ข้ามไปเนื้อหา

กองทัพสหราชอาณาจักร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กองทัพในสมเด็จฯ
His Majesty's Armed Forces
ตราราชการกองทัพสหราชอาณาจักร
ธงกองทัพ
ก่อตั้งค.ศ. 1707
เหล่า
กองบัญชาการลอนดอน
ผู้บังคับบัญชา
จอมทัพสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3
นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์
รมว.กลาโหมจอห์น ฮีลี
ปลัดกระทรวงพลเรือเอก เซอร์ โทนี ราดากิน
กำลังพล
อายุเริ่มบรรจุ16 ปี
การเกณฑ์ไม่มีการเกณฑ์ทหาร
ประชากร
วัยบรรจุ
14,607,725 ชาย, อายุ 15-50 (2548),
14,028,738 หญิง, อายุ 15-50 (2548)
ประชากร
ฉกรรจ์
12,046,268 ชาย, อายุ 15-50 (2548),
11,555,893 หญิง, อายุ 15-50 (2548)
ประชากรวัยถึงขั้น
ประจำการทุกปี
324,722 ชาย (2548),
317,062 หญิง (2548)
ยอดประจำการ553,470 (2016) [N 1]
ยอดสำรอง2,281,850 (2016)
รายจ่าย
งบประมาณFY 2013-14: GBP £36.3 billion[1]
FY 2012-13: USD $60.8 billion (ranked 4th)[2]
ร้อยละต่อจีดีพี2.5%[2]
บทความที่เกี่ยวข้อง
ประวัติประวัติศาสตร์ทางทหารของสหราชอาณาจักร
ยศยศทหารในกองทัพสหราชอาณาจักร
เครื่องราชอิสริยาภรณ์สหราชอาณาจักร

กองทัพบริติช (อังกฤษ: British Armed Forces) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า กองทัพในสมเด็จฯ (อังกฤษ: His Majesty's Armed Forces) และบ้างเรียกว่า กองทัพในพระองค์ (อังกฤษ: Armed Forces of the Crown) เป็นกองทัพของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ

ประวัติ

[แก้]

สมัยจักรวรรดิอังกฤษ

[แก้]

การรวมราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และราชอาณาจักรสกอตแลนด์ เป็นสหราชอาราจักรด้วยพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 ส่งผลให้กองทัพบริเตนใหญ่และกองทัพสกอตแลนด์รวมกันกลายเป็นกองทัพบริติชในรูปแบบปัจจุบัน

ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 กองทัพบริติชเป็นแกนกลางของการขยายตัวของจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งกลายเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยครอบคลุมพื้นที่กว่าหนึ่งในสี่ของโลกและประชากรกว่าห้าร้อยล้านคน[3] ในยุคนี้ กองทัพแบ่งเป็นสองเหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก และกองทัพเรือ ซึ่งแต่ละเหล่ามีบทบาทเฉพาะในการรักษาอำนาจเหนือดินแดนโพ้นทะเล

ราชนาวีอังกฤษมีบทบาทสูงสุดในช่วงนี้ โดยรักษาขีดความสามารถในการครองนที (Command of the Sea) ผ่านกองเรือขนาดใหญ่ที่สามารถครองมหาสมุทรทั่วโลก ทำให้อังกฤษสามารถคุ้มครองเส้นทางการค้าสำคัญ เช่น เส้นทางอินเดียและคลองสุเอซ[4] ความเหนือชั้นของราชนาวีถึงจุดสูงสุดเมื่ออังกฤษมีเรือเดรดนอต มากกว่าประเทศอื่นรวมกันในต้นศตวรรษที่ 20[5]

ทางด้านกองทัพบก แม้จะมีขนาดเล็กกว่าชาติยุโรปอื่น แต่มีประสบการณ์ในปฏิบัติการอาณานิคมอย่างกว้างขวาง เช่น สงครามในอินเดียและกบฏแขกในปี 1857 และสงครามบูร์ครั้งที่สองในแอฟริกาใต้[6] โดยอาศัยกองกำลังจากอาณานิคมอย่าง “กองทัพอินเดียของบริติช” (British Indian Army) เป็นแรงสนับสนุนหลัก

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

[แก้]

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกองทัพบริติช ซึ่งจากเดิมเป็นกองกำลังที่มุ่งเน้นการรักษาอาณานิคม กลับต้องเผชิญกับสงครามอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในแนวรบยุโรป กองทัพบกบริติชขยายตัวจากกองกำลังอาชีพขนาดเล็กเพียงไม่กี่แสนนาย กลายเป็นกองทัพพลเรือนขนาดมหึมาที่มีทหารกว่าห้าล้านคนภายในไม่กี่ปี

ในช่วงแรกเข้าสงคราม กองทัพอังกฤษสงครามด้วยกลยุทธ์ยิงแล้วเคลื่อน ซึ่งเป็นยุทธวิธีแบบเก่า แต่แล้วก็ต้องปรับตัวเข้าสู่สงครามสนามเพลาะที่ต้องการการประสานงานระหว่างยุทโธปกรณ์ขั้นสูง เช่น ปืนใหญ่ เครื่องบิน และแก๊สพิษ[7] สิ่งสำคัญคือการริเริ่มใช้รถถังอย่างเป็นทางการครั้งแรกในยุทธการที่แม่น้ำซอม และพัฒนาแนวคิดการยุทธผสมมากขึ้นในปี 1918[8] กองทัพได้จัดตั้งส่วนเสนาธิการและระบบบัญชาการแบบรวมศูนย์มากขึ้น เพื่อควบคุมกองทัพขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กองทัพเรือหลวงก็พัฒนาเทคนิคการปิดล้อมทางทะเลและสงครามเรือดำน้ำ[9]

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือ การกำเนิดของกองทัพอากาศ ในวันที่ 1 เมษายน 1918 โดยรวมหน่วยบินทหารบกและของหน่วยบินทหารเรือเข้าด้วยกัน กลายเป็นกองทัพอากาศในระดับเหล่าทัพเอกเทศแห่งแรกของโลก[10]

สงครามโลกครั้งที่สอง

[แก้]

สงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกองทัพบริติชที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วจากประสบการณ์ความสูญเสียในสงครามโลกครั้งแรก และจากความพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพในยุทธการที่ฝรั่งเศส ความจำเป็นในการเผชิญหน้ากับศัตรูหลายด้าน ทั้งเยอรมนีในยุโรป อิตาลีในแอฟริกา และญี่ปุ่นในเอเชีย ผลักดันให้กองทัพพัฒนาในเชิงโครงสร้าง ยุทธวิธี และเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง[11]

กองทัพบกเริ่มสงครามด้วยกำลังพลประมาณ 897,000 นาย ส่วนใหญ่เป็นกองกำลังประจำการและอาสาสมัคร แต่หลังการถอนกำลังออกจากดันเคิร์กในปี 1940 รัฐบาลจึงประกาศเกณฑ์ทหารเต็มรูปแบบ ทำให้กองทัพขยายตัวสู่กองกำลังขนาดหลายล้านนา[12] หน่วยรบได้รับการฝึกแบบใหม่เน้นความยืดหยุ่นและการประสานกำลังระหว่างรถถัง ปืนใหญ่ และทหารราบ หรือที่เรียกว่าการยุทธผสม โดยเฉพาะภายใต้การนำของจอมพลเบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี ในการทัพอียิปต์และตูนิเซีย[13] อีกด้านหนึ่ง ราชนาวียังคงเป็นกำลังสำคัญในการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือและการปิดล้อมศัตรู กองทัพเรือพัฒนาอาวุธและเทคโนโลยีใหม่ เช่น โซนาร์ (ASDIC), เรดาร์, และเรือพิฆาตที่มีประสิทธิภาพในการล่าตรวจเรือดำน้ำเยอรมันในยุทธการมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งถือเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่สำคัญที่สุดของอังกฤษ[13]

กองทัพอากาศมีพัฒนาการโดดเด่นโดยเฉพาะในยุทธเวหาที่บริเตน ปี 1940 ซึ่งกองทัพอากาศสามารถหยุดยั้งการรุกรานทางอากาศของนาซีเยอรมนีได้สำเร็จ โดยอาศัยเครื่องบินขับไล่ ซูเปอร์มารีน สปิตไฟร์ และฮ็อคเกอร์ เฮอริเคน รวมถึงการใช้ระบบเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ[14] ต่อมาภารกิจของกองทัพอากาศขยายสู่การโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ในเยอรมนี เช่น การทิ้งระเบิดที่เดรสเดินและฮัมบวร์ค

นอกจากนี้ กองทัพบริติชยังมีพัฒนาการด้านการรบพิเศษ โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษทางอากาศ (SAS) และหน่วยคอมมานโดสำหรับปฏิบัติการลับและการบุกจู่โจมเชิงลึก ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของหน่วยรบพิเศษยุคใหม่

สงครามเย็นและสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

[แก้]
เครื่องบินทิ้งระเบิดวัลแคนเป็นแกนนำของความสามารถด้านนิวเคลียร์ในอากาศของอังกฤษสำหรับสงครามเย็น

หลังสงครามโลกครั้งที่สองการเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจและการเมืองตลอดจนการเปลี่ยนทัศนคติในสังคมและรัฐบาลอังกฤษสะท้อนให้เห็นได้จากกองกำลังติดอาวุธของโลกที่มีบทบาทอย่างมาก และต่อมาโดยความพ่ายแพ้ทางการเมืองในช่วงวิกฤติของสุเอซ (1956) สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของอังกฤษในโลกและการขยายตัวของสงครามเย็น (1947-1991) ประเทศกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของพันธมิตรทางทหารของนาโตในปีพ. ศ. 2492 การทบทวนด้านการป้องกันเช่นในปีพ.ศ. 2500 และ 2509 ได้ประกาศลดอัตราการชุมนุมอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเลขที่ออกโดยกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2016 แสดงให้เห็นว่าพนักงานกองกำลังของกองทัพอังกฤษ 7,185 รายสูญเสียชีวิตตั้งแต่ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง

โครงสร้างบังคับบัญชา

[แก้]

ในทางการ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่ง "จอมทัพ" (Head of the Armed Forces)[15][16] กำลังพลจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณความจงรักภักดีต่อพระองค์ พระมหากษัตริย์จึงถือเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารทุกนาย แต่ในทางปฏิบัติที่ยึดถือกัน พระมหากษัตริย์จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบังคับบัญชาหรือตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการกองทัพ และมอบภาระหน้าที่ดังกล่าวให้รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนพระองค์

กองทัพบริติชดำรงโครงสร้างการบังคับบัญชาแบบรวมศูนย์ภายใต้หลัก "พลเรือนคุมทหาร" โดยมีรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายทางทหาร ส่วนการดำเนินงานและยุทธศาสตร์เป็นหน้าที่ของนายทหารระดับสูง ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในระบบที่เน้นการประสานงานระหว่างเหล่าทัพและความโปร่งใสต่อรัฐสภา อำนาจสูงสุดในการตัดสินใจใช้กำลังทหารขึ้นอยู่กับรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจในการประกาศสงครามหรืออนุมัติปฏิบัติการทางทหารตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ด้านการบริหารนโยบายและงบประมาณเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมกองทัพในฐานะผู้แทนพลเรือนและเป็นผู้รายงานต่อรัฐสภา อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยนายกรัฐมนตรีมิใช่จอมทัพ ในบางกรณีเช่นว่าถ้านายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปลัดกระทรวงกลาโหมสามารถปฏิเสธคำสั่งโดยอ้างเหตุผลดังกล่าว[17]

ในส่วนราชการฝ่ายทหาร ตำแหน่งนายทหารสูงสุดคือปลัดกระทรวงกลาโหม (Chief of the Defence Staff) ซึ่งเป็นนายทหารอาชีพที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลและควบคุมการบริการงานของทั้งสามเหล่าทัพ ผู้นำของแต่ละเหล่าทัพมีตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารเรือ และเสนาธิการทหารอากาศ ทั้งสามคนนี้ขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงกลาโหมในด้านยุทธศาสตร์

อาวุธนิวเคลียร์

[แก้]
ขีปนาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำ Trident II ซึ่งสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ สหราชอาณาจักรเริ่มพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 และทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกในปี 1952[18] ซึ่งในปัจจุบัน อาวุธนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักรถูกควบคุมและบังคับใช้โดยราชนาวีภายใต้ระบบที่เรียกว่า “Continuous At-Sea Deterrence” (CASD) ซึ่งมีเรือดำน้ำติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ลาดตระเวนในทะเลตลอด 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่ปี 1969[19]

กำลังรบติดอาวุธนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน ประกอบด้วยเรือดำน้ำชั้นแวนการ์ด จำนวน 4 ลำ ซึ่งแต่ละลำสามารถบรรทุกขีปนาวุธ Trident II D5 ที่มีหัวรบปรมาณูหลายนัดแบบแยกเป้าหมายได้ (MIRV)[20] ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนจะเปลี่ยนมาใช้เรือดำน้ำชั้นเดรดนอตภายในช่วงปี 2040[21] สหราชอาณาจักรมีนโยบายจำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ไว้ไม่เกิน 260 หัวรบ (ตามประกาศปี 2021) ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากเดิมที่ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 180 หัว แต่แม้สหราชอาณาจักรไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในสามเหล่าทัพเหมือนอย่างสหรัฐหรือรัสเซีย แต่ถือว่าเพียงพอต่อการป้องปรามทางยุทธศาสตร์

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. HM Treasury เก็บถาวร 2013-04-25 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน 2013 Budget (20 March 2013)
  2. 1 2 SIPRI Yearbook 2013 - 15 countries with the highest military expenditure in 2012
  3. Darwin, J. (2009). The Empire Project. Cambridge University Press.
  4. Lambert, A. (2012). The British Way of War: Julian Corbett and the Battle for a National Strategy. Yale University Press.
  5. Sumida, J.T. (1997). “British Naval Administration and Policy, 1860–1900”. The Journal of Military History, 61(1).
  6. Thomas, M. (2014). Fight or Flight: Britain, France, and Their Roads from Empire. Oxford University Press.
  7. Holmes, R. (2001). Tommy: The British Soldier on the Western Front. HarperCollins.
  8. Harris, J.P. (2009). Men, Ideas and Tanks. Manchester University Press.
  9. Massie, R.K. (2003). Castles of Steel. Ballantine.
  10. Higham, R. (1961). The British Rigid Airship, 1908–1931: A Study in Weapons Policy. G.T. Foulis & Co.
  11. Overy, R. (1995). Why the Allies Won. W.W. Norton & Company.
  12. French, D. (2001). Raising Churchill’s Army. Oxford University Press.
  13. 1 2 Syrett, D. (1994). The Battle of the Atlantic. University of South Carolina Press.
  14. Bungay, S. (2000). The Most Dangerous Enemy. Aurum Press.
  15. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Forces Queen and Armed Forces
  16. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ army.mod.uk
  17. "Whose hand is on the button?". BBC. 2 December 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 February 2009. สืบค้นเมื่อ 14 March 2009.
  18. Baylis, J. (1987). British Nuclear Doctrine.
  19. UK Ministry of Defence. (2022). Defence Nuclear Enterprise Command Paper.
  20. Kristensen, H.M. & Korda, M. (2023). Nuclear Notebook: United Kingdom.
  21. House of Commons Library. (2020). Replacing the UK’s nuclear deterrent.

บรรณานุกรม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
  1. The British Armed Forces are a purely professional force and as of 1 March 2013 have a strength of 176,640 regular and 29,960 volunteer reserve personnel. This gives a combined component strength of 206,600 personnel. All figures exclude the University training units.
อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "N" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="N"/> ที่สอดคล้องกัน