ความเหลื่อมล้ำทางสังคม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
หอคอยหรูตั้งตระหง่านอยู่เหนือย่านคนจนในกรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเกิดขึ้นเมื่อทรัพยากรในสังคมมีการกระจายอย่างไม่เสมอภาค ซึ่งก่อให้เกิดแบบรูปจำเพาะตามแนวจำพวกของบุคคลที่นิยามทางสังคม การเข้าถึงสินค้าสังคมในสังคมนั้นมีความแตกต่างกันเป็นลำดับมีสาเหตุจากอำนาจ ศาสนา เครือญาติ เกียรติภูมิ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศ อายุ รสนิยมทางเพศและชนชั้น ความเหลื่อมล้ำปกติส่อความหมายถึงความไม่เสมอภาคของผลลัพธ์ แต่อาจสรุปอีกอย่างหนึ่งได้ว่าเป็นความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส[1] สิทธิทางสังคม ประกอบด้วยตลาดแรงงาน บ่อเกิดของรายได้ บริการสาธารณสุข เสรีภาพในการพูด การศึกษา การมีผู้แทนทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง[2] ความเหลื่อมล้ำทางสังคมนี้มีความเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปกติอธิบายบนพื้นฐานของการกระจายรายได้หรือความมั่งคั่งอย่างไม่เสมอภาค และเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมชนิดที่มีการศึกษาอยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และสังคมวิทยาโดยทั่วไปใช้แนวทางเข้าสู่ทางทฤษฎีต่างกันเพื่อพิจารณาและอธิบายความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ทั้งสองวิชาก็วิจัยความเหลื่อมล้ำนี้เหมือนกัน อย่างไรก็ดีทรัพยากรสังคมและธรรมชาติก็มีการกระจายอย่างไม่เท่าเทียมในสังคมส่วนใหญ่นอกเหนือไปจากทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และอาจช่วยส่งเสริมสถานภาพทางสังคมของบุคคล บรรทัดฐานของการจัดสรรยังมีผลต่อการกระจายสิทธิและเอกสิทธิ์ อำนาจทางสังคม การเข้าถึงสินค้าสาธารณะ เช่น การศึกษาหรือระบบตุลาการ การเคหะที่เพียงพอ การขนส่ง เครดิตและบริการทางการเงิน เช่น การธนาคาร ตลอดจนสินค้าและบริการทางสังคมอื่น

หลายสังคมทั่วโลกต่างอวดอ้างว่าตนเป็นคุณธรรมนิยม หมายความว่า การกระจายทรัพยากรในสังคมอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมหรือความดี (merit)[a] แม้ว่าคุณธรรมนี้จะมีผลอยู่บ้างในบางสังคม แต่งานวิจัยแสดงว่าการกระจายทรัพยากรในสังคมมักเป็นไปตามการแบ่งประเภททางสังคมแบบมีลำดับชั้นจนไม่อาจเรียกสังคมเหล่านั้นว่า "คุณธรรมนิยม" ได้ ด้วยเหตุที่บุคคลที่มีสติปัญญา ความสามารถหรือคุณธรรมเป็นพิเศษก็ตามยังไม่อาจชดเชยการถูกเอาเปรียบทางสังคมที่เขาเหล่านั้นเผชิญ ในหลายกรณี ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์และเพศ ตลอดจนสถานภาพทางสังคม ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจเกี่ยวข้องกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง[3]

ตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ใช้บ่อยสุดในการเปรียบเทียบในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สัมประสิทธิ์จีนี[b] อย่างไรก็ดี ประเทศที่มีสัมประสิทธิ์จีนีเท่ากันแต่มีเศรษฐกิจ และ/หรือ คุณภาพชีวิตต่างกันมากก็ได้ ฉะนั้นจึงต้องนำมาเปรียบเทียบโดยใช้บริบทอื่นประกอบด้วย[4]

ภาพรวม[แก้]

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมพบในเกือบทุกสังคม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการ เช่น ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และสถานภาพพลเมือง และมักมีวจนิพนธ์ทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์มานิยาม เช่น คนจน "สมควร" (สาเหตุเกิดจากคนคนนั้นเอง) หรือ "ไม่สมควร" หรือไม่[5] ในสังคมเรียบง่าย ผู้ที่มีบทบาทและสถานภาพทางสังคมน้อยกว่าสมาชิกอื่น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมอาจมีต่ำมาก ตัวอย่างเช่นในสังคมชนเผ่า หัวหน้าเผ่าอาจมีเอกสิทธิ์บางอย่าง ใช้เครื่องมือบางชนิด หรือสวมสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งที่ผู้อื่นห้ามสวม แต่ชีวิตประจำวันของหัวหน้าเผ่านั้นก็แทบไม่ต่างจากสมาชิกเผ่าคนอื่น นักมานุษยวิทยาเรียกวัฒนธรรมที่มีความสมภาคสูงนี้ว่า "เน้นความเป็นญาติ" (kinship-oriented) ซึ่งดูจะให้ค่าแก่ความปรองดองทางสังคมมากกว่าความมั่งคั่งหรือสถานภาพ วัฒนธรรมดังกล่าวแตกต่างจากวัฒนธรรมที่เน้นวัตถุซึ่งมีการให้รางวัลสถานภาพและความมั่งคั่ง ซึ่งมีการแข่งขันและความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วไป นอกจากนี้วัฒนธรรมเน้นความเป็นญาติอาจมุ่งมั่นขัดขวางมิให้เกิดลำดับชั้นทางสังคมเสียด้วยซ้ำ เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งและขาดเสถียรภาพ[6] ในโลกปัจจุบัน ประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่ในสังคมซับซ้อน และยิ่งสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามช่องว่างระหว่างคนจนสุดและรวยสุดในสังคม[3]

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมสามารถจำแนกได้เป็นสังคมสมภาค (egalitarian), สังคมมีชนชั้น (ranked) และสังคมมีการจัดช่วงชั้น (stratified)[7] สังคมสมภาคได้แก่ชุมชนที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมผ่านโอกาสและสิทธิเท่าเทียมกัน ฉะนั้นจึงไม่มีการเลือกปฏิบัติ บุคคลที่มีทักษะพิเศษไม่ถูกมองว่าเหนือกว่าคนที่เหลือ ผู้นำไม่มีอำนาจมีแต่อิทธิพล บรรทัดฐานและความเชื่อของสังคมสมภาคสนับสนุนการแบ่งปันและมีส่วนร่วมอย่างเท่ากัน ถัดมาสังคมมีชนชั้นส่วนใหญ่เป็นชุมชนเกษตรกรรมที่มีการจัดกลุ่มแบบลำดับชั้นจากหัวหน้าซึ่งมองว่ามีสถานภาพในสังคม ในสังคมนี้มีการจัดจำแนกบุคคลตามสถานภาพและเกียรติภูมิ ไม่ใช่ตามการเข้าถึงอำนาจและทรัพยากร หัวหน้าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ตามด้วยครอบครัวและญาติของหัวหน้า และผู้ที่เกี่ยวดองกับเขาลดลงก็มีชนชั้นต่ำลงไปด้วย สังคมมีการจัดช่วงชั้นเป็นสังคมที่จัดบุคคลในแนวดิ่งเป็นชนชั้นสูง ชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง การจัดจำแนกนี้คำนึงถึงทั้งความมั่งคั่ง อำนาจและเกียรติภูมิ ชนชั้นสูงส่วนใหญ่เป็นผู้นำและผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในสังคม ทั้งนี้บุคคลสามารถเลื่อนจากชนชั้นหนึ่งไปอีกชนชั้นหนึ่งได้ และสถานภาพทางสังคมสามารถสืบทอดจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งได้[2]

มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5 ระบบหรือชนิด ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง ความเหลื่อมล้ำของการปฏิับติและความรับผิดชอบ ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำในชีวิต และความเหลื่อมล้ำของสมาชิกภาพ; ความเหลื่อมล้ำทางการเมืองเป็นความแตกต่างที่เเกิดจากความสามารถเข้าถึงทรัพยากรภาครัฐ จึงไม่มีความเสมอภาคของพลเมือง สำหรับความแตกต่างทางการปฏิบัติและความรับผิดชอบ บุคคลบางกลุ่มได้รับประโยชน์มากกว่าและได้เเอกสิทธิ์เร็วกว่าคนอื่น ในสถานีงาน บางกลุ่มมีความรับผิดชอบมากกว่า จึงได้รับค่าตอบแทนมากกว่าและผลประโยชน์ดีกว่ากลุ่มที่เหลือแม้มีคุณวุฒิเท่ากัน; ความเหลื่อมล้ำของสมาชิกภาพคือจำนวนสมาชิกในครอบครัว ชาติหรือศาสนา ความเหลื่อมล้ำของชีวิตเกิดจากความไม่เสมอภาคของโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนคนนั้น สุดท้ายความเหลื่อมล้ำของรายได้และความมั่งคั่งนั้นเกิดจากมีรายได้รวมไม่เท่ากัน[7]

ตัวอย่างสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางงสังคม ได้แก่ ช่องว่างของรายได้ ความเหลื่อมล้ำทางเพศ สาธารณสุขและชนชั้นทางสังคม ในด้านสาธารณสุข บุคคลบางกลุ่มได้รับการรักษาดีกว่าและเป็นวิชาชีพมากกว่ากลุ่มอื่น ความแตกต่างของชนชั้นทางสังคมยังประจักษ์ชัดในระหว่างการชุมนุมสาธารณะโดยที่ชนชั้นสูงได้รับที่นั่งดีที่สุด รวมทั้งการได้รับการต้อนรับและได้รับจัดลำดับความสำคัญก่อน[7]

สถานภาพในสังคมมี 2 ประเภท แบ่งเป็นลักษณะที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (ascribed) และลักษณะที่หามาได้ภายหลัง (achieved) ลักษณะที่ติดตัวมาแต่กำเนิดคือเกิดมาพร้อมกับมีลักษณะนั้น หรือได้รับกำหนดจากผู้อื่นซึ่งบุคลนั้นควบคุมแทบไม่ได้โดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น เพศ สีผิว รูปทรงตา สถานที่เกิด เพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ บิดามารดาและสถานภาพทางสังคมของบิดามารดา ลักษณะที่หามาได้ภายหลัง ได้แก่ ลักษณะที่บุคคลประสบความสำเร็จหรือเลือกเอง เช่น ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส สถานะความเป็นผู้นำ และการชี้วัดคุณธรรมอย่างอื่น ในบางสังคม สถานภาพทางสังคมเกิดจากปัจจัยติดตัวมาแต่กำเนิดและที่หามาได้ภายหลังผสมกัน อย่างไรก็ดี ในบางสังคมคำนึงเฉพาะปัจจัยที่ติดตัวมาแต่กำเนิดในการตัดสินสถานภาพทางสังคมของบุคคล ฉะนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคมน้อยถึงไม่มีเลย และช่องทางให้เกิดความเสมอภาคทางสังคมน้อยตามไปด้วย[8] ความเหลื่อมล้ำทางสังคมประเภทนี้ทั่วไปเรียก ความเหลื่อมล้ำทางวรรณะ (caste)

ที่ทางทางสังคมของบุคคลในโครงสร้างภาพรวมของสังคมชนิดที่มีการจัดช่วงชั้นเป็นเหตุและผลของแทบทุกแง่มุมชีวิตสังคมและโอกาสในชีวิตของบุคคล[9] ตัวชี้วัดดีที่สุดเลือกมาตัวเดียวที่บอกสถานภาพทางสังคมในอนาคตของบุคคล คือ สถานภาพทางสังคมที่เขาผู้นั้นเกิดมา แนวทางเข้าสู่ทางทฤษฎีที่อธิบายความเหลื่อมล้ำทางสังคมมุ่งสนใจปัญหาว่าการจำแนกทางสังคมเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีการจัดสรรทรัพยากรประเภทใด (ตัวอย่างเช่น ปริมาณสำรองหรือทรัพยากร)[10] บทบาทของความร่วมมือและความขัดแย้งของมนุษย์ในการจัดสรรของทรัพยากรคืออะไร และความเหลื่อมล้ำประเภทและแบบต่าง ๆ มีผลต่อการทำหน้าที่โดยรวมของสังคมอย่างไร

ตัวแปรที่พิจารณาว่ามีความสำคัญสูงสุดในการอธิบายความเหลื่อมล้ำและรูปแบบที่ตัวแปรเหล่านั้นประกอบกันให้เกิดความเหลื่อมล้ำและผลลัพธ์ทางสังคมในสังคมหนึ่ง ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงได้ตามกาละเทศะ นอกเหนือไปจากความสนใจในการเปรียบเทียบและหาความแตกต่างของความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระดับท้องถิ่นและรดับชาติ ในห้วงกระบวนการโลกาภิวัฒน์สมัยใหม่ ก่อให้เกิดคำถามน่าสนใจว่า ความเหลื่อมล้ำในระดับโลกมีลักษณะเป็นอย่างไร และความเหลื่อมล้ำระดับโลกเช่นนั้นจะเป็นอย่างไรในอนาคต ผลของโลกาภิวัฒน์ลดระยะทางของกาละเทศะ ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระดับโลกซึ่งวัฒนธรรมและสังคม และบทบาททางสังคมซึ่งสามารถเพิ่มความเหลื่อมล้ำระดับโลกให้สูงขึ้น[8]

แผนที่โลกแสดงดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่ปรับตามความเหลื่อมล้ำแล้ว (inequality-adjusted HDI) ในปี 2014 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการพัฒนามนุษย์สำหรับบุคคลเฉลี่ยในสังคม
สัดส่วนการถือครองความมั่งคั่ง (สีแดง) แบ่งตามกลุ่มความมั่งคั่ง (สีน้ำเงิน) ข้อมูลจากเครดิตสวิส ปี 2017

เชิงอรรถ[แก้]

  1. "Merit" ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถ ความพยายามและความสำเร็จ เช่น มีการศึกษาสูง อาชีพการงานดี ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน เป็นต้น
  2. เป็นการวัดการกระจุกตัวของความมั่งคั่งและรายได้ในประเทศเป็นค่าระหว่าง 0 (กระจายเท่ากันหมด) ถึง 1 (กระจุกอยู่ที่คนคนเดียว)

อ้างอิง[แก้]

  1. Caves, R. W. (2004). Encyclopedia of the City. Routledge. ISBN 9780415252256.
  2. 2.0 2.1 Wade, Robert H. (2014). "The Piketty phenomenon and the future of inequality" (PDF). Real World Economics Review (69–7): 2–17. สืบค้นเมื่อ 26 June 2017.
  3. 3.0 3.1 Rugaber, Christopher S.; Boak, Josh (27 January 2014). "Wealth gap: A guide to what it is, why it matters". AP News. สืบค้นเมื่อ 27 January 2014.
  4. "Reports | Human Development Reports". hdr.undp.org. สืบค้นเมื่อ 1 February 2017.
  5. Walker, Dr. Charles. "New Dimensions of Social Inequality". www.ceelbas.ac.uk. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2018-01-21. สืบค้นเมื่อ 22 September 2015.
  6. Deji, Olanike F. (2011). Gender and Rural Development. London: LIT Verlag Münster. p. 93. ISBN 978-3643901033.
  7. 7.0 7.1 7.2 Osberg, L. (2015). Economic inequality in the United States. Routledge.
  8. 8.0 8.1 Sernau, Scott (2013). Social Inequality in a Global Age (4th edition). Thousand Oaks, CA: Sage. ISBN 978-1452205403.
  9. Neckerman, Kathryn M. & Florencia Torche (2007). "Inequality: Causes and Consequences". Annual Review of Sociology. 33: 335–357. doi:10.1146/annurev.soc.33.040406.131755. JSTOR 29737766.
  10. Cullati, Stéphane; Kliegel, Matthias; Widmer, Eric (2018-07-30). "Development of reserves over the life course and onset of vulnerability in later life". Nature Human Behaviour. 2 (8): 551–558. doi:10.1038/s41562-018-0395-3. ISSN 2397-3374. PMID 31209322.

บทอ่านเพิ่มเติม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

Wikiquote
วิกิคำคมภาษาอังกฤษ มีคำคมที่กล่าวโดย หรือเกี่ยวกับ: ความเหลื่อมล้ำทางสังคม