วัดคุ้งตะเภา
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| 285 หมู่ที่ 4 เอเชีย ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 53000 |
| ชื่อสามัญ | วัดคุ้งตะเภา |
| ประเภท | วัดราษฎร์ |
| นิกาย | เถรวาท มหานิกาย |
| พระประธาน | พระพุทธสุวรรณเภตรา |
| พระพุทธรูปสำคัญ | พระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ (หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์) [1] |
| เจ้าอาวาส | พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิตธมฺโม) [2] |
| ความพิเศษ | วัดประจำตำบลคุ้งตะเภา[3] |
| หมายเหตุ | เว็บไซด์วัดคุ้งตะเภา www.watkungtaphao.th.gs |
วัดคุ้งตะเภา เป็นวัดโบราณในเขตการปกครองของคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ใกล้กับจุดตัดสี่แยกคุ้งตะเภา บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ 11 (ถนนสายเอเชีย)
วัดคุ้งตะเภาเป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานชัดเจนว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใด แต่สามารถสันนิษฐานได้ว่าวัดแห่งนี้เริ่มมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะปรากฏหลักฐานในเอกสารการอนุญาตให้ตั้งวัดของทางการ (ซึ่งเป็นเอกสารชั้นเก่าสุด) ในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2313 หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาได้เพียง 3 ปี โดยนามวัดเดิมมีชื่อว่า "คุ้งสำเภา" ตามนามหมู่บ้าน แต่ต่อมาถูกเรียกเพี้ยนเป็น "คุ้งตะเภา" ซึ่งปรากฏหลักฐานว่ามีการเรียกเพี้ยนเช่นนี้มาแล้วตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลคุ้งตะเภา โดย เป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานของสองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวตำบลคุ้งตะเภา ซึ่งพระพุทธรูปทั้งสององค์นั้นจัดได้ว่าเป็น 2 ใน 9 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญแห่งเมืองอุตรดิตถ์ คือ หลวงพ่อสุวรรณเภตรา และ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์
ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภาเป็นศูนย์กลางการศึกษาของคณะสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลคุ้งตะเภา โดยได้รับการจัดตั้งจากคณะสงฆ์จังหวัดอุตรดิตถ์ให้เป็นสำนักศาสนาศึกษาประจำตำบล ซึ่งมีผู้สอบผ่านธรรมศึกษาได้มากติดอันดับต้น ๆ ของจังหวัดอุตรดิตถ์[4] โดยมี พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิตธมฺโม) จร.ชท. เป็นเจ้าอาวาส และ พระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (แสงสิน) รจร. เป็นรองเจ้าอาวาส1
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ[5]
วัดคุ้งตะเภา เป็นวัดโบราณ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มสร้างมาแต่สมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีเพียงหลักฐานสืบค้นได้เพียงว่ามีพระสงฆ์มาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี มีอายุสองร้อยกว่าปีเศษ
ตัววัดคุ้งตะเภาสร้างติดอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก เดิมชื่อ “วัดคุ้งสำเภา” (หรือโค้งสำเภา) เนื่องจากด้วยในสมัยก่อนมีเรือสำเภาแล่นขึ้นและล่องทำการค้าขายเป็นประจำ มีอยู่ปีหนึ่ง น้ำขึ้นมากจึงมีเรือสำเภาลำหนึ่งได้แล่นมาถึงหน้าวัดและได้เกิดอัปปางลง ชาวบ้านจึงตั้งชื่อวัดนี้ว่า วัดคุ้งสำเภา ตำบลท่าเสา อำเภอบางโพ แขวงเมืองพิชัย
สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานีมีศาลาการเปรียญอยู่ริมแม่น้ำหลังหนึ่ง ชาวบ้านได้อาศัยวัดเป็นที่ทำการศึกษาเล่าเรียนโดยมีพระเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ต่อมาได้มีครูเป็นฆราวาสทำการสอนแทน จนต่อมาภายหลังแม่น้ำน่านได้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ในฤดูน้ำหลาก จึงทำให้น้ำ กัดเซาะตลิ่งวัดจนถึงตัวศาลาการเปรียญ ชาวบ้านจึงได้ปรึกษากัน ทำการย้ายศาลาการเปรียญหลังเก่ามาสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2472
ภายหลังแม่น้ำน่านเปลี่ยนทิศทางเดินออกไปไกลจากวัดมากเกือบ 700 เมตร จึงเกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาหน้าวัดซึ่งเป็นท้องน้ำเดิม ขณะเดียวกัน ก็มีเกาะเกิดขึ้นหน้าวัดด้วยตรงบริเวณหน้าค่ายพระยาพิชัยดาบหักปัจจุบัน มีเกร็ดในประวัติพระยาพิชัยดาบหักว่า เมื่อคราวท่านมาฝึกมวยที่บ้านท่าเสาฝั่งตรงข้ามบ้านคุ้งตะเภา ท่านก็ได้อาศัยหาดทรายเกาะกว้างที่เป็นแผ่นดินงอกใหม่บริเวณหน้าวัดคุ้งตะเภานั่นเองเป็นที่ฝึกมวย
เมื่อผ่านเวลานานมา ชื่อวัดจากนามหมู่บ้าน คุ้งสำเภา ก็แผลงมาเป็น คุ้งตะเภา และเรียกกันเช่นนี้ตลอดมาจนปัจจุบันนี้ ซึ่งมีหลักฐานว่าคนทั่วไปเรียกหมู่บ้านซึ่งเป็นนามวัดนี้ว่า "คุ้งตะเภา" มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ดังปรากฏในเสภาตอนหนึ่งใน ขุนช้าง–ขุนแผน ตอนสมเด็จพระพันวษา พระราชทานนักโทษฉกาจให้แก่ขุนแผนเพื่อนำร่วมทัพไปรบกับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมี "อ้ายกุ้ง (ชาว) คุ้งตะเภา" ปรากฏตัวในรายชื่อ 35 นักโทษด้วย (ขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณคดีที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้แต่งขึ้นในสมัยของพระองค์ โดยมีเค้าโครงเรื่องเดิมจากสมัยอยุธยา)
[แก้] พระพุทธรูปสำคัญ
[แก้] หลวงพ่อสุวรรณเภตรา
"พระพุทธสุวรรณเภตรา มหาบรมไตรโลกเชษฐ์ วรเสฏฐมุนี โอฆวิมุตตินฤบดี ศรีบรมไตรโลกนารถ โลกธาตุดิลก ฯ"
"หลวงพ่อสุวรรณเภตรา" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะสมัยสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ใจกลางอุโบสถวัดคุ้งตะเภา ได้หล่อขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2489 โดยพระครูธรรมกิจจาภิบาล (หลวงพ่อกลม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสาอยู่ในขณะนั้น (ท่านเป็นคนคุ้งตะเภาโดยกำเนิด) ได้ปรารภให้จัดสร้างพระพุทธรูปขึ้น เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถวัดคุ้งตะเภาที่ได้สร้างขึ้นใหม่ จึงได้ทำพิธีเททองหล่อขึ้น ณ วัดดอยท่าเสา โดยมีพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่นับถือเลื่อมใสในขณะนั้นนั่งปรกอธิษฐาน ในการหล่อครั้งนั้นมีประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธานำโลหะมีค่าต่าง ๆ เช่นทองคำ เงิน ฯลฯ มาร่วมถวายหล่อเป็นพุทธบูชาเป็นจำนวนมาก และเมื่อหล่อเสร็จ ก็ปรากฏว่าทองคำได้แล่นลงที่เศียรพระมากอย่างน่าอัศจรรย์ จึงปรากฏองค์พระพุทธรูปซึ่งกรอปไปด้วยพุทธสิริศุภลักษณะมีพระพักตร์อิ่มเอิบสุกปลั่งประดุจดั่งทองคำ (ซึ่งเมื่อผู้ใดมองไปที่พระพักตร์ขององค์ท่านก็จะทราบด้วยตนเองว่า พระพุทธรูปองค์นี้ "ยิ้มได้" อย่างน่าอัศจรรย์) มีเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่ากันสืบมาด้วยความศรัทธาว่า ในวันที่ทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อมาทางน้ำเพื่อมาประดิษฐานที่อุโบสถวัดคุ้งตะเภา ปรากฏว่าวันนั้นมีพายุฝนรุนแรงมาก แต่เมื่ออัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นฝั่งก็ปรากฏว่าฝนที่กำลังตกหนักอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกกลับพลันหยุดตกทันที และเมฆฝนที่ปกคลุมอาณาบริเวณมณฑลพิธีกลับพลันสลาย และแดดกลับออกจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้ร่วมพิธีในวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง
หลวงพ่อสุวรรณเภตรา หรือที่แปลว่า หลวงพ่อสำเภาทอง เป็นพระนามที่ชาวบ้านคุ้งตะเภาได้ขนานถึงด้วยความเลื่อมใสศรัทธานับถือมาช้านาน ประวัติความเป็นมาอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้และวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นเนื่องด้วยองค์ท่าน เป็นที่นับถือเลื่องลือมาช้านาน เห็นได้จากการกล่าวขานเลื่องลือถึงฤทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์แคล้วคลาดด้วยบารมีแห่งผู้ที่เคารพบูชาวัตถุมงคล เนื่องด้วยองค์ท่านอยู่เนือง ๆ และการที่มีผู้มาบนบานและแก้บนองค์หลวงพ่ออยู่เป็นประจำมิว่างเว้น
[แก้] พระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ (หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์)
พระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ หรือนามสามัญ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ เป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์บริสุทธิ์ (หน้าตักกว้าง 2 ศอก 13 นิ้ว สูง 3 ศอก 7 นิ้ว) สร้างในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สกุลช่างสุโขทัยยุคกลาง มีอายุประมาณ 700 ปี มีประวัติความเป็นมาและอภินิหารที่น่าสนใจยิ่ง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดคุ้งตะเภา ทางวัดไม่เปิดเผยสถานที่ประดิษฐานและไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าสักการะได้ถึงองค์พระ เนื่องด้วยปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย[1]
ดูเพิ่มได้ที่ ประวัติพระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ ฯ
[แก้] ลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา
| ลำดับเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา เท่าที่มีหลักฐานสืบค้นได้ | ||
| รายชื่อ | ตำแหน่ง | ปีที่ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.) |
|---|---|---|
| 1. หลวงพ่อโต๊ะ เลี้ยงประเสริฐ (ไม่ทราบฉายา) | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 2. หลวงพ่อตี๋ ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 3. หลวงพ่อเจิม ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 4. หลวงพ่อเพิ่ม ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 5. หลวงพ่อกลอง ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 6. พระสมุห์ปลาย ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 7. พระปลัดป่วน ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. ไม่ทราบ |
| 8. หลวงพ่อสังวาล ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | พ.ศ. 2500 - ไม่ทราบ |
| 9. พระอธิการท้วน โฆสโก | เจ้าอาวาส | ก่อน พ.ศ. 2509 - ไม่ทราบ |
| 10. พระอธิการเมี้ยน ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | ไม่ทราบ |
| 11. พระอธิการผลิต ไม่ทราบฉายา | เจ้าอาวาส | ไม่ทราบ |
| 12. พระสมพงษ์ สมจิตฺโต | รักษาการเจ้าอาวาส | พ.ศ. 2530 - ไม่ทราบ |
| 13. พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิตธมฺโม) | เจ้าอาวาส | พ.ศ. 2533 - ปัจจุบัน |
| *หมายเหตุ: พระที่รักษาวัดก่อนหน้านั้นไม่อาจทราบชื่อได้ | ||
[แก้] พระภิกษุสงฆ์จำพรรษา
[แก้] พระสังฆาธิการ
| ชื่อ | ตำแหน่ง | ตำแหน่งทางคณะสงฆ์ | ปีดำรงตำแหน่ง |
|---|---|---|---|
| พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช (ธง ฐิตธมฺโม) (อิ่มชม) | เจ้าอาวาส (จร.ชท.) | (อดีตเจ้าคณะตำบลคุ้งตะเภา พ.ศ. 2540 - 2542) | พ.ศ. 2533 - ปัจจุบัน |
| พระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ (แสงสิน) | รองเจ้าอาวาส (รจร.) | (เลขานุการเจ้าคณะตำบลคุ้งตะเภา พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน) | พ.ศ. 2537 - ปัจจุบัน |
[แก้] จำนวนพระภิกษุสามเณรจำพรรษา
ในพรรษากาล พ.ศ. 2551 วัดคุ้งตะเภามีพระภิกษุจำนวน 8 รูป สามเณร 1 รูป รวม 9 รูป
[แก้] ไวยาวัจกร
ปัจจุบันวัดคุ้งตะเภามีไวยาวัจกร 2 ท่านคือ
พันเอกสิงหนาท โพธิ์กล่ำ แต่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2542 - ปัจจุบัน
จ่าสิบเอกบุญเลี่ยม แสงวิจิตร แต่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน
[แก้] กิจกรรมหลักของวัด
วัดคุ้งตะเภาเป็นศูนย์รวมการจัดกิจกรรมของชุมชน ประกอบพิธีทางศาสนา อนุรักษ์ประเพณีของท้องถิ่น เป็น สำนักเรียนนักธรรมและธรรมศึกษาประจำตำบลคุ้งตะเภา และมีการจัดงานบรรพชาอุปสมบทหมู่พระภิกษุสามเณรภาคฤดูร้อน และบวชศีลจาริณีเป็นประจำทุกปี รวมทั้งเป็นศูนย์ศึกษา สมุนไพรในวัดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (ตามโครงการของทางคณะสงฆ์) ซึ่งมีสมุนไพรหายากหลากชนิดกว่า 300 ชนิด
[แก้] โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน วัดคุ้งตะเภา
วัดคุ้งตะเภาได้จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนติดต่อกันมาทุกปีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (ซึ่งนับเป็นวัดแรกในจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้จัดให้มีโครงการนี้ขึ้น) ซึ่งทางวัดจะมีการจัดการอบรมศาสนศึกษาระยะสั้นให้แก่กุลบุตร กุลธิดา ตลอดระยะเวลาการบรรพชา 30 วันรวมทั้งมีการจัดให้มีการนำคณะสามเณรศีลจาริณีไปทัศนศึกษาตามสถานที่ ต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัด อีกทั้งเมื่อสิ้นสุดโครงการยังมีการจัดธุดงค์วัตร นำคณะสามเณรผู้สนใจไปธุดงค์ตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ ฝึกความอดทนและความมีน้ำใจให้แก่เยาวชนอีกด้วย
ในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ ทุนปัจจัยทั้งหมดอาศัยแรงศรัทธาความสามัคคีร่วมใจของชาวบ้านคุ้งตะเภาและใกล้เคียงที่เล็งเห็นถึงผลของการพัฒนาลูกหลานเยาวชนให้กลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพต่อไป
[แก้] ศูนย์ศึกษาสมุนไพรประจำจังหวัดอุตรดิตถ์
ในปี พ.ศ. 2547 วัดคุ้งตะเภาได้รับความเห็นชอบจากทางคณะสงฆ์จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก พระเทพปริยัติวิธาน เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้วัดคุ้งตะเภาเป็น ศูนย์ศึกษาสมุนไพรประจำจังหวัด เนื่องจากวัดคุ้งตะเภามี พระภิกษุผู้เชี่ยวชาญในด้านสมุนไพรแผนโบราณ ได้เป็นผู้รวบรวมสมุนไพรหายากจากสถานที่ต่าง ๆ มารวมไว้ในวัด (ในปัจจุบันในวัดมีต้นยาสมุนไพรทั้งสิ้นกว่า 300 ชนิด) เพื่อให้ความรู้แก่ผู้สนใจและเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านในด้านการอนุรักษ์สมุนไพร อีกทั้ง วัดยังได้เก็บรวบรวมสมุดไทยและผูกใบลานจารึกตำรายา, ตำราพระเวท, และบทกฎหมายพระอัยการโบราณ อายุกว่าร้อยปี รวมมากกว่าร้อยผูก / เล่ม ซึ่งนับว่าเป็นโบราณวัตถุมรดกสำคัญอันล้ำค่ายิ่ง เป็นวัตถุพยานที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่แห่งภูมิปัญญาด้านสมุนไพรไทยของชาว คุ้งตะเภาที่สืบทอดมาแต่โบราณ
ทางวัดได้แบ่งเขตสังฆาวาสส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรที่รวบรวมมาได้จากที่ต่าง ๆ นำมาปลูกไว้ ทั้งชนิดต้นและชนิดไม้ลงหัว ไปจนกระทั่งไม้เลื้อยขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รวบรวมพืชสมุนไพรไทยที่หาชมได้ยากนำมาปลูกในเขตพื้นที่บริเวณวัดหลายร้อยชนิด โดยเริ่มทำการจัดหาสมุนไพรมาอนุรักษ์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2535 ซึ่งผู้มีส่วนสำคัญในการริเริ่มการปลูกอนุรักษ์สมุนไพรในวัดคุ้งตะเภาก็คือ พระอธิการธง ฐิตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา และพระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ รองเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในการจำแนกพืชสมุนไพรไทย
ต่อมา พระอาจารย์อู๋ ปัญญาวชิโร ซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านสมุนไพรไทยของตำบลคุ้งตะเภา (ข้อมูลจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลคุ้งตะเภา) ได้อุปสมบทและจำพรรษาอยู่ที่วัดคุ้งตะเภา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2539 ท่านเห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาโบราณเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ศาสตร์แขนงนี้ให้กับชนรุ่นหลัง ท่านจึงได้เสาะแสวงหาสมุนไพรไทยที่หายากจากสถานที่ต่าง ๆ นำมาปลูกไว้ในบริเวณเขตสังฆาวาสด้านทิศเหนือ จนในปัจจุบันจากพื้นที่โล่ง กลายมาเป็นสวนป่าสมุนไพรที่รวบรวมสมุนไพรไทยหายากนานาพันธุ์ ทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่และไม้อิงอาศัยนานาชนิด กอรปกับพระอาจารย์อู๋ ปัญฺญาวชิโร เป็นผู้เชี่ยวชาญในการปรุงยาสมุนไพรแบบโบราณ ทำให้มีผู้สนใจทางที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกจังหวัด มาศึกษาความรู้แขนงนี้จากท่านไม่เว้นแต่ละวัน
ในปี พ.ศ. 2546 สถาบันราชภัฎอุตรดิตถ์ (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์) ไดเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยแขนงนี้ไว้ จึงได้จัดโครงการ "อรุณรุ่งที่คุ้งตะเภา" โดยให้งบประมาณสนับสนุนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาในการทำสมุนไพรไทยพื้นบ้านแบบโบราณ ดังปรากฏตู้อบยาสมุนไพรภูมิปัญญาชาวบ้านนับ 10 ตู้ ที่ตั้งอยู่ข้างอุโบสถวัดคุ้งตะเภาจนปัจจุบันนี้
สวนป่าสมุนไพรวัดคุ้งตะเภา ในปัจจุบันยังคงปล่อยให้เป็นบรรยากาศธรรมชาติอันร่มรื่นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของสมุนไพร ซ่อนเร้นสมุนไพรไทยหายากอันมีคุณประโยชน์ยิ่งในบริเวณป่า เป็นพื้นที่ป่าปลูกที่เงียบสงบเหมาะแก่การเจริญจิตตภาวนาห่างไกลจากสิ่งรบกวน สมกับคำว่า "สวนป่า" โดยแท้จริง[6]
[แก้] ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมของชุมชน
|
|
[แก้] การอนุรักษ์ภูมิปัญญาหมู่บ้านคุ้งตะเภา
“หมู่บ้านคุ้งตะเภา” เป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับได้ 250 กว่าปีผ่านมาแล้ว ล่วงเลยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรี จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางแมกไม้สัตว์ป่าอันอุดม กลายมาเป็นตำบลใหญ่ที่มีประชากรนับพัน ๆ คนในปัจจุบัน ศิลปะและวัฒนธรรมในปัจจุบันย่อมพัฒนามาจาก อดีต ตามการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนไปกับกาลเวลา และ ปัจจุบัน ย่อมส่งผลต่อเนื่องถึง อนาคต อดีต ปัจจุบัน และอนาคตจึงแนบเนื่องเกี่ยวพันกันดั่งกระแสน้ำในลำธาร มิอาจตัดขาดกันได้ และวิถีวัฒนธรรมในแต่ละสังคมย่อมพัฒนาแตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานความเป็นมาของสังคมนั้น ๆ
ด้วยอดีตอันยาวนาน จากสังคมชนบทที่เอื้อเฟื้อ อยู่กันสนิทประดุจญาติ มีการเกื้อกูลช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน เป็นที่แน่นอนว่าด้วยสภาพสังคมเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดศิลปะประเพณีการละเล่นต่าง ๆ เพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการงานในช่วงของวันและเพื่อสร้างความความเพลิดเพลินในงานบุญต่าง ๆ ศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่มีตั้งแต่ การละเล่นนางด้ง นางกะลา การรำช่วง การร้องเพลงเกี่ยวข้าว จนไปถึงขับขานเพลงฉ่อยโต้ไปมาระหว่างหนุ่มสาว ตามวิสัย จนไปถึงกระทั่งงานบุญใหญ่อันเป็นที่รวมแห่งคนในหมู่บ้านที่จัดให้มีการแสดงร้องรำละเล่นต่าง ๆ จนเกิดเป็นการละเล่นที่กลายมาเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของหมู่บ้านในที่สุด
แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กรอปกับทั้งกระแสแห่งทุนนิยมและวัตถุ ได้หลั่งไหลทะลักเข้าสู่สังคมไทย จนกระทั่งแม้หมู่บ้านคุ้งตะเภาของเราเอง ทำให้คนรุ่นหลัง ละเลยไม่ใส่ใจ และพากันละทิ้งประเพณีการละเล่นศิลปะการแสดง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหมู่บ้านจนหามีผู้สืบทอดมิได้ในปัจจุบัน เหลือทิ้งไว้แต่เพียงคำบอกเล่า ถึงอัตตลักษณ์อันรุ่งโรจน์ของ “คน” หมู่บ้านคุ้งตะเภาในอดีตไว้ให้เพียงระลึกถึง และรอวันสูญหายไปกับธารแห่งเวลาและกระแสโลกตะวันตกและวัตถุนิยมที่ “ขาด” ความพอดีในชีวิตไปตลอดกาล
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่และเป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงความรุ่งโรจน์ทางภูมิปัญญาในอดีตของคนคุ้งตะเภานั่นก็คือศิลปะการรักษาโรคด้วยสมุนไพรที่ยังมีผู้สืบทอดอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงศิลปะใน วัตถุโบราณเอกสารใบลาน สมุดข่อยอันคร่ำคร่า นับร้อยผูก/เล่ม ที่คนรุ่นก่อนได้บันทึกและจดจารไว้เพื่อเป็นการสืบทอดและรักษาให้ภูมิปัญญาศิลปะในการรักษาโรคอันทรงค่ายิ่งนี้ให้คงอยู่[7]
ภูมิปัญญา สิ่งเหล่านี้ บรรพชนได้สั่งสมองค์ความรู้ที่เรียนจากประสบการณ์ชีวิตของผู้คน โดยการสังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ ลองผิดลองถูก และปฏิบัติการอย่างมีเหตุผล ทำให้เกิดภูมิปัญญา สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านจำนวนไม่น้อยได้สูญหายไปตามกาลเวลาและความผันแปรทางการเมืองของชาติและขาดการสืบทอด แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่นี้จำนวนไม่น้อยเลยที่ยังเก็บความรู้ชั้นสูงที่คนปัจจุบันก็ยังหาคำตอบไม่ได้เอาไว้ ภูมิปัญญาเหล่านี้ก็ยังคงเป็นมรดกไทย เป็นภูมิปัญญาของชาติที่พร้อมจะสูญหาย ถ้าพวกเราไม่รีบอนุรักษ์สืบทอดกันไว้ให้อนุชนรุ่นหลังต่อไป ฯ
[แก้] ข้อมูลจำเพาะ
วัดคุ้งตะเภา อยู่ระหว่าง เส้นรุ้งที่ 17 องศา 37 ลิปดา และ 19 องศา 30 ลิปดาเหนือ กับเส้นแวงที่ 100 องศา 05 ลิปดา และ 101 องศา 11 ลิปดาตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเล 63 เมตร[8]
เนื้อที่ตั้งวัด 14 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา ที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา ( ที่ธรณีสงฆ์ใช้ประโยชน์ในการตั้งเมรุ ศาลาธรรมสังเวช ร้านค้าชุมชน ธนาคารหมู่บ้าน ฯลฯ ) ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2313 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2490[9] เนื้อที่กว้าง 10 เมตร ยาว 29 เมตร[10]
[แก้] เชิงอรรถ
หมายเหตุ 1: วัดคุ้งตะเภาเป็น 1 ในไม่กี่วัดในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ที่มีรองเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ (ตามปกติวัดที่จะมีรองเจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางคณะสงฆ์ได้ ต้องมีพระภิกษุสามเณรในสังกัดพรรษาย้อนหลัง 5 ปี จำนวนคงที่ไม่น้อยกว่า 15 รูป ซึ่งวัดคุ้งตะเภาไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว) โดยพระสมุห์สมชาย จีรปุญฺโญ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าอาวาสเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นพระภิกษุที่รู้จักของคณะสงฆ์อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ว่าเป็นพระนักปฏิบัติและพระนักพัฒนาที่อุทิศตนรูปหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 ประวัติพระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ ฯ (หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์) จากเว็บไซด์วัดคุ้งตะเภา
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, เล่ม ๑๒๕, ตอน ๓ ข, ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๒๙
- ^ เทวประภาส มากคล้าย เปรียญ.. เอกสาร : เอกสารแนะนำวัดคุ้งตะเภา . อุตรดิตถ์ : วัดคุ้งตะเภา , 2549.
- ^ ผลสอบธรรมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์. สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง : แผนกสถิติ-ข้อมูล
- ^ ประวัติวัดคุ้งตะเภา ในวิกิซอร์ซ
- ^ ข้อมูลและภาพสวนป่าสมุนไพรวัดคุ้งตะเภา (ศูนย์ศึกษาสมุนไพรในวัดประจำจังหวัดอุตรดิตถ์) จากเว็บไซด์วัดคุ้งตะเภา
- ^ วัดคุ้งตะเภา- ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม จังหวัดอุตรดิตถ์. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก[1]. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 4-6-52
- ^ ตำแหน่งที่ตั้ง ตำบลคุ้งตะเภา จากไทยตำบลดอตคอม
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมา, เล่ม ๖๔, ตอน ๔๑, ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๐, หน้า ๕๔๘
- ^ กรมการศาสนา.ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม๗ หน้า ๓๔.โรงพิมพ์ืการศาสนา กรุงเทพฯ ๒๕๓๑:
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- เว็บไซด์วัดคุ้งตะเภา www.watkungtaphao.th.gs
- เว็บบอร์ดลานวัดคุ้งตะเภา.กระดานสนทนาวัดคุ้งตะเภา
- แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของ วัดคุ้งตะเภา
- ภาพถ่ายดาวเทียม จาก วิกิแมเปีย หรือ กูเกิลแมป
- แผนที่ จาก มัลติแมป หรือ โกลบอลไกด์
- ภาพถ่ายทางอากาศ จาก เทอร์ราเซิร์ฟเวอร์
| หน่วยการปกครองและสถานที่สำคัญในตำบลคุ้งตะเภา | ||
|---|---|---|
| หมู่บ้าน |
หมู่บ้านป่ากล้วย (หมู่ 1-2) • หมู่บ้านป่าขนุน(หมู่ 3) • หมู่บ้านคุ้งตะเภา (หมู่ 4) • หมู่บ้านหัวหาด (หมู่ 5) • หมู่บ้านหาดเสือเต้น (หมู่ 6,8) • หมู่บ้านบ่อพระ (หมู่ 7) |
|
| ศาสนสถาน |
วัดคุ้งตะเภา • วัดใหม่เจริญธรรม • วัดป่ากล้วย • วัดป่าสักเรไร • วัดหาดเสือเต้น • วัดหนองปล้อง • วัดบ่อพระ |
|
| สถานศึกษา |
โรงเรียนป่ากล้วยเสริมวิทยา • โรงเรียนบ้านคุ้งตะเภา • โรงเรียนบ้านหัวหาด • โรงเรียนบ้านบ่อพระ • โรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยา (ประถมฯและมัธยมฯต้น) • โรงเรียนบ้านหาดเสือเต้น (ประถมฯและมัธยมฯต้น) |
|
|
|||||||||||||
ภาพศาสนสถานสำคัญในวัดคุ้งตะเภา
|
|||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|


