เวร์มัคท์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เวร์มัคท์
Wehrmacht
Balkenkreuz.svg
บัลเคนครอยซ์ เครื่องหมายกางเขนเหล็ก และตราราชการของ เวร์มัคท์
ก่อตั้ง ค.ศ. 1935
ยุบเลิก ค.ศ. 1945
เหล่า เฮร์

ครีกซมารีเนอ
ลุฟท์วัฟเฟอ

ที่ตั้ง บก. เบอร์ลิน
ผู้บังคับบัญชา
จอมทัพ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
กำลังพล
อายุถึงขั้น
รับราชการ
18 ขึ้นไป
ยอดกำลังประจำการ 20,700,000 (ทั้งหมดที่เคยรับราชการ)
2,200,000 (ค.ศ. 1945)
บทความที่เกี่ยวข้อง
ยศ ยศของเอ็สเอ็สเมื่อเทียบกับยศในเวร์มัคท์

เวร์มัคท์ (เยอรมัน: Wehrmacht ความหมาย:"กำลังป้องกัน") เป็นกองทัพของนาซีเยอรมนีระหว่าง ค.ศ. 1935 ถึง ค.ศ. 1945 ประกอบด้วยเฮร์ (กองทัพบก) ครีกซมารีเนอ (กองทัพเรือ) ลุฟท์วัฟเฟอ (กองทัพอากาศ) นอกจากนี้ยังมีองค์กึ่งทหาร วัฟเฟิน-เอ็สเอ็ส ซึ่งโดยพฤตินัยเป็นเหล่าทัพที่สี่ของเวร์มัคท์

ประวัติ[แก้]

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีผู้พ่ายแพ้สงครามได้ถูกกำหนดให้กำลังพลกองทัพบกเยอรมันตามสนธิสัญญาแวร์ซายจำกัดได้ไม่เกิน 100,000 นาย กองทัพอากาศถูกยุบ เรือรบถูกจำกัดจำนวน และรวมไปถึงห้ามผลิตอาวุธหรือครอบครองยุทโธปกรณ์ต่างๆเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กองทัพเยอรมันก่อสงครามขึ้นอีก แต่ต่อมาภายหลังพรรคนาซีได้เรืองอำนาจในเยอรมนี ฮิตเลอร์แอบสร้างเสริมอาวุธยุทธภัณฑ์อย่างลับ ๆ จากนั้นก็สั่งระดมพลทั่วประเทศในปี ค.ศ. 1935 ซึ่งชาวเยอรมันอายุตั้งแต่ 18 – 45 ปีต้องไปเกณฑ์ทหาร รวมถึงสร้างกองทัพอากาศในปีเดียวกันด้วย ทว่าอังกฤษและฝรั่งเศสต่างไม่ได้ต่อต้านแต่ประการใดเพราะเชื่อมั่นว่าฮิตเลอร์ปรารถนาสันติภาพ ต่อมามีการทำข้อตกลงการเดินเรืออังกฤษ–เยอรมัน ซึ่งเป็นการขยายขนาดกองทัพเรือเยอรมัน

มโนทัศน์ก้าวหน้าของกองทัพบกเยอรมันบุกเบิกระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยการรวมกำลังภาคพื้นและทางอากาศมาเป็นชุดอาวุธผสม ประกอบกับวิธีการสู้รบสงครามแต่เดิม เช่น การโอบล้อมและ "การยุทธ์การทำลายล้าง" กองทัพเยอรมันจึงคว้าชัยชนะรวดเร็วปานสายฟ้าหลายครั้งในปีแรกของสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้นักหนังสือพิมพ์ต่างชาติสร้างคำใหม่แก่สิ่งที่เขาพบเห็นว่า บลิทซครีก จำนวนทหารทั้งหมดที่รับรัฐการในเวร์มัคท์ระหว่างที่มีอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 – ค.ศ. 1945 เชื่อกันว่าถึง 18.2 ล้านนาย ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่ามีทหารเยอรมันเสียชีวิตตลอดสงครามราว 5.3 ล้านนาย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พรรคนาซีได้ใช้กองทัพในฮอโลคอสต์ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่นายทหารชั้นสัญญาบัตรจนถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและการสังหารหมู่ชาวยิวและอื่น ๆ ในเขตยึดครอง ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมสงครามต่อมวลมนุษยชาติ แต่ถึงอย่างไรก็มีเจ้าหน้าที่นายทหารเยอรมันหลายนายก็ไม่ได้เห็นด้วยกับฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เช่น นายพลแอร์วิน รอมเมิล เป็นต้นแต่พวกเขากลับทำอะไรไม่ได้เพราะฮิตเลอร์และทหารเอสเอสมีอำนาจเหนือกว่า บางคนทำได้แต่นิ่งเฉยและไม่ให้ความสนใจใดๆหรือยอมปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่มีเงื่อนไข บางคนก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวยิวอย่างลับๆ

แต่ในช่วงปี ค.ศ. 1943 สถานการณ์สงครามโลกกลับพลิกพลัน กองทัพเวร์มัคท์ได้ริเริ่มปราชัยครั้งใหญ่ให้แก่สหภาพโซเวียตในศึกสตาลินกราด และสหรัญอเมริกาได้เข้าร่วมสงครามกับสัมพันธมิตรทำการยกพลขึ้นบกที่หากนอร์มังดีทำให้กองทัพเวร์มัคท์ต้องทำศึกพร้อมกันถึงสองด้านคือแนวรบตะวันตกและแนวรบตะวันออก แม้จะพยายามต้านทานสักเพียงไรแต่ก็ไม่อาจเอาชนะกองทัพขนาดใหญ่แห่งสัมพันธมิตรได้ จนกระทั่งเยอรมนีถูกพิชิตลงได้ในช่วงปี ค.ศ. 1945 หลังจากนั้นเป็นต้นมากองทัพเวร์มัคท์ได้ถูกยุบลงในที่สุด

โครงสร้าง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Megargee 2000, pp. 18, 42.
  2. Megargee 2000, pp. 20, 42.
  3. Megargee 2000, pp. 42.