วัดคุ้งตะเภา
| 285 หมู่ที่ 4 บ้านคุ้งตะเภา ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (ถนนสายเอเชีย) ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 53000 |
วัดคุ้งตะเภา เป็นวัดโบราณในเขตการปกครองของคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ใกล้กับจุดตัดสี่แยกคุ้งตะเภา บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ 11 (ถนนสายเอเชีย)
วัดคุ้งตะเภาเป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานชัดเจนว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใด แต่สามารถสันนิษฐานได้ว่าวัดแห่งนี้เริ่มมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะปรากฏหลักฐานในเอกสารการอนุญาตให้ตั้งวัดของทางการที่เป็นเอกสารชั้นเก่าสุดในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2313 หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาได้เพียง 3 ปี โดยนามวัดเดิมมีชื่อว่า "คุ้งสำเภา" ตามนามหมู่บ้าน แต่ต่อมาถูกเรียกเพี้ยนเป็น "คุ้งตะเภา" ซึ่งปรากฏหลักฐานว่ามีการเรียกเพี้ยนเช่นนี้มาแล้วตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลคุ้งตะเภา โดย เป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานของสองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวตำบลคุ้งตะเภา ซึ่งพระพุทธรูปทั้งสององค์นั้นจัดได้ว่าเป็น 2 ใน 9 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญแห่งเมืองอุตรดิตถ์ คือ หลวงพ่อสุวรรณเภตรา และ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์
ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภาเป็นวัดประจำตำบลที่มีสถิติพระภิกษุสามเณรจำพรรษามากที่สุดในตำบลคุ้งตะเภา[1] เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของคณะสงฆ์และคฤหัสถ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลคุ้งตะเภาโดยพฤตินัย โดยมี พระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (แสงสิน) รองเจ้าอาวาส รักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา (รจร.รก.จร.)
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
ดูเพิ่มได้ที่ หมู่บ้านคุ้งตะเภา
[แก้] การตั้งวัด
วัดคุ้งตะเภา เป็นวัดโบราณ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มสร้างมาแต่สมัยใด สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีเพียงหลักฐานสืบค้นชั้นเก่าสุดจากหลักฐานประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร ระบุว่าได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดในสมัยธนบุรี พ.ศ. 2313 หลักฐานดังกล่าวทำให้ทราบว่าอย่างน้อยวัดแห่งนี้มีอายุสองร้อยกว่าปีเศษ
อย่างไรก็ตามจากหลักฐานตำนานของชื่อหมู่บ้านคุ้งตะเภา ทำให้ทราบว่าวัดคุ้งตะเภามีอายุมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาลงไป หากแต่เป็นวัดที่พักสงฆ์ในชุมชนขนาดเล็ก ไม่มีศาสนสถานปลูกสร้างใหญ่โตก่ออิฐถือปูนเช่นวัดสำคัญในชุมชนใหญ่ จึงอาจทำให้ตกสำรวจการขึ้นทะเบียนของกรมการเมืองในสมัยอยุธยา หรืออาจเป็นไปได้ว่าหลักฐานในครั้งนั้นได้สูญหายไปเมื่อคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองแล้ว ทำให้นามวัดพึ่งมาปรากฏขึ้นในทะเบียนหลักฐานในปี พ.ศ. 2313 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรีเสด็จขึ้นมาปราบปรามชุมนุมเจ้าพระฝางที่เมืองสวางคบุรี พร้อมกับทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการการปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือใหม่ ซึ่งในคราวนั้นพระองค์ได้ทรงจัดการชำระคณะสงฆ์ฝ่ายเหนือใหม่ทั้งหมดด้วย ดังปรากฏหลักฐานในพระราชพงษาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ระหว่างจลาจล จุลศักราช 1129-113[2] ทำให้วัดคุ้งตะเภาปรากฏหลักฐานการตั้งวัดในเอกสารของทางการมาตั้งแต่นั้น
[แก้] สภาพวัดในอดีต
ตัววัดคุ้งตะเภาในสมัยก่อนสร้างติดอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก เดิมชื่อ “วัดคุ้งสำเภา” (หรือโค้งสำเภา) จากตำนานที่เชื่อกันมาว่าในสมัยก่อนได้เคยมีเรือสำเภาแล่นขึ้นและล่องทำการค้าขายเป็นประจำ มีอยู่ปีหนึ่งน้ำขึ้นมากและมีเรือสำเภาลำหนึ่งได้แล่นมาถึงหน้าวัดและได้เกิดอัปปางลง ชาวบ้านจึงตั้งชื่อวัดนี้ว่า วัดคุ้งสำเภา อยู่ในเขตตำบลท่าเสา ขึ้นกับเมืองพิไชย ต่อเมื่อผ่านเวลานานมา ชื่อวัดจากนามหมู่บ้าน คุ้งสำเภา ก็แผลงมาเป็น คุ้งตะเภา และเรียกกันเช่นนี้ตลอดมาจนปัจจุบันนี้ ซึ่งมีหลักฐานว่าคนทั่วไปเรียกหมู่บ้านซึ่งเป็นนามวัดนี้ว่า "คุ้งตะเภา" มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ดังปรากฏในเสภาตอนหนึ่งใน ขุนช้าง–ขุนแผน ตอนสมเด็จพระพันวษา พระราชทานนักโทษฉกาจให้แก่ขุนแผนเพื่อนำร่วมทัพไปรบกับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมี "อ้ายกุ้ง (ชาว) คุ้งตะเภา" ปรากฏตัวในรายชื่อ 35 นักโทษด้วย (ขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณคดีที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้แต่งขึ้นในสมัยของพระองค์ โดยมีเค้าโครงเรื่องเดิมจากสมัยอยุธยา) [3]
สำหรับสภาพของวัดในสมัยก่อนนั้น เล่ากันสืบมาว่าในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี วัดคุ้งตะเภามีศาลาการเปรียญอยู่ริมแม่น้ำหลังหนึ่ง ใช้สำหรับบำเพ็ญกุศลสำหรับหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไล่ไปตามริมแม่น้ำน่านในย่านนี้ ต่อมาภายหลังแม่น้ำน่านเปลี่ยนทิศทางเดินออกไปไกลจากวัดมากกว่า 1 เส้น จึงเกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาหน้าวัดซึ่งเป็นท้องน้ำเดิม ขณะเดียวกันก็มีเกาะเกิดขึ้นหน้าวัดด้วยตรงบริเวณหน้าค่ายพระยาพิชัยดาบหักปัจจุบัน มีเกร็ดในประวัติพระยาพิชัยดาบหักว่า เมื่อคราวท่านมาฝึกมวยที่บ้านท่าเสาฝั่งตรงข้ามบ้านคุ้งตะเภา ท่านก็ได้อาศัยหาดทรายเกาะกว้างที่เป็นแผ่นดินงอกใหม่บริเวณหน้าวัดคุ้งตะเภานั่นเองเป็นที่ฝึกมวย
ชาวบ้านย่านตำบลนี้ได้อาศัยศาลาวัดคุ้งตะเภาเป็นสถานที่ทำการศึกษาเล่าเรียนมาโดยตลอดโดยมีพระสงฆ์เป็นอาจารย์บอกหนังสือมูลทั้งจินดามณีและมูลบทบรรพกิจรวมไปถึงเลขคณิตต่าง ๆ จนต่อมาในปี พ.ศ. 2465 มีการจัดการศึกษาใหม่จึงได้มีครูเป็นฆราวาสทำการสอนแทน โดยเรียกว่าโรงเรียนวัดคุ้งตะเภามีที่ตั้งอยู่ในศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภาเหมือนเดิม โดยแบ่งเป็น 4 ชั้น ตั้งแต่ประถม 1 ถึง 4 ซึ่งโรงเรียนวัดคุ้งตะเภานี้นับเป็นโรงเรียนแห่งแรกของตำบลคุ้งตะเภาและแถบย่านแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกตรงข้ามย่านตำบลท่าเสาและท่าอิฐ
ในช่วงหลังมา แม่น้ำน่านในฤดูน้ำหลากได้ขึ้นกัดเซาะตลิ่งวัดพังจนเกือบถึงตัวศาลาการเปรียญ ชาวบ้านเกรงศาลาจะได้รับความเสียหาย จึงได้ปรึกษากันทำการย้ายศาลาการเปรียญหลังเก่ามาสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2472 แต่อย่างไรก็ดี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตัวแม่น้ำน่านก็ได้เปลี่ยนทิศทางจากวัดไปมากแล้ว จากความผันผวนของแม่น้ำน่าน ทำให้ตัววัดในช่วงหลังตั้งอยู่ไกลจากแม่น้ำมาก ลำบากแก่การอุปโภคบริโภคของพระสงฆ์และชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตลิ่งแม่น้ำน่านเก่า
จากความในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ ในปี พ.ศ. 2444 ทำให้ทราบว่าในสมัยนั้นหาดหน้าวัดได้งอกจากตลิ่งแม่น้ำเดิมไปมากแล้ว และคงมีสะพานไม้ทอดยาวลงไปหาแม่น้ำน่านมาก่อนหน้านั้น (คนคุ้งตะเภาเล่ากันมาว่าวัดคุ้งตะเภาเป็นวัดแห่งเดียวในแถบนี้ที่มีสะพานไม้ยาวดังกล่าว) โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคโดยเรือพระที่นั่งสมจิตรหวังผ่านหน้าวัดคุ้งตะเภาทางแม่น้ำน่าน ในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2444 ซึ่งพระองค์ทรงสังเกตว่าวัดคุ้งตะเภาแปลกกว่าวัดอื่นตรงที่มีสะพานไม้ทอดยาวมาหาแม่น้ำน่าน โดยพระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชาธิบายถึงสภาพวัดคุ้งตะเภาในสมัยนั้นที่มีที่ตั้งอยู่บนตลิ่งน้ำไกลจากแม่น้ำน่านมากไว้ว่า[4]
และด้วยเหตุที่แม่น้ำเปลี่ยนทิศไปไกลจากวัดในภายหลัง ทำให้แม่น้ำน่านหน้าวัดกลายเป็นที่งอก แต่ก็ยังคงสภาพเป็นตลิ่งเก่าที่กลายเป็นตลิ่งลำมาบของแม่น้ำน่านในฤดูฝน มีบุ่งน้ำขังในช่วงหน้าแล้งบ้าง พระสงฆ์และชาวบ้านคุ้งตะเภาในสมัยนั้นจึงจำต้องทำสะพานไม้ยาวต่อจากวัดลงข้ามมาลงบุ่งคุ้งตะเภาและลงไปแม่น้ำน่านเพื่อการสัญจรและอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งดังกล่าว
[แก้] สภาพวัดในปัจจุบัน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 หมู่บ้านคุ้งตะเภาได้ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้บ้านเรือนของชาวบ้านคุ้งตะเภาที่ตั้งอยู่เลียบริมแม่น้ำน่านในพื้นที่ตะกอนแม่น้ำพัดโบราณถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายมาก ประกอบกับเส้นทางคมนาคมโดยแม่น้ำน่านได้ถูกลดความสำคัญในฐานะเส้นทางคมนาคมค้าขายสำคัญของภูมิภาคลงมาก่อนหน้านั้นแล้ว จาการตัดเส้นทางรถไฟผ่านเมืองอุตรดิตถ์ใน พ.ศ. 2459 ทำให้ชาวบ้านคุ้งตะเภาตัดสินใจทำการย้ายที่ตั้งกลุ่มหมู่บ้านเดิมที่อยู่ในที่ลุ่มเลียบริมแม่น้ำน่านขึ้นมาตั้งในพื้นที่ดอนที่สูงกว่าจนถึงปัจจุบัน
และหลังจากการตัดเส้นทางรถไฟผ่านเมืองอุตรดิตถ์ที่ทำให้แหล่งชุมนุมการค้าย่านท่าเสาและท่าอิฐหมดความสำคัญลงดังกล่าว ได้มาประกอบกับการที่ทางราชการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ปิดกั้นแม่น้ำน่านในเขตอำเภอท่าปลาในปี พ.ศ. 2510 ทำให้การคมนาคมทางน้ำของชาวบ้านคุ้งตะเภายุติลงสิ้นเชิง ชาวบ้านและพระสงฆ์จึงต้องเปลี่ยนมาใช้เส้นทางคมนาคมทางบกเป็นหลัก โดยใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำน่านที่ตั้งอยู่หน้าศาลาการเปรียญหลังเก่า (หลังที่ย้ายจากริมน้ำขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2472) เป็นเส้นทางสัญจร ปัจจุบันหลังจากมีการตัดทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ 11 ผ่านหลังวัดคุ้งตะเภาในประมาณปี พ.ศ. 2522[5] ทำให้บริเวณหน้าวัดคุ้งตะเภาที่ใช้เส้นทางสัญจรมาตั้งแต่สมัยอยุธยาต้องเปลี่ยนมาเป็นหลังวัด และพื้นที่ด้านหลังวัดในสมัยก่อนกลายมาเป็นหน้าวัดดังในปัจจุบัน
[แก้] ปูชนียวัตถุสำคัญ
[แก้] หลวงพ่อสุวรรณเภตรา
-
ดูบทความหลักที่ หลวงพ่อสุวรรณเภตรา
"พระพุทธสุวรรณเภตรา มหาบรมไตรโลกเชษฐ์ วรเสฏฐมุนี โอฆวิมุตตินฤบดี ศรีบรมไตรโลกนารถ โลกธาตุดิลก ฯ"
"หลวงพ่อสุวรรณเภตรา" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะสมัยสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ใจกลางอุโบสถวัดคุ้งตะเภา ได้หล่อขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2489 โดยพระครูธรรมกิจจาภิบาล (หลวงพ่อกลม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสาอยู่ในขณะนั้น (ท่านเป็นคนคุ้งตะเภาโดยกำเนิด) ได้ปรารภให้จัดสร้างพระพุทธรูปขึ้น เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถวัดคุ้งตะเภาที่ได้สร้างขึ้นใหม่ จึงได้ทำพิธีเททองหล่อขึ้น ณ วัดดอยท่าเสา โดยมีพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่นับถือเลื่อมใสในขณะนั้นนั่งปรกอธิษฐาน ในการหล่อครั้งนั้นมีประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธานำโลหะมีค่าต่าง ๆ เช่นทองคำ เงิน ฯลฯ มาร่วมถวายหล่อเป็นพุทธบูชาเป็นจำนวนมาก และเมื่อหล่อเสร็จ ก็ปรากฏว่าทองคำได้แล่นลงที่เศียรพระมากอย่างน่าอัศจรรย์ จึงปรากฏองค์พระพุทธรูปซึ่งกรอปไปด้วยพุทธสิริศุภลักษณะมีพระพักตร์อิ่มเอิบสุกปลั่งประดุจดั่งทองคำ (ซึ่งเมื่อผู้ใดมองไปที่พระพักตร์ขององค์ท่านก็จะทราบด้วยตนเองว่า พระพุทธรูปองค์นี้ "ยิ้มได้" อย่างน่าอัศจรรย์) มีเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่ากันสืบมาด้วยความศรัทธาว่า ในวันที่ทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อมาทางน้ำเพื่อมาประดิษฐานที่อุโบสถวัดคุ้งตะเภา ปรากฏว่าวันนั้นมีพายุฝนรุนแรงมาก แต่เมื่ออัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นฝั่งก็ปรากฏว่าฝนที่กำลังตกหนักอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกกลับพลันหยุดตกทันที และเมฆฝนที่ปกคลุมอาณาบริเวณมณฑลพิธีกลับพลันสลาย และแดดกลับออกจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้ร่วมพิธีในวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง
หลวงพ่อสุวรรณเภตรา หรือที่แปลว่า หลวงพ่อสำเภาทอง เป็นพระนามที่ชาวบ้านคุ้งตะเภาได้ขนานถึงด้วยความเลื่อมใสศรัทธานับถือมาช้านาน ประวัติความเป็นมาอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้และวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นเนื่องด้วยองค์ท่าน เป็นที่นับถือเลื่องลือมาช้านาน เห็นได้จากการกล่าวขานเลื่องลือถึงฤทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์แคล้วคลาดด้วยบารมีแห่งผู้ที่เคารพบูชาวัตถุมงคล เนื่องด้วยองค์ท่านอยู่เนือง ๆ และการที่มีผู้มาบนบานและแก้บนองค์หลวงพ่ออยู่เป็นประจำมิว่างเว้น
[แก้] หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์
-
ดูบทความหลักที่ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์
พระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ หรือนามสามัญ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ เป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์บริสุทธิ์ (หน้าตักกว้าง 2 ศอก 13 นิ้ว สูง 3 ศอก 7 นิ้ว) สร้างในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สกุลช่างสุโขทัยยุคกลาง มีอายุประมาณ 800 ปี มีประวัติความเป็นมาและอภินิหารที่น่าสนใจยิ่ง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดคุ้งตะเภา ทางวัดไม่เปิดเผยสถานที่ประดิษฐานและไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าสักการะได้ถึงองค์พระ เนื่องด้วยปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย[6]
ดูเพิ่มได้ที่ ประวัติพระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ ฯ
[แก้] สถาปัตยกรรมสำคัญภายในวัด
วัดคุ้งตะเภา ตั้งอยู่ที่บ้านคุ้งตะเภา มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าสองร้อยปี และด้วยการที่วัดตั้งอยู่บนทางผ่านสำคัญของชุมนุมค้าขายไทยสยาม-ไทยล้านนา ที่มีความสำคัญตั้งแต่โบราณ ทำให้มีการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมมาแต่อดีต เห็นได้จากการแต่งงานและการที่มีกลุ่มชาติพันธ์ที่หลากหลายในบริบทสังคมคนคุ้งตะเภา
อย่างไรก็ดี วัดคุ้งตะเภาปรากฏหลักฐานโบราณสถานภายในวัดเพียงสถาปัตยกรรมแบบไทยกลาง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันสมมุติฐานและตำนานเก่าแก่ของคนคุ้งตะเภาที่แสดงให้เห็นว่าคนคุ้งตะเภาที่แรกตั้งรกรากนั้นเป็นคนไทยสยามดั้งเดิม และพึ่งจะได้มีการปะทะสังสรรค์กับวัฒนธรรมอื่นในยุคหลัง
ในปัจจุบัน การก่อสร้างอาคารศาสนสถานหลายอย่างภายในวัด มีความพยายามที่จะผสานประยุกต์รูปแบบสถาปัตยกรรมของทั้งไทยกลางและล้านนาเข้าไว้ด้วยกันในหลายจุด เพื่อเป็นเครื่องแสดงออกถึงซึ่งสภาพบริบทชาติพันธ์ของคนคุ้งตะเภาและชาวอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน ที่ประกอบด้วยชนหลากหลายชาติพันธ์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ด้วยเหตุนี้ สถาปัตยกรรมในวัดคุ้งตะเภาที่สรางใหม่ในยุคหลัง นอกจากจะเป็นศาสนสถานที่ตอบโจทย์เพื่อพระพุทธศาสนาและท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นวัดแห่งเดียวที่สร้างศาสนสถานโดยคำนึงถึงการขับเน้นเครื่องหมาย ที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ผสมผสานของจังหวัดอุตรดิตถ์ในด้านกลุ่มชาติพันธ์ ที่มีลักษณะพิเศษกว่าจังหวัดอื่นในประเทศไทย
[แก้] สถาปัตยกรรมไทยภาคกลาง
[แก้] ศาลาการเปรียญไม้เครื่องสับโบราณ
ศาลาประธานวัดคุ้งตะเภาหลังนี้เป็นอาคารทรงโรงเครื่องสับแบบภาคกลางโบราณ มีอายุมากกว่าสองร้อยปี จากประวัติหลักฐานการสถาปนาวัดคุ้งตะเภา กล่าวว่าในสมัยธนบุรี จุลศักราช 1132 ปีขาล โทศก วัดคุ้งตะเภามีศาลาการเปรียญเก่าแก่อยู่หลังหนึ่ง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน ชาวบ้านคุ้งตะเภาได้ย้ายโครงสร้างศาลาดังกล่าว มา ณ ที่ตั้งปัจจุบันในปี พ.ศ. 2472 โดยคงรูปแบบเก่าแต่ครั้งธนบุรีไว้ด้วย
จากรูปแบบภูมิสถาปัตย์ของอาคารหลังนี้ เป็นรูปแบบศาลาโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีโครงสร้างคล้ายกับศาลาการเปรียญวัดใหญ่ท่าเสาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ[7] โดยความเก่าแก่ของโครงสร้างและรูปแบบศาลาลักษณะนี้ อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำกรมศิลปากรกล่าวว่า เป็นรูปแบบโครงอาคารศาลาการเปรียญที่มีความเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา
จากที่ตั้งของตัวศาลานั้น เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ ทำให้ทราบลักษณะการอยู่อาศัยและสัญจรของคนโบราณในแถบนี้ได้ เพราะที่ตั้งของตัวศาลาวัดในสมัยก่อนนั้นมักตั้งอยู่ริมแม่น้ำ (ปัจจุบันแม่น้ำน่านได้ตื้นเขินห่างจากตลิ่งศาลาวัดไปมากกว่า 1 กิโลเมตร) เป็นหลักฐานยืนยันถึงความเป็นวัดและหมู่บ้านที่มีประวัติศาสตร์อัน ยาวนานกว่าวัดและหมู่บ้านอื่นในแถบนี้ เดิมนั้น ก่อนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ตัวศาลาเดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน อันเป็นทางสัญจรคมนาคมในสมัยก่อน ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าศาลาในที่ตั้งเดิมนั้นสร้างในสมัยใด (คาดว่าอาจจะสร้างมาแต่ครั้งแรกตั้งวัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย)
จากหลักฐานบ่อน้ำข้างบันไดศาลาทำให้ทราบว่าศาลาหลัง นี้ย้ายที่ตั้งขึ้นมาจากริม แนวแม่น้ำน่านเดิมบริเวณต้นโพธิ์หลังวัดมาตั้งในพื้นที่ปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2472 โดยตัวโครงศาลาประธานในปัจจุบันที่ย้ายมานี้น่าจะมีอายุเกือบร้อยปีแล้ว
ศาลาการเปรียญหลังนี้ก่อนบูรณะ เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยภาคกลาง สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง เสาทุกต้นเป็นเสาสี่เหลี่ยม เป็นอาคารทรงโรงขนาดกลาง หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้น หน้าบันเป็นพื้นไม้เรียบ เดิมเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน มีชายยื่นออกมารับทางขึ้นศาลาทางทิศเหนือ อักษรข้างบันไดศาลาระบุว่าสร้างในปี พ.ศ. 2483
ศาลาหลังนี้ใช้เป็นอาคารสำหรับบำเพ็ญกุศลหลักของวัด มีการบูรณะและต่อเติมจากตัวโครงศาลาเดิมมาเป็นระยะ ต่อมาได้มีการต่อเติมปิดทึบเฉพาะด้านหอพระ ห้องเก็บของของโรงครัวด้านทิศตะวันออกและตะวันตกบางส่วน และมีการสร้างบันไดใหม่ทางด้านทิศตะวันตกหลังจากมีการสร้างถนนสายเอเชีย ในยุคหลัง พ.ศ. 2500
ในปลายปี พ.ศ. 2549 ทางวัดคุ้งตะเภาได้ทำการบูรณะและต่อเติมศาลาการเปรียญครั้งใหญ่ (ปัจจุบันยังคงทำการบูรณะต่อเติมอยู่) มีการรื้ออาคารประกอบทั้งหมดออก โดยยังคงรักษาโครงไม้ตัวศาลาประธานเดิมไว้อยู่ ซึ่งหลังบูรณะเสร็จ หากมองจากภายนอกศาลาจะไม่สามารถเห็นตัวหลังคาศาลาเดิมได้อีกต่อไป เพราะการบูรณะนั้นมีการเสริมมุขและสร้างอาคารประกอบปิดรอบตัวศาลาประธานทั้งสี่ด้าน
[แก้] สถาปัตยกรรมล้านนา
[แก้] ซุ้มประตูโขงวัดคุ้งตะเภา
ซุ้มประตูวัดคุ้งตะเภา ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดริมทางแยกคุ้งตะเภา (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 หรือ ถนนสายเอเชีย) ลักษณะซุ้มเป็นซุ้มประตูทรงไทยประยุกต์ศิลปะล้านนาขนาดใหญ่ ออกแบบโดยสล่าเมืองเหนือ ประยุกต์จากรูปแบบเจดีย์ล้านนาผสมรูปแบบซุ้มประตูโขงแบบล้านนา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจำนวน 3 องค์บนองค์เจดีย์บนยอดซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ซุ้มจรนัมทั้ง 4 ด้าน ประดับเสาและตัวซุ้มด้วยลวดลายปูนปั้นสัตว์หิมพานต์และลายเครือเถาศิลปะล้าน นาสวยงาม โครงซุ้มประตูทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งซุ้ม ฐานเสาเข็มเทปูนแท่งเสริมเหล็กลึก 5 เมตร ขนาดกว้าง 5 เมตร สูง 19 เมตร ซุ้มประตูนี้สร้างแล้วเสร็จบริบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2545
[แก้] พระธรรมเจดีย์
[แก้] สถาปัตยกรรมแบบผสม
[แก้] อุโบสถวัดคุ้งตะเภา
อุโบสถวัดคุ้งตะเภา เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2492 และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2498 อาคารอุโบสถนี้เป็นอาคารปูนหลังแรกของหมู่บ้านคุ้งตะเภา สถาปัตยกรรมเดิมเป็นรูปแบบอุโบสถทรงไทยประยุกต์ช่างฝีมือพื้นบ้าน ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานมีนามว่า "พระพุทธสุวรรณเภตรา" ผู้ดำริให้จัดสร้างคือ พระครูธรรมกิจจาภิบาล (กลม สุวณฺโณ) อธิบดีสงฆ์วัดดอยท่าเสา และเกจิอาจารย์รูปสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ในสมัยนั้น
อุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะใหญ่ใน ปี พ.ศ. 2537 โดยดำริของพระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (รองเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภารูปปัจจุบัน) โดยทำการบูรณะเสร็จในปี พ.ศ. 2539 มีการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมไปจากเดิมมาก โดยการบูรณะครั้งหลังสุด ได้มีการก่อสร้างเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมทั้งไทยกลางและล้านนา เพื่อแสดงให้เห็นถึงบริบทวัฒนธรรมของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เป็นแหล่งศูนย์รวมของกลุ่มชาติพันธ์ไทที่หลากหลาย ทั้งไทยและล้านนาที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
[แก้] อาคารศาลาการเปรียญเฉลิมพระเกียรติ
"อาคารศาลาการเปรียญเฉลิมพระเกียรติ" หรือ "อาคารเฉลิมพระเกียรติอสีติวัสสายุมงคล" เป็นโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ล้อมรอบศาลาการเปรียญทรงโรงไม้เครื่องสับโบราณของวัด บนพื้นที่ตั้งรอบศาลาการเปรียญหลังเก่า โดยอาคารใหม่ได้เริ่มสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2550 เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งสมัยโบราณและใหม่ มีซุ้มหน้าบันปูนปั้น พื้นปูด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งอาคาร นับเป็นอาคารศาลาการเปรียญปูพื้นด้วยไม้เนื้อแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดอุตรดิตถ์
ปัจจุบันโครงการในส่วนอาคารคืบหน้าไปได้ร้อยละ 90 (พ.ศ. 2553) เมื่อโครงการนี้เสร็จสิ้น จะสามารถรองรับประชาชนได้ถึง 1,500 คน และพื้นที่ในอาคารจะถูกใช้เป็นสำนักงานวัดคุ้งตะเภา, ศูนย์สารสนเทศ, สำนักงานสำนักศาสนศึกษาวัดคุ้งตะเภา, หอสุวรรณเภตรามหาสังฆสมาคม (ห้องประชุมสงฆ์ปรับอากาศ), หอสังฆกิตติคุณาณุสรณ์, หอสมุดวัดคุ้งตะเภา และห้องพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคุ้งตะเภา
[แก้] สถาปัตยกรรมร่วมสมัย
[แก้] หมู่กุฎิไม้วัดคุ้งตะเภา
หมู่กุฎิไม้วัดคุ้งตะเภา สร้างขึ้นในที่ตั้งปัจจุบันในช่วง พ.ศ. 2500 โดยย้ายมาจากที่ตั้งเดิมบริเวณหลังวัดริมแม่น้ำน่านเก่า เพื่อปรับทิศทางให้ต้องตามหลักทักษาวัดโบราณ หลังการสร้างอุโบสถของวัดในปี พ.ศ. 2498 เป็นอาคารกลุ่มกุฎิสงฆ์หลังคาทรงปั้นหยาไม้เนื้อแข็ง 2 ชั้น ที่ได้รับอิทธิพลต่อเนื่องมาจากยุคเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างสถาปัตยกรรมบ้านในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่มีการสร้างชานนั่งลดระดับแบบอาคารบ้านทรงไทยโบราณ ซึ่งเคยเป็นรูปแบบหมู่กุฎิสงฆ์ฝาไม้ประกนแบบภาคกลางโบราณอายุนับร้อยปีของวัดที่ถูกรื้อทิ้งเพราะความทรุดโทรม
หมู่กุฎิสงฆ์วัดคุ้งตะเภาเก่า มีการต่อเติมและสร้างมาโดยตลอด โดยอาคารหลังแรกคือกุฎิเก่าที่สร้างโดยกำนันหลง ฟักสด และมีการก่อสร้างหอสวดมนต์ และกุฎิเจ้าอาวาส มาตามลำดับ ทุกอาคารมีทางเดิมเชื่อมถึงกันหมด ทุกอาคารยังคงอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี ปัจจุบันกุฎิเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภายังได้เป็นที่ตั้งของตู้จัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดคุ้งตะเภาอีกด้วย
[แก้] อาณาเขตที่ตั้งวัด
วัดคุ้งตะเภาได้รับอนุญาตให้สร้างวัดในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2313[8] ไม่มีหลักฐานระบุว่ามีพื้นที่วัดเท่าใด สันนิษฐานว่าพื้นที่ตั้งวัดเก่าอยู่ติดริมแม่น้ำน่าเก่า ปัจจุบันตัววัดที่จำพรรษาของพระสงฆ์ตั้งอยู่บนพื้นที่ดอน ห่างจากริมแม่น้ำน่านเก่าประมาณ 20 เมตร
[แก้] เขตติจีวราวิปวาส
เขตวิสุงคามสีมา: แสดงในกรอบสี่เหลี่ยมระบายสีเทา (กลางเขตติจีวราวิปวาส)
เขตติจีวราวิปวาส: แสดงในกรอบเส้นสีเหลือง
เขตที่ตั้งวัดนอกเขตติจีวราวิปวาส: แสดงในกรอบสีขาว
เขตฌาปนสถาน: แสดงในกรอบเส้นสีน้ำเงิน
เขตที่ธรณีสงฆ์: แสดงในกรอบเส้นสีแดง
เขตที่ดินที่ได้รับถวายที่ไม่มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์: แสดงในกรอบภายในเส้นสีแดงนอกเขตกรอบเส้นสีน้ำเงิน
ปัจจุบันตัววัดตั้งอยู่บนพื้นที่ดอน ห่างจากริมแม่น้ำน่านเก่าประมาณ 20 เมตร มีอาณาเขตสมมุติติจีวราวิปวาส หรือเขตที่ตั้งภายในกำแพงวัด เนื้อที่ 10 ไร่เศษ เมื่อรวมกับพื้นที่อาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ตั้งวัดด้านศาลาหลังเก่านอกกำแพงทางทิศเหนือลงไปพื้นที่ท้องแม่น้ำน่านโบราณ จะมีพื้นที่กรรมสิทธิ์รวม 14 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา เป็นพื้นที่หลักของวัด สำหรับพระสงฆ์สามเณรจำพรรษาและเป็นสถานที่ประกอบสังฆกรรมและกิจกรรมทางศาสนาของพระสงฆ์และชาวบ้าน
เขตติจีวราวิปวาสวัดคุ้งตะเภา มีอุโบสถเป็นจุดศูนย์กลาง มีพื้นที่ติดต่อกับที่ดินข้างเคียง ดังต่อไปนี้
- ทิศเหนือ ติดต่อกับที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของชาวบ้าน (เดิมติดแม่น้ำน่านเก่า) มีกำแพงวัดกั้นเป็นเขต
- ทิศใต้ ติดต่อกับทางสาธารณประโยชน์ มีกำแพงวัดกั้นเป็นเขต
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับทางสาธารณประโยชน์ มีกำแพงวัดกั้นเป็นเขต
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของชาวบ้าน มีกำแพงวัดกั้นเป็นเขต
[แก้] เขตวิสุงคามสีมา
วัดคุ้งตะเภาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือพื้นที่ตั้งสำหรับทำอุโบสถสังฆกรรม เมื่อวันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2490[9] เนื้อที่กว้าง 10 เมตร ยาว 29 เมตร มีเนื้อที่กว้าง 10 เมตร ยาว 29 เมตร ตั้งอยู่ภายในเขตติจีวราวิปวาสของวัด
ตัวอาคารที่ตั้งบนวิสุงคามสีมาหรืออุโบสถนั้น เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2492 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2498 โดยอาคารอุโบสถนี้เป็นอาคารปูนหลังแรกของหมู่บ้านคุ้งตะเภา ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานมีนามว่า "พระพุทธสุวรรณเภตรา" ผู้ดำริให้จัดสร้างคือ พระครูธรรมกิจจาภิบาล (กลม สุวณฺโณ) อธิบดีสงฆ์วัดดอยท่าเสา และเกจิอาจารย์รูปสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ในสมัยนั้น
อุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะใหญ่ใน ปี พ.ศ. 2537 โดยดำริของพระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (รองเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภารูปปัจจุบัน) โดยทำการบูรณะเสร็จในปี 2539 ใช้เงินบูรณะจำนวน 1.6 ล้านบาท
[แก้] ที่ธรณีสงฆ์
วัดคุ้งตะเภามีที่ธรณีสงฆ์เป็นกรรมสิทธิ์จำนวน 1 แปลง มีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา ตั้งอยู่ห่างจากตัววัดคุ้งตะเภาประมาณ 100 เมตรไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ พื้นที่ธรณีสงฆ์นี้ เดิมเป็นพื้นที่สุสานของหมู่คุ้งตะเภาที่มีการกันเขตแน่นอน หลังการล้างสุสานในประมาณปี พ.ศ. 2510 ชาวบ้านจึงได้ยกที่ธรณีสงฆ์นี้เป็นพื้นที่ฌาปนสถานวัดคุ้งตะเภา สำหรับใช้ประโยชน์หลักในการตั้งเมรุและศาลาธรรมสังเวช ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2539 มีการแบ่งพื้นที่ด้านติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สำหรับตั้งร้านค้าชุมชน ธนาคารหมู่บ้าน ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภาได้รับการถวายพื้นที่เพิ่มเติมทางด้านทิศใต้ (ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11) และทิศตะวันออก สำหรับตั้งอาคารทิศเมรุวัดคุ้งตะเภา แต่ยังไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมทางทะเบียน
[แก้] พระภิกษุสงฆ์สามเณรในสังกัด
ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภามีจำนวนพระภิกษุสามเณรจำพรรษาในพรรษากาลพ.ศ. 2553 ตามทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนา รวมทั้งสิ้น 68 รูป แบ่งเป็นพระสังฆาธิการ 2 รูป และพระลูกวัดในสังกัดวัดคุ้งตะเภาตามพฤตินัยและตามทะเบียนสุทธิสงฆ์อีก 15 รูป โดยเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ชั้นพระครูสัญญาบัตร 1 รูป, พระฐานานุกรม 1 รูป, พระเปรียญ 1 รูป, สามเณรเปรียญ 1 รูป, พระวิปัสสนาจารย์ 3 รูป ในจำนวนนี้เป็นพระกรรมวาจาจารย์จำนวน 5 รูป, ครูสอนพระปริยัติธรรม 8 รูป, ครูสอนศีลธรรมในโรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 3 รูป และครูสอนศีลธรรมในโรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยจำนวน 7 รูป จบนักธรรมชั้นเอกจำนวน 9 รูป, นักธรรมชั้นโท 2 รูป และนักธรรมชั้นตรี 2 รูป มีพระนักศึกษาในระดับนักธรรมชั้นตรีจำนวน 5 รูป สามเณรนักเรียนที่เข้าสอบนักธรรมชั้นตรีในสังกัดวัดคุ้งตะเภา 52 รูป นักธรรมชั้นโท จำนวน 2 รูป และนักธรรมชั้นเอกจำนวน 2 รูป มีพระสงฆ์ที่สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญารวมทั้งที่กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาบัณฑิต (ปริญญาตรี) และปริญญามหาบัณฑิต (ปริญญาโท) ทั้งสิ้น 7 รูป
[แก้] ลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา
แม้วัดคุ้งตะเภาจะมีอายุมากกว่าสองร้อยปี แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกหลักฐานลำดับเจ้าอาวาสไว้ ทำให้ไม่สามารถพบรายชื่อลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภาตั้งแต่แรกสร้างวัด อย่างไรก็ดีในปี พ.ศ. 2535 มีการจัดทำบัญชีลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา โดยอาศัยคำบอกเล่าจากคนรุ่นเก่าในหมู่บ้านที่ยังจำได้ สามารถสืบได้ 11 ลำดับด้วยกัน โดยไม่สามารถสันนิษฐานช่วงระยะเวลาดำรงตำแหน่งของเจ้าอาวาสแต่ละรูปได้ชัดเจน
ลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภาเท่าที่สามารถสืบค้นได้มีดังต่อไปนี้ (ประมาณ พ.ศ. 2450 ถึง ปัจจุบัน)
| ลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา เท่าที่มีหลักฐานสืบค้นได้ | ||
| รายชื่อ | ตำแหน่ง | ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.) |
|---|---|---|
| 1. หลวงพ่อโต๊ะ เลี้ยงประเสริฐ (ไม่ทราบฉายา) | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 2. หลวงพ่อตี๋ ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 3. หลวงพ่อเจิม ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 4. หลวงพ่อเพิ่ม ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 5. หลวงพ่อกลอง ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 6. พระสมุห์ปลาย ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 7. พระปลัดป่วน ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 8. หลวงพ่อสังวาล ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. 2500 - ไม่ทราบ |
| 9. พระอธิการท้วน โฆสโก | เจ้าอาวาส | ก่อน พ.ศ. 2509 - ไม่ทราบ |
| 10. พระอธิการเมี้ยน ขนฺติพโล (สิทธิชัย) | เจ้าอาวาส | ไม่ทราบ |
| 11. พระอธิการผลิศร์ ญาณธมฺโม | เจ้าอาวาส | ไม่ทราบ - พ.ศ. 2530 |
| 12. พระครูสุจิตพัฒนพิธาน (สมพงษ์ สมจิตฺโต) | รักษาการเจ้าอาวาส | พ.ศ. 2530 - พ.ศ. 2532 |
| 13. พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิตธมฺโม) (อิ่มชม) | เจ้าอาวาส | 25 ธันวาคม พ.ศ. 2533 - 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554[10] |
| 14. พระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (แสงสิน) | เจ้าอาวาส | 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554[11] - ปัจจุบัน |
| *หมายเหตุ: พระที่รักษาวัดก่อนหน้านั้นไม่อาจทราบชื่อได้ | ||
[แก้] การปกครองวัด
[แก้] คณะ (กลุ่มกุฎิ)
เนื่องจากวัดคุ้งตะเภามีพระสงฆ์จำพรรษามาก ประกอบกับพื้นที่วัดมีขนาดใหญ่ มีกลุ่มกุฎิหลายหลังตั้งอยู่ในทิศต่าง ๆ กระจายทั่วบริเวณวัด ลำบากแก่การปกครองดูแล เพื่อให้สะดวกแก่การปกครอง เพื่อแบ่งพื้นที่ในการดูแลรักษาวัด เจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภาจึงได้ออกคำสั่งเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา เรื่อง ตั้งคณะในวัดคุ้งตะเภา พ.ศ. 2553 [13] โดยมีการกำหนดเจ้าคณะ อำนาจหน้าที่ และพื้นที่ปกครองดูแล โดยมีการแบ่งคณะออกเป็น 7 คณะ เรียงตามทิศวนเข็มนาฬิกา โดยเริ่มจากกุฎิอธิบดีสงฆ์ (เจ้าอาวาส) เป็นต้นไป มีนามคณะคล้องจองสัมผัสกัน ดังนี้ คณะ 1 นามว่า คณะสถิตย์อธิบดี, คณะ 2 นามว่า คณะวสีพุทธมนต์, คณะ 3 นามว่า คณะอนันตเภสัช, คณะ 4 นามว่า คณะวิเวกวาสี, คณะ 5 นามว่า คณะมหาศาลาวิหาร, คณะ 6 นามว่า คณะอัษฏางคกุฎิ และ คณะ 7 นามว่า คณะสันติสถาน
และหากนำศัพท์แรกของนามคณะทั้ง 7 มาเข้าสนธิศัพท์ในภาษาบาลีแล้ว จะได้เป็นคำสมาสบาลีดังนี้ "ฐิตวสิยานนฺตวิเวกมหนฺตฏฺฐมสนฺติ" (อ่านว่า: ฐิ-ตะ-วะ-สิ-ยา-นัน-ตะ-วิ-เว-กะ-มะ-หัน-ตัฏ-ฐ-มะ-สัน-ติ) แปลความว่า ความสงบอันยิ่งใหญ่ทั้ง 8 (อริยมรรคมีองค์แปด) อันเกิดจากสภาวะสงัด (สงัดจากกิเลสคือนิพพาน) อันไม่มีที่สิ้นสุดอันตั้งอยู่แล้ว
โดยทั้ง 7 คณะ มีพื้นที่และสภาพด้านกายภาพภายในคณะต่าง ๆ ดังนี้
[แก้] คณะ 1 (คณะสถิตย์อธิบดี)
คณะ 1 มีเขตอุปจารคณะครอบคลุมกุฎิเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภาทั้งสองชั้น อาคารห้องน้ำสงฆ์ 2 ชั้น หอระฆัง 2 ชั้นแรก บริเวณพื้นที่ใต้ทางเดินเชื่อมระหว่างคณะ 1 และคณะ 2 ซุ้มป้ายประชาสัมพันธ์ มีพื้นที่อุปจารโดยรอบ จรดบริเวณพื้นที่กุฎิทิศเหนือนับจากชายคา 2 เมตร บริเวณพื้นที่หน้ากุฎิทิศตะวันออกนับจากชายคา 6 เมตร จรดขอบถนนหลักของวัด บริเวณพื้นที่กุฎิทิศใต้นับจากชายคาห้องน้ำสงฆ์ 2 เมตร และบริเวณป้ายประชาสัมพันธ์โดยรอบนับจากชายคา 2 เมตร
[แก้] คณะ 2 (คณะวสีพุทธมนต์)
คณะ 2 คณะวสีพุทธมนต์ มีเขตอุปจารคณะครอบคลุมอาคารหอสวดมนต์วัดคุ้งตะเภาทั้งสองชั้น ห้องน้ำห้องสมุด 1 ห้อง หอระฆังชั้นที่ 3 บริเวณบนทางเดินเชื่อมระหว่างคณะ 1 และ 2 แทงค์น้ำ ถนนลาดปูนเข้าคณะ 1 เส้น มีพื้นที่อุปจารโดยรอบ จรดบริเวณพื้นที่รอบอาคารหอสวดมนต์วัดคุ้งตะเภาทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือ 5 เมตร เว้นทิศตะวันออก ให้มีพื้นที่นับจากชายคาออกไปอีก 12 เมตร จนสุดขอบถนนหลักของวัด
[แก้] คณะ 3 (คณะอนันตเภสัช)
คณะ 3 คณะอนันตเภสัช ประกอบด้วย ห้องกุฎิสงฆ์ 7 ห้อง ห้องน้ำประจำคณะ 3 ห้อง มีเขตอุปจารคณะครอบคลุมอาคารกุฎิเก่ากำนันหลงทรงปั้นหยาทั้งสองชั้น บริเวณทางเดินเชื่อมระหว่างคณะ 2 และ 3 ทั้งสองชั้น ทางเดินลาดปูนเข้าคณะ 1 เส้น ถนนลาดปูนเข้าคณะ 1 เส้น มีพื้นที่อุปจารโดยรอบ จรดบริเวณพื้นที่รอบอาคารกุฎิเก่ากำนันหลงทรงปั้นหยาทิศใต้ 8 เมตร ทิศตะวันตกนับจากชายคาทางเดินเชื่อมระหว่างคณะ 2 และ 3 จนจรดสุดกำแพงวัดทิศตะวันตก ทิศเหนือ 3 เมตร สุดที่ต้นมะขามป้อมใหญ่ ทิศตะวันออก มีพื้นที่นับจากชายคากุฎิเก่ากำนันหลงทรงปั้นหยาออกไปอีก 7 เมตร ครอบคลุมป่าสมุนไพร จนสุดทางเดินเท้าเข้าคณะ 4 และนับจากทางเดินเชื่อมระหว่างคณะ 2 และ 3 ไปอีก 23 เมตร จนสุดขอบถนนหลักของวัด
[แก้] คณะ 4 (คณะวิเวกวาสี)
คณะ 4 คณะวิเวกวาสี มีเขตอุปจารคณะครอบคลุมอาคารกุฎิกรรมฐานกลางป่าสมุนไพรทั้งสองชั้น มีพื้นที่อุปจารโดยรอบ จรดบริเวณพื้นที่รอบอาคารกุฎิกรรมฐานทิศใต้ 5 เมตร ทิศตะวันตก จรดสุดกำแพงวัดทิศตะวันตก และทิศเหนือ 42 เมตร จรดสุดกำแพงวัดทิศเหนือ ครอบคลุมป่าสมุนไพรทั้งหมด ทิศตะวันออก มีพื้นที่นับจากอาคารกุฎิกรรมฐาน 15 เมตร สุดที่แทงค์เครื่องกรองน้ำประจำวัด และมีอุปจารครอบคลุมพื้นที่ลานดินหน้าอาคาร และทางเดินเท้าเข้าคณะจากถนนหลักและจากถนนลาดปูนเข้าคณะ 3 ยาว 30 เมตร
[แก้] คณะ 5 (คณะมหาศาลาวิหาร)
คณะ 5 คณะมหาศาลาวิหาร มีเขตอุปจารคณะครอบคลุมอาคารมหาศาลาการเปรียญของวัดคุ้งตะเภาทั้งอาคาร รวมถึงอาคารหอฉัน ห้องน้ำประจำคณะ 20 ห้อง มีพื้นที่อุปจารโดยรอบ ทิศใต้นับจากชายคาอาคาร 11 เมตร จรดถนนรอบอุโบสถ ทิศตะวันตกนับจากชายคาอาคารหอฉัน 8 เมตร ทิศเหนือนับจากชายคาจนสุดเขตกำแพงวัด และพื้นที่นอกกำแพง 1 เมตร ทิศตะวันออก นับจากชายคาอาคาร 30 เมตรจนสุดกำแพงวัดทิศตะวันออก
[แก้] คณะ 6 (คณะอัษฏางคกุฎิ)
คณะ 6 คณะอัษฏางคกุฎิ มีเขตอุปจารคณะประกอบด้วย พระธรรมเจดีย์ กลุ่มกุฎิเดี่ยว 8 หลัง ห้องน้ำ 8 ห้อง ถนนลาดปูนภายในคณะ 55 เมตร ป่าสมุนไพร และป้ายประชาสัมพันธ์ ที่ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของวัด ทิศตะวันตกนับจากถนนหลักของวัดเข้ามา ทิศตะวันออกนับจากกำแพงวัดเข้ามา ทิศใต้นับจากกำแพงวัดเข้ามา ทิศเหนือนับจากถนนจุฑามาศวิถีเข้ามา รวมถึงบริเวณพื้นที่นับจากชายคาหน้าอุโบสถจนสุดกำแพงวัด ถนนหลักของวัดเส้นเหนือโบสถ์เข้ามาจนสุดกำแพงทิศใต้ และพื้นที่รอบต้นไทรใหญ่หลังอุโบสถ
[แก้] คณะ 7 (คณะสันติสถาน)
คณะ 7 คณะสันติสถาน ประกอบด้วย กุฎิสงฆ์ 1 หลัง ห้องรับรองพระมหาเถระปรับอากาศ 1 หลัง ห้องน้ำประจำคณะ 2 ห้อง มีเขตอุปจารคณะดังนี้ ทิศตะวันออก จากกำแพงวัดทิศตะวันตกจรดถนนหลักของวัด ทิศเหนือจากกำแพงวัดทิศใต้จรดชายคาคณะ 1 และ 2
[แก้] การบริหารวัด
[แก้] พระสังฆาธิการและพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์วัดคุ้งตะเภารูปปัจจุบัน
| รายนามพระสังฆาธิการวัดคุ้งตะเภารูปปัจจุบัน | ||||
| รูป | ชื่อ | ตำแหน่ง พระสังฆาธิการ |
ตำแหน่งทางคณะสงฆ์ | ปีดำรงตำแหน่ง พระสังฆาธิการ |
|---|---|---|---|---|
| 1. พระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (แสงสิน) | รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ (รจร.) |
|
พ.ศ. 2537 - ปัจจุบัน | |
[แก้] ไวยาวัจกรวัดคุ้งตะเภาคนปัจจุบัน
ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภามีผู้รักษาการไวยาวัจกร ทำหน้าที่ช่วยเหลือพระสงฆ์ที่ได้รับการแต่งตั้งในอดีตเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา ตามความในข้อ 10 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536) โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 7 วรรคแรก แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505[14] แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535[15] จำนวน 3 ตำแหน่ง แบ่งเป็นไวยาวัจกรคนที่ 1 รับผิดชอบบัญชีและการบริหารงบดุลภายในวัด ไวยาวัจกรคนที่ 2 รับผิดชอบเรื่องศาสนพิธี และไวยาวัจกรคนที่ 3 รับผิดชอบฝ่ายกิจการทั่วไป รวมเป็น 3 คน
| รายนามไวยาวัจกรผู้รักษาการในหน้าที่ของวัดคุ้งตะเภาคนปัจจุบัน ในพระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิติธมฺโม) |
||||
| รูป | ชื่อ | ตำแหน่ง | หน้าที่โดยพฤตินัย | วันที่ได้รับการแต่งตั้ง |
|---|---|---|---|---|
| 1. พ.อ.สิงหนาท โพธิ์กล่ำ[16][17] | ไวยาวัจกร คนที่ 1 | ไวยาวัจกรฝ่ายการเงิน | 12 สิงหาคม พ.ศ. 2542 | |
| 2. จ.ส.อ.บุญเลี่ยม แสงวิจิตร[18] | ไวยาวัจกร คนที่ 2 | ไวยาวัจกรฝ่ายศาสนพิธี | 2 สิงหาคม พ.ศ. 2549[19] | |
| 3. ร.ต.ต.ณรงค์ ถิ่นประชา | ไวยาวัจกร คนที่ 3 | ไวยาวัจกรฝ่ายกิจการทั่วไป | 1 มกราคม พ.ศ. 2553 | |
[แก้] กิจกรรมหลักของวัด
วัดคุ้งตะเภาเป็นศูนย์รวมการจัดกิจกรรมของชุมชน ประกอบพิธีทางศาสนา อนุรักษ์ประเพณีของท้องถิ่น เป็นสำนักศาสนศึกษาประจำตำบลคุ้งตะเภา มีการจัดงานบรรพชาอุปสมบทหมู่พระภิกษุสามเณรภาคฤดูร้อน การบวชศีลจาริณีเป็นประจำทุกปี รวมทั้งเป็นศูนย์ศึกษาสมุนไพรในวัดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (ตามโครงการของทางคณะสงฆ์) ซึ่งมีสมุนไพรหายากหลากชนิดกว่า 300 ชนิด
[แก้] โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนวัดคุ้งตะเภา
วัดคุ้งตะเภาได้จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนติดต่อกันมาทุกปีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (ซึ่งนับเป็นวัดแรกในจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้จัดให้มีโครงการนี้ขึ้น) ซึ่งทางวัดจะมีการจัดการอบรมศาสนศึกษาระยะสั้นให้แก่กุลบุตร กุลธิดา ตลอดระยะเวลาการบรรพชา 30 วันรวมทั้งมีการจัดให้มีการนำคณะสามเณรศีลจาริณีไปทัศนศึกษาตามสถานที่ ต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัด อีกทั้งเมื่อสิ้นสุดโครงการยังมีการจัดธุดงค์วัตร นำคณะสามเณรผู้สนใจไปธุดงค์ตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ ฝึกความอดทนและความมีน้ำใจให้แก่เยาวชนอีกด้วย
ในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ ทุนปัจจัยทั้งหมดอาศัยแรงศรัทธาความสามัคคีร่วมใจของชาวบ้านคุ้งตะเภาและใกล้เคียงที่เล็งเห็นถึงผลของการพัฒนาลูกหลานเยาวชนให้กลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพต่อไป
[แก้] ศูนย์ศึกษาสมุนไพรในวัดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์
ในปี พ.ศ. 2547 วัดคุ้งตะเภาได้รับความเห็นชอบจากทางคณะสงฆ์จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก พระเทพปริยัติวิธาน (อำนวย จนฺทสโร) เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นผู้แนะนำคณะสงฆ์และสนับสนุนให้วัดคุ้งตะเภาเป็น ศูนย์ศึกษาสมุนไพรในวัดประจำจังหวัด เนื่องจากวัดคุ้งตะเภามีพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญในด้านสมุนไพรแผนโบราณ ได้เป็นผู้รวบรวมสมุนไพรหายากจากสถานที่ต่าง ๆ มารวมไว้ในวัด (ในปัจจุบันในวัดมีต้นยาสมุนไพรทั้งสิ้นกว่า 300 ชนิด) เพื่อให้ความรู้แก่ผู้สนใจและเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านในด้านการอนุรักษ์สมุนไพร
อีกทั้ง วัดยังได้เก็บรวบรวมสมุดไทยและผูกใบลานจารึกตำรายา, ตำราพระเวท, และบทกฎหมายพระอัยการโบราณ อายุกว่าร้อยปี รวมมากกว่าร้อยผูก / เล่ม ซึ่งนับว่าเป็นโบราณวัตถุมรดกสำคัญอันล้ำค่ายิ่ง เป็นวัตถุพยานที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่แห่งภูมิปัญญาด้านสมุนไพรไทยของชาว คุ้งตะเภาที่สืบทอดมาแต่โบราณ
ทางวัดได้แบ่งเขตสังฆาวาสส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรที่รวบรวมมาได้จากที่ต่าง ๆ นำมาปลูกไว้ ทั้งชนิดต้นและชนิดไม้ลงหัว ไปจนกระทั่งไม้เลื้อยขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รวบรวมพืชสมุนไพรไทยที่หาชมได้ยากนำมาปลูกในเขตพื้นที่บริเวณวัดหลายร้อยชนิด โดยเริ่มทำการจัดหาสมุนไพรมาอนุรักษ์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2535 ซึ่งผู้มีส่วนสำคัญในการริเริ่มการปลูกอนุรักษ์สมุนไพรในวัดคุ้งตะเภาก็คือ พระอธิการธง ฐิตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา และพระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ รองเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในการจำแนกพืชสมุนไพรไทย
ต่อมา พระอาจารย์อู๋ ปัญญาวชิโร ซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านสมุนไพรไทยของตำบลคุ้งตะเภา (ข้อมูลจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลคุ้งตะเภา) ได้อุปสมบทและจำพรรษาอยู่ที่วัดคุ้งตะเภา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2539 ท่านเห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาโบราณเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ศาสตร์แขนงนี้ให้กับชนรุ่นหลัง ท่านจึงได้เสาะแสวงหาสมุนไพรไทยที่หายากจากสถานที่ต่าง ๆ นำมาปลูกไว้ในบริเวณเขตสังฆาวาสด้านทิศเหนือ จนในปัจจุบันจากพื้นที่โล่ง กลายมาเป็นสวนป่าสมุนไพรที่รวบรวมสมุนไพรไทยหายากนานาพันธุ์ ทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่และไม้อิงอาศัยนานาชนิด กอรปกับพระอาจารย์อู๋ ปัญฺญาวชิโร เป็นผู้เชี่ยวชาญในการปรุงยาสมุนไพรแบบโบราณที่ได้รับสืบทอดมาจากปู่สุด มากคล้าย อดีตหมอยาใหญ่หมู่บ้านคุ้งตะเภาในอดีต ทำให้มีผู้สนใจทางที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกจังหวัด มาศึกษาความรู้แขนงนี้จากท่านไม่เว้นแต่ละวัน
ในปี พ.ศ. 2546 สถาบันราชภัฎอุตรดิตถ์ (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์) ไดเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยแขนงนี้ไว้ จึงได้จัดโครงการ "อรุณรุ่งที่คุ้งตะเภา" โดยให้งบประมาณสนับสนุนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาในการทำสมุนไพรไทยพื้นบ้านแบบโบราณ ดังปรากฏตู้อบยาสมุนไพรภูมิปัญญาชาวบ้านนับ 10 ตู้ ที่ตั้งอยู่ข้างอุโบสถวัดคุ้งตะเภาจนปัจจุบันนี้
สวนป่าสมุนไพรวัดคุ้งตะเภา ในปัจจุบันยังคงปล่อยให้เป็นบรรยากาศธรรมชาติอันร่มรื่นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของสมุนไพร ซ่อนเร้นสมุนไพรไทยหายากอันมีคุณประโยชน์ยิ่งในบริเวณป่า เป็นพื้นที่ป่าปลูกที่เงียบสงบเหมาะแก่การเจริญจิตตภาวนาห่างไกลจากสิ่งรบกวน สมกับคำว่า "สวนป่า" โดยแท้จริง[20]
[แก้] ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมของชุมชน
|
|
[แก้] การอนุรักษ์ภูมิปัญญาหมู่บ้านคุ้งตะเภา
“หมู่บ้านคุ้งตะเภา” เป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับได้ 250 กว่าปีผ่านมาแล้ว ล่วงเลยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรี จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางแมกไม้สัตว์ป่าอันอุดม กลายมาเป็นตำบลใหญ่ที่มีประชากรนับพัน ๆ คนในปัจจุบัน ศิลปะและวัฒนธรรมในปัจจุบันย่อมพัฒนามาจาก อดีต ตามการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนไปกับกาลเวลา และ ปัจจุบัน ย่อมส่งผลต่อเนื่องถึง อนาคต อดีต ปัจจุบัน และอนาคตจึงแนบเนื่องเกี่ยวพันกันดั่งกระแสน้ำในลำธาร มิอาจตัดขาดกันได้ และวิถีวัฒนธรรมในแต่ละสังคมย่อมพัฒนาแตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานความเป็นมาของสังคมนั้น ๆ
ด้วยอดีตอันยาวนาน จากสังคมชนบทที่เอื้อเฟื้อ อยู่กันสนิทประดุจญาติ มีการเกื้อกูลช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน เป็นที่แน่นอนว่าด้วยสภาพสังคมเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดศิลปะประเพณีการละเล่นต่าง ๆ เพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการงานในช่วงของวันและเพื่อสร้างความความเพลิดเพลินในงานบุญต่าง ๆ ศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่มีตั้งแต่ การละเล่นนางด้ง นางกะลา การรำช่วง การร้องเพลงเกี่ยวข้าว จนไปถึงขับขานเพลงฉ่อยโต้ไปมาระหว่างหนุ่มสาว ตามวิสัย จนไปถึงกระทั่งงานบุญใหญ่อันเป็นที่รวมแห่งคนในหมู่บ้านที่จัดให้มีการแสดงร้องรำละเล่นต่าง ๆ จนเกิดเป็นการละเล่นที่กลายมาเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของหมู่บ้านในที่สุด
แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กรอปกับทั้งกระแสแห่งทุนนิยมและวัตถุ ได้หลั่งไหลทะลักเข้าสู่สังคมไทย จนกระทั่งแม้หมู่บ้านคุ้งตะเภาของเราเอง ทำให้คนรุ่นหลัง ละเลยไม่ใส่ใจ และพากันละทิ้งประเพณีการละเล่นศิลปะการแสดง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหมู่บ้านจนหามีผู้สืบทอดมิได้ในปัจจุบัน เหลือทิ้งไว้แต่เพียงคำบอกเล่า ถึงอัตตลักษณ์อันรุ่งโรจน์ของ “คน” หมู่บ้านคุ้งตะเภาในอดีตไว้ให้เพียงระลึกถึง และรอวันสูญหายไปกับธารแห่งเวลาและกระแสโลกตะวันตกและวัตถุนิยมที่ “ขาด” ความพอดีในชีวิตไปตลอดกาล
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่และเป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงความรุ่งโรจน์ทางภูมิปัญญาในอดีตของคนคุ้งตะเภานั่นก็คือศิลปะการรักษาโรคด้วยสมุนไพรที่ยังมีผู้สืบทอดอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงศิลปะใน วัตถุโบราณเอกสารใบลาน สมุดข่อยอันคร่ำคร่า นับร้อยผูก/เล่ม ที่คนรุ่นก่อนได้บันทึกและจดจารไว้เพื่อเป็นการสืบทอดและรักษาให้ภูมิปัญญาศิลปะในการรักษาโรคอันทรงค่ายิ่งนี้ให้คงอยู่[21]
ภูมิปัญญา สิ่งเหล่านี้ บรรพชนได้สั่งสมองค์ความรู้ที่เรียนจากประสบการณ์ชีวิตของผู้คน โดยการสังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ ลองผิดลองถูก และปฏิบัติการอย่างมีเหตุผล ทำให้เกิดภูมิปัญญา สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านจำนวนไม่น้อยได้สูญหายไปตามกาลเวลาและความผันแปรทางการเมืองของชาติและขาดการสืบทอด แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่นี้จำนวนไม่น้อยเลยที่ยังเก็บความรู้ชั้นสูงที่คนปัจจุบันก็ยังหาคำตอบไม่ได้เอาไว้ ภูมิปัญญาเหล่านี้ก็ยังคงเป็นมรดกไทย เป็นภูมิปัญญาของชาติที่พร้อมจะสูญหาย ถ้าพวกเราไม่รีบอนุรักษ์สืบทอดกันไว้ให้อนุชนรุ่นหลังต่อไป ฯ
[แก้] สำนักศาสนศึกษาวัดคุ้งตะเภา
-
ดูบทความหลักที่ สำนักศาสนศึกษาวัดคุ้งตะเภา
[แก้] สำนักงานเลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์
ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภาเป็นที่ตั้งสำนักงานเลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ในความดูแลของพระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ รองเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภารูปปัจจุบัน รับผิดชอบงานทะเบียนครูสอนพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ และงานการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมของพระสงฆ์และธรรมศึกษาของทุกโรงเรียนและสำนักเรียนในสังกัดอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ทั้งอำเภออีกด้วย
[แก้] อื่น ๆ
[แก้] พระเครื่องที่จัดสร้างโดยวัดคุ้งตะเภา
[แก้] อ้างอิง
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs named.E0.B8.9A.E0.B8.B1.E0.B8.8D.E0.B8.8A.E0.B8.B5.E0.B8.AA.E0.B8.B3.E0.B8.A3.E0.B8.A7.E0.B8.88.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A0.E0.B8.B4.E0.B8.81.E0.B8.A9.E0.B8.B8.E0.B8.95.E0.B8.B3.E0.B8.9A.E0.B8.A5.E0.B8.84.E0.B8.B8.E0.B9.89.E0.B8.87.E0.B8.95.E0.B8.B0.E0.B9.80.E0.B8.A0.E0.B8.B2_.E0.B8.9B.E0.B8.B5_2553.27 - ^ _________________. (ม.ป.ป.). พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ระหว่างจลาจล จุลศักราช ๑๑๒๙-๑๑๓๐. กรุงเทพฯ : (ม.ป.ท.). หน้า 49-51
- ^ ประวัติวัดคุ้งตะเภา ในวิกิซอร์ซ
- ^ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๔๖๕). พระราชหัตถเลขา คราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ ในรัชกาลที่ ๕ นับในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆเปนภาคที่ ๕. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ไทย.
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชกฤษฎีกา กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายอินทร์บุรี-บ้านหมี่-ตากฟ้า-ท่าตะโก-บ้านเขาทราย-วังทอง-อุตรดิตถ์-แพร่-ลำปาง-เชียงใหม่ ตอนพิษณุโลก-เด่นชัย พ.ศ. ๒๕๒๑, เล่ม ๙๕ ตอนที่ ๓๐, ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๑, ฉบับพิเศษ หน้า ๔๔
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs named.E0.B8.9B.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A7.E0.B8.B1.E0.B8.95.E0.B8.B4.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.9E.E0.B8.B8.E0.B8.97.E0.B8.98.E0.B8.AA.E0.B8.B8.E0.B9.82.E0.B8.82.E0.B8.97.E0.B8.B1.E0.B8.A2.E0.B9.84.E0.B8.95.E0.B8.A3.E0.B9.82.E0.B8.A5.E0.B8.81.E0.B9.80.E0.B8.8A.E0.B8.A9.E0.B8.90.E0.B9.8C - ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน (วัดเมืองปอน (ร้าง) และวัดต่อแพ จังหวัดแม่ฮ่องสอนวัดธาตุโขง (ร้าง) วัดธาตุเขียว (ร้าง) วัดร้อยข้อ (ร้าง) จังหวัดเชียงรายวัดเชียงแสน วัดหมื่นพริก (ร้าง) จังหวัดเชียงใหม่ วัดหนองห้า จังหวัดพะเยา วัดใหญ่ชัยมงคล วัดยมราช จังหวัดพิษณุโลก วัดคุ วัดดงดีปลี วัดโบสถ์ จังหวัดสุโขทัย วัดพระเจดีย์ทอง จังหวัดกำแพงเพชร เจดีย์ยุทธหัตถี วัดพระบรมธาตุ จังตาก วัดห้วยเขน จังหวัดพิจิตร วัดใหญ่ท่าเสา จังหวัดอุตรดิตถ์), เล่ม 114, พิเศษ 87 ง, 29 กันยายน พ.ศ. 2540, หน้า 2
- ^ กรมการศาสนา. (2531). ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๗. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา. หน้า 34.
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมา, เล่ม ๖๔, ตอน ๔๑, ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๐, หน้า ๕๔๘
- ^ สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์. (2554). คำสั่งคณะสงฆ์จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ 02/2554 เรื่อง ให้พระสังฆาธิการออกจากตำแหน่ง. ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
- ^ สำนักงานเจ้าคณะตำบลคุ้งตะเภา. (2554). คำสั่งเจ้าคณะตำบลคุ้งตะเภา ที่ 1/2554 เรื่อง แต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา. ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
- ^ เทวประภาส มากคล้าย. (2552). แผนงานการปกครองคณะสงฆ์ในเขตตำบลคุ้งตะเภา ประจำปี พ.ศ. 2552. (เอกสารประกอบการประชุม). อุตรดิตถ์ : สำนักงานเลขานุการเจ้าคณะตำบลคุ้งตะเภา. ถ่ายเอกสาร.
- ^ คำสั่งเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา เรื่อง ตั้งคณะในวัดคุ้งตะเภา พ.ศ. ๒๕๕๓. วัดคุ้งตะเภา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก[1]. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 26-8-53
- ^ ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕. เล่มที่ ๗๙ ตอนที่ ๑๑๕ ก ฉบับพิเศษ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ หน้า ๒๙
- ^ ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕. เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๖ ก วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หน้า ๕
- ^ ประวัติไวยาวัจกรวัดคุ้งตะเภา-พันเอกสิงหนาท โพธิ์กล่ำ. เว็บไซต์วัดคุ้งตะเภา. เรียกข้อมูลเมื่อ 17-7-52
- ^ ประวัติพันเอกสิงหนาท โพธิ์กล่ำ. ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย (Thailand Political Base). เรียกข้อมูลเมื่อ 17-7-52
- ^ ประวัติไวยาวัจกรวัดคุ้งตะเภา-จ่าสิบเอกบุญเลี่ยม แสงวิจิตร. เว็บไซต์วัดคุ้งตะเภา. เรียกข้อมูลเมื่อ 17-7-52
- ^ คำสั่งเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภาที่ ๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เรื่อง คำสั่งแต่งตั้งไวยาวัจกรวัดคุ้งตะเภาเพิ่มเติม
- ^ ข้อมูลและภาพสวนป่าสมุนไพรวัดคุ้งตะเภา (ศูนย์ศึกษาสมุนไพรในวัดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์) จากเว็บไซด์วัดคุ้งตะเภา
- ^ วัดคุ้งตะเภา- ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม จังหวัดอุตรดิตถ์. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก[2]. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 4-6-52
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
| วิกิซอร์ซ มีเนื้อความต้นฉบับเกี่ยวกับ: |
- เว็บไซด์วัดคุ้งตะเภา www.watkungtaphao.ob.tc
- แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของ วัดคุ้งตะเภา
- ภาพถ่ายดาวเทียม จาก วิกิแมเปีย หรือ กูเกิลแมปส์
- แผนที่ จาก มัลติแมป หรือ โกลบอลไกด์
- ภาพถ่ายทางอากาศ จาก เทอร์ราเซิร์ฟเวอร์
พิกัดภูมิศาสตร์: 17°39′12″N 100°08′24″E / 17.653441°N 100.140122°E
|
|||||||
| หน่วยการปกครองและสถานที่สำคัญในตำบลคุ้งตะเภา | ||
|---|---|---|
| หมู่บ้าน |
หมู่บ้านป่ากล้วย (หมู่ 1-2) • หมู่บ้านป่าขนุน(หมู่ 3) • หมู่บ้านคุ้งตะเภา (หมู่ 4) • หมู่บ้านหัวหาด (หมู่ 5) • หมู่บ้านหาดเสือเต้น (หมู่ 6,8) • หมู่บ้านบ่อพระ (หมู่ 7) |
|
| ศาสนสถาน |
วัดคุ้งตะเภา • วัดใหม่เจริญธรรม • วัดป่ากล้วย • วัดป่าสักเรไร • วัดหาดเสือเต้น • วัดหนองปล้อง • วัดบ่อพระ |
|
| สถานศึกษา |
โรงเรียนป่ากล้วยเสริมวิทยา • โรงเรียนบ้านคุ้งตะเภา • โรงเรียนบ้านหัวหาด • โรงเรียนบ้านบ่อพระ • โรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยา (ประถมฯและมัธยมฯต้น) • โรงเรียนบ้านหาดเสือเต้น (ประถมฯและมัธยมฯต้น) • สำนักศาสนศึกษาวัดคุ้งตะเภา (สำนักเรียนของคณะสงฆ์) |
|
| การท่องเที่ยว |
สวนสาธารณะหาดริมน้ำน่านหมู่บ้านคุ้งตะเภา (หมู่บ้านคุ้งตะเภา) • พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคุ้งตะเภา (วัดคุ้งตะเภา) • หลวงพ่อสุวรรณเภตรา (วัดคุ้งตะเภา) • หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ (วัดคุ้งตะเภา) • แหล่งเรียนรู้สมุนไพรไทยวัดคุ้งตะเภา • สภาวัฒนธรรมตำบลคุ้งตะเภา (วัดใหม่เจริญธรรม) • บึงทุ่งกะโล่ (เขตหมู่บ้านคุ้งตะเภา) |
|
|
|||||||||||||
ภาพศาสนสถานสำคัญในวัดคุ้งตะเภา
|
|---|