วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
พระประธานในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร |
|
| ชื่อสามัญ | วัดระฆังโฆสิตาราม, วัดระฆัง |
|---|---|
| ประเภท | พระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร |
| นิกาย | เถรวาท |
| เจ้าอาวาส | พระธรรมธีรราชมหามุนี (เที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.๙) |
| เวลาทำการ | ทุกวัน 8.00-17.00 |
| จุดสนใจ | สักการะรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) , ชมหอพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 1 |
| กิจกรรม | เทศนาธรรม ทุกวันพระ 21 มิ.ย.: งานอุทิศส่วนกุศล ให้อดีตเจ้าอาวาส |
| เว็บไซต์ | http://www.watrakang.com |
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง, วัดหลวงพ่อโต ตั้งอยู่เลขที่ 250 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรมหาวิหาร อยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกายภาค 1
วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางว้าใหญ่ (หรือบางหว้าใหญ่) ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างพระราชวังใกล้วัดบางว้าใหญ่ โปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วัดบางว้าใหญ่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายวังหลัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและเป็นพระชนนีของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางว้าใหญ่ 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม” นอกจากเป็นเพราะขุดพบระฆังที่วัดนี้และเพื่อฟื้นฟูแบบแผนครั้งกรุงศรีอยุธยาที่มีวัดชื่อวัดระฆังเช่นกัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ “วัดระฆังโฆสิตาราม” เป็น “วัดราชคัณฑิยาราม” (คัณฑิ แปลว่าระฆัง) แต่ไม่มีคนนิยมเรียกชื่อนี้ ยังคงเรียกว่าวัดระฆังต่อมา
วัดระฆังโฆสิตารามมีหอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก เคยเป็นพระตำหนักและหอประทับนั่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะทรงรับราชการในสมัยธนบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้รื้อมาถวายวัด เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว มีพระราชประสงค์จะบูรณปฏิสังขรณ์ให้สวยงามเพื่อเป็นหอพระไตรปิฎก
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
[แก้] อาณาเขตที่ตั้งวัด
[แก้] เขตติจีวราวิปวาส
[แก้] เขตวิสุงคามสีมา
[แก้] ที่ธรณีสงฆ์
[แก้] ปูชนียวัตถุสำคัญ
[แก้] หลวงพ่อยิ้มรับฟ้า
[แก้] โบราณสถานสำคัญ
[แก้] พระอุโบสถ
เป็นทรงแบบรัชกาลที่ ๑ หลังคาลด ๓ ชั้น มีช่อฟ้า ใบร1234ะกา หางหงส์ และคันทวยสลักเสลาอย่างสวยงาม บริเวณมุขด้านหน้าและหลังทำปีกนกคลุมมุขอยู่ในระยะไขราหน้าจั่ว ตอนใต้จั่วหรือหน้าบัน ที่จำหลักลายพระนารายณ์ทรงครุฑ ประดับลายกนกปิดทองอย่างประณีต เจาะเป็นช่องหน้าต่าง ๒ ช่อง แทนแผงแรคอสองเหนือประตูหน้าต่างรอบพระอุโบสถติดกระจังปูนปั้นปิดทองทำเป็นรูปซุ้มบนบานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำปิดทองมีรูประฆังเป็นเครื่องหมาย ด้านในเขียนภาพทวารบาลยืนแท่นระบายสีงดงาม บริเวณฝาผนังภายในพระอุโบสถโดยรอบเขียนภาพจิตรกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าฝีมืองดงามมาก โดยผนังด้านหน้าพระประธานเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ก่อนเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้านหลังพระประธานเขียนภาพพระมาลัยขณะขึ้นไปนมัสการพระมหาจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เบื้องล่างเขียนภาพสัตว์นรกในอาการต่างๆ ภาพฝาผนังส่วนที่เหลือ เบื้องบนเขียนเป็นเทพชุมนุม ตอนล่างเขียนภาพทศชาติ ซึ่งเขียนได้อย่างมีชีวิตชีวาอ่อนช้อยและแสงสีเหมาะสมกับเรื่องราว ภาพเหล่านี้เขียนโดย พระวรรณวาดวิจิตร (ทอง จารุวิจิตร) จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๖๕ ครั้งมีการบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถในรัชกาลนั้น
[แก้] พระวิหาร (พระอุโบสถหลังเก่า)
[แก้] พระปรางค์
รัชกาลที่ ๑ ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างพระปรางค์ พระราชทานร่วมกุศลกับสมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่ (สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระยาเทพสุดาวดี พระนามเดิม สา) ตั้งอยู่หน้าพระวิหาร ได้รับการยกย่องจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ว่า เป็นพระปรางค์ที่ทำถูกแบบที่สุดในประเทศไทย พระปรางค์องค์นี้จัดเป็นพระปรางค์แบบ สถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ยุคต้น ที่มีทรวดทรงงดงามมาก จนยึดถือเป็นแบบฉบับของพระปรางค์ที่สร้างในยุคต่อมา
[แก้] หอระฆัง
[แก้] หอพระไตรปิฎก
[แก้] ศาลาการเปรียญ
[แก้] หอพระไตรปิฎก (คณะ 2)
[แก้] พระเจดีย์สามองค์
สร้างโดยเจ้านายวังหลัง ๓ องค์ คือ กรมหมื่นนราเทเวศร์ (พระองค์เจ้าชายปาล ต้นสกุล ปาลกะวงศ์) กรมหมื่นนเรศร์โยธี (พระองค์เจ้าชายบัว) และกรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ (พระองค์เจ้าชายแดง ต้นสกุล เสนีวงศ์) สร้างโดยเสด็จพระราชกุศลในรัชกาลที่ ๓ เมื่อคราวสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เป็นเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ ทรงจอมแห ทรวดทรงงดงามมาก แต่เป็นเจดีย์ขนาดย่อม ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของพระอุโบสถหลังปัจจุบัน
[แก้] สถานที่น่าสนใจภายในวัด
[แก้] พระวิหารสมเด็จพระพุฒาจารย์โต
[แก้] พระวิหารสมเด็จพระสังฆราช (ศรี)
[แก้] พิพิธภัณฑ์วัดระฆังโฆสิตาราม (อาคารเฉลิมพระเกียรติริมแม่น้ำเจ้าพระยา)
[แก้] ลำดับเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
[แก้] การปกครองวัด
[แก้] คณะ (กลุ่มกุฎิ)
[แก้] คณะ ๑
[แก้] คณะ ๒
[แก้] คณะ ๓
[แก้] คณะ ๔
พระธรรมธีรราชมหามุนี เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เจ้าคุณภาค 11 เจ้าคณะ 4
[แก้] คณะ ๕
[แก้] คณะ ๖
[แก้] คณะ ๗
[แก้] คณะ ๘
[แก้] คณะ ๙
[แก้] คณะแม่ชี (ศาลาการเปรียญ)
[แก้] พระภิกษุสงฆ์สามเณรในสังกัด
[แก้] พระสังฆาธิการวัดระฆังโฆสิตารามในปัจจุบัน
[แก้] พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์วัดระฆังโฆสิตารามในปัจจุบัน
[แก้] พระเปรียญธรรมวัดระฆังโฆสิตารามในปัจจุบัน
[แก้] สำนักเรียนพระปริยัติธรรมพฺรหฺมรํสี
[แก้] อื่น ๆ
[แก้] พระเครื่องที่จัดสร้างโดยวัดระฆังโฆสิตาราม
[แก้] โครงการไหว้พระ ๙ วัด
[แก้] อ้างอิง
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- เกศทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา.วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์.นิตยสารสกุลไทย 2545
- แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
- ภาพถ่ายดาวเทียม จาก วิกิแมเปีย หรือ กูเกิลแมปส์
- แผนที่ จาก มัลติแมป หรือ โกลบอลไกด์
- ภาพถ่ายทางอากาศ จาก เทอร์ราเซิร์ฟเวอร์
พิกัดภูมิศาสตร์: 13°45′10″N 100°29′08″E / 13.752683°N 100.485485°E
|
||||||||