สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าทองอิน กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าทองอิน กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
Anurak Devesh.jpg

พระนามเต็ม สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์
พระอิสริยยศ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
ฐานันดรศักดิ์ เจ้าฟ้าชั้นตรี
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 28 มีนาคม พ.ศ. 2289
ทิวงคต 20 ธันวาคม พ.ศ. 2349[1]
พระราชบิดา พระอินทรรักษา (เสม)
พระราชมารดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสา กรมพระยาเทพสุดาวดี
พระชายา พระชายาทองอยู่
พระราชบุตร 35 พระองค์

กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข พระนามเดิม ทองอิน (28 มีนาคม พ.ศ. 2289 - 20 ธันวาคม พ.ศ. 2349) เป็นพระภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสา กรมพระยาเทพสุดาวดี กับพระอินทรรักษา (เสม)

พระประวัติ[แก้]

กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข มีพระนามเดิมว่าทองอิน เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสา กรมพระยาเทพสุดาวดี และพระอินทรรักษา (เสม) ประสูติเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 5 ตรงกับวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2289[2] มีพระอนุชาและพระขนิษฐา คือ

นอกจากนี้ พระองค์ยัง มีพระอนุชาต่างมารดา ชื่อ พระองค์เจ้าขุนเณร พระองค์เจ้าขุนเณรผู้นี้เป็นนักรบคู่ใจของพระองค์ในการทำศึกตลอดมา พระองค์ผนวช 2 ครั้ง ครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา และผนวชอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2335 ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระองค์ทรงเริ่มรับราชการในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นที่หลวงฤทธิ์นายเวร จนกระทั่ง พ.ศ. 2323 ได้เลื่อนเป็นพระยาสุริยอภัย ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา เป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามจลาจลในช่วงปลายรัชกาล เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาราชวงศ์จักรีในปี พ.ศ. 2325 โปรดให้สถาปนาพระองค์เป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ พระราชทานเครื่องสูง 3 ชั้น คันประดับมุก และเรือดั้งแห่คู่ 1 เป็นเครื่องประดับพระเกียรติยศโดยความชอบยิ่งกว่าพระราชภาคิไนยพระองค์อื่น ตั้งวังอยู่ที่สวนลิ้นจี่ ในเมืองเดิมฟากตะวันตกริมคลองบางกอกน้อย[3]

หลังเสร็จสงครามเก้าทัพแล้ว ทรงได้รับเลื่อนขึ้นเป็นกรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ ดำรงพระเกียรติยศในที่กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข รับพระบัญชาตามแบบกรมพระราชวังหลังแต่ก่อนมา[4]

ทิวงคต[แก้]

กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงพระประชวรมาตั้งแต่เดือน 10 และเสด็จทิวงคตเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือนอ้าย เวลาบ่าย 4 โมง[5] ตรงกับวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2349 สิริพระชนมายุ 61 พรรษา[2]

ถึงวันเสาร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2350 จึงเชิญพระศพเข้าสู่พระเมรุท้องสนามหลวง มีการมหรสพสมโภช 3 วัน แล้วจึงพระราชทานเพลิงศพในวันจันทร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 18 พฤษภาคม ในการนี้จักรพรรดิซา ล็อง ได้จัดของเข้ามาสดับปกรณ์ด้วย[6] พระอัฐิของพระองค์ถูกนำไปประดิษฐานที่หอพระนาก วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนพระสรีรางคารถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ผ้าทิพย์ฐานพระประธานภายในอุโบสถ วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร[7]

พระโอรสและพระธิดา[แก้]

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าครอกทองอยู่ (อาจเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ[7]) มีพระโอรสและพระธิดารวม 6 พระองค์ ได้รับการยกฐานันดรศักดิ์เป็นพระองค์เจ้า ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบัญญัติให้ใช้คำนำหน้าพระนามว่า "พระสัมพันธวงศ์เธอ " คือ

นอกจากนี้ พระองค์ยังมีพระโอรสและพระธิดาที่ประสูติแต่หม่อมห้าม เป็นหม่อมเจ้าชาย 13 พระองค์ หม่อมเจ้าหญิง 16 พระองค์ คือ

  • หม่อมเจ้าชายจัน (หม่อมเจ้าจันทร์นุเรศร์) (ประสูติ พ.ศ. 2332)
  • หม่อมเจ้าหญิงรัศมี (พ.ศ. 2334 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2417)
  • หม่อมเจ้าหญิงใหญ่ (พ.ศ. 2341 - 21 สิงหาคม พ.ศ. 2420)
  • หม่อมเจ้าหญิงพิกุล (พ.ศ. 2342 - 15 ธันวาคม พ.ศ. 2417)
  • หม่อมเจ้าหญิงธิดา
  • หม่อมเจ้าหญิงเรไร
  • หม่อมเจ้าชายหมี
  • หม่อมเจ้าหญิงปิ่น
  • หม่อมเจ้าชายสุวรรณ
  • หม่อมเจ้าหญิงยี่สุ่น
  • หม่อมเจ้าหญิงอำพา
  • หม่อมเจ้าหญิงนุช (หม่อมเจ้าวรนุช)
  • หม่อมเจ้าชายกำพร้า
  • หม่อมเจ้าชายสุดชาติ (หม่อมเจ้าสุด)
  • หม่อมเจ้าชายกุหลาบ
  • หม่อมเจ้าชายใย
  • หม่อมเจ้าชายน้อย (สิ้นชีพิตักษัย พ.ศ. 2434)
  • หม่อมเจ้าชายเณร
  • หม่อมเจ้าชายละมั่ง
  • หม่อมเจ้าหญิงอะงุ่น
  • หม่อมเจ้าชายสุทัศน์
  • หม่อมเจ้าชายนิล
  • หม่อมเจ้าหญิงพลับจีน
  • หม่อมเจ้าหญิงป้อม
  • หม่อมเจ้าหญิงเล็ก
  • หม่อมเจ้าหญิงกลาง
  • หม่อมเจ้าหญิงนกเขา
  • หม่อมเจ้าหญิงเรศร์
  • หม่อมเจ้าชายฟัก

ในบรรดาหม่อมห้ามของพระองค์ ปรากฏนามอยู่ท่านหนึ่งคือ หม่อมบุนนาค[8]

ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขมี 2 ราชสกุลคือ ปาลกะวงศ์ และ เสนีวงศ์ หม่อมเจ้าองค์อื่นที่มิใช่สายกรมหลวงเสนีบริรักษ์จะใช้ราชสกุลปาลกะวงศ์[9]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ. ราชสกุลจักรีวงศ์ และราชสกุลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544. 490 หน้า. ISBN 974-222-648-2
  2. 2.0 2.1 ราชสกุลวงศ์, หน้า 4-5
  3. ประดิษฐานพระราชวงศ์
  4. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ : ตั้งกรมพระราชวังหลัง
  5. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ : กรมพระราชวังหลังทิวงคต
  6. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ : การพระเมรุกรมพระราชวังหลัง
  7. 7.0 7.1 วชิราวุธานุสรณ์สาร, กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (กรมพระราชวังหลัง) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มูลนิธิพระบรมราชนุสรณ์พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชูปถัมภ์, ปีที่ ๒๖, ฉบับที่ ๑, ๑ มกราคม ๒๕๕๐
  8. มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล. จากเว็บเรื่อนไทย. สืบค้นเมื่อ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556
  9. ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, และรัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549. 360 หน้า. หน้า 38. ISBN 974-221-818-8
บรรณานุกรม

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • วชิราวุธานุสรณ์สาร, มูลนิธิพระบรมราชนุสรณ์พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชูปถัมภ์, ปีที่ ๒๖, ฉบับที่ ๑, ๑ มกราคม ๒๕๕๐


ก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าทองอิน กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ถัดไป
เจ้าฟ้าพร
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)
2leftarrow.png กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
(ราชวงศ์จักรี)

(พ.ศ. 2329 - พ.ศ. 2349)
2rightarrow.png สิ้นสุดพระอิสริยยศ