ยุทธการที่สตาลินกราด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ยุทธการสตาลินกราด)
ยุทธการสตาลินกราด
เป็นส่วนหนึ่งของ แนวรบด้านตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่สอง
Bundesarchiv Bild 183-W0506-316, Russland, Kampf um Stalingrad, Siegesflagge.jpg
ทหารโซเวียตโบกธงแดงเหนือจตุรัสกลางเมืองสตาลินกราด ค.ศ. 1943
วันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1942 - 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943
สถานที่ สตาลินกราด สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย สหภาพโซเวียต
ผลลัพธ์ โซเวียตชนะอย่างเด็ดขาด
คู่ขัดแย้ง
Flag of the Soviet Union.svg สหภาพโซเวียต
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
กำลัง
กองทัพกลุ่มบี
  • กองทัพที่ 6 ของเยอรมนี
  • กองทัพแพนเซอร์ที่ 4 ของเยอรมนี
  • กองทัพที่ 3 ของโรมาเนีย
  • กองทัพที่ 4 ของโรมาเนีย
  • กองทัพที่ 8 ของอิตาลี
  • กองทัพที่ 2 ของฮังการี
  • กรมทหารราบเสริมกำลัง (โครเอเชีย) ที่ 369

  • ขั้นต้น:
  • ทหาร 270,000 นาย
  • ปืนใหญ่ 3,000 กระบอก
  • รถถัง 500 คัน
  • อากาศยาน 600 ลำ, 1,600 ลำเมื่อถึงกลางเดือนกันยายน (ลุฟท์ฟลอทเทอ 4)[1]
  • เมื่อโซเวียตตีโต้ตอบ:
  • ทหาร 700,000 นาย (เยอรมัน 400,000; โรมาเนีย 200,000; อิตาลี 100,000)
  • ปืนใหญ่ 10,250 กระบอก
  • รถถัง 500 คัน
  • อากาศยาน 732 ลำ (ใช้การได้ 402 ลำ)[2]:225[3]:87
แนวรบสตาลินกราด
  • กองทัพที่ 28 ของโซเวียต
  • กองทัพที่ 51 ของโซเวียต
  • กองทัพที่ 57 ของโซเวียต
  • กองทัพที่ 62 ของโซเวียต
  • กองทัพที่ 64 ของโซเวียต

แนวรบดอน
แนวรบตะวันตกเฉียงใต้


  • ขั้นต้น:
  • ทหาร 187,000 นาย
  • ปืนใหญ่ 2,200 กระบอก
  • รถถัง 400 คัน
  • อากาศยาน 300 ลำ[1]:72
  • เมื่อโซเวียตตีโต้ตอบ:
  • ทหาร 1,143,500 นาย
  • ปืนใหญ่ 13,451 กระบอก
  • รถถัง 894 คัน
  • อากาศยาน 1,115 ลำ[2]:224
กำลังพลสูญเสีย
  • ประเมินทหารเสียชีวิต สูญหายหรือได้รับบาดเจ็บ 750,000 นาย
  • ถูกจับเป็นเชลย 91,000 นาย
  • รวม: 841,000 นาย
  • อากาศยาน 900 ลำ (รวมเครื่องบินขนส่ง 274 ลำ และเครื่องบินทิ้งระเบิด 165 ลำที่ใช้เป็นเครื่องบินขนส่ง)
  • รถถัง 1,500 คัน
  • ปืนใหญ่ 6,000 กระบอก[1]:122–123
  • ทหารเสียชีวิตหรือสูญหาย 478,741 นาย
  • ได้รับบาดเจ็บหรือป่วย 650,878 นาย
  • รวม: 1,129,619 นาย
  • พลเรือนเสียชีวิต 40,000 คน
  • รถถัง 4,341 คัน
  • ปืนใหญ่ 15,728 กระบอก
  • เครื่องบินรบ 2,769 ลำ[4]

ยุทธการสตาลินกราด เป็นยุทธการใหญ่ของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนาซีเยอรมนีและพันธมิตรฝ่ายหนึ่ง สู้รบกับสหภาพโซเวียตอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อแย่งชิงการควบคุมนครสตาลินกราด (ปัจจุบันคือ โวลโกกราด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหพันธรัฐรัสเซีย) ยุทธการดำเนินไประหว่างวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1942 ถึง 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943[5][6][7][8] ยุทธการสตาลินกราดเป็นยุทธการใหญ่ที่สุดบนแนวรบด้านตะวันออก และได้รับความสนใจเพราะความป่าเถื่อนและไม่สนใจต่อความสูญเสียทั้งทางทหารและพลเรือน นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในยุทธการนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์การสงคราม โดยมีการประเมินความสูญเสียทั้งสองฝ่ายรวมกันขั้นสูงไว้เกือบสองล้านนาย ความสูญเสียอย่างหนักที่กองทัพเยอรมนีประสบนับเป็นจุดพลิกผันของสงคราม[9] หลังยุทธการสตาลินกราด กำลังเยอรมันไม่อาจฟื้นคืนยอดอย่างเมื่อก่อนได้อีก และไม่บรรลุชัยชนะทางยุทธศาสตร์ในทางตะวันออกอีกเลย[10]

เยอรมนีรุกเพื่อยึดสตาลินกราดเริ่มตั้งแต่ปลายฤดูร้อน ค.ศ. 1942 และได้รับการสนับสนุนจากการทิ้งระเบิดโดยกองทัพอากาศอย่างเข้มข้น ซึ่งทำให้พื้นที่ขนาดใหญ่ของนครกลายเป็นซากปรักหักพัง ท้ายที่สุด การรุกของเยอรมนีกลายมาติดหล่มการสู้รบอาคารต่ออาคาร และแม้จะควบคุมพื้นที่ของนครได้กว่า 90% ในบางครั้ง กองทัพเยอรมันกลับไม่สามารถขับไล่ผู้ป้องกันฝ่ายโซเวียตกลุ่มสุดท้ายที่ยึดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโวลกาอย่างเหนียวแน่น

วันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 กองทัพแดงเปิดฉากปฏิบัติการยูเรนัส การโจมตีสองง่ามโดยมีเป้าหมายต่อกำลังพลโรมาเนียและฮังการีที่อ่อนแอ ซึ่งกำลังป้องกันปีกของกองทัพที่ 6 หลังจากมีการสู้รบอย่างหนัก ความสำเร็จของการโจมตีเหล่านี้ส่งผลให้ปีกที่ยึดไว้อย่างหลวม ๆ พังลง และกองทัพที่ 6 ถูกตัดขาดและล้อมในสตาลินกราด เมื่อฤดูหนาวของรัสเซียมาถึง กองทัพที่ 6 ก็อ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วจากความหนาว การขาดอาหารและการโจมตีอย่างต่อเนื่องของโซเวียต ความกำกวมของการบังคับบัญชา ประกอบกับความเชื่อแน่แน่วใน "พลังแห่งการตั้งเจตนา" (power of the will) ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และค่านิยม "การยืนหยัด" (standing fast) ยิ่งเสริมฐานะยากลำบากของเยอรมนีขึ้นไปอีก ท้ายที่สุด ความล้มเหลวของกำลังเยอรมนีนอกวงล้อมในการเปิดวงล้อม ร่วมกับความล้มเหลวในการส่งกำลังบำรุงทางอากาศ ทำให้เกิดการพังทลายขั้นสุดท้าย เมื่อถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 การต้านทานของฝ่ายอักษะในสตาลินกราดยุติลงและส่วนที่เหลือของกองทัพที 6 ได้ยอมจำนนหรือไม่ก็ถูกทำลายไปก่อนหน้านั้นแล้ว[11]:p.932

การรบในครั้งนี้นอกจากจะเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามแล้ว ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงระเบียบวินัยและความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่าย แม้ว่าจะเป็นวินัยที่ได้มาจากสายบัญชาการที่เข้มงวดและโหดเหี้ยมอยู่บ่อยครั้ง โดยในช่วงแรกของการรบนั้น โซเวียตเป็นฝ่ายตั้งรับการล่าสังหารอย่างโหดเหี้ยมของทหารเยอรมัน โดยเป็นฝ่ายตั้งมั่นอยู่ในเมืองสตาลินกราด ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่โซเวียตเสียทหารไปมากที่สุด ถึงขนาดที่ทหารที่เกณฑ์เข้ามาใหม่ทั้งหมด เฉลี่ยแล้วมีชีวิตอยู่ไม่ถึงหนึ่งวัน กระนั้นฝ่ายโซเวียตก็ยังสามารถที่จะคงวินัยในหมู่ทหารไว้ได้ โดยทหารโซเวียตจำนวนมากยอมที่จะสละชีวิตแทนที่จะถอยหรือยอมให้ถูกจับเป็นเชลย มีตัวอย่างอยู่กรณีหนึ่ง เป็นที่จดจำว่าทหารโซเวียตผู้หนึ่ง ที่อยู่ภายใต้บัญชาการของนายพลโรดิมสเตฟ ก่อนตายได้ขีดเขียนบนกำแพงที่สถานีรถไฟสายหลักของเมือง ซึ่งมีการชิงบุกชิงยึด เปลี่ยนผู้ครอบครองถึง 15 หน โดยเขาได้เขียนไว้ว่า...

ทหารของโรดิมสเตฟได้สู้และตายที่นี่ เพื่อมาตุภูมิของตน

ในขณะเดียวกัน กองทัพเยอรมันก็สามารถแสดงถึงวินัยที่สามารถคงไว้ได้อย่างน่าทึ่ง แม้ว่าจะถูกกองทัพโซเวียตโอบล้อมให้ติดอยู่ในเมืองก็ตาม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายเยอรมันต้องประสบกับสถานการณ์ที่เสียเปรียบเช่นนี้ โดยการถูกตัดขาดจากกำลังสนับสนุนทำให้เสบียงร่อยหลอลงไปเรื่อยๆ ทั้งยังขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากรัสเซียตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวมากในฤดูหนาว ทำให้ทหารเยอรมันอดอาหารและหนาวตายเป็นจำนวนมากในช่วงหลังๆ ของการปิดล้อมเมือง อย่างไรก็ตาม ทหารก็ยังปฏิบัติตามระเบียบวินัยและเชื่อฟังคำสั่งของนายทหารที่มียศสูงกว่า จนกระทั่ง เมื่อจอมพลฟรีดริช เพาลุส แห่งกองทัพเยอรมันเห็นว่าไร้ประโยชน์ที่จะสู้ศึกที่กำลังจะแพ้ เขาจึงฝ่าฝืนคำสั่งโดยตรงของผู้นำนาซีเยอรมนี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ที่ว่าให้สู้จนตัวตายและสั่งห้ามยอมจำนนต่อกองกำลังโซเวียต) และยอมจำนนต่อกองทัพโซเวียตในที่สุด

เมืองสตาลินกราด ถูกขนานนามว่าเป็น armored city หรือ เมืองหุ้มเกราะ และเป็นสมรภูมิที่มีทหารเสียชีวิตมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 การที่รัสเซียสามารถรักษาเมืองนี้ไว้ได้เพราะความรักชาติของคนรัสเซีย และอีกอย่างหนึ่งคือคำสั่งของสตาลินที่ว่า เมื่อถึงเวลาไม่ว่าตั้งรับหรือรุกรบ ให้ทหารรัสเซียทุกคนสู้ตาย ไม่มีการถอยหลังกลับแม้แต่ก้าวเดียว หากใครจะยอมแพ้หรือแม้แต่ถอยกลับ จะถูกคอมมิสซาร์ (kommissar) หรือ ผู้ตรวจการ ยิงทันที

มีเรื่องเล่าว่า รัสเซียมีอาวุธไม่พอกับจำนวนทหาร ทหารกลุ่มที่ข้ามแม่น้ำโวลก้ามายังสตาลินกราด เมื่อลงจากรถบรรทุกทหารจะได้รับแจกอาวุธโดยคนหนึ่งได้รับปืนที่ไม่มีกระสุน อีกคนจะได้รับกระสุนห้านัดแต่ไม่ได้ปืน เมื่อคนมีปืนถูกยิงตาย คนมีกระสุนปืนจะเก็บปืนมาใช้ เมื่อคนมีกระสุนปืนตาย คนมีปืนก็เก็บกระสุนมาใช้ บางครั้งยังได้รับคำสั่งให้วิ่งไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่รถถังขวางทางคอยยิงอยู่ก็ตาม

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Bergström (2007)
  2. 2.0 2.1 Hayward, (1998)
  3. Bergstrom (2005)
  4. Glantz (1995), p. 295
  5. McDougal Littell, (2006)
  6. Roberts (2006: 143)
  7. Biesinger (2006: 699)
  8. "Battle of Stalingrad". Encyclopædia Britannica. 
  9. Taylor (1998) Vol IV, p. 142
  10. Bellamy, (2007)
  11. Shirer (1990)

แหล่งข้อูลอื่น[แก้]