แอริช ฟอน มันชไตน์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แอริช ฟอน มันชไตน์
24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1887(1887-11-24) – 9 มิถุนายน ค.ศ. 1973 (85 ปี)
Bundesarchiv Bild 183-H01757, Erich von Manstein.jpg
จอมพล เอริช ฟอน มันสไตน์
ชื่อเกิด ฟริทซ์ แอริช เกออร์ก แอดวร์ด ฟอน เลอวินสกี
ที่เกิด เบอร์ลิน, ราชอาณาจักรปรัสเซีย, จักรวรรดิเยอรมัน
ที่เสียชีวิต อิร์เชินเฮาเซิน, บาวาเรีย, เยอรมนีตะวันตก
รับใช้
ปีปฏิบัติหน้าที่ 1906–44
ชั้นยศ จอมพล
บังคับบัญชา
การยุทธ์
บำเหน็จ กางเขนเหล็กกางเขนอัศวินประดับใบโอ็ค และดาบ
งานอื่น ที่ปรึกษาด้านการทหารของรัฐบาลเยอรมนีตะวันตก

ฟริทซ์ แอริช เกออร์ก แอดวร์ด ฟอน เลอวินสกี (เยอรมัน: Fritz Erich Georg Eduard von Lewinski) หรือเป็นที่รู้จักกันคือ แอริช ฟอน มันชไตน์ (เยอรมัน: Erich von Manstein) เป็นผู้บัญชาการในเวร์มัคท์ กองทัพของนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้ดำรงตำแหน่งยศจอมพล

เกิดในตระกูลขุนนางปรัสเซียที่มีประวัติศาสตร์อันยาวในการรับราชการทหาร มันชไตน์ได้เข้าร่วมกองทัพในช่วงวัยเยาว์และได้เห็นว่าทำหน้าที่ทั้งแนวรบด้านตะวันตกและตะวันออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1914-18) เขาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งยศร้อยเอกโดยสงครามได้ยุติลงและมีบทบาทมากขึ้นในช่วงสมัยระหว่างสงครามซึ่งได้ช่วยให้เยอรมนีได้ทำการฟื้นฟูกองทัพขึ้นมาใหม่ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 ในช่วงการบุกครองโปแลนด์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้ทำหน้าที่เป็นเสนาธิการทหารบกแก่กองทัพกลุ่มตอนใต้ของแกร์ด ฟอน รุนด์ชเตดท์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้เลือกแผนทางยุทธศาสตร์ของมันชไตน์สำหรับการบุกครองฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 แผนนี้ต่อมาได้ถูกคัดกรองโดยฟรันซ์ ฮัลเดอร์และสมาชิกคนอื่นๆของกองบัญชาการใหญ่กองทัพบกเยอรมัน (OKH) ด้วยความคาดหมายว่า กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรจะต้องออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงขึ้นในการเข้ารุกรานที่เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ มันชไตน์ได้คิดแผนปฏิบัติการขึ้นใหม่—ซึ่งต่อมาเรียกว่า Sichelschnitt ("เคียวตัด")—ที่ได้เรียกให้เข้าโจมตีผ่านป่าของอาร์แดนและพุ่งอย่างรวดเร็วไปยังช่องแคบอังกฤษ เป็นการปิดล้อมกองทัพฝรั่งเศสและฝ่ายสัมพันธมิตรที่อยู่ในเบลเยียมและแฟลนเดอส์ เขาได้รับตำแหน่งยศนายพลในช่วงสิ้นสุดการทัพ เขาได้เข้าร่วมในการรุกรานสหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 และการล้อมเซวัสโตปอล (ค.ศ. 1941–1942) และได้รับตำแหน่งยศจอมพล เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 เขายังได้มีส่วนร่วมในการล้อมเลนินกราด

โชคชะตาของเยอรมนีในช่วงสงครามได้พลิกให้กลายเป็นความเสียเปรียบในปี ค.ศ. 1942 โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยความพินาศย่อยยับจากยุทธการที่สตาลินกราด ที่มันชไตน์ได้ล้มเหลวในการบังคัญชาเพื่อการบรรเทาวงล้อม (ปฏิบัติการพายุฤดูหนาว) ในเดือนธันวาคม ต่อมาได้เป็นที่รู้จักกันคือ "การตีหลังมือ"(backhand blow) มันชไตน์ได้ทำโจมตีตอบโต้กลับในยุทธการที่คาร์คอฟครั้งที่ 3 (กุมภาพันธ์–มีนาคม ค.ศ. 1943) ได้เข้ายึดชิงดินแดนที่สำคัญกลับคืนและส่งผลทำให้เกิดการล้างผลาญของกองทัพโซเวียตไปสามกองทัพและการล่าถอยไปอีกสามกองทัพ เขาได้เป็นหนึ่งในผู้บัญชาการหลักที่ยุทธการที่คูสค์ (กรกฎาคม–สิงหาคม ค.ศ. 1943) หนึ่งในการรบของรถถังที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยความไม่ลงรอยกันอย่างต่อเนืองของเขากับฮิตเลอร์ในการดำเนินสงครามต่อไปจนทำให้เขาต้องถูกปลดออกในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1944 เขาไม่ได้รับคำสั่งอีกเลยและถูกจับกุมเป็นเชลยโดยอังกฤษในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 หลายเดือนหลังความพ่ายแพ้ของเยอรมนี

มันชไตน์ได้ให้ปากคำที่การพิจารณาคดีเนือร์นแบร์คหลักที่เกี่ยวกับข้อหาอาชญากรสงครามในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1946 และได้เตรียมเอกสาร, ที่พร้อมกับความทรงจำของเขาในภายหลัง, ได้ช่วยทำให้เกิดการปลูกฝังตำนานของ"เวร์มัคท์บริสุทธิ์"—เป็นตำนานที่เชื่อว่ากองทัพเยอรมันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี ในปี ค.ศ. 1949 เขาได้ถูกพิจารณาคดีในฮัมบวร์คสำหรับข้อหาอาชญากรรมสงครามและได้ตัดสินว่ามีความผิดจากเก้าในสิบเจ็ดข้อหา รวมทั้งการรักษาชีวิตเชลยศึกที่ไม่ดีและความล้มเหลวในการปกป้องชีวิตพลเรือนในขอบเขตปฏิบัติการของเขา ได้รับโทษด้วยการจำคุกเป็นเวลา 18 ปี ต่อมาได้ลดลงเหลือ 12 ปี และเขาได้ใช้ชีวิตในคุกเพียงสี่ปีก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี ค.ศ. 1953 ได้เป็นที่ปรึกษาด้านการทหารให้แก่รัฐบาลเยอรมนีตะวันตกในช่วงปลายปี ค.ศ. 1950 เขาได้ช่วยสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง บันทึกของเขา, Verlorene Siege (ปี ค.ศ. 1955) ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Lost Victories ("ชัยชนะที่หายไป"), เป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากของความเป็นผู้นำของฮิตเลอร์ และการบริหารกับเพียงด้านการทหารในช่วงยามสงคราม โดยไม่คำนึงถึงด้านการเมืองและศีลธรรม มันชไตน์ได้ถึงแก่อสัญกรรมใกล้กับมิวนิกในปี ค.ศ. 1973