มหาวิทยาลัยนเรศวร
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| วิชาการเด่น เน้นคุณธรรม นำสังคม มหาราชแห่งความภูมิใจ มหาวิทยาลัยแห่งปัญญา |
||
| วิทยาเขตหลัก ถนนพิษณุโลก-นครสวรรค์ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก วิทยาเขตพะเยา |
| อักษรย่อ | มน. / NU |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Naresuan University |
| วันสถาปนา | 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 |
| ประเภท | รัฐ |
| นายกสภาฯ | ศ.เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ |
| อธิการบดี | รศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี |
มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ตั้งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 ภายหลังจากการยกฐานะขึ้นจากวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยชื่อ "มหาวิทยาลัยนเรศวร" นั้น ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสดุดีและเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เนื่องด้วยพระองค์ทรงประสูติที่เมืองพิษณุโลกและทรงเคยดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกมาก่อน
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนของประเทศไทย[1] โดยมีการเรียนการสอนครอบคลุมครบทุกสาขาวิชาทั้งทางด้านสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ และสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมทุกระดับการศึกษาทั้งสิ้น 186 หลักสูตร[2] และมีนิสิตศึกษาอยู่ในคณะและวิทยาลัยต่างๆ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30,000 คน[3] โดยมหาวิทยาลัยนเรศวรได้รับการจัดอันดับในด้านการวิจัยให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับดีเยี่ยมและเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 9 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย โดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2549[4]
พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนธันวาคม โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ในกิจการของมหาวิทยาลัยนเรศวร
[แก้] ประวัติ
มหาวิทยาลัยนเรศวร มีประวัติการก่อตั้งและพัฒนาโดยเป็นได้เป็น 3 ยุคสมัย คือ ยุคที่ 1 วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก, ยุคที่ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก และยุคปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยนเรศวร[5][6]
โดยในปี พ.ศ. 2497 รัฐบาลในสมัยนั้นได้ตราพระราชบัญญัติวิทยาลัยวิชาการศึกษา (College of Education) ขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้เป็นสถาบันหลักในการผลิตครูของประเทศ ซึ่งการจัดตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษานั้นเริ่มขึ้นที่ประสานมิตรเป็นแห่งแรก ต่อมา จึงดำเนินการจัดตั้งเพิ่มเติมในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2510 มีที่ตั้ง ณ เลขที่ 1 ถนนสนามบิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก
ต่อมา เมื่อวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรได้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2517 แล้ว วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกจึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีวิทยาเขตประสานมิตรเป็นศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับวิทยาลัยวิชาการการศึกษาอื่น ๆ อีก 8 แห่ง การจัดการเรียนการสอนในสมัยนั้นเปิดสอนเพียง 5 คณะ และ 1 วิทยาลัย คือ คณะพลศึกษา (ถูกยุบเลิกในปี พ.ศ. 2535)[7] คณะศึกษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย[8] โดยสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลกยังคงใช้สถานที่เดิมของวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - พ.ศ. 2524) ที่กำหนดให้จังหวัดพิษณุโลก เป็นเมืองศูนย์กลางและเมืองหลักของภาคเหนือตอนล่าง ทางวิทยาเขตจึงขออนุญาตกระทรวงมหาดไทย ในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา และรองรับการขยายตัวของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับอนุญาตในปี พ.ศ. 2527 โดยเป็นช่วงเดียวกับที่ทางทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้นประกาศโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ของรัฐในส่วนภูมิภาคอีก 5 แห่ง โดยที่ดินที่ได้รับการจัดสรรใหม่นี้อยู่บริเวณทุ่งหนองอ้อ – ปากคลองจิก ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน
ในช่วงปี พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2531 ทางวิทยาเขตได้เตรียมแผนสำหรับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ และในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 400 ปี ของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รัฐบาลในสมัยของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้มีมติให้ยกฐานะวิทยาเขตพิษณุโลก ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามมหาวิทยาลัยใหม่แห่งนี้ว่า "มหาวิทยาลัยนเรศวร" ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยจึงได้กำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย[6]
ภายหลังจากการยกฐานะของมหาวิทยาลัยนเรศวรแล้ว ทางมหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งอาคาร สถานที่และบุคลากรณ์ โดยมุ่งหวังที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ (Comprehensive University)[9] ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะ วิทยาลัยต่าง ๆ ให้ครอบคลุมทุกสาขาวิชา และจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพในด้านการเรียนการสอน และการทำวิจัย ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ทางมหาวิทยาลัยได้มีมติจัดตั้งวิทยาเขตที่จังหวัดพะเยา[10] ซึ่งปัจจุบันได้ใช้ชื่อว่า "มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา" และมีการจัดตั้งโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร ในปี พ.ศ. 2548[11]
[แก้] สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย
- ตราสัญลักษณ์พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในท่าประทับนั่ง พระหัตถ์ขวาทรงสุวรรณภิงคารหลั่งทักษิโณทก ประกาศอิสรภาพตอนล่างพระแท่นมีอักษรชื่อมหาวิทยาลัยนเรศวร อยู่ภายในป้ายชายธง[12]
- ตราสัญลักษณ์รูปช้างศึก อยู่ในโล่ห์กลมแบบโบราณ ตอนล่างรูปช้างศึกมีอักษรชื่อมหาวิทยาลัยนเรศวร อยู่ภายในป้ายชายธง[12]
- ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ดอกเสลา[13]
- สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีเทา-แสด[13]
[แก้] ทำเนียบผู้บริหารและอธิการบดี
รายนามผู้บริหารและอธิการบดีตั้งแต่สมัยวิทยาลัยวิชาการศึกษาจนถึงปัจจุบันมีดังนี้[6]
| วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก | |
| รายนามรองอธิการ | วาระการดำรงตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. ศาสตราจารย์ ดร.พนัส หันนาคินทร์ | กันยายน พ.ศ. 2510 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2517 |
| มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก | |
| รายนามรองอธิการบดี | วาระการดำรงตำแหน่ง |
| 1. ศาสตราจารย์ ดร.พนัส หันนาคินทร์ | 29 มิถุนายน พ.ศ. 2517 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2526 |
| 2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ กินาวงศ์ | 9 ตุลาคม พ.ศ. 2526 - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 |
| 3. รองศาสตราจารย์ ฉัตรชัย อรณนันท์ | 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 - 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 |
| 4. รองศาสตราจารย์ ดร.ดำรง ศิริเจริญ | 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 - 23 เมษายน พ.ศ. 2533 |
| 5. ศาสตราจารย์ ดร.สมพร บัวทอง | เมษายน พ.ศ. 2533 - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 (รักษาการ) |
| มหาวิทยาลัยนเรศวร | |
| รายนามอธิการบดี | วาระการดำรงตำแหน่ง |
| 1. ศาสตราจารย์ ดร.สมพร บัวทอง | 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 - 24 มกราคม พ.ศ. 2534 (รักษาการ) |
| 2. ศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ สุขสำราญ | 25 มกราคม พ.ศ. 2534 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2534 (รักษาการ) 25 มีนาคม พ.ศ. 2534 - 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 |
| 3. ศาสตราจารย์ ดร.สุจินต์ จินายน | 1 เมษายน พ.ศ. 2535 - 19 มกราคม พ.ศ. 2536 (รักษาการ) 20 มกราคม พ.ศ. 2536 - 19 มกราคม พ.ศ. 2540 (วาระที่ 1) 20 มกราคม พ.ศ. 2540 - 19 มกราคม พ.ศ. 2544 (วาระที่ 2) |
| 4. รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี | 20 มกราคม พ.ศ. 2544 - 19 มกราคม พ.ศ. 2548 ( วาระที่ 1 ) 20 มกราคม พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน ( วาระที่ 2 ) |
[แก้] การเรียนการสอน
[แก้] คณะและวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ, สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งสิ้น 186 หลักสูตร แบ่งเป็นระดับประกาศนียบัตร 2 หลักสูตร, ปริญญาตรี 82 หลักสูตร, ปริญญาโท 75 หลักสูตร และปริญญาเอก 27 หลักสูตร[2]
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนเรศวรมีหน่วยงานในการจัดการเรียนการสอนทั้งหมด 16 คณะ 3 วิทยาลัย[14] ดังต่อไปนี้
[แก้] วิทยาเขต
มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการกระจายโอกาสและการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา จึงได้จัดทำโครงการกระจายโอกาสทางการศึกษาสู่จังหวัดพะเยาขึ้น โดยให้ชื่อว่า "วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา" ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 และเริ่มเปิดการเรียนการสอนเมื่อปี พ.ศ. 2542[10]
ต่อมาคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยได้มีมติเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา เป็น "มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา" เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550[15] เพื่อเตรียมยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศในอนาคตต่อไป
มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มีพื้นที่ประมาณ 5,700 ไร่[16] ปัจจุบัน ประกอบไปด้วยสำนักวิชา 11 สำนักวิชา[17] ดังนี้
[แก้] ศูนย์วิทยบริการ
ศูนย์วิทยบริการมหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินการจัดตั้งเพื่อขยายเครือข่ายการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท (ภาคพิเศษ) ไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มพูนความรู้ให้กับผู้บริหารและบุคลากรที่ไม่สามารถมาเรียนโดยตรงที่มหาวิทยาลัยได้ โดยมีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร จะทำการกำกับดูแลและควบคุมมาตรฐานการศึกษา รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนของศูนย์วิทยาบริการมหาวิทยาลัยทั้งหมด[18] ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนเรศวรได้เปิดทำการเรียนการสอน ณ ศูนย์วิทยบริการใน 10 จังหวัดดังต่อไปนี้[19]
[แก้] การวิจัย
จากการที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้วางเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยเป็น "มหาวิทยาลัยวิจัย (Research University) "[9] จึงได้มีการจัดตั้งสถาบันต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการ ประสานงานและรวบรวมงานวิจัยต่าง ๆ ของคณาจารย์และนิสิตของมหาวิทยาลัยดังนี้
ในแต่ละปี ทางมหาวิทยาลัยมีการจัด "การประชุมวิชาการ นเรศวรวิจัย (Naresuan Research Conference) " ขึ้น เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยและผู้ที่สนใจนำเสนอผลงานวิจัยและการสรรสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งในปี พ.ศ. 2551 นี้ การประชุมวิชาการ นเรศวรวิจัย ครั้งที่ 4 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ณ อาคารเรียนรวมเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยมีหัวข้อการประชุม เรื่อง "การบริหารนวัตกรรม (Innovation Management) "
ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติในฐานข้อมูล ISI ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 - พ.ศ. 2548 มีทั้งสิ้น 112 เรื่อง[20] ส่วนในปี พ.ศ. 2551 นั้น มหาวิทยาลัยนเรศวรได้รับทุนวิจัยรวมทั้งสิ้น 510 โครงการ[21] โดยแบ่งตามสาขาดังนี้
- สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวม 151 โครงการ
- สาขาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวม 143 โครงการ
- สาขามนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ รวม 140 โครงการ
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจากหน่วยงานอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัย, ศูนย์ฝึกอบรมและควบคุมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์, คลินิกเทคโนโลยี และโครงการเครือข่ายภาคเหนือตอนล่าง ที่ได้รับทุนวิจัยรวมอีก 76 โครงการ โดยผลงานวิจัยที่น่าสนใจและได้รับรางวัล[22] เช่น
- ผลงานวิจัย "การศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีเพื่ออธิบายองค์ประกอบและชะตากรรมของเอกภพ"
- ผลงานวิจัย "การเคลือบอาหารด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตย์"
ได้รับรางวัล Award for Excellence in Scientific Research ในการประชุมวิชาการนานาชาติของ Institute of Food Technologist ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2548 - ผลงานวิจัย "การศึกษาวิจัยและพัฒนายาเม็ดรักษาโรครูปแบบใหม่ (ยาเม็ดพัลสะไทล์) ที่สามารถออกฤทธิ์ได้ตามกำหนดเวลา"
ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี พ.ศ. 2547
[แก้] อันดับมหาวิทยาลัย
ในปี พ.ศ. 2549 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ดำเนินการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของประเทศไทยใน "โครงการฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทย"[23] โดยในภาพรวมด้านการวิจัยนั้น มหาวิทยาลัยนเรศวรได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับดีเยี่ยมและเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 9 ของประเทศไทย[4]
นอกจากนี้แล้ว การจัดอันดับโดย เว็บโอเมตริกซ์ (Webometrics) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจของสถาบันต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บ และเป็นความริเริ่มเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง (Open Access) ทั่วโลก โดยบ่งบอกถึงปริมาณและคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ของสถาบัน เพื่อใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ ในการประเมินผลงานวิจัยของสถาบัน ซึ่งทางเว็บโอเมตริกซ์ได้จัดอันดับเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ให้มหาวิทยาลัยนเรศวรอยู่ในอันดับที่ 14 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และอันดับ 1,660 ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก[24]
[แก้] พื้นที่มหาวิทยาลัย
[แก้] พื้นที่การศึกษา
มหาวิทยาลัยนเรศวร แบ่งพื้นที่การศึกษาออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
[แก้] มหาวิทยาลัยนเรศวร ส่วนสนามบิน
หรือที่เรียกว่า "มน.ใน" ส่วนนี้เป็นสถานที่ตั้งแรกเดิมของมหาวิทยาลัย มีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพิษณุโลก ณ เลขที่ 1 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ในปัจจุบันคณะและหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ย้ายไปยังพื้นที่ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ปีการศึกษา 2535 คงเหลือแต่เพียงหอศิลป์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน "ไภษัชยศาลา" และศูนย์สุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยนเรศวร (สนามบิน) ซึ่งในปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงพื้นที่ส่วนใหญ่เพื่อเป็นที่ตั้งของโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร
[แก้] มหาวิทยาลัยนเรศวร ส่วนหนองอ้อ
หรือที่เรียกว่า "มน.นอก" ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบันของมหาวิทยาลัย มีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลกไปทางใต้ประมาณ 10 กม. โดยตั้งอยู่ ณ เลขที่ 99 หมู่ 9 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แต่เดิมนั้นที่ดินบริเวณนี้เป็นที่ดินสาธารณะโดยชาวบ้านเรียกว่า "ทุ่งหนองอ้อ - ปากคลองจิก" เนื่องจากเคยเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่เต็มไปด้วยต้นอ้อ และมีต้นจิกปกคลุมไปทั่ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ทางมหาวิทยาลัยได้เข้าใช้พื้นที่และทำการปรับรูปที่ดินและถมหนองน้ำต่างๆ ซึ่งการก่อสร้างอาคารต่างๆ ในมหาวิทยาลัยนั้นอาศัยแผนแม่บท (Master Plan) ที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในปี พ.ศ. 2527