มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Prince of Songkla University
Prince of Songkla University Emblem.png
คติพจน์ ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์
สถาปนา 22 กันยายน พ.ศ. 2510
ประเภท สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
ทุนทรัพย์ ฿4,171,014,200
(2012) [1]
อธิการบดี รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล
นายกสภาฯ ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล
จำนวนผู้ศึกษา 39,700 (2012) [2]
จำนวน ป.ตรี 34,000 (2012)
จำนวน บัณฑิตศึกษา 5,700 (2012)
ที่ตั้ง วิทยาเขตหาดใหญ่
ถนนกาญจนวณิชย์ ตำบลคอหงส์
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
วิทยาเขตปัตตานี
ถนนเจริญประดิษฐ์ ตำบลรูสะมิแล
อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี
วิทยาเขตภูเก็ต
ถนนวิชิตสงคราม อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต
วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
วิทยาเขตตรัง
ถนนตรัง-กันตัง ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง

7°00′39″N 100°29′49″E / 7.01083°N 100.49694°E / 7.01083; 100.49694พิกัดภูมิศาสตร์: 7°00′39″N 100°29′49″E / 7.01083°N 100.49694°E / 7.01083; 100.49694
ต้นไม้ ศรีตรัง
สีประจำสถาบัน      น้ำเงิน
มาสคอต นางสาวศรีตรัง
เครือข่าย ASAIHL
เว็บไซต์ www.psu.ac.th

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (อังกฤษ:Prince of Songkla University;อักษรย่อ:ม.อ.) เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในภาคใต้ของประเทศไทย ตาม พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2510 ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2510 จึงถือว่าวันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็นวันสงขลานครินทร์

ในระยะแรกของการก่อตั้ง ได้รับนักศึกษาเข้าศึกษาครั้งแรกในคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยใช้อาคารเรียนของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหิดล) เป็นสถานที่ศึกษา และปีต่อมา พ.ศ. 2511 ก็เริ่มย้ายนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มาเรียนที่จังหวัดปัตตานี ในปี พ.ศ. 2514 ย้ายนักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเรียนที่ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิทยาเขตที่ใหญ่ที่สุด พ.ศ. 2520 เปิดวิทยาเขตภูเก็ต พ.ศ. 2533 เปิดวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และ พ.ศ. 2534 เปิดวิทยาเขตตรัง

ประวัติ[แก้]

บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

เมื่อปี พ.ศ. 2505 รัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่ภาคใต้ โดยเริ่มต้นจากการจัดตั้ง "วิทยาลัยศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์" เพื่อรอการพัฒนาขึ้นเป็นระดับมหาวิทยาลัย ต่อมา ในปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติหลักการในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาคใต้ขึ้นที่ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยจะใช้เป็นที่ตั้งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และใช้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "มหาวิทยาลัยภาคใต้" ซึ่งมีสำนักงานชั่วคราวของมหาวิทยาลัยอยู่ที่อาคารคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (อาคารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน)

หลังจากนั้น คณะกรรมการพัฒนาภาคใต้ โดย พ.อ.ถนัด คอมันตร์ นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานชื่อให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามมหาวิทยาลัยว่า "มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์" เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2510 ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ของสมเด็จพระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงถือว่าวันที่ 22 กันยายน ของทุกปีเป็น "วันสงขลานครินทร์"

ในปี พ.ศ. 2510 มหาวิทยาลัยที่จังหวัดปัตตานีก่อสร้างเสร็จในบางส่วนแล้วนั้น ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข และคณะ ได้เดินทางไปตรวจการก่อสร้าง พบว่า บริเวณดังกล่าวไม่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ดังนั้น จึงมีความเห็นว่า มหาวิทยาลัยที่จังหวัดปัตตานีนั้นควรใช้เป็นอาคารของคณะศึกษาศาสตร์ และคณะทางศิลปศาสตร์ และได้ย้ายคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปตั้งที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ต่อมา วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2511 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ขึ้น[3] มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็น "วันสถาปนามหาวิทยาลัย"

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้เปิดคณะวิชาต่าง ๆ 25 คณะ โดยเปิดสอนสาขาวิชาการต่าง ๆ จำนวน 236 สาขา เป็นการศึกษาระดับปริญญาเอกและเทียบเท่า 20 สาขา หลักสูตรฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง 9 สาขา ปริญญาโท 86 สาขา ประกาศนียบัตรบัณฑิต 2 สาขา และปริญญาตรี (4-6 ปี) 121 สาขา

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย[แก้]

รายนามอธิการบดี[แก้]

นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีอธิการบดีมาแล้ว 11 คน ดังรายนามต่อไปนี้

อธิการบดี
รายนามอธิการบดี วาระการดำรงตำแหน่ง
1. พันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ เมษายน พ.ศ. 2510 - มีนาคม พ.ศ. 2512
2. ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข มีนาคม พ.ศ. 2512 - กรกฎาคม พ.ศ. 2514
3. ศาสตราจารย์ ดร.บัวเรศ คำทอง กรกฎาคม พ.ศ. 2514 - กรกฎาคม พ.ศ. 2516
4. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สวัสดิ์ สกุลไทย กรกฎาคม พ.ศ. 2516 - กรกฎาคม พ.ศ. 2518
5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข กุลละวณิชย์ กรกฎาคม พ.ศ. 2518 - กรกฎาคม พ.ศ. 2522 (วาระที่ 1)
กรกฎาคม พ.ศ. 2528 - พฤษภาคม พ.ศ. 2534 (วาระที่ 2)
6. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ กรกฎาคม พ.ศ. 2522 - มิถุนายน พ.ศ. 2528
7. รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริพงษ์ ศรีพิพัฒน์ มิถุนายน พ.ศ. 2534 - พฤษภาคม พ.ศ. 2540
8. รองศาสตราจารย์ ดร.สุนทร โสตถิพันธุ์ มิถุนายน พ.ศ. 2540 - พฤษภาคม พ.ศ. 2543
9. รองศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2543 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2549
10. รองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข 1 มิถุนายน พ.ศ. 2549 - 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
11. รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน

วิทยาเขต[แก้]

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของภาคใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาสู่ภาคใต้ ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยจึงมีเจตนาที่จะเป็นมหาวิทยาลัยหลายวิทยาเขต ปัจจุบันมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ประกอบด้วย 5 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตหาดใหญ่ วิทยาเขตปัตตานี วิทยาเขตตรัง วิทยาเขตภูเก็ต และวิทยาเขตสุราษฎ์ธานี

วิทยาเขตหาดใหญ่[แก้]

วิทยาเขตปัตตานี[แก้]

วิทยาเขตภูเก็ต[แก้]

วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี[แก้]

  • คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
  • คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ
  • โครงการจัดตั้งคณะประมง
  • โครงการจัดตั้งคณะเทคโนโลยีการยาง
  • วิทยาลัยชุมชนสุราษฎร์ธานี
  • โครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
  • โครงการจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
  • โครงการจัดตั้งคณะคณะเภสัชศาสตร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี

วิทยาเขตตรัง[แก้]

สถาบันสมทบ[แก้]

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้รับวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข เข้าสมทบในมหาวิทยาลัย [4][5] ดังนี้

  • วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา
  • วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี

เครือข่ายวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย[แก้]

สาขาความเป็นเลิศ/สถานวิจัยความเป็นเลิศ/สถานวิจัย/หน่วยวิจัยที่ได้รับ

การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย[แก้]

โดยวิธีรับตรงจากนักเรียนที่กำลังศึกษาในโรงเรียน 14 จังหวัดภาคใต้ โครงการรับตรงต่าง ๆ ที่เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย และร่วมสอบคัดเลือกกับสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย โดยสามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็ปไซต์ งานรับนักศึกษา สังกัดกองทะเบียนและประมวลผล ที่เว็ปไซต์ http://www.entrance.psu.ac.th/

อันดับและมาตรฐานของมหาวิทยาลัย[แก้]

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 200 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย (Asian university rankings - top 200 in 2010) โดยอยู่ในลำดับที่ 95 ในระดับเอเชียของปี 2554 (อันดับ 5 ของประเทศไทย) จากที่เคยได้อันดับที่ 101 ในปี 2553 และ อันดับ 109 ในปี 2552 ซึ่งจัดโดย Quacquarelli Symonds หรือ QS นอกจากนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2552 กระทรวงศึกษาธิการได้คัดเลือกให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยของไทย

วันสำคัญของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์[แก้]

วันสถาปนามหาวิทยาลัย[แก้]

วันที่ 12 มีนาคม 2511 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 85 ตอน 24 โดยเรียกว่า “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2511” และวันที่ 13 มีนาคม เป็นวันที่พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีผลบังคับใช้ ดังนั้น มหาวิทยาลัย จึงได้กำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของมหาวิทยาลัย โดยถือว่าวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันคล้าย “วันสถาปนามหาวิทยาลัย”

วันสงขลานครินทร์[แก้]

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้กำหนดให้วันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือวัน “สงขลานครินทร์” เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดลุยเดช ในการพระราชทานชื่อแก่มหาวิทยาลัยภาคใต้ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในปัจจุบัน) เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2510 ว่า “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเทอดทูนเกียรติของสมเด็จพระบรมราชชนก ผู้ทรงมีมหากรุณาธิคุณแด่การศึกษาแพทย์และการพยาบาลของไทย

วันมหิดล[แก้]

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้กำหนดให้วันที่ 24 กันยายนของทุกปีเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของมหาวิทยาลัยเรียกว่า “วันมหิดล” เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเสด็จทิวงคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ โดยมหาวิทยาลัยร่วมกับส่วนราชการและภาคเอกชนจะจัดให้มีกิจกรรมวางพวงมาลา หน้าพระบรมรูป ฯ ในทุกวิทยาเขต เพื่อเฉลิมพระเกียรติและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ นอกจากนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 เป็นต้นไป มหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรม "วันถือประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง" เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก ในการสร้างความเจริญแก่ประเทศชาติโดยไม่หวังผลตอบแทน เพิ่มอีกหนึ่งกิจกรรมด้วย

วันรูสะมิแล[แก้]

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้เริ่มดำเนินการก่อตั้งที่ตำบลรูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อ พ.ศ. 2509 โดยในเวลาดังกล่าวมหาวิทยาลัยมีสำนักงานชั่วคราวอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อมาในปี 2510 มหาวิทยาลัย ได้เปิดรับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นคณะแรก และในปี 2511 ก็เปิดรับนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ โดยอาศัยพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นที่ทำการเช่นเดียวกัน เมื่อการก่อสร้างอาคารที่ปัตตานีแล้วเสร็จเป็นบางส่วนในภาคการศึกษาที่ 2 นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยก็ได้ย้ายมาอยู่ที่วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี พร้อมกันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2511 ดังนั้นในวันที่ 9 พฤศจิกายนของทุกปีจึงเรียกว่าวัน “รูสะมิแล” ซึ่งมีความหมายว่า “สนเก้าต้น” ตามชื่อตำบลที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเพื่อระลึกถึงการมาอยู่ที่ตำบลรูสะมิแลวันแรก

พิธีพระราชทานปริญญาบัตร[แก้]

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัดให้มีขึ้นในเดือนกันยายนของทุกปีโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรโดยใช้สถานที่สลับกันปีเว้นปีระหว่างวิทยาเขตปัตตานี (หอประชุมใหญ่) และวิทยาเขตหาดใหญ่ จนถึงปีพุทธศักราช 2530 หลังจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตร และในปีพุทธศักราช 2539 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีเสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตร แต่หลังจากปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมาได้จัดขึ้นที่วิทยาเขตหาดใหญ่โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีเสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญาบัตรแต่บัณฑิตกิตติมศักดิ์ และบัณฑิตจากทุกวิทยาเขต โดยตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นไปบัณฑิตจะรับพระราชทานปริญญาบัตร ณ ห้องประชุมประธาน (Convention Hall) ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

บุคคลที่มีชื่อเสียง[แก้]

ดูเพิ่ม รายนามบุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การออกนอกระบบเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาล[แก้]

พ.ศ. 2549 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ชะลอการผลักดันพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสู่สถาบันในกำกับของรัฐ เพื่อรอความชัดเจนของพระราชบัญญัติส่งเสริมมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ของรัฐบาล ห่วงการดูแลพนักงาน การสนับสนุนงบ และสิทธิประโยชน์ สภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จัดเสวนาเรื่อง อธิการบดีกับการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยฯ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2549 เพื่อให้บุคลากร นักศึกษาได้รับทราบความชัดเจนของเส้นทางสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เนื่องจากมีหลายมหาวิทยาลัยใช้ช่วงเวลาการเปลี่ยนรัฐบาล เร่งนำพระราชบัญญัติของตนสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ และหลายสถาบันได้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้ว โดยมีบุคลากรและนักศึกษาเข้าร่วมฟังประมาณ 100 คน และกว่าครึ่งเป็นนักศึกษาจากวิทยาเขตปัตตานี รองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดี กล่าวถึงกระแสของสังคมในฝ่ายที่ยังไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีการปรับเปลี่ยนระบบบริหารว่า มี 3 เรื่องคือการเป็นห่วงว่าจะมีการผลักภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้กับประชาชน การเกรงว่าจะขาดการควบคุมดูแลการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม และ มีหลายคนที่เห็นว่าการเข้ามาทำหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันไม่ได้มาจากเหตุผลเรื่องปัญหามหาวิทยาลัย จึงควรที่จะรีบแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ก่อนจะดีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาคมมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งกำลังกังวลเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ระบบต่างก็มีส่วนที่เป็นข้อดี เช่น การยังอยู่ในระบบราชการ รัฐจะยังให้การสนับสนุนงบประมาณ จะได้รับการไว้วางใจจากสังคมโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในภาคใต้ เป็นที่พึ่งของชุมชน สามารถชี้นำสังคมได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบต่อสถานภาพของตน ยากต่อการทุจริต และบุคลากรมีสวัสดิการและความมั่งคงสูง ส่วน การออกเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ นั้น จะมีความคล่องตัวทั้งด้านการบริหาร การเงิน การบริหารงานบุคคล และวิชาการ (แต่ต้องมีผู้บริหารที่เป็นธรรม) บุคลากรมีความกระตือรือร้นทำให้องค์กรเติบโตเร็ว โครงสร้างมีความยืดหยุ่น และมีความสามารถในการแข่งขัน จากความไม่ชัดเจนที่ยังมีในหลายเรื่องโดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณ และ การดูแลพนักงานให้เท่าเทียมข้าราชการ ทำให้รัฐบาลปัจจุบันได้ประกาศจะไม่นำพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยใดเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติอีก จนกว่าจะมีการออกพระราชบัญญัติส่งเสริมมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเป็นที่เรียบร้อย อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ดังนั้นในภาวะที่หลายมหาวิทยาลัยได้มีการปรับเปลี่ยนระบบบริหารไปแล้ว และภายในมหาวิทยาลัยเองก็มีทั้งบุคลากรที่อยู่นอกระบบราชการคือ “พนักงาน” และ “ข้าราชการ” ซึ่งยังอยู่ในระบบราชการแต่จะลดลงเรื่อย ๆ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงมีทางให้เลือกเดินอยู่ 4 ทาง คือ นำมหาวิทยาลัยสู่มหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ ให้ทันในอายุของรัฐบาลชุดนี้ รอดูความชัดเจนเรื่องการสนับสนุนของรัฐ ต่อมหาวิทยาลัยนอกระบบฯ และพนักงาน ให้คงสภาพเช่นนี้ต่อไป คือยอมให้บุคลากรอยู่นอกระบบ ส่วนมหาวิทยาลัยอยู่ในระบบ ไม่ออกนอกระบบ.... และขอให้รัฐบาลโอนพนักงานของมหาวิทยาลัยจำนวน 1,400 คน กลับมาเป็นข้าราชการ “ ท่าทีของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตอนนี้ คือการรอความชัดเจนของพระราชบัญญัติส่งเสริมมหาวิทยาลัยนอกระบบ และยังยืนยันในร่างพระราชบัญญัติที่มหาวิทยาลัยเสนอไปแล้ว แต่หากทุกอย่างไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เราก็จะได้เห็นภาพของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่เป็นหน่วยงานราชการ แต่มีบุคลากรเป็นพนักงาน และมีคณะที่เป็นทั้งหน่วยราชการและหน่วยงานในกำกับ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กล่าว บุคลากรและนักศึกษาที่เข้าร่วมรับฟังได้มีการเสนอความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เนื่องจากเชื่อว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาท้องถิ่นได้ เพราะจะมีการเน้นถึงผลกำไรเพื่อมาเลี้ยงตัวเองให้ได้มากกว่า และจะทำให้ผู้เข้าศึกษาต้องรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นแน่นอน ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมผู้ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ภาคใต้อยู่แล้ว นอกจากนั้น ยังขอให้ประชาคมโดยเฉพาะนักศึกษามีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ นักศึกษาที่เข้ารับฟัง ยังได้มีการแจก “แถลงการณ์เครือข่ายรณรงค์คัดค้านการแปรรูปมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” โดยมีเนื้อหาไม่เห็นด้วยกับการผลักดันมหาวิทยาลัยสู่มหาวิทยาลัยในกำกับ เนื่องจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายเป็นการตัดโอกาสคนในชุมชนให้เข้าศึกษา เพราะการศึกษาไม่ใช่มีไว้สำหรับผู้มีทุนเท่านั้นแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องได้รับ และเรียกร้องให้ผู้บริหารยึดถือพระราโชวาทที่ให้ถือประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นอันดับแรก อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวในที่สุดว่า การตัดสินใจและการแสดงความคิดเห็นในวันนี้ เป็นความคิดที่อยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานทั้งสิ้น ในขณะที่ความเป็นจริงยังไม่มีความแน่นอนในหลายเรื่อง ดังนั้น การพบปะเพื่อให้ข้อมูลและเพื่อขอความเห็นในลักษณะนี้ หากจะมีขึ้นอีกก็จะเป็นการดีที่จะได้ทำความเข้าใจกันไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าจะให้ดีแล้วจะต้องให้มีความชัดเจนในหลายเรื่องก่อน มิฉะนั้นเราจะต้องถกเถียงกัน วิเคราะห์กันท่ามกลางความไม่ชัดเจน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีบางส่วนที่มีความชัดเจนขึ้นในประมาณเดือนมิถุนายน 2550 แพทย์ และบุคลากรด้านการแพทย์ ม.อ.หาดใหญ่ เตรียมพบ “ยิ่งลักษณ์” งาน ครม.สัญจรที่ จ.ภูเก็ต จี้ทบทวนกฎหมาย 14 ฉบับ ที่ดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

พ.ศ. 2555 นายมนูญ หมวดเอียด พยาบาลโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดภูเก็ต ทางคณะแพทย์ศาสตร์ ม.อ. มี อาจารย์แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ และกายภาพบำบัด จะเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือและยื่นหนังสือให้รัฐบาลทบทวน มติ ครม. ที่ได้นำเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จำนวน 14 ฉบับ เมื่อปี 2541 - 2544 โดยมีหนังสือที่ยื่นถึงนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 หน้า พร้อมเอกสารแนบจำนวน 100 หน้า ซึ่งเป็นรายละเอียด โดยคณะจะเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยประมาณ 17.00 น. หลังจากเลิกงานแล้ว การไปพบนายกรัฐมนตรีของบรรดาแพทย์แผนกต่าง ๆ พร้อมกับพยาบาล จำนวน 50 คน จะไม่ส่งผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ป่วยแต่อย่างใด นายมนูญ กล่าว ก่อนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บรรดาแพทย์ พยาบาล ที่ศึกษาและทำงานอยู่กับมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับผลกระทบ เพราะไม่ได้เข้ารับราชการ ต่างกับแพทย์ พยาบาล ที่สังกัดอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับราชการ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล แพทย์ ประจำโรงพยาบาลอำเภอ จังหวัด แต่พยาบาลและแพทย์ ของ ม.อ. ต่างเป็นพนักงานลูกจ้าง แม้กระทั่งอาจารย์แพทย์เองก็ยังเป็นลูกจ้าง จึงจำเป็นต้องปลดล็อกกฎหมาย 14 ฉบับนี้ออก

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.isranews.org/เวทีทัศน์/59-2012-08-12-13-59-01/15781--81-.html
  2. http://www.planning.psu.ac.th/2009-10-27-08-14-30.html
  3. พระราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ๒๕๑๑, ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑, เล่ม๘๕, ตอน ๒๔ก, หน้า ๑๒๗
  4. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชกฤษฎีการับวิทยาลัยพยาบาล ในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ๒๕๔๖, เล่ม ๑๒๐, ตอน ๓๖ก, ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖, หน้า๑
  5. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชกฤษฎีการับวิทยาลัยพยาบาล ในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙, เล่ม ๑๒๓, ตอน ๙๖ก, ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙, หน้า ๑๐

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]