วัดคุ้งตะเภา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วัดคุ้งตะเภา
อุโบสถวัดคุ้งตะเภา (หลังการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2536)
อุโบสถวัดคุ้งตะเภา
(หลังการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2536)

วัดคุ้งตะเภา เป็นวัดโบราณในเขตการปกครองของคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ใกล้กับจุดตัดสี่แยกคุ้งตะเภา บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ 11 (ถนนสายเอเชีย)

วัดคุ้งตะเภาเป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานชัดเจนว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใด แต่สามารถสันนิษฐานได้ว่าวัดแห่งนี้เริ่มมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะปรากฏหลักฐานในเอกสารการอนุญาตให้ตั้งวัดของทางการ (ซึ่งเป็นเอกสารชั้นเก่าสุด) ในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2313 หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาได้เพียง 3 ปี โดยนามวัดเดิมมีชื่อว่า "คุ้งสำเภา" ตามนามหมู่บ้าน แต่ต่อมาถูกเรียกเพี้ยนเป็น "คุ้งตะเภา" ซึ่งปรากฏหลักฐานว่ามีการเรียกเพี้ยนเช่นนี้มาแล้วตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลคุ้งตะเภา โดย เป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานของสองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวตำบลคุ้งตะเภา ซึ่งพระพุทธรูปทั้งสององค์นั้นจัดได้ว่าเป็น 2 ใน 9 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญแห่งเมืองอุตรดิตถ์ คือ หลวงพ่อสุวรรณเภตรา และ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์

ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภาเป็นศูนย์กลางการศึกษาของคณะสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลคุ้งตะเภา โดยได้รับการจัดตั้งจากคณะสงฆ์จังหวัดอุตรดิตถ์ให้เป็นสำนักศาสนาศึกษาประจำตำบล ซึ่งมีผู้สอบผ่านธรรมศึกษาได้มากติดอันดับต้น ๆ ของจังหวัดอุตรดิตถ์[4] โดยมี พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิตธมฺโม) จร.ชท. เป็นเจ้าอาวาส และ พระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (แสงสิน) รจร. เป็นรองเจ้าอาวาส1

เนื้อหา

[แก้] ประวัติ[5]

วัดคุ้งตะเภา เป็นวัดโบราณ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มสร้างมาแต่สมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีเพียงหลักฐานสืบค้นได้เพียงว่ามีพระสงฆ์มาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี มีอายุสองร้อยกว่าปีเศษ

โค้งสำเภาล่ม หลังวัดคุ้งตะเภาในปัจจุบัน เป็นที่มาของชื่อตำบลคุ้งตะเภา


ตัววัดคุ้งตะเภาสร้างติดอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก เดิมชื่อ “วัดคุ้งสำเภา” (หรือโค้งสำเภา) เนื่องจากด้วยในสมัยก่อนมีเรือสำเภาแล่นขึ้นและล่องทำการค้าขายเป็นประจำ มีอยู่ปีหนึ่ง น้ำขึ้นมากจึงมีเรือสำเภาลำหนึ่งได้แล่นมาถึงหน้าวัดและได้เกิดอัปปางลง ชาวบ้านจึงตั้งชื่อวัดนี้ว่า วัดคุ้งสำเภา ตำบลท่าเสา อำเภอบางโพ แขวงเมืองพิชัย

สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานีมีศาลาการเปรียญอยู่ริมแม่น้ำหลังหนึ่ง ชาวบ้านได้อาศัยวัดเป็นที่ทำการศึกษาเล่าเรียนโดยมีพระเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ต่อมาได้มีครูเป็นฆราวาสทำการสอนแทน จนต่อมาภายหลังแม่น้ำน่านได้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ในฤดูน้ำหลาก จึงทำให้น้ำ กัดเซาะตลิ่งวัดจนถึงตัวศาลาการเปรียญ ชาวบ้านจึงได้ปรึกษากัน ทำการย้ายศาลาการเปรียญหลังเก่ามาสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2472

ภายหลังแม่น้ำน่านเปลี่ยนทิศทางเดินออกไปไกลจากวัดมากเกือบ 700 เมตร จึงเกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาหน้าวัดซึ่งเป็นท้องน้ำเดิม ขณะเดียวกัน ก็มีเกาะเกิดขึ้นหน้าวัดด้วยตรงบริเวณหน้าค่ายพระยาพิชัยดาบหักปัจจุบัน มีเกร็ดในประวัติพระยาพิชัยดาบหักว่า เมื่อคราวท่านมาฝึกมวยที่บ้านท่าเสาฝั่งตรงข้ามบ้านคุ้งตะเภา ท่านก็ได้อาศัยหาดทรายเกาะกว้างที่เป็นแผ่นดินงอกใหม่บริเวณหน้าวัดคุ้งตะเภานั่นเองเป็นที่ฝึกมวย

เมื่อผ่านเวลานานมา ชื่อวัดจากนามหมู่บ้าน คุ้งสำเภา ก็แผลงมาเป็น คุ้งตะเภา และเรียกกันเช่นนี้ตลอดมาจนปัจจุบันนี้ ซึ่งมีหลักฐานว่าคนทั่วไปเรียกหมู่บ้านซึ่งเป็นนามวัดนี้ว่า "คุ้งตะเภา" มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ดังปรากฏในเสภาตอนหนึ่งใน ขุนช้าง–ขุนแผน ตอนสมเด็จพระพันวษา พระราชทานนักโทษฉกาจให้แก่ขุนแผนเพื่อนำร่วมทัพไปรบกับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมี "อ้ายกุ้ง (ชาว) คุ้งตะเภา" ปรากฏตัวในรายชื่อ 35 นักโทษด้วย (ขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณคดีที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้แต่งขึ้นในสมัยของพระองค์ โดยมีเค้าโครงเรื่องเดิมจากสมัยอยุธยา)

[แก้] พระพุทธรูปสำคัญ

[แก้] หลวงพ่อสุวรรณเภตรา

หลวงพ่อสุวรรณเภตรา เป็นพระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 47 นิ้ว สูง 62 นิ้ว

"พระพุทธสุวรรณเภตรา มหาบรมไตรโลกเชษฐ์ วรเสฏฐมุนี โอฆวิมุตตินฤบดี ศรีบรมไตรโลกนารถ โลกธาตุดิลก ฯ"

"หลวงพ่อสุวรรณเภตรา" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะสมัยสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ใจกลางอุโบสถวัดคุ้งตะเภา ได้หล่อขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2489 โดยพระครูธรรมกิจจาภิบาล (หลวงพ่อกลม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสาอยู่ในขณะนั้น (ท่านเป็นคนคุ้งตะเภาโดยกำเนิด) ได้ปรารภให้จัดสร้างพระพุทธรูปขึ้น เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถวัดคุ้งตะเภาที่ได้สร้างขึ้นใหม่ จึงได้ทำพิธีเททองหล่อขึ้น ณ วัดดอยท่าเสา โดยมีพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่นับถือเลื่อมใสในขณะนั้นนั่งปรกอธิษฐาน ในการหล่อครั้งนั้นมีประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธานำโลหะมีค่าต่าง ๆ เช่นทองคำ เงิน ฯลฯ มาร่วมถวายหล่อเป็นพุทธบูชาเป็นจำนวนมาก และเมื่อหล่อเสร็จ ก็ปรากฏว่าทองคำได้แล่นลงที่เศียรพระมากอย่างน่าอัศจรรย์ จึงปรากฏองค์พระพุทธรูปซึ่งกรอปไปด้วยพุทธสิริศุภลักษณะมีพระพักตร์อิ่มเอิบสุกปลั่งประดุจดั่งทองคำ (ซึ่งเมื่อผู้ใดมองไปที่พระพักตร์ขององค์ท่านก็จะทราบด้วยตนเองว่า พระพุทธรูปองค์นี้ "ยิ้มได้" อย่างน่าอัศจรรย์) มีเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่ากันสืบมาด้วยความศรัทธาว่า ในวันที่ทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อมาทางน้ำเพื่อมาประดิษฐานที่อุโบสถวัดคุ้งตะเภา ปรากฏว่าวันนั้นมีพายุฝนรุนแรงมาก แต่เมื่ออัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นฝั่งก็ปรากฏว่าฝนที่กำลังตกหนักอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกกลับพลันหยุดตกทันที และเมฆฝนที่ปกคลุมอาณาบริเวณมณฑลพิธีกลับพลันสลาย และแดดกลับออกจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้ร่วมพิธีในวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง

หลวงพ่อสุวรรณเภตรา หรือที่แปลว่า หลวงพ่อสำเภาทอง เป็นพระนามที่ชาวบ้านคุ้งตะเภาได้ขนานถึงด้วยความเลื่อมใสศรัทธานับถือมาช้านาน ประวัติความเป็นมาอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้และวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นเนื่องด้วยองค์ท่าน เป็นที่นับถือเลื่องลือมาช้านาน เห็นได้จากการกล่าวขานเลื่องลือถึงฤทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์แคล้วคลาดด้วยบารมีแห่งผู้ที่เคารพบูชาวัตถุมงคล เนื่องด้วยองค์ท่านอยู่เนือง ๆ และการที่มีผู้มาบนบานและแก้บนองค์หลวงพ่ออยู่เป็นประจำมิว่างเว้น

[แก้] พระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ (หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์)

พระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ หรือนามสามัญ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ เป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์บริสุทธิ์ (หน้าตักกว้าง 2 ศอก 13 นิ้ว สูง 3 ศอก 7 นิ้ว) สร้างในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สกุลช่างสุโขทัยยุคกลาง มีอายุประมาณ 700 ปี มีประวัติความเป็นมาและอภินิหารที่น่าสนใจยิ่ง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดคุ้งตะเภา ทางวัดไม่เปิดเผยสถานที่ประดิษฐานและไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าสักการะได้ถึงองค์พระ เนื่องด้วยปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย[1]

ดูเพิ่มได้ที่ ประวัติพระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ ฯ

[แก้] ลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา

ลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา เท่าที่มีหลักฐานสืบค้นได้
รายชื่อ ตำแหน่ง ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.)
1. หลวงพ่อโต๊ะ เลี้ยงประเสริฐ (ไม่ทราบฉายา) เจ้าอาวาส พ.ศ. ไม่ทราบ
2. หลวงพ่อตี๋ ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส พ.ศ. ไม่ทราบ
3. หลวงพ่อเจิม ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส พ.ศ. ไม่ทราบ
4. หลวงพ่อเพิ่ม ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส พ.ศ. ไม่ทราบ
5. หลวงพ่อกลอง ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส พ.ศ. ไม่ทราบ
6. พระสมุห์ปลาย ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส พ.ศ. ไม่ทราบ
7. พระปลัดป่วน ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส พ.ศ. ไม่ทราบ
8. หลวงพ่อสังวาล ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส พ.ศ. 2500 - ไม่ทราบ
9. พระอธิการท้วน โฆสโก เจ้าอาวาส ก่อน พ.ศ. 2509 - ไม่ทราบ
10. พระอธิการเมี้ยน ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส ไม่ทราบ
11. พระอธิการผลิต ไม่ทราบฉายา เจ้าอาวาส ไม่ทราบ
12. พระสมพงษ์ สมจิตฺโต รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ. 2530 - ไม่ทราบ
13. พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาส พ.ศ. 2533 - ปัจจุบัน
*หมายเหตุ: พระที่รักษาวัดก่อนหน้านั้นไม่อาจทราบชื่อได้

[แก้] พระภิกษุสงฆ์จำพรรษา

[แก้] พระสังฆาธิการ

ชื่อ ตำแหน่ง ตำแหน่งทางคณะสงฆ์ ปีดำรงตำแหน่ง
พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิตธมฺโม) (อิ่มชม) เจ้าอาวาส (จร.ชท.) (อดีตเจ้าคณะตำบลคุ้งตะเภา พ.ศ. 2540 - 2542) พ.ศ. 2533 - ปัจจุบัน
พระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (แสงสิน) รองเจ้าอาวาส (รจร.) (เลขานุการเจ้าคณะตำบลคุ้งตะเภา พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน) พ.ศ. 2537 - ปัจจุบัน

[แก้] จำนวนพระภิกษุสามเณรจำพรรษา

ในพรรษากาล พ.ศ. 2551 วัดคุ้งตะเภามีพระภิกษุจำนวน 8 รูป สามเณร 1 รูป รวม 9 รูป


[แก้] ไวยาวัจกร

ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภามีไวยาวัจกร 2 ท่านคือ

พันเอกสิงหนาท โพธิ์กล่ำ แต่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2542 - ปัจจุบัน

จ่าสิบเอกบุญเลี่ยม แสงวิจิตร แต่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน


[แก้] กิจกรรมหลักของวัด

วัดคุ้งตะเภาเป็นศูนย์รวมการจัดกิจกรรมของชุมชน ประกอบพิธีทางศาสนา อนุรักษ์ประเพณีของท้องถิ่น เป็น สำนักเรียนนักธรรมและธรรมศึกษาประจำตำบลคุ้งตะเภา และมีการจัดงานบรรพชาอุปสมบทหมู่พระภิกษุสามเณรภาคฤดูร้อน และบวชศีลจาริณีเป็นประจำทุกปี รวมทั้งเป็นศูนย์ศึกษา สมุนไพรในวัดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (ตามโครงการของทางคณะสงฆ์) ซึ่งมีสมุนไพรหายากหลากชนิดกว่า 300 ชนิด

[แก้] โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน วัดคุ้งตะเภา

ภาพคณะสามเณรภาคฤดูร้อนวัดคุ้งตะเภาทัศนศึกษาพุทธมณฑล เมษายน พ.ศ. 2549

วัดคุ้งตะเภาได้จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนติดต่อกันมาทุกปีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (ซึ่งนับเป็นวัดแรกในจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้จัดให้มีโครงการนี้ขึ้น) ซึ่งทางวัดจะมีการจัดการอบรมศาสนศึกษาระยะสั้นให้แก่กุลบุตร กุลธิดา ตลอดระยะเวลาการบรรพชา 30 วันรวมทั้งมีการจัดให้มีการนำคณะสามเณรศีลจาริณีไปทัศนศึกษาตามสถานที่ ต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัด อีกทั้งเมื่อสิ้นสุดโครงการยังมีการจัดธุดงค์วัตร นำคณะสามเณรผู้สนใจไปธุดงค์ตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ ฝึกความอดทนและความมีน้ำใจให้แก่เยาวชนอีกด้วย

คณะสามเณรบรรพชาภาคฤดูร้อนวัดคุ้งตะเภาออกรับบิณฑบาต

ในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ ทุนปัจจัยทั้งหมดอาศัยแรงศรัทธาความสามัคคีร่วมใจของชาวบ้านคุ้งตะเภาและใกล้เคียงที่เล็งเห็นถึงผลของการพัฒนาลูกหลานเยาวชนให้กลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพต่อไป

[แก้] ศูนย์ศึกษาสมุนไพรประจำจังหวัดอุตรดิตถ์

ในปี พ.ศ. 2547 วัดคุ้งตะเภาได้รับความเห็นชอบจากทางคณะสงฆ์จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก พระเทพปริยัติวิธาน เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้วัดคุ้งตะเภาเป็น ศูนย์ศึกษาสมุนไพรประจำจังหวัด เนื่องจากวัดคุ้งตะเภามี พระภิกษุผู้เชี่ยวชาญในด้านสมุนไพรแผนโบราณ ได้เป็นผู้รวบรวมสมุนไพรหายากจากสถานที่ต่าง ๆ มารวมไว้ในวัด (ในปัจจุบันในวัดมีต้นยาสมุนไพรทั้งสิ้นกว่า 300 ชนิด) เพื่อให้ความรู้แก่ผู้สนใจและเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านในด้านการอนุรักษ์สมุนไพร อีกทั้ง วัดยังได้เก็บรวบรวมสมุดไทยและผูกใบลานจารึกตำรายา, ตำราพระเวท, และบทกฎหมายพระอัยการโบราณ อายุกว่าร้อยปี รวมมากกว่าร้อยผูก / เล่ม ซึ่งนับว่าเป็นโบราณวัตถุมรดกสำคัญอันล้ำค่ายิ่ง เป็นวัตถุพยานที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่แห่งภูมิปัญญาด้านสมุนไพรไทยของชาว คุ้งตะเภาที่สืบทอดมาแต่โบราณ

ทางวัดได้แบ่งเขตสังฆาวาสส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรที่รวบรวมมาได้จากที่ต่าง ๆ นำมาปลูกไว้ ทั้งชนิดต้นและชนิดไม้ลงหัว ไปจนกระทั่งไม้เลื้อยขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รวบรวมพืชสมุนไพรไทยที่หาชมได้ยากนำมาปลูกในเขตพื้นที่บริเวณวัดหลายร้อยชนิด โดยเริ่มทำการจัดหาสมุนไพรมาอนุรักษ์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2535 ซึ่งผู้มีส่วนสำคัญในการริเริ่มการปลูกอนุรักษ์สมุนไพรในวัดคุ้งตะเภาก็คือ พระอธิการธง ฐิตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา และพระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ รองเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในการจำแนกพืชสมุนไพรไทย

ต่อมา พระอาจารย์อู๋ ปัญญาวชิโร ซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านสมุนไพรไทยของตำบลคุ้งตะเภา (ข้อมูลจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลคุ้งตะเภา) ได้อุปสมบทและจำพรรษาอยู่ที่วัดคุ้งตะเภา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2539 ท่านเห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาโบราณเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ศาสตร์แขนงนี้ให้กับชนรุ่นหลัง ท่านจึงได้เสาะแสวงหาสมุนไพรไทยที่หายากจากสถานที่ต่าง ๆ นำมาปลูกไว้ในบริเวณเขตสังฆาวาสด้านทิศเหนือ จนในปัจจุบันจากพื้นที่โล่ง กลายมาเป็นสวนป่าสมุนไพรที่รวบรวมสมุนไพรไทยหายากนานาพันธุ์ ทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่และไม้อิงอาศัยนานาชนิด กอรปกับพระอาจารย์อู๋ ปัญฺญาวชิโร เป็นผู้เชี่ยวชาญในการปรุงยาสมุนไพรแบบโบราณ ทำให้มีผู้สนใจทางที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกจังหวัด มาศึกษาความรู้แขนงนี้จากท่านไม่เว้นแต่ละวัน

ในปี พ.ศ. 2546 สถาบันราชภัฎอุตรดิตถ์ (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์) ไดเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยแขนงนี้ไว้ จึงได้จัดโครงการ "อรุณรุ่งที่คุ้งตะเภา" โดยให้งบประมาณสนับสนุนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาในการทำสมุนไพรไทยพื้นบ้านแบบโบราณ ดังปรากฏตู้อบยาสมุนไพรภูมิปัญญาชาวบ้านนับ 10 ตู้ ที่ตั้งอยู่ข้างอุโบสถวัดคุ้งตะเภาจนปัจจุบันนี้

สวนป่าสมุนไพรวัดคุ้งตะเภา ในปัจจุบันยังคงปล่อยให้เป็นบรรยากาศธรรมชาติอันร่มรื่นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของสมุนไพร ซ่อนเร้นสมุนไพรไทยหายากอันมีคุณประโยชน์ยิ่งในบริเวณป่า เป็นพื้นที่ป่าปลูกที่เงียบสงบเหมาะแก่การเจริญจิตตภาวนาห่างไกลจากสิ่งรบกวน สมกับคำว่า "สวนป่า" โดยแท้จริง[6]

[แก้] ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมของชุมชน

  • เป็นที่ตั้งอาคารธนาคารหมู่บ้านคุ้งตะเภา
  • เป็นที่ตั้งสำนักงานสมาพันธ์สหกรณ์การเกษตรเพื่อการพัฒนา
  • เป็นที่ตั้งร้านค้าชุมชนหมู่บ้านคุ้งตะเภา
  • เป็นที่ตั้งศูนย์สาธิตผลิตภัณฑ์ชุมชนหมู่บ้านคุ้งตะเภา
  • เป็นศูนย์ศึกษาการทำสมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • เป็นศูนย์กระจายเสียงเพื่อการเผยแพร่ธรรมะ และข่าวสารของชุมชน

[แก้] การอนุรักษ์ภูมิปัญญาหมู่บ้านคุ้งตะเภา

“หมู่บ้านคุ้งตะเภา” เป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับได้ 250 กว่าปีผ่านมาแล้ว ล่วงเลยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรี จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางแมกไม้สัตว์ป่าอันอุดม กลายมาเป็นตำบลใหญ่ที่มีประชากรนับพัน ๆ คนในปัจจุบัน ศิลปะและวัฒนธรรมในปัจจุบันย่อมพัฒนามาจาก อดีต ตามการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนไปกับกาลเวลา และ ปัจจุบัน ย่อมส่งผลต่อเนื่องถึง อนาคต อดีต ปัจจุบัน และอนาคตจึงแนบเนื่องเกี่ยวพันกันดั่งกระแสน้ำในลำธาร มิอาจตัดขาดกันได้ และวิถีวัฒนธรรมในแต่ละสังคมย่อมพัฒนาแตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานความเป็นมาของสังคมนั้น ๆ

ด้วยอดีตอันยาวนาน จากสังคมชนบทที่เอื้อเฟื้อ อยู่กันสนิทประดุจญาติ มีการเกื้อกูลช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน เป็นที่แน่นอนว่าด้วยสภาพสังคมเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดศิลปะประเพณีการละเล่นต่าง ๆ เพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการงานในช่วงของวันและเพื่อสร้างความความเพลิดเพลินในงานบุญต่าง ๆ ศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่มีตั้งแต่ การละเล่นนางด้ง นางกะลา การรำช่วง การร้องเพลงเกี่ยวข้าว จนไปถึงขับขานเพลงฉ่อยโต้ไปมาระหว่างหนุ่มสาว ตามวิสัย จนไปถึงกระทั่งงานบุญใหญ่อันเป็นที่รวมแห่งคนในหมู่บ้านที่จัดให้มีการแสดงร้องรำละเล่นต่าง ๆ จนเกิดเป็นการละเล่นที่กลายมาเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของหมู่บ้านในที่สุด

แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กรอปกับทั้งกระแสแห่งทุนนิยมและวัตถุ ได้หลั่งไหลทะลักเข้าสู่สังคมไทย จนกระทั่งแม้หมู่บ้านคุ้งตะเภาของเราเอง ทำให้คนรุ่นหลัง ละเลยไม่ใส่ใจ และพากันละทิ้งประเพณีการละเล่นศิลปะการแสดง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหมู่บ้านจนหามีผู้สืบทอดมิได้ในปัจจุบัน เหลือทิ้งไว้แต่เพียงคำบอกเล่า ถึงอัตตลักษณ์อันรุ่งโรจน์ของ “คน” หมู่บ้านคุ้งตะเภาในอดีตไว้ให้เพียงระลึกถึง และรอวันสูญหายไปกับธารแห่งเวลาและกระแสโลกตะวันตกและวัตถุนิยมที่ “ขาด” ความพอดีในชีวิตไปตลอดกาล

พระอาจารย์อู๋ ครูภูมิปัญญาชาวบ้าน กับเครื่องบดยาประยุกต์ในวัดคุ้งตะเภา

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่และเป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงความรุ่งโรจน์ทางภูมิปัญญาในอดีตของคนคุ้งตะเภานั่นก็คือศิลปะการรักษาโรคด้วยสมุนไพรที่ยังมีผู้สืบทอดอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงศิลปะใน วัตถุโบราณเอกสารใบลาน สมุดข่อยอันคร่ำคร่า นับร้อยผูก/เล่ม ที่คนรุ่นก่อนได้บันทึกและจดจารไว้เพื่อเป็นการสืบทอดและรักษาให้ภูมิปัญญาศิลปะในการรักษาโรคอันทรงค่ายิ่งนี้ให้คงอยู่[7]

ภูมิปัญญา สิ่งเหล่านี้ บรรพชนได้สั่งสมองค์ความรู้ที่เรียนจากประสบการณ์ชีวิตของผู้คน โดยการสังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ ลองผิดลองถูก และปฏิบัติการอย่างมีเหตุผล ทำให้เกิดภูมิปัญญา สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านจำนวนไม่น้อยได้สูญหายไปตามกาลเวลาและความผันแปรทางการเมืองของชาติและขาดการสืบทอด แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่นี้จำนวนไม่น้อยเลยที่ยังเก็บความรู้ชั้นสูงที่คนปัจจุบันก็ยังหาคำตอบไม่ได้เอาไว้ ภูมิปัญญาเหล่านี้ก็ยังคงเป็นมรดกไทย เป็นภูมิปัญญาของชาติที่พร้อมจะสูญหาย ถ้าพวกเราไม่รีบอนุรักษ์สืบทอดกันไว้ให้อนุชนรุ่นหลังต่อไป ฯ

[แก้] ข้อมูลจำเพาะ

วัดคุ้งตะเภา อยู่ระหว่าง เส้นรุ้งที่ 17 องศา 37 ลิปดา และ 19 องศา 30 ลิปดาเหนือ กับเส้นแวงที่ 100 องศา 05 ลิปดา และ 101 องศา 11 ลิปดาตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเล 63 เมตร[8]

ภาพบรรยากาศภายในวัดคุ้งตะเภา (ภาพถ่ายเก่าปี ๒๕๓๖ ก่อนการบูรณะอุโบสถครั้งใหญ่ )

เนื้อที่ตั้งวัด 14 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา ที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา ( ที่ธรณีสงฆ์ใช้ประโยชน์ในการตั้งเมรุ ศาลาธรรมสังเวช ร้านค้าชุมชน ธนาคารหมู่บ้าน ฯลฯ ) ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2313 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2490[9] เนื้อที่กว้าง 10 เมตร ยาว 29 เมตร[10]

[แก้] เชิงอรรถ

หมายเหตุ 1: วัดคุ้งตะเภาเป็น 1 ในไม่กี่วัดในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ที่มีรองเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ (ตามปกติวัดที่จะมีรองเจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางคณะสงฆ์ได้ ต้องมีพระภิกษุสามเณรในสังกัดพรรษาย้อนหลัง 5 ปี จำนวนคงที่ไม่น้อยกว่า 15 รูป ซึ่งวัดคุ้งตะเภาไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว) โดยพระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าอาวาสเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นพระภิกษุที่รู้จักของคณะสงฆ์อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ว่าเป็นพระนักปฏิบัติและพระนักพัฒนาที่อุทิศตนรูปหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ 1.0 1.1 ประวัติพระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ ฯ (หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์) จากเว็บไซด์วัดคุ้งตะเภา
  2. ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, เล่ม ๑๒๕, ตอน ๓ ข, ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๒๙
  3. ^ เทวประภาส มากคล้าย เปรียญ.. เอกสาร : เอกสารแนะนำวัดคุ้งตะเภา . อุตรดิตถ์ : วัดคุ้งตะเภา , 2549.
  4. ^ ผลสอบธรรมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์. สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง : แผนกสถิติ-ข้อมูล
  5. ^ ประวัติวัดคุ้งตะเภา ในวิกิซอร์ซ
  6. ^ ข้อมูลและภาพสวนป่าสมุนไพรวัดคุ้งตะเภา (ศูนย์ศึกษาสมุนไพรในวัดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์) จากเว็บไซด์วัดคุ้งตะเภา
  7. ^ วัดคุ้งตะเภา- ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม จังหวัดอุตรดิตถ์. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก[1]. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 4-6-52
  8. ^ ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลคุ้งตะเภา จากไทยตำบลดอตคอม
  9. ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมา, เล่ม ๖๔, ตอน ๔๑, ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๐, หน้า ๕๔๘
  10. ^ กรมการศาสนา.ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม๗ หน้า ๓๔.โรงพิมพ์ืการศาสนา กรุงเทพฯ ๒๕๓๑:

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
วัดคุ้งตะเภา

พิกัดภูมิศาสตร์: 17°39′24″N 100°08′55″E / 17.65679, 100.14849

หน่วยการปกครองและสถานที่สำคัญในตำบลคุ้งตะเภา
หมู่บ้าน

หมู่บ้านป่ากล้วย (หมู่ 1-2)หมู่บ้านป่าขนุน(หมู่ 3)หมู่บ้านคุ้งตะเภา (หมู่ 4)หมู่บ้านหัวหาด (หมู่ 5)หมู่บ้านหาดเสือเต้น (หมู่ 6,8)หมู่บ้านบ่อพระ (หมู่ 7)

ศาสนสถาน

วัดคุ้งตะเภาวัดใหม่เจริญธรรมวัดป่ากล้วยวัดป่าสักเรไรวัดหาดเสือเต้นวัดหนองปล้องวัดบ่อพระ

สถานศึกษา

โรงเรียนป่ากล้วยเสริมวิทยาโรงเรียนบ้านคุ้งตะเภาโรงเรียนบ้านหัวหาดโรงเรียนบ้านบ่อพระโรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยา (ประถมฯและมัธยมฯต้น)โรงเรียนบ้านหาดเสือเต้น (ประถมฯและมัธยมฯต้น)

ภาพศาสนสถานสำคัญในวัดคุ้งตะเภา
เครื่องมือส่วนตัว
ภาษาอื่น