประดิษฐาน “พระพุทธรูปงาช้าง” และพระปางไสยาสน์
- วัดลัฎฐิกวัน: วัดป่าสายพระป่าเลไลย์ (พื้นที่บางทรายน้อย)
- วัดสองคอน (วัดนักบุญอันนา) (บ้านสองคอน ตำบลป่งขาม): โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานบุญราศรีมรณสักขีทั้ง 7 ท่าน ซึ่งเสียชีวิตในช่วงกรณีพิพาทไทย–ฝรั่งเศสสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่ตั้งของสักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี
- พิพิธภัณฑ์หนูฮัก พูมสะหวัน (พาลุกา หมู่ 3 ตำบลชะโนด): เรือนไทยที่จัดแสดงเรื่องราวของ “ท่านหนูฮัก พูมสะหวัน” (หรือ หนูฮัก ภูมิสวรรค์) อดีตประธานประเทศลาว ผู้มีถิ่นกำเนิดและใช้ชีวิตวัยเยาว์ ณ ที่แห่งนี้ จังหวัดมุกดาหารและลูกหลานร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์[3]
- ศาลเจ้าปู่นามวงศ์ (บ้านดาวเรือง หมู่ 9 ตำบลบางทรายน้อย): ศาลศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบางทรายน้อยและหว้านใหญ่เคารพนับถือ
- พุทธอุทยานวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (บ้านนิคมทหารผ่านศึก หมู่ 1 ตำบลดงหมู): พุทธสถานสำคัญอีกแห่งในเขตอำเภอ
แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
[แก้]- โบราณสถานเมืองพาลุกากรภูมิ: ซากเมืองโบราณริมฝั่งโขงในเขตตำบลบางทรายน้อย
วัฒนธรรมประเพณี
[แก้]เทคกาล
[แก้]- ประเพณีและเทศกาลแห่ดาวสองคอน[19]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ "อัตลักษณ์เชิงเลขนศิลป์ 8 กลุ่มชาติพันธุ์ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง กรณีศึกษาจังหวัดมุกดาหาร" (PDF).
- ↑ สำนักหอสมุดแห่งชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ จ.ศ ๑๒๒๙ (พ.ศ ๒๔๑๗) เลขที่ ๒๒ "สารตราถึงเมืองมุกดาหาร เรื่องตั้งพระอมฤทธาดา และยกบ้านแขวงบางทรายขึ้นเป็นเมืองพาลุกากรภูมิ."
- 1 2 3 4 5 หนังสืออนุสรณ์ท่านหนูจักร ภูมิสวรรค์. ตำบลชะโนด อำเภอหว้าญใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร.
- 1 2 3 4 5 6 ภาณุรังษี เดือนโฮ้ง.การศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหารให้เป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดน. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (ดูที่ภาคผนวก จ)
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวตายหัวเมือง, เล่ม ๑๕, ตอน ๒๑, ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๑, หน้า ๒๓๓
- ↑ เทศบาลตำบลหว้านใหญ่. "แผนส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลตำบลหว้านใหญ่ (พ.ศ. 2566–2570)" (PDF).
- ↑ "ประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง การเขียนชื่อจังหวัด อำเภอ และกิ่งอำเภอ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 84 (56 ง): (ฉบับพิเศษ) 2-35.
- ↑ "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอเมืองนครพนม อำเภอมุกดาหาร อำเภอท่าอุเทน อำเภอศรีสงคราม กิ่งอำเภอดอนตาล กิ่งอำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 83 (80 ง): 2915–2941.
- ↑ "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 94 (60 ง): 2699–2705.
- ↑ "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งท้องที่อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ตั้งเป็นกิ่งอำเภอหว้านใหญ่" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 94 (89 ง): 3922. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-03-24. สืบค้นเมื่อ 2020-10-24.
- ↑ "พระราชบัญญัติตั้งจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ. ๒๕๒๕" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 99 (121 ก): (ฉบับพิเศษ) 14-17. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-06-04. สืบค้นเมื่อ 2020-10-24.
- ↑ "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่กิ่งอำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 100 (124 ง): 2449–2454.
- ↑ "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่กิ่งอำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 105 (143 ง): (ฉบับพิเศษ) 1-4.
- ↑ "พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอสอยดาว อำเภอโพนสวรรค์ อำเภอบางขัน อำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมืองปาน อำเภอภูหลวง อำเภอโคกศรีสุพรรณ และอำเภอสำโรง พ.ศ. ๒๕๓๕" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 109 (45 ก): 27–29. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-02-14. สืบค้นเมื่อ 2020-10-24.
- 1 2 สืบค้นจากประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค
- ↑ "สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร". กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. สืบค้นเมื่อ 2026-06-05.
- ↑ "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยุบรวมสภาตำบลกับองค์การบริหารส่วนตำบล" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2020-10-26. สืบค้นเมื่อ 2020-10-24.
- ↑ "ชาวไทย-ลาวทำบุญอุทิศให้วิศวกรและคนงานก่อสร้างที่ตายจากเครนสร้างสะพานหักเมื่อ14 ปีก่อน". mgronline.com. 2019-07-17. สืบค้นเมื่อ 2026-07-09.
- ↑ "เทศกาลแห่ดาว วัดสองคอน – จังหวัดมุกดาหาร". m.mukdahan.go.th. สืบค้นเมื่อ 2026-07-30.