ยุทธการเคิสก์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุทธการเคิสก์
ปฏิบัติการซิทาเดล
เป็นส่วนหนึ่งของ แนวรบด้านตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่สอง
Bundesarchiv Bild 101III-Zschaeckel-206-35, Schlacht um Kursk, Panzer VI (Tiger I).jpg
แพนเซอร์เกรนาเดียร์กับรถถังไทเกอร์ 1 แห่งกองพลแพนเซอร์เอสเอสที่ 2 ดัส ไรช์ รุกคืบผ่านแนวรบโวโรเนชทางใต้
วันที่ ระยะการรุกของเยอรมนี: 4-20 กรกฎาคม 1943
ระยะการรุกของโซเวียต: 4 กรกฎาคม - 23 สิงหาคม 1943
สถานที่ เคิสก์ สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย สหภาพโซเวียต
ผลลัพธ์ โซเวียตชนะ
คู่ขัดแย้ง
ธงชาติของนาซีเยอรมนี นาซีเยอรมนี Flag of the Soviet Union สหภาพโซเวียต
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
กำลัง
ทหาร 780,900 นาย[1]
รถถัง 2,928 คัน[1]
ปืนใหญ่และปืนครก 9,966 กระบอก[2]
อากาศยาน 2,110 ลำ[3]
ทหาร 1,910,361 นาย
รถถัง 5,128 คัน
ปืนใหญ่และปืนครก 25,013 กระบอก[2]
อากาศยาน 2,792 ลำ[4]
กำลังพลสูญเสีย
ปฏิบัติการซิทาเดล:[nb 1]
ทหาร 54,182 นาย[nb 2]
รถถังและรถปืนใหญ่อัตตาจร (assualt gun) 323 คัน[6]
อากาศาน 159 ลำ[7]
ปืนใหญ่ ~500 กระบอก[8]

ยุทธการเคิสก์:[nb 3]
ทหาร 203,000 นาย[9]
รถถังและรถปืนใหญ่อัตตาจร 720 คัน[10]
อากาศยาน 681 ลำ[11]
ปืนใหญ่ไม่ทราบจำนวน
ปฏิบัติการซิทาเดล:[nb 1]
ทหาร 177,847 นาย[12]
รถถังและรถปืนใหญ่อัตตาจร 1,614[13] – 1,956 คัน[14]
อากาศยาน 459[13] – 1,961[14] ลำ
ปืนใหญ่ 3,929 กระบอก

ยุทธการเคิสก์:[nb 3]
ทหาร 863,303 นาย[nb 4]
รถถังและรถปืนใหญ่อัตตาจร 6,064 คัน[nb 5]
อากาศยาน 1,626[13] ลำ
ปืนใหญ่ 5,244 กระบอก[13]

ยุทธการเคิสก์ เกิดขึ้นเมื่อกำลังเยอรมนีและโซเวียตเผชิญหน้ากันในแนวรบด้านตะวันออกระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณย่านชานนครเคิสก์ (Kursk) ห่างจากกรุงมอสโกไปทางใต้ 450 กิโลเมตร ในสหภาพโซเวียต ช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ค.ศ. 1943 ยุทธการเคิสก์เป็นทั้งชุดของการสงครามยานเกราะที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงยุทธการโปรโฮรอฟกา และการสงครามทางอากาศวันเดียวราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ยุทธการนี้นับเป็นการรุกทางยุทธศาสตร์ครั้งสุดท้ายของเยอรมนีที่สามารถดำเนินการได้ในทางตะวันออก ชัยชนะเด็ดขาดของโซเวียตที่เป็นผลให้กองทัพแดงมีการริเริ่มทางยุทธศาสตร์ในช่วงที่เหลือของสงคราม

ฝ่ายเยอรมนีหวังจะย่นแนวรบของตนโดยกำจัดส่วนที่ยื่นออกมาที่เคิสก์ ซึ่งเป็นผลมาจากความพ่ายแพ้ในยุทธการสตาลินกราด คีมตามที่คิดไว้ล่วงหน้าเจาะผ่านปีกด้านเหนือและใต้เพื่อบรรลุการล้อมกำลังกองทัพแดงใหญ่ อย่างไรก็ดี ฝ่ายโซเวียตมีข่าวกรองเจตนาของกองทัพเยอรมัน ด้วยเหตุนี้ ประกอบกับความล่าช้าของเยอรมนีที่ต้องรออาวุธใหม่ ส่วนใหญ่คือ รถถังไทเกอร์และแพนเธอร์[17][18] ทำให้กองทัพแดงมีเวลาสร้างแนวป้องกันเป็นชุดและเก็บกำลังหนุนขนาดใหญ่เพื่อการตีโต้ตอบทางยุทธศาสตร์[19]

โดยได้รับแจ้งล่วงหน้าหลายเดือนว่าการโจมตีจะเกิดแก่คอของส่วนที่ยื่นออกมาที่เคิสก์ ฝ่ายโซเวียตวางแผนที่จะชะลอ หันเห ตลอดจนทำให้หัวหอกแพนเซอร์อันทรงพลังของเยอรมนีอ่อนกำลังและค่อย ๆ ยอมจำนน โดยบีบให้พวกเขาโจมตีผ่านเครือข่ายเขตทุ่นระเบิด เขตยิงปืนใหญ่มองเห็นล่วงหน้า (pre-sighted artillery fire zone) และที่มั่นแข็งแรงต่อสู้รถถังที่อำพรางไว้ ประกอบด้วยแนวป้องกันมีพื้นที่ว่างแปดแนว ลึก 250 กิโลเมตร ซึ่งลึกกว่า 10 เท่าของแนวมากีโน และมีปืนใหญ่ต่อสู้รถถังกว่าอัตรา 1:1 ของยานพาหนะที่จะเข้าตี ซึ่งเชื่อมต่อถึงกันอย่างกว้างขวาง จนถึงปัจจุบันยังเป็นงานการป้องกันที่กว้างขวางที่สุดที่เคยก่อสร้างมา และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีความลึกเกินกว่าสามเท่าของความลึกที่จำเป็นต่อการชะลอขอบเขตไกลที่สุดของการโจมตีฝ่ายเยอรมัน[20]

เมื่อกองทัพเยอรมันหมดกำลังไปกับการป้องกัน ฝ่ายโซเวียตก็สนองด้วยการตีโต้ตอบ ซึ่งทำให้กองทัพแดงยึดโอเรลและเบลโกรอดคืนได้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม และฮาร์คอฟเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม และผลักดันฝ่ายเยอรมันกลับไปข้ามแนวรบอันกว้างใหญ่

แม้กองทัพแดงจะเคยประสบความสำเร็จในฤดูหนาว แต่ชัยชนะครั้งนี้นับเป็นการรุกทางยุทธศาสตร์ในฤดูร้อนของโซเวียตที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในสงคราม ปฏบัติการยุทธศาสตร์อันเป็นต้นแบบนี้ได้บรรจุในหลักสูตรวิทยาลัยการทัพ[21] ยุทธการเคิสก์เป็นยุทธการครั้งแรกซึ่งการรุกบลิทซครีกประสบความล้มเหลวก่อนที่จะสามารถเจาะผ่านการป้องกันของข้าศึกและเข้าไปในความลึกเชิงยุทธศาสตร์ (strategic depth)[22]

เชิงอรรถ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Glantz & House 2004, p. 338.
  2. 2.0 2.1 Glantz & House 1995, p. 165.
  3. Bergström 2007, pp. 123–125.
  4. Bergström 2007, pp. 127–128.
  5. Frieser 2007, p. 154.
  6. Glantz & House, p. 276.
  7. Frieser 2007, p. 154 Luftflotte 6 45 losses Luftflotte 4 144 losses.
  8. ไม่มีตัวเลขบันทึก ตัวเลขนี้เป็นการประเมินโดย Frieser 2007, p. [page needed]
  9. Zetterling/Frankson Kursk 1943 p. 117, 116, and endnote 18. สำหรับกองทัพที่เข้าร่วมรบทั้งหมดในพื้นที่เคิสก์ มีความสูญเสีย 203,000 นายทั้งในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม
  10. Frieser 2007, p. 201. ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด ทั้ง "โอสท์ฟรอนท์" (ostfront) เสียรถถังและรถปืนใหญ่อัตตาจรไป 1,331 คันในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ดังนั้น ตัวเลข 720 จึงเป็นการประเมิน
  11. Bergström 2008, p. 120: ตัวเลข 5–31 กรกฎาคม ให้โดย Generalquartiermeister der Luftwaffe.
  12. Krivosheev Kursk
  13. 13.0 13.1 13.2 13.3 Krivosheev Kursk equipment
  14. 14.0 14.1 Frieser 2007, p. 150.
  15. Krivosheev p.188-190
  16. Krivosheev p. 370.
  17. Dunn 1997, p. p. x.
  18. Kasdorf, p. 16.
  19. Glantz 1989, pp. 149–59.
  20. Keegan 2006.
  21. Glantz 1986.
  22. Glantz & House 1995, p. 167.


บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "nb" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="nb"/> ที่สอดคล้องกัน