จังหวัดอุตรดิตถ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

(เปลี่ยนทางมาจาก อุตรดิตถ์)
จังหวัดอุตรดิตถ์
ตราประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ตราผ้าพันคอลูกเสือ จังหวัดอุตรดิตถ์
ตราประจำจังหวัด ตราผ้าผูกคอลูกเสือ
เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย อุตรดิตถ์
ชื่ออักษรโรมัน Uttaradit
ชื่อไทยอื่นๆ บางโพ-ท่าอิฐ,ศรีนพวงศ์,สวางคบุรี
ผู้ว่าราชการ นายธวัชชัย ฟักอังกูร[1]
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2550)
ISO 3166-2 TH-53
สีประจำกลุ่มจังหวัด สีม่วง
ต้นไม้ประจำจังหวัด สัก
ดอกไม้ประจำจังหวัด ประดู่
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 7,838.6 ตร.กม.
(อันดับที่ 25)
ประชากร 464,205 คน[2] (พ.ศ. 2551)
(อันดับที่ 57)
ความหนาแน่น 59.22 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 69)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ถนนประชานิมิตร ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 53000
โทรศัพท์ (+66) 055-411977 ต่อ 21957
โทรสาร (+66) 055-411537,055-411977
เว็บไซต์ จังหวัดอุตรดิตถ์
แผนที่
 
แผนที่ประเทศไทย เน้นจังหวัดอุตรดิตถ์

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง ได้ชื่อว่าเมืองแห่งพระแท่นศิลาอาสน์ ตำนานอันลึกลับของเมืองลับแล ดินแดนแห่งลางสาดหวานหอม และบ้านเกิดของพระยาพิชัยดาบหัก ขุนศึกคู่บารมีของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

อุตรดิตถ์เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน โดยมีการค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์[3] ในสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรีนั้น อุตรดิตถ์มีเมืองสำคัญคือเมืองพิชัยและเมืองสวางคบุรีซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ (ซึ่งทั้งสองเมืองนั้นเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย)

เดิมทีตัวเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบันนี้เป็นเพียงตำบลชื่อ "บางโพธิ์ท่าอิฐ" ขึ้นกับเมืองพิชัย แต่เพราะบางโพธิ์ท่าอิฐซึ่งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำน่านมีความเจริญรวดเร็ว เพราะเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าสำคัญในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะตำบลบางโพธิ์ท่าอิฐขึ้นเป็นเมือง "อุตรดิตถ์" ซึ่งมีความหมายว่า ท่าเรือด้านทิศเหนือของสยามประเทศ[4] แต่ยังคงขึ้นกับเมืองพิชัยอยู่ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เมืองอุตรดิตถ์มีความเจริญขึ้นมากกว่าเมืองพิชัย เมืองอุตรดิตถ์จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด และเมืองพิชัยเลื่อนลงไปเป็นอำเภอหนึ่งขึ้นกับจังหวัดอุตรดิตถ์จนทุกวันนี้[5]

จังหวัดอุตรดิตถ์ตั้งอยู่ทางใต้สุดของภาคเหนือและทางเหนือสุดของภาคกลาง ดังคำเรียกขานว่า จังหวัดเหนือล่างกลางบน จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่สูงสลับซับซ้อน ซึ่งจะอยู่ทางตอนเหนือและทางตะวันออกของจังหวัด เนื่องจากทำเลที่ตั้งดังกล่าวจึงทำให้จังหวัดอุตรดิตถ์มีอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน มีลักษณะอากาศแบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู มีช่วงฤดูแล้งคั่นอยู่อย่างชัดเจนตั้งแต่ประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม เดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือนเมษายน จังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนใหญ่ มรสุมตะวันออกเฉียงใต้ปกติจะมีแหล่งกำเนิดบริเวณทะเลอันดามัน ทำให้จังหวัดอุตรดิตถ์มีช่วงฤดูฝนกินระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกันยายน โดยเดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงที่สุด

ประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 99.66 นับถือศาสนาพุทธ โดยประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยใช้พื้นที่ในการทำการเกษตรประมาณร้อยละ 26.70 ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์ รวมทั้งมีการทำพืชไร่ปลูกผลไม้ด้วย โดยผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดคือลางสาด

ส่วนการเดินทางมายังจังหวัดอุตรดิตถ์สามารถใช้ได้หลายเส้นทาง ทั้งทางรถไฟ รถโดยสารประจำทาง และรถยนต์ส่วนบุคคล สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน จังหวัดอุตรดิตถ์เคยมีสนามบิน 1 แห่ง สำหรับการเดินทางพาณิชย์ แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากไม่คุ้มทุน

สถานที่สำคัญภายในจังหวัดนั้น มีทั้งแหล่งโบราณสถาน เช่น วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระฝางสว่างคบุรีมุนีนาถ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ซากเมืองโบราณสมัยอาณาจักรสุโขทัย แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติคลองตรอน อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน วนอุทยานแห่งชาติสักใหญ่ และแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย ทั้งน้ำตก เขื่อนสิริกิติ์ วัด พระพุทธรูปสำคัญของจังหวัด เป็นต้น

เนื้อหา

[แก้] ประวัติศาสตร์

ประวัติความเป็นมาต้นกำเนิดของจังหวัดอุตรดิตถ์มีแหล่งกำเนิดมาจากท่าน้ำที่สำคัญ 3 ท่า คือ ท่าเซา ท่าอิด และท่าโพธิ์ ซึ่งมีความสำคัญและเจริญรุ่งเรืองมาแต่สมัยขอมปกครองท่าอิด ตั้งแต่ พ.ศ. 1400 คำว่า อุตรดิตถ์ เดิมเขียน เป็น อุตรดิษฐ์ (อุตร-ทิศเหนือ, ดิตถ์-ท่าน้ำ) เป็นคำที่ตั้งขึ้นในภายหลัง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งราชวงศ์จักรีพระราชทานนามไว้เมื่อ พ.ศ. 2395 แปลว่า "ท่าเรือด้านทิศเหนือของสยามประเทศ" ในอดีตนั้นอุตรดิตถ์เป็นชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในภาคเหนือในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช อุตรดิตถ์เป็นเมืองชั้นโทเทียบเท่ากับเมืองชั้นเอกพิษณุโลกในสมัยพระปิยมหาราช และ ในอดีตอุตรดิตถ์เคยเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือตอนล่าง แต่ด้วยภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยจึงทำให้พิษณุโลกได้เป็นศูนย์กลางแห่งภาคเหนือตอนล่างแทน

  • ท่าอิด คือ บริเวณท่าอิฐบนและท่าอิฐล่างปัจจุบัน
  • ท่าโพธิ์ คือ บริเวณวัดท่าถนน ตลาดบางโพ เนื่องจากมีต้นโพธิ์มาก มีคลองไหลผ่าน เรียกว่า คลองบางโพธิ์ (เพี้ยนมาเป็นบางโพ)
  • ท่าเซา คือ บริเวณตลาดท่าเสา (เซา เป็นภาษาเหนือ แปลว่า "พักนอน")

ท่าอิด (อิด แปลว่า "เหนื่อย") เนื่องจากการเดินทางมาค้าขายที่ท่าอิดทางเรือ และทางบกของจังหวัดภาคเหนือและภาคกลางสมัยโบราณ กว่าจะถึงก็เหนื่อย ท่าอิดเป็นท่าที่มีความเจริญทางการค้ามากกว่าทุกท่าในภาคเหนือ เป็นท่าจอดเรือ ค้าขายจากมณฑลภาคเหนือและภาคกลางรวมถึงเชียงตุง เชียงแสน หัวพันทั้งห้าทั้งหก สิบสองปันนา สิบสองจุไทย เดิมท่าอิดอยู่ในความปกครองของขอมตลอดจน ถึงสมัยสุโขทัย ขอมหมดอำนาจ ท่าอิดจึงเป็นเมืองท่าขึ้นอยู่กับเมืองทุ่งยั้ง อันเป็นเมืองหน้าด่านของสุโขทัย สมัยต่อมาแควน่านได้เปลี่ยนทางเดิน ทำให้หาดท่าอิดงอกออกไปทางตะวันออกมากทุก ๆ ปี ท่าอิดจึงเลื่อนตามลงไปเรื่อย ๆ เรียกว่าหาดท่าอิดล่าง ท่าอิดเดิมเรียกว่าท่าอิดบน ท่าอิดล่างก็ยังคงเป็นศูนย์การค้ามาตลอดจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ท่าอิด ในสมัยก่อน

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่าอิดมีความเกี่ยวพันกับเมืองพิชัยอย่างแน่นแฟ้น โดยใช้เป็นที่พักทุกครั้งที่กรีธาทัพผ่านมาและใช้เป็นที่รวบรวมทัพก่อนขึ้นตีหัวเมืองฝ่ายเหนือและล้านนา สมัยก่อนนั้น การเดินทางและการขนส่งสินค้าเพื่อนำมาขายทางตอนเหนือมีสะดวกอยู่ทางเดียวคือ ทางน้ำ แม่น้ำที่สามารถให้เรือสินค้ารวมทั้งเรือสำเภาขึ้นลงได้สะดวกถึงภาคเหนือตอนล่างก็มีแม่น้ำน่านเท่านั้น เรือสินค้าที่มาจากกรุงเทพฯ หรือกรุงศรีอยุธยาก็จะขึ้นมาได้ถึงบางโพท่าอิฐเท่านั้น เพราะเหนือขึ้นไปแม่น้ำจะตื้นเขินและมีเกาะแก่งมาก ฉะนั้นตำบลบางโพท่าอิฐจึงเป็นย่านการค้าที่สำคัญ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่าอิดยังคงมีฐานะย่านการค้าขึ้นต่อเมืองพิชัย สถานที่ราชการต่าง ๆ ตั้งอยู่ที่เมืองพิชัย แต่ย่านการค้าอยู่ที่ท่าอิด ดังนั้น คดีต่าง ๆ ที่เกิดขั้นรวมทั้งการเก็บภาษีอากรส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ท่าอิด ราษฎรต้องลงไปเมืองพิชัยติดต่อกับส่วนราชการเป็นการไม่สะดวก ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองพิชัย ท่าอิด เมืองทุ่งยั้ง และเมืองลับแล ทรงเห็นว่าท่าอิดมีความเจริญ เป็นศูนย์ทางการค้า ประกอบกับมีเมืองลับแลอยู่ใกล้ ๆ เป็นเมืองรองลงไป การชำระคดีและการเรียกเก็บภาษีอากรสะดวกกว่าที่เมืองพิชัย จึงโปรดฯ ให้ย้ายเมืองพิชัยมาตั้งที่บริเวณท่าอิด ส่วนเมืองพิชัยเดิมว่าเรียกว่าเมืองพิชัยเก่า

พ.ศ. 2446 พวกเงี้ยวก่อการจลาจลที่เมืองแพร่ โดยมีประกาหม่องหัวหน้าเงี้ยวตั้งตนเป็นใหญ่ คบคิดกับเจ้าเทพวงศ์เจ้าผู้ครองนครแพร่ จับพระยาสุรราชฤทธานนท์ข้าหลวงประจำมณฑลกับข้าราชการไทย 38 คนฆ่าแล้วยกทัพลงมาจะยึดท่าอิด กองทัพเมืองอุตรดิตถ์โดยการนำของพระยาศรีสุริยราชวรานุวัติ เป็นผู้บัญชาทัพ พระยาพิศาลคีรี (ทัพ) ข้าราชการเกษียณอายุแล้วเป็นผู้คุมกองเสบียงส่ง โดยยกทัพไปตั้งรับพวกเงี้ยวที่ปางอ้อ ปางต้นผึ้ง พระยาศรีสุริยราชฯ จึงมอบหมายพระยาพิศาลคีรี เป็นผู้บัญชาการทัพแทน ทั้งนี้เนื่องจากเป็นผู้มีอาวุโสและกรำศึกปราบฮ่อที่หลวงพระบางมามาก พระยาพิศาลคีรีได้สร้างเกียรติคุณให้กองทัพไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยการปราบทัพพวกเงี้ยวราบคาบ ฝ่ายไทยเสียชาวบ้านที่อาสารบเพียงคนเดียว กอปรกับเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีซึ่งเป็นแม่ทัพจากกรุงเทพฯ ยกมาช่วยเหลือ

สถานีรถไฟอุตรดิตถ์ในอดีต

พ.ศ. 2448-2451 ทางรถไฟได้เริ่มสร้างทางผ่านท่าโพธิ์และท่าเซา ซึ่งขณะนั้นบริเวณนี้ยังเป็นป่าไผ่อยู่ ไม่เจริญเหมือนท่าอิด กรมรถไฟจึงได้สร้างทางรถไฟแยกไปที่หาดท่าอิดล่าง ในปี พ.ศ. 2450 สมัยพระยาสุจริตรักษา (เชื้อ) เป็นเจ้าเมือง ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 กรมรถไฟได้สร้างสถานีรถไฟที่บางโพธิ์และท่าเซา ทำให้ท่าโพธิ์และท่าเซาเจริญทางการค้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับที่ท่าอิดน้ำท่วมบ่อย การคมนาคมทางน้ำเริ่มลดความสำคัญลง การค้าที่ท่าอิดเริ่มซบเซา พ่อค้าเริ่มอพยพมาตั่งที่ท่าโพธิ์และท่าเซาเพิ่มมากขึ้น ท่าอิดเมืองท่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ พ.ศ. 1400 ก็มีอันดับสูญไปพร้อมทั้งความทรงจำ ความเจริญของท่าโพธิ์ (บางโพ) ท่าเซา ( ท่าเสา) ค่อยๆ ทอรัศมีสีทองประดุจอาทิตย์ยามรุ่งอรุณตราบเท่าทุกวันนี้

พ.ศ. 2458 สมัยรัชกาลที่ 6 จึงประกาศเปลี่ยนชื่อเมืองพิชัยเป็น เมืองอุตรดิตถ์ และ พ.ศ. 2495 จึงเปลี่ยนจากเมืองอุตรดิตถ์มาเป็น จังหวัดอุตรดิตถ์[6]

[แก้] สัญลักษณ์ประจำจังหวัด

  • คำขวัญประจำจังหวัด: เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก


  • วิสัยทัศน์จังหวัดอุตรดิตถ์:
    • เมืองแห่งคุณภาพชีวิต ผลผลิตปลอดภัย บ้านเมืองน่าอยู่อาศัย ท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรมไทย ก้าวไกลสัมพันธ์เพื่อนบ้านยั่งยืน

[แก้] ทำเนียบรายนามผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์

ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์
ลำดับ รายนาม ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
1 พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร์ (โพ เนติโพธิ์) พ.ศ. 2444-2446
2 พระยาเทพาธิบดี (อิ่ม) พ.ศ. 2446-2449
3 พระยาสุจริตรักษา (เชื้อ) พ.ศ. 2449-2450
4 พระยาสุริยราชวราภัย (จร) พ.ศ. 2450-2454
5 พระยาวจีสัตยรักษ์ (ดิศ) พ.ศ. 2454-2459
6 พระยาพิษณุโลกบุรี (สวัสดิ์ มหากายี) ดำรงตำแหน่งครั้งแรก พ.ศ. 2459-2459
7 พระยาวโรดมภักดีศรีอุตรดิตถ์นคร (อั้น หงษนันท์) พ.ศ. 2459-2467
8 พระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) ดำรงตำแหน่งครั้งที่2 พ.ศ. 2467-2496
9 พระยาวิเศษฤๅชัย (มล.เจริญ อิศรางกูร) พ.ศ. 2469-2471
10 พระยาวิเศษภักดี (ม.ร.ว.กมลนพวงษ์) พ.ศ. 2471-2474
11 พระยาอัธยาศัยวิสุทธิ์ (โชติ กนกมณี) พ.ศ. 2474-2476
12 พระประสงค์เกษมราษฎร์ (ชุ่ม) พ.ศ. 2476-2478
13 พระสนิทประชานันท์ (ทองอิน แสงสนิท) พ.ศ. 2479-2481
14 หลวงอุตรดิตถาภิบาล (เนื่อง ปาณิกบุตร) พ.ศ. 2481-2482
15 พระสมัครสโมสร (เสงี่ยม บุรณสมบูรณ์) พ.ศ. 2483-2485
16 ขุนพิเศษนครกิจ (ชุบ กลิ่นสุคนธ์) พ.ศ. 2486-2487
17 ขุนระดับคดี (ปัญญา รมยานนท์) พ.ศ. 2487-2488
18 ขุนอักษรสารสิทธิ์ (ละมัย สารสิทธิ์) พ.ศ. 2488-2490
19 ขุนสนิทประชาราษฎร์ (สนิท จันทร์ศัพท์) พ.ศ. 2490-2491
20 นายพ่วง สุวรรณรัฐ พ.ศ. 2491-2492
21 นายเกษม อุทยานิน พ.ศ. 2492-2492
22 ร.ท.ถวิล ระวังภัย พ.ศ. 2492-2493
23 ขุนจรรยาวิเศษ (เที่ยง บุญยนิตย์) พ.ศ. 2493-2495
24 ขุนรัฐวุฒิวิจารย์ (สุวงศ์ วัฎสิงห์) พ.ศ. 2495-2497
25 ขุนสนิทประชากร (กุหลาบ ศกรมูล) พ.ศ. 2497-2501
26 นายสง่า ศุขรัตน์ พ.ศ. 2501-2506
27 นายประกอบ ทรัพย์มณี พ.ศ. 2506-2509
28 พล.ต.ต.สามารถ วายวานนท์ พ.ศ. 2509-2510
29 นายเวทย์ นิจถาวร พ.ศ. 2510-2513
30 นายเวียง สาครสินธุ์ พ.ศ. 2513-2515
31 นายดิเรก โสตสถิตย์ พ.ศ. 2515-2516
32 นายวิจิน สัจจะะเวทะ พ.ศ. 2516-2518
33 พล.ต.ต.ศรีศักดิ์ ธรรมรักษ์ พ.ศ. 2518-2519
34 นายเลอเดช เจษฎาฉัตร พ.ศ. 2519-2522
35 นายกาจ รักษ์มณี พ.ศ. 2522-2526
36 นายธวัช มกรพงศ์ พ.ศ. 2526-2530
37 นายธวัชชัย สมสมาน พ.ศ. 2530-2531
38 นายสุพงศ์ ศรลัมพ์ พ.ศ. 2531-2532
39 นายศรีพงศ์ สระวาสี 1 มิ.ย. พ.ศ. 2532-30 ก.ย. พ.ศ. 2534
40 นายชัยวัฒน์ อรุโณทัยวิวัฒน์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2534-30 ก.ย. พ.ศ. 2536
41 นายสมบัติ สืบสมาน 5 ต.ค. พ.ศ. 2536-30 มี.ค. พ.ศ. 2540
42 นายนิรัช วัจนะภูมิ 31 มี.ค. พ.ศ. 2540-5 เม.ย. พ.ศ. 2541
43 นายชัยพร รัตนนาคะ 16 เม.ย. พ.ศ. 2541-30 ก.ย.พ.ศ. 2542
44 นายสิทธิพร เกียรติศิริโรจน์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2542-30 ก.ย. พ.ศ. 2545
45 นายปรีชา บุตรศรี 1 ต.ค. พ.ศ. 2545-30 ก.ย. พ.ศ. 2548
46 ร.ต.ท.อุปฤทธิ์ ศรีจันทร์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2548-12 พ.ย. พ.ศ. 2549
47 นายสมบูรณ์ ศรีพัฒนาวัฒน์ 13 พ.ย. พ.ศ. 2549–30 กันยายน 2550
48 นายธวัชชัย ฟักอังกูร 1 ต.ค. พ.ศ. 2550–ปัจจุบัน

[แก้] สภาพภูมิศาสตร์

[แก้] ที่ตั้งและอาณาเขต

จังหวัดอุตรดิตถ์อยู่ใต้สุดของภาคเหนือ ทิศเหนือติดต่อกับจังหวัดแพร่ ทิศตะวันออกติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีเขตแนวพรมแดน 120 กิโลเมตร ทิศใต้ติดต่อกับจังหวัดพิษณุโลก ทิศตะวันตกติดต่อกับจังหวัดสุโขทัย มีพื้นที่ประมาณ 7,854 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่สูง ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือและทางตะวันออกของจังหวัด ทิวเขาเหล่านี้ต่อเนื่องมาจากจังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน

[แก้] ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

[แก้] หน่วยการปกครอง

[แก้] การปกครองส่วนภูมิภาค

การปกครองแบ่งออกเป็น 9 อำเภอ 67 ตำบล 562 หมู่บ้าน

 แผนที่

[แก้] การปกครองส่วนท้องถิ่น

จังหวัดอุตรดิตถ์แบ่งพื้นที่เพื่อการบริหารราชการ ส่วนภูมิภาคเป็น 9 อำเภอ 67 ตำบล 613 หมู่บ้านโดยมีอำเภอดังนี้ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอตรอน อำเภอทองแสนขัน อำเภอท่าปลา อำเภอน้ำปาด อำเภอบ้านโคก อำเภอพิชัย อำเภอฟากท่า และอำเภอลับแล และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ประเภท ประกอบด้วย

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
  • เทศบาลเมือง 1 แห่ง
  • เทศบาลตำบล 15 แห่ง
  • องค์การบริหารส่วนตำบล 63 แห่ง

[แก้] บุคคลสำคัญจากจังหวัดอุตรดิตถ์

[แก้] เศรษฐกิจ

จังหวัดอุตรดิตถ์มีผลผลิตสาขาที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของจังหวัดคือ สาขาการเกษตร รองลงไปคือการอุตสาหกรรม การประมง และการพาณิชย์

  • พืชเศรษฐกิจของจังหวัดที่สำคัญคือ ลางสาดมีการปลูกมากที่สุดในประเทศ นอกจากนี้ก็มี ทุเรียน เงาะมังคุด สับปะรด ลำไย ส่วนพืชไร่ที่เป็นพืชเศรษฐกิจคือ ข้าว อ้อย ข้าวโพด กระเทียม ถั่วต่างๆ และยาสูบ เป็นต้น
  • มีพื้นที่ปลูกอ้อยมากเพราะมีโรงงานน้ำตาลถึง 2 แห่ง มีโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋อง โรงงานผลิตไวน์ลางสาด โรงงานผลิตเส้นหมี่ เป็นต้น
  • มีการทำอุตสาหกรรมในครัวเรือนหลายอย่างเช่น การทำไม้กวาดตองกง การทอผ้า การจักสานเครื่องใช้ไม้ไผ่ การทำเครื่องปั้นดินเผา การตีเหล็กทำเครื่องใช้เกษตรกรรมและทำมีด เป็นต้น
  • สภาพความคล่องตัวของเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอลับแล อำเภอพิชัย มีธนาคารพาณิชย์คอยให้บริการอยู่หลายแห่ง จากสภาพทั่วไปแล้วจังหวัดอุตรดิตถ์มีค่าครองชีพของประชากรอยู่ในระดับปานกลาง

[แก้] ทรัพยากรธรรมชาติ

จังหวัดอุตรดิตถ์มีทรัพยากรป่าไม้ที่สมบูรณ์ มี ทรัพยากรแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แร่พลวง เหล็ก ทองแดง ยิปซั่ม ใยหิน ดินขาว ทัลค์ แต่ยังไม่ได้นำไปใช้ในทางเศรษฐกิจ และมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำน่าน ไหลผ่านเขตจังหวัดเป็นระยะความยาวถึง160 กิโลเมตร แม่น้ำปาด ห้วยพูล คลองแม่พร่อง ห้วยน้ำพี้ คลองตรอน ห้วยน้ำลอก นอกจากนั้นมีเขื่อนและฝาย กักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน คือ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนดินแซดเดิ้ล ฝายสมเด็จฯ ฝายหลวงลับแล และ ซึ่งเป็นฝายแรกของประเทศไทย

[แก้] อุตสาหกรรม

[แก้] ประชากร

  • ปี 2551 จังหวัดอุตรดิตถ์มีประชากรมีประชากรทั้งสิ้น 464,205 คน ประชากรชาย 229,207 คน ประชากรหญิง 234,998 คน

[แก้] การศึกษา

ประถมศึกษาและ มัธยมศึกษา
อาชีวศึกษา
ระดับอุดมศึกษา

[แก้] โรงพยาบาล

[แก้] ประเพณีและวัฒนธรรม

สภาพพื้นที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ในเขตรอยต่อแห่งวัฒนธรรมล้านนา ล้านช้าง และภาคกลาง เป็นผลให้ลักษณะวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ภาษาถิ่นและงานประเพณีพื้นบ้านต่างๆ มีลักษณะผสมผสาน ประชากรบางส่วนพูดภาษาไทยภาคกลาง บางส่วนพูดภาษาไทยภาคเหนือ (คำเมือง) บางส่วนพูดภาษาลาว และบางส่วนพูดภาษาท้องถิ่นของตน เช่น บ้านทุ่งยั้ง เป็นต้น

[แก้] งานเทศกาล และงานประจำปีจังหวัดอุตรดิตถ์

  • งานเทศกาลพระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (7-16 มกราคม ของทุกปี)
  • งานเทศกาลลางสาดหวาน และสินค้าOTOPเมืองอุตรดิตถ์ (ประมาณเดือนกันยายนของทุกปี)
  • งานเทศกาลทุเรียน และผลไม้เมืองลับแล ณ เทศบาลตำบลหัวดง อำเภอลับแล ในระหว่างวันที่ 19-22 พฤษาคม พ.ศ. 2552 (กำหนดการจะอยู่ในช่วงเดือนพฤกษาคม มิถุนายน กรกฎาคม)
  • งานประเพณีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันอัฐมีบูชา (จัดในระหว่างวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน หก ถึง วันแรม 8 ค่ำ เดือน หก และเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ยังมีประเพณีนี้อยู่)
  • ประเพณีแข่งขันพายเรือยาวประจำปี (22-24 สิงหาคม ของทุกปี จัดโดย เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ บริเวณลานเอกประสงค์ริมน้ำน่าน อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ )
  • งานเฉลิมฉลองฉลองไหลแพไฟเฉลิมพระเกียรติ พิธีขอบคุณพืชพันธุ์ธัญญาหารและสายน้ำ (วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี บริเวณลานอเนกประสงค์ริมน้ำน่าน อำเภอตรอน)

[แก้] การคมนาคม

[แก้] ทางรถไฟ

ป้ายต้อนรับสู่เมืองอุตรดิตถ์ บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ 11
บรรยากาศสถานีรถไฟอุตรดิตถ์
สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดอุตรดิตถ์

จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นที่ตั้งของย่านสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และเป็นศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟของภาคเหนือ จากสถานีรถไฟกรุงเทพมหานคร (หัวลำโพง) มีขบวนรถไฟมายังจังหวัดอุตรดิตถ์ทุกวัน วันละหลายขบวน จากสถานีรถไฟกรุงเทพมหานคร ดังนี้

  1. ขบวนรถไฟด่วนพิเศษนครพิงค์ที่ 1-2 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
  2. ขบวนรถไฟด่วนพิเศษสปินเตอร์ที่ 9-10 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่- กรุงเทพ
  3. ขบวนรถไฟด่วนพิเศษสปินเตอร์ที่ 11-12 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
  4. ขบวนรถไฟด่วนพิเศษสปรินเตอร์ที่ 9003-9004 ปลายทางจาก กรุงเทพ-สวรรคโลก-ศิลาอาสน์-กรุงเทพ
  5. ขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 991-992 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
  6. ขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 13-14 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
  7. ขบวนรถไฟด่วนที่ 51-52 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
  8. ขบวนรถไฟรถเร็วที่ 101-102 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
  9. ขบวนรถไฟรถเร็วที่ 105-106 ปลายทางจาก กรุงเทพ-ศิลาอาสน์-กรุงเทพ
  10. ขบวนรถไฟรถเร็วที่ 107-108 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เด่นชัย-กรุงเทพ
  11. ขบวนรถไฟรถเร็วที่ 109-110 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
  12. ขบวนรถไฟรถเร็วที่ 111-112 ปลายทางจาก กรุงเทพ-เด่นชัย-กรุงเทพ
  13. ขบวนรถไฟรถท้องถิ่นขบวนที่ 403และ410 ปลายทางจาก พิษณุโลก-ศิลาอาสน์-พิษณุโลก
  14. ขบวนรถไฟรถท้องถิ่นขบวนที่ 407-408 ปลายทางจาก นครสวรรค์-เชียงใหม่-นครสวรรค์

[แก้] ทางรถโดยสารประจำทาง

จากสถานีขนส่งสายเหนือ มีรถยนต์โดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ จากกรุงเทพฯ สู่อุตรดิตถ์ทุกวันวันละหลายเที่ยว มีทั้งหมด 3 บริษัทที่ให้บริการเดินทางรถประจำทางดังนี้

  • บริษัท ขนส่ง
  • บริษัท วินทัวร์
  • บริษัท เชิดชัยทัวร์

นอกจากนี้จากสถานีขนส่งอุตรดิตถ์ สามารถเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย ดังนี้

ภาคเหนือตอนบน

  • ปลายทางเชียงใหม่ ผ่าน เด่นชัย ลำปาง ลำพูน
  • ปลายทางแม่สาย-เชียงราย ผ่าน เด่นชัย แพร่ พะเยา
  • ปลายทางเชียงของ ผ่าน แพร่ เชียงคำ เทิง
  • ปลายทางน่าน ผ่าน แพร่

ภาคเหนือตอนล่าง

  • ปลายทางตาก ผ่าน ศรีสัชนาลัย สุโขทัย
  • ปลายทาง นครสวรรค์ ผ่าน พิษณุโลก พิจิตร บางเส้นทางผ่านกำแพงเพชร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • ปลายทางอุดรธานี-นครพนม ผ่าน พิษณุโลก นครไทย ด่านซ้าย เลย ภูกระดึง หนองบัวลำภู สกลนคร
  • ปลายทางขอนแก่น ผ่าน พิษณุโลก หล่มสัก ชุมแพ
  • ปลายทางนครราชสีมา ผ่าน พิษณุโลก สากเหล็ก เขาทราย สระบุรี
  • ปลายทางอุบลราชธานี ผ่านพิษณุโลก ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ

ภาคตะวันออก

  • ปลายทาง พัทยา-ระยอง ผ่าน พิษณุโลก สระบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี

[แก้] ทางรถยนต์ส่วนบุคคล

อุตรดิตถ์อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 491 กม. การเดินทางโดยทางรถยนต์สามารถไปได้ 2 ทาง คือ

  • กรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์ แล้วใช้เส้นทาง 11 เข้าพิษณุโลก แล้วเดินทางตามเส้นทางหมายเลข 11 ถึงอุตรดิตถ์
  • กรุงเทพฯ ไปสิงห์บุรี แล้วใช้เส้นทางสายอินทร์บุรี-ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จนถึงทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) เลี้ยวซ้ายไปอีก 8 กม. แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 11 จนถึงอุตรดิตถ์

[แก้] การเดินทางสู่ประเทศเพื่อนบ้าน

จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพรมแดนติดกับ เมืองปากลาย แขวงไชยบุรี ประเทศ สปป.ลาว ทางอำเภอบ้านโคกและน้ำปาด เมื่อ พ.ศ. 2552 ทางคณะรัฐมนตรี มีมติให้ยกระดับ ด่านภูดู่ ตำบลม่วงเจ็ดต้น อำเภอบ้านโคก เป็นด่านชายแดนสากล ดังนั้นการเดินทางผ่านแดนเข้าออกสู่ประเทศลาว สามารถทำได้อย่างสะดวก ณ ที่ทำการด่าน ตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ สปป. ลาว

การเดินทางสู่ประเทศลาวเริ่มจากด่านภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์ ถึงหลวงพระบาง เป็นระยะทางประมาณ 320 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง

  • ด่านภูดู่ -ปากลาย 30 กม.
  • ปากลาย-ไชยะบุรี 168 กม.
  • ไชยะบุรี-ท่าเรือเฟอรี่ 30 กม. (ข้ามแม่น้ำโขง)
  • ท่าเรือเฟอรี่-เชียงเงิน 60 กม.
  • เชียงเงิน-หลวงพระบาง 27 กม

ในปัจจุบันทางส่วนใหญ่เป็นทางลูกรังที่สามารถเดินทางได้ทุกฤดกาลจนถึงเชียงเงิน จากนั้นเป็นทางราดยางจนถึงหลวงพระบาง อย่างไรก็ตามในอนาคตเส้นทางดังกล่าวจะถูกพัฒนาเป็นถนนระหว่างประเทศระดับมาตรฐาน (R4 Highway) เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเดินทางจากพรมแดนประเทศไทยสู่หลวงพระบาง

[แก้] ทางอากาศยาน

เดิมทีจังหวัดอุตรดิตถ์มีสนามบินพาณิชย์ 1แห่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง แต่เนื่องจากไม่คุ้มทุนในการลงทุนจึงยกเลิกสนามบินอุตรดิตถ์ โดยการเดินทางจากอากาศยานจำเป็นจะต้องลงที่ท่าอากาศยานพิษณุโลกแทน และ จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีเที่ยวบินจากสุวรรณภูมิมายังพิษณุโลกหลายเที่ยวบิน สามารถเดินทางได้โดยขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปลงที่ท่าอากาศยานพิษณุโลกแล้วใช้รถโดยสารประจำทางสายพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ หรือจะใช้รถแท็กซี่ต่อเดินทางไปถึงอุตรดิตถ์ โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานการบินไทย แผนกขายบัตรโดยสาร (ท่าอากาศยานพิษณุโลก) จังหวัดอุตรดิตถ์

ภาพพาโนรามาตัวเมืองอุตรดิตถ์ ถ่ายจากชั้น 9 อาคารภูมิราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์
ภาพพาโนรามาตัวเมืองอุตรดิตถ์ ถ่ายจากชั้น 9 อาคารภูมิราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

[แก้] สถานที่สำคัญ

[แก้] โบราณสถาน

[แก้] พระอารามหลวง

[แก้] ๙ พระพุทธรูปสำคัญในจังหวัดอุตรดิตถ์

หลวงพ่อเพ็ชร วัดท่าถนน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์

[แก้] อุทยานแห่งชาติ

[แก้] เขื่อน

เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

[แก้] สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อในจังหวัดอุตรดิตถ์

[แก้] ตลาดสด

ตลาดสดเทศบาล3 ตลาดสดเมืองอุตรดิตถ์
  • ตลาดสดเทศบาล 1
  • ตลาดสดเทศบาล 2
  • ตลาดสดเทศบาล 3
  • ตลาดสดเทศบาล 4 (ตลาดโต้รุ่ง)
  • ตลาดสดเทศบาล 5
  • ตลาดสดท่าเหนือ (ถนนพิษณุโลก-เด่นชัย ทางแยกเข้าเมืองอุตรดิตถ์)
  • ตลาดคลองถมอุตรดิตถ์
  • ตลาดศิริพัฒนา (คลองโพธิ์ )

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ ประวัติผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ นายธวัชชัย ฟักอังกูร. จากเว็บไซต์จังหวัดอุตรดิตถ์
  2. ^ กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/stat/y_stat51.html 2552. สืบค้น 30 มกราคม 2552.
  3. ^ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์. เว็บไซด์แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอุตรดิตถ์
  4. ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศเปลี่ยนนามเมืองพิไชยเปนเมืองอุตรดิฐ, เล่ม 32, 22 สิงหาคม พ.ศ. 2458, หน้า 178
  5. ^ ประวัติและสภาพทั่วไปของจังหวัดอุตรดิตถ์. กระทรวงวัฒนธรรม
  6. ^ ประวัติจังหวัดอุตรดิตถ์จากสารานุกรมวัฒนธรรมไทย

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
จังหวัดอุตรดิตถ์

พิกัดภูมิศาสตร์: 17°38′N 100°06′E / 17.63, 100.1

เครื่องมือส่วนตัว