มารีโอ บาโลเตลลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มารีโอ บาโลเตลลี
Mario Balotelli (15440231808) (cropped).jpg
บาโลเตลลีขณะฝึกซ้อมกับลิเวอร์พูลในปี ค.ศ. 2014
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม มารีโอ บาร์วูอา บาโลเตลี
เกิด 12 สิงหาคม ค.ศ. 1990 (25 ปี)[1]
เกิดที่ ปาแลร์โม, อิตาลี
สูง 1.89 ม. (6 ฟุต 2 นิ้ว)[2]
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน เอ.ซี. มิลาน
(ยืมตัวมาจากลิเวอร์พูล)
ชุดเยาวชน
2001–2006 ลูเมซซาเน
ชุดใหญ่*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2006–2007 ลูเมซซาเน 2 (0)
2007–2010 อินเตอร์มิลาน 59 (20)
2010–2013 แมนเชสเตอร์ซิตี 54 (20)
2013–2014 เอ.ซี. มิลาน 43 (26)
2014– ลิเวอร์พูล 16 (1)
2015– เอ.ซี. มิลาน (ยืมตัว) 0 (0)
ทีมชาติ
2008–2010 อิตาลี ยู-21 16 (6)
2010– อิตาลี 33 (13)
* จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ชุดใหญ่และจำนวนประตูนับเฉพาะลีกท้องถิ่นเท่านั้น และ เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2014.

† ลงเล่น (ประตู)

‡ จำนวนนัดที่ลงเล่นและจำนวนประตูให้ทีมชาติ ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2014

มารีโอ บาร์วูอา บาโลเตลลี (อิตาลี: Mario Barwuah Balotelli, เสียงอ่านภาษาอิตาลี: [ˈmaːrjo baloˈtɛlli])[3] นักฟุตบอลอาชีพชาวอิตาลี เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวรุกให้กับเอ.ซี. มิลาน [4] โดยยืมตัวมาจากลิเวอร์พูล[5][6] และทีมชาติอิตาลี ทั้งนี้บาโลเตลลีเป็นนักฟุตบอลที่เป็นที่รับรู้กันดีว่า มีพฤติกรรมส่วนตัวที่แย่กับหลายสโมสร[7]

บาโลเตลลี เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1990 เป็นชาวอิตาลีเชื้อสายกานา ครอบครัวมีฐานะยากจนมาก แถมมีปัญหาสุขภาพตั้งแต่เด็ก ทำให้พ่อและแม่ต้องตัดสินใจส่งให้กับผู้ที่มีฐานะร่ำรวยกว่าดูแลเมื่ออายุ 3 ขวบ [7]

บาโลเตลลีเริ่มอาชีพในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับลูเมซซาเน และได้เล่นในทีมชุดใหญ่เพียง 2 ครั้ง เคยทดสอบฝีเท้ากับบาร์เซโลนา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จากนั้นได้ร่วมกับอินเตอร์มิลาน ในปี ค.ศ. 2007 โรแบร์โต มันชีนี ผู้จัดการทีมนำบาโลเตลลีเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ แต่เมื่อมันชีนีออกจากทีมไป วินัยของบาโลเตลลีก็แย่ลง บาโลเตลลีไม่ลงรอยกับโชเซ มูรีนโย ผู้ช่วยผู้จัดการทีม และในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 ก็ถูกพักออกไปจากทีมชุดใหญ่หลังมีปัญหาด้านวินัย ปัญหาเริ่มมากขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 เมื่อถูกวิจารณ์อย่างหนักจากแฟน ๆ อินเตอร์มิลาน เมื่อบาโลเตลลีออกรายการโทรทัศน์อิตาลีที่ชื่อ Striscia la Notizia โดยสวมเสื้อเอ.ซี. มิลาน สถานการณ์ในทีมของบาโลเตลลียังแย่ลงเรื่อย ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังได้ลงสนามเป็นครั้งคราว และสถานการณ์ก็มาเลวร้ายสุด ๆ เมื่อบาโลเตลลีโยนชุดอินเตอร์มิลานลงบนพื้น หลังจากถูกแฟนสโมสรโห่ในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในรอบรองชนะเลิศที่เสมอกับบาร์เซโลนา

เมื่ออนาคตกับอินเตอร์มิลานไม่แน่นอน บาโลเตลลีก็ได้รับการติดต่อจากมันชีนี อดีตผู้จัดการของอินเตอร์มิลานให้ย้ายไปร่วมกับแมนเชสเตอร์ซิตีในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ที่นั่นบาโลเตลลีได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าในช่วงปลายฤดูกาลมันชีนีก็ระบุว่า มาโลเตลลีเป็นนักฟุตบอลที่ไม่อาจจะควบคุมได้ และสั่งระงับการลงเล่นของบาโลเตลลีในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่พบกับเรอัลมาดริด ถึงขนาดมีข่าวลือว่าทั้งคู่เกือบจะชกต่อยกันในสนามฝึกซ้อม แต่มันชีนีก็ได้ปฏิเสธ[8] ต่อมาบาโลเตลลีได้ย้ายเล่นที่เอ.ซี. มิลาน ในอิตาลี ประเทศของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ต้นฤดูกาล 2014-15 เมื่อลิเวอร์พูลได้ขอซื้อตัวบาโลเตลลีกลับไปยังพรีเมียร์ลีกอีกครั้งด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ สัญญา 3 ปี[9] ทั้งที่สโมสรที่มีข่าวกับบาโลเตลลีมาอย่างต่อเนื่อง คือ อาร์เซนอล[10]

สโมสรอาชีพ[แก้]

อินเตอร์มิลาน[แก้]

บาโลเตลลีย้ายไป อินเตอร์ มิลาน ในปี 2006 โดยยืมตัวแบบเป็นเจ้าของร่วมกันในราคาเบื้องต้น 150,000 ยูโร       
วันที่ 8 พฤศจิกายน 2007 เขาเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด โดยเป็นแมตช์ฉลองครบรอบ 150 ปีของเชฟฟิลด์ โดยเกมนั้นเขายิงไป 2 ลูก จากชัยชนะ 5-2      บาโลเตลลี่ได้ลงเล่นนัดแรกในเซเรีย อา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2007 แทนที่ ดาวิด ซัวโซ่ ในเกมที่ชนะ กายารี่ 2-0[11]      ในเดือน พฤศจิกายน 2008 บาโลเตลลี่ กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุด ของอินเตอร์ มิลาน ที่ยิงประตูได้ ในรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก โดยซัดไป 1 เม็ด ในนัดเสมอ อนอร์โธซิส ฟามากัสต้า 3-3 ต่อมาเขาต้องถูกแฟนบอลยูเวนตุส ร้องเพลงตะโดนเหยียดสีผิว จนทำให้ยูเวนตุส ถูกแบนเกมในบ้านห้ามแฟนบอลเข้าสนามไป 1 เกม ทำให้จบฤดูกาลแรกของเขา พาอินเตอร์ คว้าแชมป์ลีก 4 สมัยซ้อน      ในซีซั่นที่ 2 เขาเริ่มมีปัญหาด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะกับ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ตัดเขาออกจากทีมชุดใหญ่ ด้วยสาเหตุที่บาโลเตลลี่ซ้อมไม่มากพอเท่าผู้เล่นคนอื่นๆ ด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักของเขากับมูรินโญ่ เกิดขึ้นอีก ในเกมเสมอ โรม่า 1-1 โดยผู้จัดการชาวโปรตุเกสบอกว่า "คะแนนความสามารถของบาโลเตลลี่เกือบจะเป็นศูนย์"[12]       
จากนั้นวันที่ 5 ธันวาคม 2009 ในเกมที่แพ้ยูเวนตุส เมื่อเขาถูกเฟลิเป้ เมโล่ ตีศอกเข้าที่หัวไหล่ จนเกิดการทะเลาะกัน และ เมโล่ ถูกไล่ออกจากสนาม       ความขัดแย้งของเขากับมูรินโญ่ยิ่งทวีหนักขึ้น ในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีกในเกมชนะ เชลซี 1-0 โดยบาโลเตลลี่หลุดจากทีมชุดใหญ่หลังทะเลาะกับผู้จัดการทีม[13]      
ในเดือนมีนาคม 2010 เขาถูกแฟนๆ ของทีมวิจารณ์อย่างหนัก หลังเอาเสื้อของ เอซี มิลาน ไปใส่ออกรายการทางทีวี จนเขาต้องออกแถลงการณ์ขอโทษผ่านเว็บไซต์สโมสร ความเจ้าปัญหาของเขามาถึงจุดแตกหัก เมื่อเขาแสดงอาการไม่พอใจ โดยปาเสื้อทีมลงพื้น หลังถูกแฟน โห่ไล่ตลอดเวลาในสนาม จนทำให้ตกเป็นข่าวว่า บรรดาทีมในพรีเมียร์ ลีก อย่างแมน ยูไนเต็ด และ แมน ซิตี้ สนใจจะดึงตัวไปร่วมทีม[14]

แมนเชสเตอร์ซิตี[แก้]

 วันที่ 12 สิงหาคม 2010 บาโลเตลลี่ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 21.8 ล้านปอนด์ โดยเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งกับเจ้านายเก่า โรแบร์โต้ มันชินี่ โดยเลือกสวมเบอร์ 45 ที่ขอมาจาก เกร็ก คันนิ่งแฮม[15] วันที่ 19 สิงหาคม 2010 บาโลตลลี่ ลงประเดิมให้ทีม ในเกมบุกไปเยือนชนะ โปเลคติก้า ทิมิโซร่า 1-0 ในยูโรป้า ลีก จากนั้นวันที่ 24 ตุลาคม 2010 ก็เปิดซิงให้ทีมในเกมลีกทีแพ้อาร์เซน่อลไป 3-0  ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม เข้าทำให้ทีมได้ 1 ประตู ในเกมเฉือนชนะ วูลฟ์แฮมป์ตัน ไป 2-1   วันที่ 21 ธันวาคม 2010 เขาได้รับรางวัล โกลเด้น บอย ซึ่งได้รับถัดจาก ลิโอเนล เมสซี่ ในปีก่อน โดยไม่วายแขวะว่า เขาไม่รู้จัก แจ็ค วิลเชียร์ ของสโมสรฟุตบอลอาร์เซน่อล แต่อย่างใด  วันที่ 28 ธันวาคม 2010 เขาทำแฮตทริกครั้งแรกให้ทีม ในเกมถล่ม แอสตัน วิลล่า 4-0  วันที่ 14 พฤษภาคม 2011 เขากลายเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่ชนะ สโต๊ค ซิตี้ ไป 1-0 เป็นโทรฟี่แรกของสโมสรในรอบ 35 ปี
2011-12       เขาประเดิมลูกแรกของฤดูกาล 2011-12 ในนัดที่ชนะ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ไป 2-0 ในถ้วยลีกคัพ       วันที่ 23 ตุลาคม 2011 เขากดสองลูก ในเกมถล่ม แมน ยูไนเต็ด คาสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด 6-1 จากนั้นได้ประเดิมเกมถ้วยยุโรปครั้งแรก ที่พบกับบียาร์รีล โดยซัดจุดโทษไป 1 ลูก ต่อมาเขาถูกเอฟเอ แบนห้ามลงสนามไป 4 เกม หลังจากตั้งใจเตะใส่ สก็อต พาร์กเกอร์  ในเกมพบ สเปอร์ส       อย่างไรก็ตาม เขาถูกวิพากษ์อย่างหนัก ในจังหวะแย่งกันยิงฟรีคิกกับ อเล็กซานเดร์ โคลารอฟ จนมีปากเสียงกัน      วันที่ 8 เมษายน 2012 บาโลเตลลี่ ถูกแบนไปอีก 3 เกม หลังจากรับใบเหลืองไปอีก จากจังหวะไปปะทะกับ บาการี่ ซานญ่า ในเกมแพ้ อาร์เซน่อล 1-0 จนมันชินี่ ต้องออกมาประกาศว่า จะให้โอกาสบาโลเตลลี่ เป็นครั้งสุดท้าย และพร้อมจะขายทิ้งหากมีปัญหาอีก ที่สุดแล้ว เขาจบซีซั่นนี้ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก นับตั้งแต่หนสุดท้ายเมื่อปี 1968[16] 
2012-13      ในเดือน ธันวาคม 2012 เขามีปัญหาอีกครั้งจนถูกลงโทษปรับเงินค่าแรง 2 สัปดาห์ ในเรื่องความประพฤติ จนพลาดการเล่นไปอีก 11 เกม เพราะโทษแบน[17]  

เอ.ซี. มิลาน[แก้]

 วันที่ 29 มกราคม 2013 เอซีมิลานประกาสคว้าตัวเขามาร่วมทีม ด้วยสัญญา 5 ปี มูลค่า 20 ล้านปอนด์  โดย มันชินี่ บอกว่า นี่คือเรื่องที่ถูกต้องที่เขาย้ายไป และสักวันเขาจะกลายเป็นนักเตะที่ดีสุดในโลก โดย บาโลเตลลี่ ยังเลือกสวมเบอร์ 45 ตามเดิม[18] 
2012-13      วันที 3 มีนาคม 2013 บาโลเตลลี่ ประเดิมเหมาสองประตูให้ มิลาน ในเกมชนะ อูดิเนเซ่ 2-1 ต่อมาเขากดเบิ้ลได้อีก ในเกมเจอ ปาร์ม่า ซีซั่นนี้เขาโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจมาก จบซีซั่นซัดไป 12 ลูก จาก 13 เกม  และพาทีมคว้าโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ด้วย  
2013-14       วันที่ 22 กันยายน 2013 เขาพลาดการทำจุดโทษเป็นครั้งแรก จากทั้งหมด 22 หน โดยถูกเซฟจาก เปเป เรน่า ในเกมแพ้ นาโปลี 2-1       โดยเกมที่ฮือฮาของเขาคือ เกมที่เสมอ ลิวอร์โน่ 2-2 เขายิงฟรีคิกจากระยะ 30 หลา ด้วยความแรง 109 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  
2014-15      วันที่ 21 สิงหาคม 2014 มิลานได้ตกลงขายเขาให้กับ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ โดยมีรายงานว่า เขาเตรียมออกจากมิลาน พร้อมร่ำลาทีมไว้เรียบร้อยแล้ว[19] 

ลิเวอร์พูล[แก้]

ฤดูกาล 2014-15[แก้]

บาโลเตลลีขณะที่ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2014

บาโลเตลลีได้ย้ายจาก เอ.ซี. มิลาน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ โดย บาโลเตลลี ได้สวมเสื้อหมายเลข 45 ในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2014 บาโลเตลลี ได้ลงสนามนัดแรก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่ ไวต์ฮาร์ตเลน 3-0 ต่อมา ในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2014 บาโลเตลลี ได้ทำประตูแรกให้กับ ลิเวอร์พูล ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ลูโดโกเร็ตส์ ราซกราด จาก บัลแกเรีย 2-1 ได้ที่สนามแอนฟีลด์[20] ต่อมา ในแคปปิตอล วัน คัพ รอบที่ 3 บาโลเตลลี ได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ มิดเดิลส์เบรอ 1-1 ในเวลา 90 นาที และในช่วงต่อเวลาพิเศษเสมอ 2-2 ทำให้ต้องตัดสินในการยิงจุดโทษ และ บาโลเตลลี ยิงจุดโทษเข้า 2 ประตู ช่วยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะในการยิงจุดโทษ 14-13[21] ต่อมา ในแคปปิตอล วัน คัพ รอบที่ 4 บาโลเตลลี ได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง และยิงประตูตีเสมอในช่วงท้ายการแข่งขัน ก่อนที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ สวอนซีซิตี 2-1 ได้ที่สนามแอนฟีลด์[22]

แต่การเล่นในพรีเมียร์ลีก บาโลเตลลียิงไม่ได้เลยจนกระทั่งจบปี ค.ศ. 2014 จนถูกวิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งทางเบรนดัน ร็อดเจอส์ ผู้จัดการทีมก็ได้ยอมรับว่าบาโลเตลลีมีรูปแบบการเล่นที่ไม่เข้ากับทีม[23] อีกทั้งเจ้าตัวก็ได้รับการลงโทษจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ให้แบน 1 นัด ในนัดที่ลิเวอร์พูลพบกับ อาร์เซนอล ที่สนามแอนฟีลด์ และปรับเงิน 25,000 ปอนด์ จากการที่เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความในอินสตาแกรมส่วนตัวในลักษณะเหยียดเชื้อชาติ[24]

บาโลเตลลี มายิงประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้ในนัดที่ 25 ที่ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายพบกับ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่สนามแอนฟีลด์ ซึ่งในขณะนั้นทอตนัมฮอตสเปอร์กำลังอยู่ในช่วงที่เล่นได้อย่างดีเยี่ยม โดยสามารถเอาชนะได้ทั้งเชลซีซึ่งเป็นจ่าฝูง และอาร์เซนอลมาแล้วก่อนหน้านั้น แต่บาโลเตลลีซึ่งเป็นผู้เล่นสำรองถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ในนาทีที่ 74 เป็นผู้ยิงประตูสุดท้ายให้กับลิเวอร์พูลได้ในนาทีที่ 83 ทำให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 3-2 [25] [26] ต่อมา ในยูฟ่ายูโรปาลีก บาโลเตลลีได้ยิงจุดโทษให้ ลิเวอร์พูล เปิดสนามสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เบซิกตัส จาก ตุรกี 1-0[27]

เอ.ซี. มิลาน[แก้]

ฤดูกาล 2015-16[แก้]

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จที่ลิเวอร์พูล หลังสิ้นสุดฤดูกาล ในช่วงต้นฤดูกาลใหม่ บาโลเตลลีได้ย้ายกลับไปยังเอ.ซี. มิลาน อีกครั้ง ด้วยการยืมตัว ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ให้คำยืนยันว่าจะปรับปรุงพฤติกรรมตัวเองเสียใหม่[4]

ทีมชาติอิตาลี[แก้]

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012[แก้]

ขณะที่ลงเล่นให้กับอิตาลี ในฟุตบอลยูโร 2012 นัดที่พบกับอังกฤษ

วันที่ 10 มิถุนายน 2012 บาโลเตลลี่ กลายเป็นนักเตะผิวสีคนแรกที่ได้ลงสนามให้อิตาลีในทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ ในเกมที่เสมอ สเปน 1-1 โดยเป็นเกมที่เขาโชว์ฟอร์มได้ย่ำแย่ ต่อมา วันที่ 18 มิถุนายน 2012 เขาก็ทำประตูแรกในรายการนี้ได้ในเกมชนะ ไอร์แลนด์ 2-1 โดยจังหวะฉลองประตู เขาถูก เลโอนาโด้ โบนุชชี่ ปิดปากไว้ เนื่องจากกลัวจะสร้างปัญหาอะไรขึ้นมา[28]        
ต่อมาเขาถูก เซซาเร่ ปรันเดลลี่ ดรอปไว้ข้างสนาม เนื่องจากโชว์ฟอร์มไม่ดี โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเหมาสองลูก พาทีมชนะ เยอรมนี ไป 2-1 ภายใน 40 นาทีแรกของเกม และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ แม้ที่สุดจะได้แค่รองแชมป์หลังแพ้ สเปน 4-0 ก็ตาม[29] 

ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก[แก้]

วันที่ 1 มิถุนายน 2014 บาโลเตลลี่ ถูกเลือกเป็น 23 ผู้เล่นทีมชาติอิตาลี ชุดลุยบอลโลก 2014 โดยนัดเปิดสนาม เขายิงประตูชัยให้ทีมชนะ อังกฤษ 2-1 แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาตกรอบแรกของรายการนี้[30] 

ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2013[แก้]

ฟุตบอลโลก 2014[แก้]

สถิติ[แก้]

สโมสร[แก้]

สโมสร ฤดูกาล ลีก ฟุตบอลถ้วย ลีกคัพ ยุโรป อื่น ๆ รวม
Division ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
ลูเมซซาเน 2005–06 Serie C1 2 0 2 0
Total 2 0 2 0
อินเตอร์มิลาน 2007–08 เซเรียอา 11 3 4 4 0 0 0 0 15 7
2008–09 22 8 2 0 6 1 1 1 31 10
2009–10 29 9 5 1 8 1 1 0 40 11
Total 59 20 11 5 14 2 2 1 86 28
แมนเชสเตอร์ซิตี 2010–11 พรีเมียร์ลีก 17 6 5 1 0 0 6 3 28 10
2011–12 23 13 0 0 2 1 6 3 1 0 32 17
2012–13 14 1 1 0 1 1 4 1 0 0 20 3
รวม 54 20 6 1 3 2 16 7 1 0 80 30
มิลาน 2012–13 เซเรียอา 13 12 0 0 13 12
2013–14 30 14 1 1 10 3 41 18
รวม 43 26 1 1 10 3 54 30
ลิเวอร์พูล 2014–15 พรีเมียร์ลีก 16 1 4 0 3 1 5 2 0 0 28 4
รวม 16 1 4 0 3 1 5 2 0 0 28 4
รวมทั้งหมด 174 67 22 7 6 3 45 14 3 1 250 92

ทีมชาติ[แก้]

ทีมชาติ ปี ลงเล่น ประตู
อิตาลี 2010 2 0
2011 5 14
2012 9 4
2013 13 7
2014 4 1
รวม 33 13

ประตูในนามทีมชาติ[แก้]

Scores and results list Italy's goal tally first.
# Date Venue Opponent Score Result Competition
1. 11 November 2011 Stadion Miejski, Wrocław ธงชาติโปแลนด์ โปแลนด์ 1–0 2–0 Friendly
2. 18 June 2012 Municipal Stadium, Poznań ธงชาติIreland ไอร์แลนด์ 2–0 2–0 Euro 2012
3. 28 June 2012 National Stadium, Warsaw ธงชาติเยอรมนี เยอรมนี 1–0 2–1 Euro 2012
4. 2–0
5. 16 October 2012 San Siro, Milan ธงชาติเดนมาร์ก เดนมาร์ก 3–1 3–1 2014 World Cup qualifier
6. 21 March 2013 Stade de Genève, Geneva ธงชาติบราซิล บราซิล 2–2 2–2 Friendly
7. 26 March 2013 Ta' Qali National Stadium, Ta' Qali ธงชาติมอลตา มอลตา 1–0 2–0 2014 World Cup qualifier
8. 2–0
9. 16 June 2013 Estádio do Maracanã, Rio de Janeiro ธงชาติเม็กซิโก เม็กซิโก 2–1 2–1 2013 FIFA Confederations Cup
10. 19 June 2013 Arena Pernambuco, Recife, Brazil ธงชาติญี่ปุ่น ญี่ปุ่น 3–2 4–3 2013 FIFA Confederations Cup
11. 10 September 2013 Juventus Stadium, Turin, Italy Flag of the Czech Republic สาธารณรัฐเช็ก 2–1 2–1 2014 World Cup qualifier
12. 15 October 2013 Stadio San Paolo, Naples, Italy ธงชาติอาร์มีเนีย อาร์มีเนีย 2–2 2–2 2014 World Cup qualifier
13. 14 June 2014 Arena Amazonia, Manaus, Brazil ธงชาติอังกฤษ อังกฤษ 2–1 2–1 2014 World Cup
ณ วันที่ 14 June 2014.[31]

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสร[แก้]

อินเตอร์มิลาน

  • Serie A (3): 2007–08, 2008–09, 2009–10
  • Coppa Italia (1): 2009–10
  • Supercoppa Italiana (1): 2008
  • UEFA Champions League (1): 2009–10

แมนเชสเตอร์ซิตี

  • Premier League (1): 2011–12
  • FA Cup (1): 2010–11
  • FA Community Shield (1): 2012

ทีมชาติ[แก้]

  • UEFA European Football Championship Runner up: 2012
  • FIFA Confederations Cup Third place: 2013

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • Golden Boy Award (1): 2010
  • Serie A Team of the Year (1): 2012–13
  • FA Cup Final Man of the Match (1): 2011
  • UEFA Euro Team of the Tournament (1): 2012

อ้างอิง[แก้]

  1. "Mario Balotelli Profile". Internazionale. สืบค้นเมื่อ 3 July 2010. 
  2. "Mario Balotelli". acmilan.com. สืบค้นเมื่อ 9 June 2013. 
  3. "Mario Balosas" (ใน Italian). FC Internazionale Milano. สืบค้นเมื่อ 18 October 2008. 
  4. 4.0 4.1 "ฝันที่เป็นจริง! 'บาโลเตลลี' สุดปลื้ม ได้โยกซบมิลานอีกครั้ง". ไทยรัฐ (ใน Thai). 26 August 2015. สืบค้นเมื่อ 28 August 2015. 
  5. "Balotelli saluta l'Italia "Ho bisogno di giocare"". La Gazzetta dello Sport (ใน Italian). 13 August 2010. สืบค้นเมื่อ 13 August 2010. 
  6. "Balotelli signs for City". Manchester City FC. 13 August 2010. สืบค้นเมื่อ 13 August 2010. 
  7. 7.0 7.1 "“บาโลเตลลี-ซัวเรซ” ความเหมือนที่ลงตัว". ผู้จัดการออนไลน์. 28 August 2014. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014. 
  8. "มันชินี่ปัดทะเลาะเกรียนโอ้". http://sport.thaiza.com/. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014. 
  9. ""หงส์แดง" เปิดตัว "บาโลเตลลี"". now26.tv. 26 August 2014. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014. 
  10. "'ปืนใหญ่' เล็งคว้า 'บาโลเตลลี' เสริมแนวรุกช่วงปิดฤดูกาล". ไทยรัฐ. 13 February 2014. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014. 
  11. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  12. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  13. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  14. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  15. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  16. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  17. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  18. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  19. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  20. เจอร์ราร์ดยิงจุดโทษท้ายเกมให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยสุดดราม่า
  21. ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบจากการดวลจุดโทษสุดดราม่า
  22. บาโลเตลลี และลอฟเรน ทำประตูชัยสุดดราม่าท้ายเกม
  23. "เพิ่งรู้ตัว!บีร็อดยอมรับบาโลไม่เข้ากับสไตล์หงส์". สยามสปอร์ต. 25 December 2014. สืบค้นเมื่อ 4 January 2015. 
  24. "บาโลเตลลีโดนแบน 1 นัด หลังโพสต์ IG เชิงเหยียดเชื้อชาติ". ครอบครัวข่าว 3. 19 December 2014. สืบค้นเมื่อ 4 January 2015. 
  25. "FT Liverpool 3 - 2 Tottenham Hotspur". livescore.net. 11 February 2015. สืบค้นเมื่อ 11 February 2015. 
  26. บาโลเตลลียิงประตูชัยท้ายเกมให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยเหนือสเปอร์ส
  27. จุดโทษของบาโลเตลลีช่วยให้ลิเวอร์พูลนำในเลกแรก
  28. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  29. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  30. http://www.sport-idol.com/471/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88
  31. Matches of M. Balotelli. soccerway.com. Retrieved 19 June 2013.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]