โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
ไฟล์:AYW band
ตราประจำโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
ตั้งใจเรียน เพียรทำดี มีวินัย รับใช้สังคม
เลขที่ 56 ถนนป่าโทน หมู่ที่ 2 ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000
ข้อมูล
ชื่ออังกฤษ Ayutthaya Wittayalai School
อักษรย่อ อ.ย.ว.
ประเภท โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ แบบสหศึกษา
สถาปนา พ.ศ. 2448
ผู้ก่อตั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รหัส 1014101001
ผู้อำนวยการ นายเฉลิมศักดิ์ ภาระธัญญา
จำนวนนักเรียน 4,905 คน
ภาษา ภาษาที่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน

ไทย ภาษาไทย
สหราชอาณาจักร ภาษาอังกฤษ
ฝรั่งเศส ภาษาฝรั่งเศส
ประเทศจีน ภาษาจีน
ญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่น

สี          สีขาวสีแดง
เพลง เพลงธง
สังกัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
เว็บไซต์

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดทำการสอนตั้งแต่ พ.ศ. 2448 ปัจจุบันโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เปิดสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ซึ่งในปัจจุบันเป็นการจัดการศึกษาแบบสหศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมปัจจุบันตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล (World-Class Standard School) ในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก เป็นเลิศทางวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ปัจจุบันสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 (นนทบุรี-พระนครศรีอยุธยา)

ประวัติ[แก้]

สถาปนาโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า[แก้]

พ.ศ. 2448 - 2484

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า

ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระบรมราชโองการจัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นตามมณฑลต่าง ๆ โดยทั่วกัน ยึดแบบอย่างของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยโรงเรียนหลวงแห่งแรกของประเทศไทย (จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2425) ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลในพระองค์ที่มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง โรงเรียนหลวงขึ้นนี้ เพราะพระองค์มีพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขา ความตอนหนึ่งว่า

'

เจ้านายราชตระกูล ตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นไป จนถึงราษฎรที่ต่ำที่สุด จะได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองนี้ จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้

(พระบรมราชโองการฯ จัดตั้งโรงเรียนหลวงตามมณฑล ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2441)


ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น โปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น โดยให้รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3-4 เมือง ขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. 2438 โปรดให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี โดยมี พระยาโบราณบุรานุรักษ์ เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลประจำมณฑล และได้สนองพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านจัดตั้งโรงเรียนประจำมณฑลขึ้นใน ร.ศ.123หรือปีพ.ศ. 2448โดยในระยะแรกใช้กุฏิพระ และศาลาวัดและบริเวณใกล้เคียงกับวัดเสนาสนาราม หลังพระราชวังจันทรเกษม เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน โดยเรียกชื่อว่า "โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า"

ครั้นถึงปีพ.ศ. 2450กระทรวงธรรมการเห็นว่าประชาชนนิยมส่งบุตรหลานมาศึกษาเล่าเรียนเป็นจำนวนมากจนทำให้สถานที่เดิมคับแคบ จึงได้จัดสร้างอาคารเรียนแบบประยุกต์ครึ่งตึกครึ่งไม้ ลักษณะถาวร2ชั้นแบบ6ห้องเรียนและห้องประชุมอีก1ห้อง ประชาชนในมณฑลกรุงเก่าขณะนั้นเรียกชื่อโรงเรียนกันว่า "โรงเรียนหลังวัง" (ซึ่งตึกที่กระทรวงธรรมการได้สร้างนั้นต่อมาโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ขอใช้ตึกนี้เป็นที่ตั้งของโรงเรียน เพราะโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยย้ายมาอยู่ในสถานที่ปัจจุบัน)

เนื่องจากมณฑลกรุงเก่า ได้รับการยกย่องให้เป็นหัวเมืองเอกอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นโรงเรียนจึงอยู่ในความสนใจของผู้ใหญ่และเจ้านายชั้นสูงตลอดมา จนทำให้โรงเรียนมีมาตรฐานการศึกษาอบรมสูงสมฐานะเมื่อ ร.ศ.127 และในปีต่อๆมานักเรียนของโรงเรียนทุกคนต้องไป ทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ทุกๆปี แม้ภายหลังจะยกเลิกเสีย แต่ก็ย่อมแสดงถึงฐานะของโรงเรียนเป็นอย่างดีครู-อาจารย์และนักเรียนเก่าๆก็ล้วนแต่เป็นผู้มีวิทยาคุณและเกียรติอันควรคารวะ ทั้งสิ้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 ทางราชการได้ยุบเลิกมณฑลต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองอินทร์บุรีและเมืองพรหมบุรีเข้ากับเมืองสิงห์บุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา ซึ่งก็คือพระราชวังจันทรเกษม ในส่วนของตึกที่ทำการภาค (อาคารมหาดไทย)และพระที่นั่งพิมานรัตยาแต่อาคารหลังอื่นๆในพระราชวัง ทางโรงเรียนก็ได้ขอใช้ทำการเรียนการสอนต่อ แต่ก็ส่งผลทำให้สถานที่เล่าเรียนของโรงเรียนมีพื้นที่น้อยลง และในปี พ.ศ. 2469พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจาก "มณฑลกรุงเก่า" เป็น "จังหวัดพระนครศรีอยุธยา" ซึ่งจากการจัดตั้งมณฑลอยุธยามีผลให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหารการปกครองมากขึ้น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา[1] จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบเทศาภิบาลตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยระเบียบราชการบริหารส่วนอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2467 เปลี่ยนให้มณฑลต่างๆนั้นเลื่อนฐานะเป็นจังหวัดแต่อยุธยายังคงเป็นมณฑลเทศาภิบาลอยู่ จนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาจึงเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน และก็เป็นผลทำให้โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า เปลี่ยนชื่อมาเป็น โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ดังปัจจุบัน

อาคารพระราชทาน[แก้]

พ.ศ. 2484 – ปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระผู้พระราชทานกำเนิดอยุธยาวิทยาลัยในปัจจุบัน

หลังจากที่เปลี่ยนชื่อโรงเรียนจาก โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า มาเป็น โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยแล้วนั้น การเรียนการสอนก็เป็นไปอย่างราบรื่นและได้เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด นับจากปีพ.ศ. 2448 จนถึงปีพ.ศ. 2483 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีอายุถึง35ปี ที่ใช้อาคารเรียนอยู่ด้านหลังพระราชวังจันทรเกษม จนประชาชน ชาวบ้านเรียกกันว่า โรงเรียนหลังวัง จนมีศิษย์เก่าสำเร็จการศึกษาเป็นจำนวนมาก และซึ่งศิษย์เก่ารุ่นแรกๆเหล่านี้เป็นบุคคลที่มีเกียรติอันควรคารวะ อาทิเช่น

ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม รัฐบุรุษอาวุโส อดีตนายกรัฐมนตรี3สมัย และยังเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เข้าศึกษาใน ร.ศ.131หรือพ.ศ. 2455 เลขประจำตัว791[1]

พลเรือตรี หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าศึกษาใน ร.ศ.131หรือพ.ศ. 2455เลขประจำตัว 640[1]

พลตรีหม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ อดีตองคมนตรี

นายวิโรจน์ กมลพันธ์อดีตธรรมการจังหวัดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเลขประจำตัว 684 ฯลฯ

ชื่อเสียงและประวัติศาสตร์อันยาวนานของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย และรวมทั้งครูบาอาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิอีกมากมายหลายท่าน ทำให้ประชาชนในมณฑลกรุงเก่าขณะนั้น ให้การยอมรับและพร้อมใจกันส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นทุกๆปีจนสถานที่นั้น คับแคบลงทุกปี

จนกระทั่งเมื่อ ดร.ปรีดี พนมยงค์ นักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2484) ได้ตั้งปณิธานที่จะใช้เครื่องมือทางการคลังสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ สร้างความเป็นธรรมและความสุขสมบูรณ์แก่ราษฎร และได้มีแผนที่จะปรับปรุงเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา และได้เล็งเห็นว่า สถานที่ตั้งของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย แต่เดิมนั้นคับแคบ ไม่มีโอกาสขยายได้อีกเท่าที่ควร ซึ่งโดยความหวังของท่านดร.ปรีดีนั้น มุ่งหวังที่จะให้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีมหาวิทยาลัยด้วย

ฉะนั้น เมื่อนายวิโรจน์ กมลพันธ์ นักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัยซึ่งดำรงตำแหน่งธรรมการจังหวัดในขณะนั้น ได้ปรึกษาหารือกัน ในเรื่องการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ดร.ปรีดี พนมยงค์มีความเห็นชอบด้วย จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชการที่8 ซึ่งได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน บริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 แสนบาท และได้มีพระราชดำรัสตรัสสั่ง ให้จัดสร้าง อาคารตึกถาวร 2 ชั้น เป็นสถานศึกษาโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยที่แข็งแรง สง่างามพร้อมกันนี้ยังได้จัดสร้าง หอประชุมพระราชทานอีก 1 หลัง และบ้านพักครูอีก 20 หลัง''

จากนั้นดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้มอบหมายให้ หลวงบริหารชนบท ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้พิจารณาเลือกสถานที่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นโชคดีของโรงเรียน ที่จะได้ไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมมาก โดยหลวงบริหารชนบท ได้เสนอแผนการก่อสร้างสนองความประสงค์ของท่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้รับการเห็นชอบ เพราะเห็นว่าอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เป็นโรงเรียนรัฐบาลของจังหวัด และนอกจากนี้ยังสามารถขยายบริเวณออกไปให้กว้างขวางได้อีก ซึ่งความหวังของท่านดร.ปรีดีนั้น มุ่งหวังที่จะให้ มี มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นด้วยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในอนาคต[1]

หลวงบริหารชนบทได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่า"สถานที่ตั้งของโรงเรียนนี้เหมาะสมมาก โดยอยู่จุดกึ่งกลางของเกาะเมองและมีบริเวณสภาพแวดล้อมที่สวยงาม มีปูชนียสถาน ซึ่งเหมาะสมกับสถานศึกษา ด้านหน้าของโรงเรียนก็เป็นที่ตั้งของ สวนสาธารณะบึงพระราม ด้านหลังก็เป็นถนนที่ตัดตรงมาจากกรุงเทพฯ มี สถานที่ราชการสองฝั่งถนน ซึ่งเหมาะสมในทุกๆด้าน"[1]

งานก่อสร้างได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2482แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2483 โดยมีหลวงบริหารชนบท เป็นกรรมการควบคุมการก่อสร้าง พร้อมกันนี้ยังได้ควบคุมงานก่อสร้างหอประชุมพระราชทานอีก1หลัง และบ้านพักครูอีก 20 หลังด้วย และอาคารเรียนนั้นได้ทำพิธีเปิดอาคารเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2484 และเนื่องจากอาคารหลังนี้สร้างขึ้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทีได้พระราชทานให้สร้าง ครู-อาจารย์และนักเรียนตั้งแต่บัดนั้นจึงเรียกว่า “อาคารพระราชทาน”

และเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2534 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่ออาคารนามว่า “สิริมงคลานันท์” ยังความปลาบปลื้มมาแก่ชาวอยุธยาวิทยาลัยอีกครั้ง ที่ได้รับพระเมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนาม “สิริมงคลานันท์”นี้ให้มาตราบเท่าทุกวันนี้[2]

ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชการที่8 ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ยิ่งกว่าจะหาที่เปรียบได้ ยังความปลาบปลื้มแก่พวกเราชาวอยุธยาวิทยาลัยและชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอย่างยิ่ง การเรียนการสอนของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยดำเนินไปอย่างราบรื่นและก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2486-2487ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยคุกคามจากสงครามโลกครั้งที่2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น และผลกระทบจากภัยสงครามก็ทำให้โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับภาระด้วย กล่าวคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมทั้งขออาศัยใช้สถานที่เรียนเป็นการลี้ภัยชั่วคราว จึงทำให้นักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีการเรียน กันอย่างกระท่อนกระแท่น ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ครู-อาจารย์และนักเรียนก็เต็มใจและยินดี เพราะถือได้ว่าได้ให้ความช่วยเหลือเอื้ออารี ที่ยิ่งใหญ่แก่เพื่อนร่วมชาติและแก่สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทยอันสูงส่ง[2]

เมื่อชาติบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติในยุคต่อๆมา การเรียนการสอน การศึกษาของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ได้ขยายตัวอย่ารวดเร็ว มีอาคารเรียนถาวรเพิ่มขึ้นอีกหลายอาคาร ภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการ ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่อีกหลายท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาก จำนวนครูและนักเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เทคนิคและวิธีการสอนรูปแบบต่างๆตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆจึงถูกนำมาบรรจุเข้าไว้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน อย่างค่อนข้างพร้อมมูลในโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย

ปัจจุบัน โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีการพัฒนาทุกด้านมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนได้รับรางวัลพระราชทาน จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน ดังนี้

  • พ.ศ. 2522,2537,2546

และยังมีนักเรียนของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลพระราชทานเช่นกัน ซึ่งได้รับในปี

  • พ.ศ. 2526,2527,2546,2549,2551

สมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์[แก้]

เป็นความมงคลสำหรับชาวอยุธยาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับสมาคมนักเรียนอยุธยาวิทยาลัย ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปีพุทธศํกราช2527

อาคาร / สถานที่สำคัญในโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย[แก้]

  • พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งแสนบาท ในการสร้างอาคารเรียน 1 หลัง หอประชุม 1 หลัง และบ้านพักครูอีกจำนวน 20 หลัง โดยพระบรมราชานุสาวรีย์ฯจะตั้งอยู่ ณ สนามกลางโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย บริเวณด้านหน้าอาคารสิริมังคลานันท์ ซึ่งในทุกๆวันจันทร์นักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยจะทำการถวายพวงมาลัยข้อพระกรและทำการถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ โดยพร้อมเพรียงกัน และในทุกๆวันที่ 9 มิถุนายน ในทุกๆปีทางโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย อันประกอบด้วย คณะผู้บริหาร คณะครู สมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นักเรียนปัจจุบัน และศิษย์เก่า ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน พิธีวางพวงมาลาและถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

  • อาคารสิริมังคลานันท์ เป็นอาคารเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในโรงเรียน ปัจจุบันเป็นอาคารอำนวยการของโรงเรียน
    • ชั้น 1 ห้องผู้อำนวยการ สำนักงานผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจการนักเรียน ฝ่ายการเงิน ฝ่ายอาคารและสถานที่ ฝ่ายสารบัญ ฝ่ายพัสดุ ห้องประชุมวิวิชชาญอนันต์
    • ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จำนวนทั้งสิ้น 9 ห้อง
  • หอประชุมพระราชทาน เป็นหอประชุมแห่งแรกของโรงเรียน
  • หอพระพุทธรูปประจำโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย มี 2 แห่งคือ
    • 1.อยู่บริเวณประตูทางเข้าด้านถนนปรีดีพนมยงค์ ตรงข้ามจวนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ (พระพุทธรูปที่ประดิษฐานชื่อ "พระพุทธปฏิมาวาสนฐารสน์")
    • 2.อยู่บริเวณประตูทางเข้าด้านถนนป่าโทน ตรงข้ามสวนสาธารณะบึงพระราม จัดสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม 2554
  • สนามกลางโรงเรียน เป็นสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน พร้อมลู่วิ่งจำนวน 6 ลู่ และอัฒจรรย์อีกจำนวน 6 อัฒจรรย์
  • อาคารอเนกประสงค์ เป็นอาคารเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
    • ชั้น 1 ห้องTOT IT SCHOOL สำนักงานย่อยเขตการศึกษามัธยมศึกษาเขต3 ห้องประชุม ห้องวิทยาศาสตร์อากาศยาน และห้องเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 2 ห้องเรียน และห้องเรียนจำนวน 5 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องหุ่นยนต์และอิเล็คทรอนิคส์ ห้องโครงงาน ห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน และห้องประชุม(เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรMBA มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในวันเสาร์ - อาทิตย์)
    • ชั้น 4 หอประชุมใหญ่ของโรงเรียน
  • อาคาร 5 - อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษามหาราชินี เป็นอาคารเรียนวิชาคณิตศาสตร์
    • ชั้น 1 ห้องสมุดประจำโรงเรียน และร้านค้าสหกรณ์
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน (เดิมเป็นห้องเรียนวิชาคอมพิวเตอร์จำนวน 3 ห้องเรียน)
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 5 ห้องเรียน (เดิมเป็นห้องเรียนวิชาคอมพิวเตอร์จำนวน 1 ห้องเรียน) (ในวันเสาร์ - อาทิตย์ เป็นห้องเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง)
    • ชั้น 4 ห้องเรียนจำนวน 7 ห้องเรียน
  • อาคาร 8 เป็นอาคารเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ (เดิมเป็นอาคารเรียนวิทยาศาสตร์)
    • ชั้น 1 ฝ่ายวิชาการ ห้องประชุมแววกตสาโรอุปถัมภ์ และห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
    • ชั้น 2 ห้องพักครูวิชาคอมพิวเตอร์ ห้องเรียนคอมพิวเตอร์จำนวน 4 ห้องเรียน และศูนย์การเรียนรู้
  • อาคาร 9 เป็นอาคารเรียนสังคมศึกษา สุขศึกษา ภาษาต่างประเทศ และการงานและเทคโนโลยี(ธุรกิจศึกษา)
    • ชั้น 1 ห้องประชาสัมพันธ์ ห้องวิทยฐานะ ห้องถ่ายเอกสาร และห้องเรียนจำนวน 5 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องพักครูวิชาธุรกิจ ห้องพิมพ์ดีด ห้องจำลองธุรกิจ และห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 7 ห้องเรียน
  • อาคาร 19 เป็นอาคารเรียนวิชาภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ และวิชาคอมพิวเตอร์
    • ชั้น 1 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ห้องหมอภาษา ห้องเรียนคอมพิวเตอร์จำนวน 2 ห้องเรียน และห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ห้องMultimedia Centerจำนวน 1 ห้อง และห้องเรียนจำนวน 1 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
    • ชั้น 4 ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
  • อาคารบุญประเสริฐ เป็นอาคารเรียนชั้นเดียว บริจาคเงินก่อสร้างโดย พลเอกชาญ บุญประเสริฐ ประกอบด้วยห้องเรียนวิชาจำนวน 5 ห้องเรียน และห้องสำนักงานA.Y.W SMART
  • อาคารแนะแนว เป็นอาคารชั้นเดียว ประกอบด้วยห้องพักครูแนะแนว และห้องเรียนวิชาแนะแนวจำนวน 1 ห้องเรียน
  • อาคารศูนย์กีฬา เป็นอาคารสำหรับเล่นกีฬาแบดมินตัน ตระกร้อ ปิงปอง และบาสเก็ตบอล
    • ชั้น 1 ห้องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน(ลูกเสือ,ยุวกาชาด) ลานเล่นแบดมินตัน ตระกร้อ และปิงปอง
    • ชั้น 2 ห้องพักครูหมวดสุขศึกษาและพลศึกษา ห้องเรียนวิชาสุขศึกษาจำนวน 2 ห้องเรียน ห้องสมุดการกีฬา และห้องออกกำลังกาย
    • ชั้น 3 สนามบาสเก็ตบอล พร้อมอัฒจันทร์ 3 ด้าน จุคนได้ประมาณ 1,500 คน
  • อาคารอานันทศิลป์ เป็นอาคารเรียนวิชาศิลปะ
    • ชั้น 1 ห้องพักครูหมวดศิลปะ ห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (วาดรูป)
    • ชั้น 2 ห้องเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน (ดนตรีไทย ขับร้อง และการแสดง)
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (นาฎศิลป์ และดนตรีสากล)
  • ลานอุตสาหกรรม เป็นบริเวณอาคารวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ประกอบด้วย
    • อาคารอุตสาหกรรม 1 ห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (การออกแบบและประดิษฐ์ การเขียนแบบ)
    • อาคารอุตสาหกรรม 2 ห้องพักครูวิชาอุตสาหกรรม ห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน (เครื่องยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การเขียนแบบ)
    • อาคารคหกรรม ห้องพักครูวิชาคหกรรม ห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน (การประกอบอาหาร ประดิษฐ์ งานบ้าน)
  • อาคารเกษตรและบริเวณโดยรอบ เป็นอาคารเรียนวิชาเกษตร 4 ห้องเรียน บ้าน 1 หลัง (ชั้นล่างเป็นห้องเรียนจำนวน 1 ห้องเรียน ชั้นบนเป็นห้องพักครูวิชาเกษตร) บริเวรโดยรอบเป็นแปลงเกษตรและโรงเรือนปลูกต้นไม้
  • อาคารขนาบน้ำ เป็นอาคารเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน และห้องเรียนสีเขียว 1 ห้อง
  • หอประชุม 2 มีความจุประมาณ 500 คน ปัจจุบันเป็นที่ทำการสอนวิชาพลศึกษา โดยปรับเป็นสนามบอลเล่บอล และยังมีสนามภายนอกอีก 1 สนาม
  • โรงยิมตะกร้อ ห้องพักครูหมวดพลศึกษา สนามตระกร้อในร่ม 3 สนาม และที่ทำการสำหรับหน่วยรักษาความปลอดภัย
  • โดม 1 เป็นที่สำหรับนั่งพักผ่อน และสำหรับกิจกรรมต่างๆ
  • โดม 2 เป็นสนามกีฬาในร่ม แบ่งเป็นสนามบอลเล่ห์บอล 1 สนาม และสนามบาสเก็ตบอล 2 สนาม (สามารถปรับเป็นสนามฟุตซอลได้ 2 สนาม หรือ สนามฟุตบอล 1 สนาม)
  • โดม 3 เป็นสนามกีฬาในร่ม เป็นสนามบาสเก็ตบอล 2 สนาม (สามารถปรับเป็นสนามฟุตซอลได้ 2 สนาม หรือ สนามฟุตบอล 1 สนาม)
  • สระว่ายน้ำอยุธยาวิทยาลัย เป็นสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 50 เมตร (พร้อมอัฒจันทร์มีความจุประมาณ 1,000 คน) โดยได้รับงบประมาณก่อสร้างจากกรมพลศึกษา
  • อาคาร 100 ปี เป็นอาคารที่สร้างขึ้นในวาระโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีอายุครบ 100 ปี โดยมาจากเงินบริจาคของศิษย์เก่าโรงเรียน
    • ชั้น 1 ห้องพักครูวิชาสุขศึกษา ห้องจ่ายยา ห้องผ่าตัดเล็ก ห้องนอนพักฟื้น
    • ชั้น 2 ห้อง ACSDEMIC INTERNET และที่ทำการสถานีโทรทัศน์อยุธยาวิทยาลัย
  • กำแพง 100 ปี เป็นกำแพงที่สร้างขึ้นในวาระโรงเรียนมีอายุครบ 100 ปี มีลักษณะเป็นกำแพงอิฐ คล้ายกำแพงเมืองโบราณ
ไฟล์:กำแพงประตูร้อยปี.jpg
ป้ายชื่อโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย มีลักษณะที่โดดเด่น คล้ายกำแพงเมือง บ่งบอกถึงความเป็นโรงเรียนประจำกรุงเก่า
  • ลานธรรมะ ลานอเนกประสงค์เพื่อการ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของโรงเรียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และฝึกจิตใจให้สงบ การนั่งสมาธิ
  • อาคารศุภพิพัฒน์ เป็นอาคารศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  • โรงอาหารโรงเรียนอยุธยาวิทาลัย มีจำนวน 2 แห่ง
    • โรงอาหาร 1 เป็นโรงอาหารเดิมตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน อยู่ติดประหอประชุมพระราชทาน มีร้านค้าประมาณ 20 ร้านค้า มีความจุประมาณ 800 คน
    • โรงอาหาร 2 เปิดใช้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 มีร้านค้าประมาณ 20 ร้านค้า มีความจุประมาณ 1,000 คน
  • อาคารดิษยรักษ์ เป็นที่ทำการธนาคารโรงเรียน โดยความร่วมมือระหว่างโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยกับธนาคารออมสิน
  • โรงผลิตน้ำดื่มอยุธยาวิทยาลัย เป็นโครงการผลิตน้ำดื่มส่งเสริมอาชีพนักเรียนอยุธยาวิทยาลัย อยู่บริเวณด้านหลังโรงอาหาร 1 ผลิตเพื่อจำหน่ายในโรงเรียนให้แก่นักเรียนและครูอาจารย์ทุกท่าน

จำนวนห้องเรียน[แก้]

  • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 18 ห้องเรียน มีนักเรียนประมาณ 907 คน
  • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 18 ห้องเรียน มีนักเรียนประมาณ 933 คน
  • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 ห้องเรียน มีนักเรียนประมาณ 965 คน
  • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 17 ห้องเรียน มีนักเรียนประมาณ 706 คน
    • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ 6 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - คณิตศาสตร์ 2 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ญี่ปุ่น 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - จีน 2 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา 3 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนพลานามัย 1 ห้องเรียน
  • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 17 ห้องเรียน มีนักเรียนประมาณ 716 คน
    • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ 7 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - คณิตศาสตร์ 2 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ญี่ปุ่น 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - จีน 2 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา 3 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1 ห้องเรียน
  • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 16 ห้องเรียน มีนักเรียนประมาณ 749 คน
    • ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ 7 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - คณิตศาสตร์ 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ฝรั่งเศส 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - ญี่ปุ่น 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาอังกฤษ - จีน 1 ห้องเรียน
    • ห้องเรียนภาษาไทย - สังคมศึกษา 4 ห้องเรียน

รวมมีห้องเรียนทั้งสิ้น 106 ห้อง จำนวนนักเรียนประมาณ 4,976 คน ครู 203 คน เจ้าหน้าที่,พนักงาน,นักการภารโรงและคนขับรถ 22 คน

สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน[แก้]

  • ตราประจำโรงเรียน ตราสังข์ทักษิณาวัตร ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า ภายในปราสาทใต้ต้นหมัน ซึ่งเป็นตราประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในวงกลมด้านในประดับด้วยลายกนก วงกลมด้านนอกเป็นสีแดงด้านบนเป็นชื่อโรงเรียนภาษาไทย -ขั้นด้วยลายประจำยาม ส่วนด้านล้างเป็นชื่อโรงเรียนภาษาอังกฤษ

(แต่เดิมโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยเคยใช้ตราพระปรมาภิไธย่อ อปร.ภายใต้พระมหาภิชัยมงกุฎ ด้านล่างตราเป็นชื่อโรงเรียน"อยุธยาวิทยาลัย" บนแถบแพรโค้ง แต่ในปัจจุบันได้อัญเชิญตรานี้เป็นตราเข็มกรรมการนักเรียนและตราของสมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์)

ไฟล์:ตราอปรสมาคมฯ.jpg
ตราสมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ใช้อักษรพระปรมาภิไธย่อ อปร.
  • ปรัชญาโรงเรียน

ตั้งใจเรียน เพียรทำดี มีวินัย รับใช้สังคม

  • สีประจำโรงเรียน
    • ███ สีขาว หมายถึง น้ำใจของชาวอยุธยา
    • ███ สีแดง หมายถึง โลหิตที่บรรพบุรุษได้อุทิศไว้ในดินแดนแห่งสยาม

แต่สีที่ใช้บนธงของโรงเรียนจะเป็น             แดง ขาว แดง สลับกัน และมีตราปราสาทสังข์อยู่กึ่งกลาง

ต่างจากของโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ที่ใช้สีบนธงคือ              ขาว แดง ขาว แต่สีประจำโรงเรียนคือ ███ สีแดงและ ███ สีขาว

  • อัตลักษณ์ของโรงเรียน ชาติเสือ เนื่องจากเสือเป็นสัตว์ที่มีความสง่างาม น่าเกรงขาม

ลำดับการเปลี่ยนชื่อโรงเรียน[แก้]

  • โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า 2448-2469
  • โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลอยุธยา 2469-2476
  • โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย 2476-ปัจจุบัน
ข้อสังเกตโรงเรียนประจำมณฑลส่วนใหญ่จะมีคำสร้อย"วิทยาลัย" ต่อท้าย อาทิเช่น ราชสีมาวิทยาลัย(โรงเรียนประจำมณฑลนครราชสีมา),ยุพราชวิทยาลัย(โรงเรียนหลวงประจำมณฑลพายัพ) ,ภูเก็ตวิทยาลัย(โรงเรียนตัวอย่างมณฑลภูเก็ต) ,ร้อยเอ็ดวิทยาลัย (โรงเรียนประจำมณฑลร้อยเอ็ด) และอยุธยาวิทยาลัย เป็นต้น

รายนามผู้อำนวยการโรงเรียน/ครูใหญ่/อาจารย์ใหญ่[แก้]

ตั้งแต่สถาปนาโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่าขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2448 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยก็ได้เจริญรุดหน้ามาโดยตลอด ทั้งนี้ก็เป็นเพราะบุคลากรทางการศึกษา ต่างๆ ของโรงเรียนที่ได้ทุ่มเท ทั้งชีวิต และจิตใจ จนทำให้ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ประสบความสำเร็จ มาถึงทุกว้นนี้ และผู้ที่สำคัญท่านหนึ่งในการเป็นผู้นำที่จะขับเคลื่อน สถานศึกษา ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ ในทุกๆ ด้าน บุคคลนั้น ก็คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2448 –ปัจจุบัน มีรายนามผู้บริหาร สถานศึกษา เรียงตาม ลำดับดังนี้

ลำดับ ชื่อ-สกุล ปีที่ดำรงตำแหน่ง(พุทธศักราช)
1 ขุนประกอบวุฒิสารท (พระยาราชโยธา) พ.ศ. 2448 - พ.ศ. 2449
2 พระอนุสิษฐ์วิบูลย์ (นายเปี่ยม) พ.ศ. 2449 - พ.ศ. 2450
3 พระวิเศษกลปกิจ (นายรัตน์) พ.ศ. 2450
4 ขุนบำเหน็จวรสาร (นายชิต) พ.ศ. 2451
5 พระชำนาญขบวนสอน (นายเฉย) พ.ศ. 2452
6 นายรัตน์ พ.ศ. 2452 - พ.ศ. 2453
7 นายปุ่น พ.ศ. 2453
8 นายเล็ก พ.ศ. 2454
9 นายผัน พ.ศ. 2455
10 ขุนกลั่นวิชาสอน (นายวิชา) พ.ศ. 2456 - พ.ศ. 2464
11 ขุนทรงวรวิทย์ (นายแม้น) พ.ศ. 2464 - พ.ศ. 2466
12 หลวงภารสาส์น (ขุนภารสาส์น) พ.ศ. 2466 - พ.ศ. 2477
13 นายฟุ้ง ศรีวิจารณ์ พ.ศ. 2478 - พ.ศ. 2479
14 นายฉลวย สาตพร พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
15 นายสุรินทร์ สรศิริ พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2482
16 นายสังข์ อิศรางกูร ณ อยุธยา พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2484
17 นายเชื้อ สาริมาน พ.ศ. 2484 - พ.ศ. 2486
18 นายเชื้อ สมบุญวงศ์ พ.ศ. 2486 - พ.ศ. 2488
19 นายสุรินทร์ สรศิริ พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2491
20 นายแวว นิลพยัคฆ์ พ.ศ. 2491 - พ.ศ. 2498
21 นายจรูญ ส่องสิริ พ.ศ. 2498 - พ.ศ. 2505
22 นายพิทยา วรรธนานุสาร พ.ศ. 2505 - พ.ศ. 2516
23 นายเจริญ ลัดดาพงศ์ พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2526
24 นายลือชา สร้อยพาน พ.ศ. 2526 - พ.ศ. 2528
25 นายมาโนช ปานโต พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2530
26 นายชลิต เจริญศรี พ.ศ. 2530 - พ.ศ. 2532
27 นายอุเทน เจริญกูล พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2535
28 นายจักรกฤษณ์ ธีระอรรถ พ.ศ. 2535 - พ.ศ. 2542
29 นายวิโรจน์ ฟักสุวรรณ์ พ.ศ. 2542 - พ.ศ. 2543
30 นางรัชนี ศุภพงศ์ พ.ศ. 2543 - พ.ศ. 2546
31 นายอำนาจ ศรีชัย พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2547
32 นายมาโนช จันทร์เทพ พ.ศ. 2547 - พ.ศ. 2554

บุคคลที่มีชื่อเสียง[แก้]

ข้าราชการและนักการเมือง

ศาสนบุคคล[แก้]

นักธุรกิจ[แก้]

ศิลปิน ดารา นักแสดง[แก้]

  • น้ำแข็ง AF7 (นายชญาน์ทัต์ อยู่เป็นแก้ว)
  • ไชยา มิตรชัย (เสมา สมบูรณ์) พระเอกลิเกชื่อดัง
  • ซีดี The star 10 (นายกันต์ธีร์ ปิติธัญ)

กิจกรรม[แก้]

  • ชมรมช่างภาพ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
  • ชมรมยุวมัคคุเทศก์จิตอาสาโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
  • ชมรมดาราศาสตร์
  • ชมรมยุวกวี
  • ชมรมอาสาสมัครคุ้มครองผู้บริโภค
  • ชมรมบรรณารักษ์ห้องสมุด
  • ชมรมเด็กไทยทำได้
  • ชมรมแว่นหนังสือ
  • ชมรมนาฏศิลป์ไทย
  • ชมรมดนตรีไทย
  • ชมรมเทควันโด้ อยุธยาวิทยาลัย
  • ชมรมวงโยธวาทิต
  • ชมรมคอมพิวเตอร์
  • ห้องเรียนสีเขียว

คณะสี[แก้]

  • คณสีราชพฤกษ์ (สีเหลือง)
  • คณะสีราชาวดี (สีฟ้า)
  • คณะสียูงทอง (สีแสด)
  • คณะสีนาคราช (สีเขียว)
  • คณะสีอินทนิล (สีม่วง)
  • คณะสีจามจุรี (สีชมพู)

เพลงประจำสถาบัน[แก้]

  • ชาติเสือ(มาร์ชอยุธยาวิทยาลัย)
  • ธง
  • อยุธยาพร้อมกัน
  • เชียร์เถิดเรา(เดิน)
  • อยุธยาพร้อมกัน
  • กราวอยุธยา
  • ชนะ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 , สมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, วารสาร, 2548, หน้า 5
  2. 2.0 2.1 , สมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, วารสาร, 2532, หน้า 28
  3. [://www.personnel.moi.go.th/km/c10/V26509.pdf]
  4. ://www.ohm.go.th/th/privy/member-of-privy-countcil?type=2

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]