จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พระนครศรีอยุธยา)
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ตราประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ตราประจำจังหวัด
ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ
เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย พระนครศรีอยุธยา
ชื่ออักษรโรมัน Phra Nakhon Si Ayutthaya
ชื่อไทยอื่นๆ อยุธยา, กรุงเก่า
ผู้ว่าราชการ นายวิทยา ผิวผ่อง
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2552)
ISO 3166-2 TH-14
ต้นไม้ประจำจังหวัด หมัน
ดอกไม้ประจำจังหวัด โสน
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 2,556.640 ตร.กม.[1]
(อันดับที่ 63)
ประชากร 797,970 คน[2] (พ.ศ. 2556)
(อันดับที่ 30)
ความหนาแน่น 312.11 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 11)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศูนย์ราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หมู่ที่ 3 ถนนสายเอเชีย ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000
โทรศัพท์ (+66) 0 3533 6554-5
เว็บไซต์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แผนที่
 
แผนที่ประเทศไทย เน้นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ[3] และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน เคยมีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่ไม่มีอำเภอเมือง มีอำเภอพระนครศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "กรุงเก่า" หรือ "เมืองกรุงเก่า"

ประวัติศาสตร์[แก้]

กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2209) วาดโดยบริษัทดัตช์ตะวันออก
ดูบทความหลักที่: อาณาจักรอยุธยา

พระนครศรีอยุธยาเคยเป็นราชธานี (เมืองหลวง) ของอาณาจักรอยุธยา หรืออาณาจักรสยาม ตลอดระยะเวลา 417 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 กระทั่งเสียกรุงแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 ครั้นเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงธนบุรี กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้กลายเป็นเมืองร้าง ยังมีคนที่รักถิ่นฐานบ้านเดิมอาศัยอยู่และมีราษฎรที่หลบหนี้ไปอยู่ตามป่ากลับเข้ามาอาศัยอยู่รอบ ๆ เมือง รวมกันเข้าเป็นเมือง จนทางการยกเป็นเมืองจัตวาเรียกว่า "เมืองกรุงเก่า"

เมื่อ พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงยกเมืองกรุงเก่าขึ้นเป็น หัวเมืองจัตวา เช่นเดียวกับในสมัยกรุงธนบุรี หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น โปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น โดยให้รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3-4 เมือง ขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. 2438 โปรดให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี พระพุทธบาท ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองอินทร์บุรีและเมืองพรหมบุรีเข้ากับเมืองสิงห์บุรี รวมเมืองพระพุทธบาทเข้ากับเมืองสระบุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา และในปี พ.ศ. 2469 เปลี่ยนชื่อจาก "มณฑลกรุงเก่า" เป็น "มณฑลอยุธยา" ซึ่งจากการจัดตั้งมณฑลอยุธยามีผลให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหารการปกครองมากขึ้น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบมณฑลเทศาภิบาล ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาจึงเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายบูรณะโบราณสถานภายในเมืองอยุธยา เพื่อเป็นการฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ประจวบกับในปี พ.ศ. 2498 นายกรัฐมนตรีประเทศพม่าเดินทางมาเยือนประเทศไทย และได้มอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อปฏิสังขรณ์วัดและองค์พระมงคลบพิตร เป็นการเริ่มต้นบูรณะโบราณสถานในอยุธยาอย่างจริงจัง ซึ่งต่อมากรมศิลปากรเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการ จนองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกมีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็น "มรดกโลก" เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 มีพื้นที่ครอบคลุมในบริเวณโบราณสถานเมืองอยุธยา

ทำเนียบรายนามผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา[แก้]

ชื่อ ช่วงเวลาดำรงตำแหน่ง
1. เจ้าพระยาชัยวิชิตสิทธิสงคราม สมัยรัชกาลที่ 1
2. พระยาชัยวิชิตสิทธิสาตรามหาประเทศราชสุรชาติเสนาบดี สมัยรัชกาลที่ 3
3. พระยามหาสิริธรรมพโลปถัมภ์เทพทราวดีศรีรัตนธาดามหาปเทศาธิบดีอภัยพิริยะปรากรมพาหุ สมัยรัชกาลที่ 4
4. พระยาสีหราชฤทธิไกรยุตินัเนติธรรมธาดามหาปเทศาธิบดีอภัยพิริยะปรากรมพาหุ สมัยรัชกาลที่ 4
5. พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ สมัยรัชกาลที่ 4
6. พระยาชัยวิชิตสิทธิสาตรามหาปเทศาธิบดี (สิงห์โต) สมัยรัชกาลที่ 5
7. พระยาเพชรชฎา (นาค ณ ป้องเพชร)
ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ
สมัยรัชกาลที่ 5
8. หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (พร เดชะคุปต์)
ภายหลังเลื่อนเป็น พระอนุรักษ์ภูเบศร์ และพระยาโบราณบุรานุรักษ์ ตามลำดับ
สมัยรัชกาลที่ 5
9. พระยาพิทักษ์เทพธานี (ชุ่ม อรรถจินดา) สมัยรัชกาลที่ 6
10. หม่อมอมรวงษ์วิจิตร คเนจร สมัยรัชกาลที่ 6
11. พระยาอมรฤทธิธำรง (ฉี่ บุนนาค) พ.ศ. 2454–2455
12. หลวงพิทักษ์ฤทธิรงค์ (บุญ บุญอารักษ์) พ.ศ. 2455
13. พระพิทักษ์เทพธานี (พร พิมพะสุต) พ.ศ. 2456–2459
14. พระพิทักษ์เทพธานี (ปุ่น อาสนจินดา) พ.ศ. 2459–2462
15. พระยาอมรฤทธิธำรง (บุญชู บุนนาค) พ.ศ. 2462–2465
16. พระทวาราวดีภิบาล (เชย ชัยประภา) พ.ศ. 2465
17. พระยากรุงศรีสวัสดิการ (จำรัส สวัสดิชูโต) พ.ศ. 2465–2468
- พระทวาราวดีภิบาล (เชย ชัยประภา) ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2468–2472
18. พระยาสัจจาภิรมย์ (สรวง ศรีเพ็ญ) พ.ศ. 2472–2474
19. พระยาจินดารักษ์ (จำลอง สวัสดิชูโต) พ.ศ. 2474–2476
20. พระณรงค์ฤทธิ์ (ชาย ดิฐานนท์) พ.ศ. 2476–2479
21. พระชาติตระการ (ม.ร.ว. จิตร คเนจร) พ.ศ. 2479–2482
22. หลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตรย์) พ.ศ. 2482–2484
23. หลวงประสิทธิบุรีรักษ์ (ประยงค์ สุขะปิยังคุ) พ.ศ. 2484–2489
24. ขุนปฐมประชากร (สมบูรณ์ จันทรประทีป) พ.ศ. 2489–2490
25. พระราชญาติรักษา (ประกอบ บุนนาค) พ.ศ. 2490–2495
26. ถนอม วิบูลษ์มงคล พ.ศ. 2495–2495
27. ขุนธรรมรัฐูธุราทร (ธรรมรัตน์ โรจนสุนทร) พ.ศ. 2495–2496
28. เกียรติ ธนกุล พ.ศ. 2496–2497
29. สง่า ศุขรัตน์ พ.ศ. 2497–2498
30. สุทัศน์ สิริสวย พ.ศ. 2498–2502
31. พ.ต.อ. เนื่อง รายะนาค พ.ศ. 2502–2510
32. จำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา พ.ศ. 2510–2514
33. วรวิทย์ รังสิโยทัย พ.ศ. 2514–2516
34. ร.ต.ท. ระดม มหาศรานนท์ พ.ศ. 2516–2517
35. วิทยา เกษรเสาวภาค พ.ศ. 2517–2519
36. สมพร ธนสถิตย์ พ.ศ. 2519–2520
37. วิเชียร เวชสวรรค์ พ.ศ. 2520–2521
38. สุชาติ พัววิไล พ.ศ. 2521–2523
39. ฉลอง วงษา พ.ศ. 2523–2524
40. ร.ต. กิติ ประทุมแก้ว พ.ศ. 2524–2529
41. ชัยวัฒน์ หุตะเจริญ พ.ศ. 2529–2534
42. ปรีดี ตันติพงศ์ พ.ศ. 2534–2537
43. บรรจง กันตวิรุฒ พ.ศ. 2537–2540
44. ยุวัฒน์ วุฒิเมธี พ.ศ. 2540–2542
45. ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ พ.ศ. 2542–2545
46. สุรพล กาญจนะจิตรา พ.ศ. 2545–2546
47. สมศักดิ์ แก้วสุทธิ พ.ศ. 2546–2548
48. สมชาย ชุ่มรัตน์ พ.ศ. 2548–2549
48. เชิดพันธ์ ณ สงขลา พ.ศ. 2550–2551
50. ปรีชา กมลบุตร พ.ศ. 2551–2552
51. วิทยา ผิวผ่อง พ.ศ. 2552–2557
52. อภิชาติ โตดิลกเวชช์ พ.ศ. 2557-ปัจจุบัน

สภาพภูมิอากาศ[แก้]

ข้อมูลภูมิอากาศของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 31.0
(87.8)
33.3
(91.9)
35.4
(95.7)
35.9
(96.6)
34.3
(93.7)
32.6
(90.7)
32.0
(89.6)
31.4
(88.5)
31.3
(88.3)
31.3
(88.3)
30.7
(87.3)
30.0
(86)
32.4
(90.3)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 17.0
(62.6)
19.4
(66.9)
22.3
(72.1)
24.3
(75.7)
24.5
(76.1)
24.3
(75.7)
24.0
(75.2)
23.8
(74.8)
23.5
(74.3)
22.5
(72.5)
20.0
(68)
17.4
(63.3)
21.9
(71.4)
ปริมาณฝน มม (นิ้ว) 2.4
(0.094)
18.8
(0.74)
43.5
(1.713)
67.9
(2.673)
208.0
(8.189)
223.0
(8.78)
180.8
(7.118)
260.0
(10.236)
213.9
(8.421)
167.6
(6.598)
37.1
(1.461)
0.8
(0.031)
1,423.8
(56.055)
วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย 0 1 4 6 15 16 17 19 17 12 3 1 111
แหล่งที่มา: Thai Meteorological Department[4]

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

ประวัติความเป็นมาของเขตการปกครองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา[แก้]

ในสมัยอาณาจักรอยุธยามีการแบ่งการปกครองในราชธานีออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

  • การปกครองภายในบริเวณกำแพงเมือง โดยในบริเวณกำแพงเมืองก็จะแบ่งออกเป็น 4 แขวงได้แก่
    • แขวงขุนธรณีบาล
    • แขวงขุนโลกบาล
    • แขวงขุนธราบาล
    • แขวงขุนนราบาล

ต่อมาในสมัยอาณาจักรธนบุรีจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รวมทั้ง 4 แขวงภายในกำแพงเมืองเป็นแขวงเดียวกัน เรียกว่า "แขวงรอบกรุง" และขยายอาณาเขตออกมาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และต่อมาเปลี่ยนมาเป็นอำเภอรอบกรุง อำเภอกรุงเก่าและอำเภอพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ตามลำดับ

  • การปกครองนอกบริเวณกำแพงเมือง บริเวณนอกกำแพงเมืองแบ่งออกเป็น 3 แขวงได้แก่
  • แขวงขุนนคร อยู่ทางทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของกำแพงพระนครตั้งแต่ลำน้ำลพบุรีและลุ่มน้ำป่าสัก ต่อมามีการแบ่งออกเป็นแขวง คือทางด้านตะวันตกเป็น แขวงนครใหญ่และด้านตะวันออกเป็นแขวงนครน้อย
  • แขวงขุนอุทัย อยู่ทางใต้ตั้งแต่เขตของแขวงขุนนครตลอดลงมายังมายังแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออก ต่อมาได้มีการแบ่งออกเป็นแขวง คือ แขวงอุทัยใหญ่และแขวงอุทัยน้อย
  • แขวงขุนเสนา อยู่ทางด้านตะวันตกมีอาณาเขตด้านเหนือจรดตะวันตกเฉียงใต้ของแขวงขุนนครและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมา ได้มีการแบ่งออกเป็นแขวง คือแขวงเสนาใหญ่และแขวงเสนาน้อย

ดังนั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแขวงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงมีทั้งหมด 7 แขวงคือ

  • แขวงรอบกรุง
  • แขวงนครใหญ่
  • แขวงนครน้อย
  • แขวงอุทัยใหญ่
  • แขวงอุทัยน้อย
  • แขวงเสนาใหญ่
  • แขวงเสนาน้อย

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการจัดระเบียบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล มีการรวมเมืองเข้าด้วยกันเป็นมณฑล เปลี่ยนคำเรียกเมือง เป็นจังหวัด แขวง จึงต้องเปลี่ยนเป็น อำเภอ ตามไปด้วย

ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นได้ทรงดำริว่า "อำเภอแต่ละอำเภอมีพลเมืองมากและมีท้องที่กว้างจึงให้แบ่งเขตการปกครองออกไปอีก ในทุกอำเภอยกเว้นอำเภอรอบกรุง อำเภออุทัยใหญ่และอำเภออุทัยน้อยดังนี้"

  • อำเภอนครใหญ่ ให้ทางตอนเหนือคงเป็นอำเภอนครใหญ่และแบ่งเขตท้องที่ตอนใต้ออกเป็น อำเภอนครใน
  • อำเภอนครน้อย ให้ทางตอนเหนือคงเป็นอำเภอนครน้อยและแบ่งเขตท้องที่ตอนใต้ออกเป็น อำเภอนครกลาง (ต่อมาในปีพ.ศ. 2446เปลี่ยนชื่ออำเภอนครกลางเป็นอำเภอนครหลวงจนถึงปัจจุบัน )
  • อำเภอเสนาใหญ่ ให้ทางตอนเหนือคงเป็นอำเภอเสนาใหญ่และแบ่งเขตท้องที่ตอนใต้ออกเป็นอำเภอเสนากลาง
  • อำเภอเสนาน้อย ให้ทางตอนเหนือคงเป็นอำเภอเสนาน้อยและแบ่งเขตท้องที่ตอนใต้ออกเป็น อำเภอเสนาใน

ต่อมาพ.ศ. 2443เปลี่ยนชื่ออำเภออุทัยน้อยเป็นอำเภอพระราชวัง

ในปีพ.ศ. 2450ได้แบ่งเขตท้องที่อำเภอพระราชวังด้านตะวันออก รวมกับ อำเภออุทัยใหญ่ด้านใต้ แล้วยกขึ้นเป็นอำเภออุทัยน้อยแทนอำเภออุทัยน้อยเดิมที่เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอพระราชวัง

ต่อมามีการเปลี่ยนชื่ออำเภอต่างๆให้ตรงกับชื่อตำบลที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอ อำเภอต่างๆของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อใหม่ดังนี้[5]

และอีก 4 กิ่งอำเภอได้แก่ กิ่งอำเภอลาดบัวหลวง (ขึ้นกับอำเภอบางไทร), กิ่งอำเภอภาชี (ขึ้นกับอำเภออุทัย), กิ่งอำเภอบางซ้าย (ขึ้นกับอำเภอเสนา) และกิ่งอำเภอบ้านแพรก (ขึ้นกับอำเภอมหาราช) ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอตามลำดับจนครบในปีพ.ศ. 2502

การแบ่งเขตการปกครองในปัจจุบัน[แก้]

ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประกอบด้วย 16 อำเภอ ได้แก่

  1. อำเภอพระนครศรีอยุธยา
  2. อำเภอท่าเรือ
  3. อำเภอนครหลวง
  4. อำเภอบางไทร
  5. อำเภอบางบาล
  6. อำเภอบางปะอิน
  7. อำเภอบางปะหัน
  8. อำเภอผักไห่
  9. อำเภอภาชี
  10. อำเภอลาดบัวหลวง
  11. อำเภอวังน้อย
  12. อำเภอเสนา
  13. อำเภอบางซ้าย
  14. อำเภออุทัย
  15. อำเภอมหาราช
  16. อำเภอบ้านแพรก
 แผนที่

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด[แก้]

  • สัญลักษณ์ประจำจังหวัด คือรูปสังข์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพานแว่นฟ้าภายในปราสาทใต้ต้นหมัน ซึ่งนับถือกัน[ใครกล่าว?] ว่าเป็นสัญลักษณ์อันประเสริฐ
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกโสน (Sesbania aculeata)
  • ต้นไม้ประจำจังหวัด: หมัน (Cordia dichotoma)
  • คำขวัญประจำจังหวัด: ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา

เศรษฐกิจ[แก้]

สวนอุตสาหกรรมโรจนะ

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถือเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดมีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดระยอง และ จังหวัดสมุทรสาคร

ทั้งนี้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในเขตส่งเสริมการลงทุน เขต 2 มีนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร มีเขตประกอบการอุตสาหกรรม 2 แห่ง ได้แก่ เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟตเตอรี่แลนด์วังน้อย และ[เขตประกอบการอุตสาหกรรมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ

การคมนาคม[แก้]

รถยนต์[แก้]

  1. ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านประตูน้ำพระอินทร์แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 309 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  2. ทางหลวงหมายเลข 304 (ถนนแจ้งวัฒนะ) หรือทางหลวงหมายเลข 302 (ถนนงามวงศ์วาน) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 306 (ถนนติวานนท์) แล้วข้ามสะพานนนทบุรีหรือสะพานนวลฉวีไปยังจังหวัดปทุมธานีต่อด้วยเส้นทาง ปทุมธานี-สามโคก-เสนา (ทางหลวงหมายเลข 3111) เลี้ยวแยกขวาที่อำเภอเสนา เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3263 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  3. เส้นทางกรุงเทพฯ-นนทบุรี-ปทุมธานีทางหลวงหมายเลข 306 ถึงทางแยกสะพานปทุมธานี เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 347 แล้วไปแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 3309 ผ่านศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางปะอิน เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รถโดยสารประจำทาง [6][แก้]

ประเภทรถ ต้นทาง เวลาบริการ ค่าโดยสาร เวลาเดินทาง
ปรับอากาศชั้น 1 กรุงเทพ 05.30 - 20.00 (ทุก 15 นาที) 69 1 ชั่วโมง 30 นาที
ปรับอากาศชั้น 1 อยุธยา 05.00 - 19.30 (ทุก 15 นาที) 69 1 ชั่วโมง 30 นาที
ปรับอากาศชั้น 2 กรุงเทพ 04.30 - 19.30 (ทุก 30 นาที) 56 1 ชั่วโมง 30 นาที
ปรับอากาศชั้น 2 อยุธยา 04.00 - 19.00 (ทุก 30 นาที) 56 1 ชั่วโมง 30 นาที

รถไฟ[แก้]

การเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถใช้บริการรถไฟโดยสารที่มีปลายทางสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขบวนรถไฟจะผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเขตอำเภอบางปะอิน อำเภอพระนครศรีอยุธยา และอำเภอภาชี ทางรถไฟจะแยกไปภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี

ทางพิเศษ[แก้]

ประชากร[แก้]

สถิติประชากรตามทะเบียนราษฎร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[7]
ปี (พ.ศ.) ประชากร
2549 753,986
2550 760,712
2551 769,126
2552 775,157
2553 782,096
2554 787,653
2555 793,509

โรงเรียนประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา[แก้]

สถานที่สำคัญ[แก้]

วัดพระศรีสรรเพชญ์
พระราชวังโบราณ อยุธยา
วัดใหญ่ชัยมงคล
หอวิฑูรทัศนาและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญในพระราชวังบางปะอิน

ชาวพระนครศรีอยุธยาที่มีชื่อเสียง[แก้]

การพระศาสนา[แก้]

และ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร

นักการเมือง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
  2. ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จานวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556
  3. รายงานสถิติผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัดประจำปี 2552
  4. "30 year Average (1961-1990) - AYUTTHAYA". Thai Meteorological Department. สืบค้นเมื่อ 2011-11-12. 
  5. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เปลี่ยนชื่ออำเภอราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 ตอนที่ ก วันที่ 29 เมษายน 2460
  6. กองบรรณาธิการนายรอบรู้. นายรอบรู้เที่ยวทั่วไทย อยุธยา . กรุงเทพมหานคร : นายรอบรู้ , 2551
  7. สำนักบริหารการทะเบียน. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "จำนวนประชากรและบ้าน." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.dopa.go.th/xstat/popyear.html 2555. สืบค้น 3 เมษายน 2556.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 14°22′N 100°34′E / 14.36°N 100.57°E / 14.36; 100.57

ก่อนหน้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถัดไป
กรุงสุโขทัย
(พ.ศ. 1792 - พ.ศ. 1981)
2leftarrow.png Seal of Ayutthaya (King Narai).png
อดีตเมืองหลวงราชอาณาจักรแห่งประเทศไทย
(พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310)
2rightarrow.png กรุงธนบุรี
(พ.ศ. 2310 - พ.ศ. 2325)