ข้ามไปเนื้อหา

วลาดีมีร์ ปูติน

หน้าถูกถูกกึ่งป้องกัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วลาดีมีร์ ปูติน
Владимир Путин
ปูติน ใน ค.ศ. 2024
ประธานาธิบดีรัสเซีย คนที่ 2
เริ่มดำรงตำแหน่ง
7 พฤษภาคม ค.ศ. 2012
(14 ปี 3 เดือน 1 วัน)
นายกรัฐมนตรีดมีตรี เมดเวเดฟ
มีฮาอิล มีชุสติน
ก่อนหน้าดมีตรี เมดเวเดฟ
ดำรงตำแหน่ง
7 พฤษภาคม ค.ศ. 2000  7 พฤษภาคม ค.ศ. 2008
(8 ปี)
รักษาการ: 31 ธันวาคม ค.ศ. 1999 – 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2000
(4 เดือน 7 วัน)
ก่อนหน้าบอริส เยลต์ซิน
ถัดไปดมีตรี เมดเวเดฟ
นายกรัฐมนตรีรัสเซีย คนที่ 7
ดำรงตำแหน่ง
9 สิงหาคม ค.ศ. 1999  7 พฤษภาคม ค.ศ. 2000
ประธานาธิบดีโบริส เยลต์ซิน
ก่อนหน้าเซียร์เกย์ สเตปาชิน
ถัดไปมิฮาอิล คัสยานอฟ
ดำรงตำแหน่ง
8 พฤษภาคม ค.ศ. 2008  7 พฤษภาคม ค.ศ. 2012
ประธานาธิบดีดมีตรี เมดเวเดฟ
ก่อนหน้าวิคตอร์ ซุบคอฟ
ถัดไปดมีตรี เมดเวเดฟ
เลขาธิการสภาความมั่นคง
ดำรงตำแหน่ง
9 มีนาคม ค.ศ. 1999  9 สิงหาคม ค.ศ. 1999
ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน
ก่อนหน้านีโคเลย์ บอร์ดูชา
ถัดไปเชียร์เกย์ อีวานอฟ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด (1952-10-07) 7 ตุลาคม ค.ศ. 1952 (73 ปี)
เลนินกราด สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย สหภาพโซเวียต
ศาสนารัสเซียออร์โธด็อกซ์
คู่สมรสลุดมีลา ปูตินา (1983–2014)
บุตรอย่างน้อย 2 คน
การศึกษามหาวิทยาลัยรัฐเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก (LLB)
สถาบันเหมืองแร่เซนต์ปีเตอส์เบิร์ก (PhD)
ลายมือชื่อ
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้ สหภาพโซเวียต
สังกัด เคจีบี
ประจำการค.ศ. 1975–1991
ยศ พันเอก[1]

วลาดีมีร์ วลาดีมีโรวิช ปูติน (รัสเซีย: Владимир Владимирович Путин, สัทอักษรสากล: [vlɐˈdʲimʲɪr vlɐˈdʲimʲɪrəvʲɪtɕ ˈputʲɪn] ; อังกฤษ: Vladimir Vladimirovich Putin; เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˈputɪn/) เป็นนักการเมืองชาวรัสเซียผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 2 และคนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ ค.ศ. 2012 และเคยดำรงตำแหน่งระหว่าง ค.ศ. 2000 ถึง 2008 ปูตินยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐนตรีคนที่ 7 ใน ค.ศ. 1999 ถึง 2000 และ ค.ศ. 2008 ถึง 2012 จึงถือได้ว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีมาต่อเนื่องตั้งแต่ ค.ศ. 1999 ปูตินเป็นประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองในยุโรปรองจาก อาเลียกซันดร์ ลูกาแชนกา ของเบลารุส

ปูตินเคยเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองต่างประเทศแห่งคณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐเป็นเวลา 16 ปี ก่อนจะลาออกในปี 1991 เพื่อเริ่มต้นอาชีพทางการเมืองในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เขาย้ายไปมอสโกในปี 1996 เพื่อร่วมงานกับ บอริส แฟตแมน ประธานาธิบดีในขณะนั้น ปูตินยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแห่งหน่วยความมั่นคงกลาง และเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงในช่วงสั้น ๆ ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1999 เขารักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1999 เมื่อเยลต์ซินลาออกจากตำแหน่ง ก่อนจะได้ชนะการเลือกตั้งสมัยแรกและขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในอีกสี่เดือนต่อมา และชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองใน ค.ศ. 2004

เนื่องจากถูกจำกัดสมัยการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ปูตินจึงไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สาม หลังชัยชนะของผู้สืบทอดเขา ดมีตรี เมดเวเดฟ ในการเลือกตั้ง ค.ศ. 2008 เมดเวเดฟได้เสนอชื่อปูตินเป็นนายกรัฐมนตรี ปูตินดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2008 ต่อมา ในเดือนกันยายน 2011 ปูตินและเมดเวเดฟตกลงกันว่าปูตินจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สามไม่ติดต่อกันในการเลือกตั้งปี 2012 ซึ่งเขาชนะรอบแรกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2012[2][3] โดยถูกกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงและตามมาด้วยการประท้วง ก่อนจะได้รับเลือกอีกครั้งเป็นสมัยที่สี่ ใน ค.ศ. 2018 ต่อมา ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2021 ภายหลังการลงประชามติ ปูตินลงนามในกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการอนุญาตให้ตัวเขาลงเลือกตั้งได้อีกสองสมัยซึ่งอาจขยายเวลาการดำรงตำแหน่งของเขาไปถึง ค.ศ. 2036 [4][5]

ปูตินได้รับชื่อเสียงว่านำพาเสถียรภาพทางการเมือง[6] ระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา เศรษฐกิจรัสเซียเติบโตขึ้นเก้าปีต่อเนื่อง เห็นได้จากจีดีพีแบบอำนาจซื้อ เพิ่มขึ้น 72% (หกเท่าในราคาตลาด)[7][8] ความยากจนลดลงมากกว่า 50%[9][10][11] และค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 80 เป็น 640 ดอลลาร์สหรัฐ[7][12][13] ความสำเร็จนี้คาดว่ามาจากการจัดการเศรษฐกิจมหภาค การปฏิรูปนโยบายการคลังอย่างสำคัญและประจวบกับราคาน้ำมันที่สูง การไหลบ่าเข้ามาของทุนและการเข้าถึงเงินทุนภายนอกราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน[14] ซึ่งนักวิเคราะห์อธิบายว่า น่าประทับใจ[15][16]

ระหว่างดำรงตำแหน่ง ปูตินผ่านกฎหมายปฏิรูปขั้นพื้นฐานหลายฉบับ รวมทั้งภาษีเงินได้อัตราเดียว การลดภาษีกำไร และประมวลที่ดินและกฎหมายใหม่[15][17] เขาทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการพัฒนานโยบายพลังงานของรัสเซีย โดยยืนยันตำแหน่งของรัฐเซียเป็นอภิมหาอำนาจด้านพลังงาน[18][19] ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในประเทศและการริเริ่มการก่อสร้างท่อส่งออกหลักหลายแห่ง รวมทั้งเอสโปและนอร์ดสตรีม เช่นเดียวกับเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ในรัสเซีย ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สาม ปูตินลงนามในสนธิสัญญาการผนวกไครเมีย และสนับสนุนการทำสงครามในภูมิภาคตะวันออกของยูเครนด้วยการรุกรานทางทหารหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตรระหว่างประเทศและวิกฤตการณ์ทางการเงินในรัสเซีย[20] นอกจากนี้ เขายังสั่งการให้ทหารเข้าแทรกแซงในซีเรียเพื่อต่อต้านรัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์[21] และในวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สี่ ได้เกิดวิกฤตการณ์รัสเซีย–ยูเครน และเขาเป็นผู้สั่งการให้กองทัพเข้าโจมตียูเครนนำไปสู่การเกิดสงครามเต็มรูปแบบใน ค.ศ. 2022[22] ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ริเริ่มการไต่สวนคดีอาชญากรรมสงครามจากเหตุการณ์ดังกล่าว ต่อมา ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2022 ปูตินอนุมัติการผนวกภาคใต้และภาคตะวันออกของยูเครนเข้ากับรัสเซียซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะที่การปฏิรูปและพฤติการณ์หลายอย่างระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีถูกวิจารณ์โดยผู้สังเกตการณ์ตะวันตกและผู้ต่อต้านภายในประเทศว่าไม่เป็นประชาธิปไตย[23] การดูแลการฟื้นฟูระเบียบและเสถียรภาพของปูตินทำให้เขาได้รับความนิยมในสังคมรัสเซีย ปูตินมักสนับสนุนภาพลักษณ์ชายทรหดในสื่อ โดยแสดงความสามารถทางกายของเขาและเข้าร่วมในกิจกรรมวิสามัญหรืออันตราย เช่น กีฬาเอกซ์ตรีมและปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ป่า[24] ปูตินเป็นนักยูโดและนักกีฬาแซมโบ เคยเป็นแชมป์เลนินกราดสมัยวัยเยาว์ ปูตินมีส่วนสำคัญในการพัฒนากีฬารัสเซีย ที่โดดเด่นคือ ช่วยให้นครโซชีชนะการประกวดเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 นอกจากนี้ นิตยสารฟอบส์ได้จัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกในปี 2013 ถึง 2015 โดยฟอบส์ได้อธิบายว่าเขาเป็น "บุรุษเพียงไม่กี่คนของโลกที่ทรงอิทธิพลพอจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ"[25]

ประวัติ

ปูตินในวัยเด็ก

วลาดีมีร์ ปูตินในวัยเด็ก เป็นช่วงที่หนังสายลับได้รับความนิยมจึงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับปูติน ในสมัยนั้นมีอาชีพอยู่เพียงสองประเภทที่สามารถเป็นสายลับได้คือต้องเป็นทหารหรือจบนิติศาสตร์

วลาดีมีร์ ปูตินได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเลนินกราด สาขานิติศาสตร์ จบมาเขาได้ทำงานกับหน่วยสายลับได้ประจำหน่วยข่าวกรองสายลับและได้ถูกส่งไปประจำที่ประเทศเยอรมนีตะวันออก ภายหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายเขาจึงลาออกจากเคจีบี แล้วกลับไปอยู่กับอาจารย์ที่ชื่อว่า ดร. อนาโตลี ซับซัค และช่วยหาเสียงจน ดร. อนาโตลี ซับซัคได้เป็นผู้ว่าการเลนินกราด เมื่อ ดร.อนาโตลี ซับซัค ไม่ได้รับเลือกตั้ง โดนข้อหาทุจริต แล้วปูตินเป็นลูกศิษย์ที่ไม่ยอมทิ้งอาจารย์ไป ได้หาข้อมูลมาช่วยอาจารย์จนพ้นความผิด

ต่อมาเพื่อนร่วมรุ่นมาชวนปูตินไปทำงานในทำเนียบประธานาธิบดีเยลซินในกรุงมอสโก จึงได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยบอริส เยลต์ซิน เป็นประธานาธิบดี ต่อมาเยลต์ซินได้ลาออกแล้วให้ปูตินมารักษาการณ์แทน แล้วปูตินก็ได้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของรัสเซีย เพราะบอริส เยลต์ซินเป็นคนแนะนำ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ในวันที่ 14 มีนาคม 2004

ต่อมา เดือนธันวาคม ค.ศ. 2007 นิตยสารไทม์ได้เลือกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี 2007 ด้วยเหตุผลว่าเขามีความเป็นผู้นำซึ่งเปลี่ยนความวุ่นวายในรัสเซียให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยนิตยสารไทมส์ ได้ขนานนามแก่ปูตินว่าเป็น "ซาร์แห่งรัสเซียใหม่" แม้ว่าปูตินจะสละตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่ ดมีตรี เมดเวเดฟแล้วก็ตาม แต่ปูตินก็ยังคงมีอำนาจและได้รับความนิยมอยู่[26]

ชีวิตครอบครัว

ปูตินสมรสกับชาวเลนินกราดนามว่า ลุดมินา ชเกรบเนวา (Людми́ла Шкребнева) ในวันที่ 28 กรกฎาคม 1983 และทั้งสองได้ใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีตะวันออกด้วยกันระหว่างปี 1985 ถึง 1990[27] ทั้งสองมีลูกสาวสองคน คือ มารียา ปูตีนา เกิดในเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก และ เยกาเจรีนา ปูตีนา เกิดในเดรสเดิน[28] ต่อมาในวันที่ 6 มิถุนายน 2013 ปูตินได้ออกมาแถลงว่า ชีวิตคู่ของเขาทั้งสองได้จบลงไปแล้ว ซึ่งทางทำเนียบเครมลินได้ออกมายืนยันในวันที่ 1 เมษายน 2014 ว่ากระบวนการหย่าได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์[29][30]

เจ้าหน้าที่ความมั่นคง

ปูตินเริ่มการทำงานในหน่วยเคจีบี (KGB) ในปี 1975 เมื่อจบการศึกษา โดยเข้ารับการฝึกฝนเป็นเวลาหนึ่งปีที่ โรงเรียนเคเกเบในออตา เลนินกราด อย่างไรก็ตาม ในรายงานการประเมินผลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยได้ระบุว่าปูตินนั้นมีข้อบกพร่อง ว่าเขานั้นเป็นคนไม่เข้าสังคมและมีสัญชาติญาณต่อภัยอันตรายต่ำ[31] ต่อมาไปทำงานเป็นระยะเวลาสั้นๆที่กรมหลักที่สองแห่งคณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ (หน่วยราชการลับฝ่ายโต้ตอบ) ก่อนที่ต่อมาจะย้ายไปยังกรมหลักที่หนึ่งฯ ซึ่งเขามีหน้าที่ที่จะต้องเฝ้าจับตามองชาวต่างประเทศและเจ้าหน้าที่กงสุลในเลนินกราด[32][33]

ปูตินในเครื่องแบบ KGB

ระหว่างปี 1985 ถึง 1990 ปูตินได้เป็นเจ้าหน้าที่ KGB ที่ประจำการในเดรสเดิน เยอรมนีตะวันออก ในช่วงนั้น ปูตินได้ถูกมอบหมายให้สังกัดกรม S: หน่วยข่าวกรองและราชการลับสิ่งผิดกฎหมาย และเพื่อปกปิดตัวตนของเขา เบื้องบนจึงได้ระบุให้เขามีอาชีพเป็นล่าม หนึ่งในงานของปูตินคือการทำงานร่วมกับกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของเยอรมนีตะวันออก ในการติดตามและสรรหาชาวต่างประเทศในเดรสเดินเพื่อรับเข้าเป็นบุคลากร คนที่เขาหาได้โดยส่วนมากเป็นคนที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเดรสเดิน จุดประสงค์การสรรหาคนก็เพื่อส่งคนเหล่านี้ไปเป็นสายลับในสหรัฐอเมริกา จากการที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีถึง 15 ปีนี้เองทำให้ปูตินสามารถพูดภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว

เมื่อกำแพงเบอร์ลินพังทลายลง มีนักสิทธิมนุษยชนเดินขบวนประท้วงมายังอาคารของ KGB ในเบอร์ลิน ปูตินได้เผาทำลายเอกสารของ KGB และยื่นขอคำสั่งเร่งด่วนไปยังผู้บังคับบัญชาในกรุงมอสโก ซึ่งเขาก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า "มอสโกได้แต่เงียบ"[34] เมื่อรัฐบาลเยอรมนีตะวันออกล่มสลาย ปูตินก็ถูกเรียกตัวกลับไปอยู่ที่เลนินกราดในสหภาพโซเวียต ที่ซึ่งในปี 1991 เขาได้ควบตำแหน่งในภาควิชากิจการต่างประเทศของมหาวิทยาลัยเลนินกราด ตามบันทึกของรองอธิการบดี ยูรี มอลคานอฟ[33] ด้วยตำแหน่งใหม่นี้ ปูติดคอยจับตามองเหล่านักศึกษาที่มีแววเพื่อเฟ้นหาคนเข้าสังกัด และในช่วงนี้เองที่เขาได้พบกับ อนาโตลี ซ็อบจัก ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์ของเขาอีกครั้งซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเลนินกราด

ปูตินลาออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงขณะดำรงยศ พันโท ในวันที่ 20 สิงหาคม 1991[35] วันที่สองระหว่างความพยายามรัฐประหารเพื่อล้มล้างรัฐบาลของประธานาธิบดี มีฮาอิล กอร์บาชอฟ[36] ซึ่งหน่วย KGB ก็ร่วมสนับสนุนการรัฐประหาร ปูตินได้อธิบายเหตุผลการลาออกของเขาว่า "ทันทีที่รัฐประหารเริ่มขึ้น ผมก็ตัดสินใจทันทีว่าจะอยู่ข้างไหน" และในปี 1999 ปูตินก็ได้อธิบายว่าลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นเป็น "ทางตันที่ไกลจากกระแสหลักของความศิวิไลซ์"[37]

งานการเมือง

นครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก (1990–96)

ในเดือนพฤษภาคม 1990 ปูตินได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศของนายกเทศมนตรีอนาโตลี ซ็อบจัก ต่อมาในเดือนมิถุนายน 1991 เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการความสัมพันธ์ภายนอกประจำสำนักนายกเทศมนตรีนครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก รับผิดชอบงานพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศและการลงทุนจากต่างชาติ[38] ในคณะกรรมการที่มีเขาเป็นประธานนี้ ปูตินได้เปิดโอกาสให้บุคคลจากภาคธุรกิจเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ ในเดือนมีนาคม 1994 ปูตินได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานคนที่หนึ่งของฝ่ายบริหารเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 1995 ปูตินได้บริหารสาขาของพรรคนาชโดม – รซซียา (Our Home Is Russia) ในเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่ก่อตั้งโดยนายกรัฐมนตรี วีกเตอร์ เชอร์โนมีร์ดีน ซึ่งในฤดูร้อนของปีเดียวกันนั้น ปูตินได้เป็นผู้ทำหน้าที่จัดการนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งของพรรคฯ ปูตินเป็นหัวหน้าสาขาของพรรคนาชโดม – รซซียาประจำเซนต์ปีเตอส์เบิร์กจนถึงเดือนมิถุนายน 1997[39]

เริ่มทำงานในมอสโก (1996–99)

ถึงแม้เจ้านายของปูติน อนาโตลี ซ็อบจัก จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในปี 1996 แต่ปูตินได้รับข้อเสนอตำแหน่งงานในคณะบริหารเซนต์ปีเตอร์เบิร์กชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม ปูตินได้ปฏิเสธตำแหน่งดังกล่าวไปเนื่องจากไม่ต้องการหักหลังนายเก่า เมื่อทราบว่าตนเองกำลังจะว่างงาน ปูตินจึงคิดจะเป็นคนขับรถแท็กซี่หรือทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่แล้วปูตินก็ได้รับคำเชิญจากพาเวล โบโรดีน หัวหน้าสำนักจัดการทรัพย์สินส่วนประธานาธิบดี ให้ไปเป็นผู้ช่วยของเขาในมอสโก ปูตินตอบรับคำเชิญดังกล่าวและย้ายไปยังกรุงมอสโกในเดือนมิถุนายน 1996 ในตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักจัดการทรัพย์สินส่วนประธานาธิบดี ต่อมาในเดือนมีนาคม 1997 ประธานาธิบดีเยลต์ซินได้แต่งตั้งปูตินเป็นรองเสนาธิการทำเนียบเครมลินควบตำแหน่งหัวหน้ากองบังคับการใหญ่สำนักจัดการทรัพย์สินส่วนประธานาธิบดี

นายกรัฐมนตรีครั้งแรก (1999)

ในวันที่ 9 สิงหาคม 1999 ปูตินได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซิน ให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีลำดับที่หนึ่งจากสามลำดับ และภายหลังในวันเดียวกันนั้นได้รับแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรัสเซีย[40] ซึ่งประธานาธิบดีเยลต์ซินได้ประกาศด้วยว่า เขาอยากเห็นปูตินเป็นผู้สืบทอดทางการเมืองต่อจากเขา หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง สภาล่างได้มีเห็นชอบการแต่งตั้งปูตินเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 233 เสียง (คัดค้าน 84 เสียง, งดออกเสียง 17 เสียง)[41] ซึ่งทำให้ปูตินกลายเป็นผู้ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังอยู่บนเส้นทางการเมืองระดับชาติได้เพียง 18 เดือน ซึ่งในตอนที่เขาได้รับแต่งตั้งนั้น เขาแทบจะไม่เป็นที่รู้จักของสาธารณชนมาก่อน และผู้คนไม่คาดหวังอะไรกับเขามากนักที่ติดภาพลักษณ์เป็นเด็กเส้นของเยลต์ซิน แล้วก็เหมือนกับนายกฯคนอื่นๆของเยลต์ซิน ปูตินไม่ได้เป็นคนเลือกสมาชิกคณะรัฐมนตรีด้วยตัวเอง คณะรัฐมนตรีของเขาถูกเลือกมาโดยประธานาธิบดี[42]

สุขภาพของประธานาธิบดีเยลต์ซินย่ำแย่ลงอย่างกะทันหัน คู่แข่งทางการเมืองของเยลต์ซินเริ่มออกปราศัยถึงบุคคลที่จะมาแทนที่เขา แต่พวกเขาก็ต้องพบกับความยากลำบากเมื่อปูตินก้าวขึ้นมาเป็นรักษาการประธานาธิบดี การรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย (law-and-order) ตลอดจนการเดินหน้าปฏิบัติการในสงครามเชชเนียครั้งที่สองถือเป็นภาพลักษณ์ทรงศักยภาพของปูติน นำมาซึ่งกระแสนิยมในตัวปูตินที่เพิ่มขึ้น และพาให้ปูตินสามารถยืนอยู่เหนือคู่แข่งทางการเมืองทั้งหมดได้

เนื่องจากเขาไม่ได้กำลังสังกัดอยู่กับพรรคการเมืองใด ปูตินได้ให้สัญญาที่จะสนับสนุนพรรคเอกภาพ[43] ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่พึ่งตั้งขึ้นใหม่และครองสัดส่วนเป็นอันดับสองของคะแนนเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (23.3%) ในเดือนธันวาคม 1999 และจะตอบแทนปูตินในสภาเป็นการต่างตอบแทน

รักษาการประธานาธิบดี (1999–2000)

ประธานาธิบดีเยลต์ซิน ส่งมอบอำนาจสูงสุดให้แก่นายกรัฐมนตรีปูติน วันที่ 31 ธันวาคม 1999

ในวันที่ 31 ธันวาคม 1999 ประธานาธิบดีเยลต์ซินประกาศลาออกอย่างไม่คาดคิด ซึ่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทำให้ปูตินซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีต้องขึ้นมาเป็นรักษาการประธานาธิบดี ซึ่งในระหว่างที่เขาเป็นรักษาการนี้ เขาได้เดินทางไปให้กำลังกองทหารในเชชเนีย

คำสั่งประธานาธิบดีฉบับแรก ได้รับการลงนามโดยปูตินในวันที่ 31 ธันวาคม 1999 โดยเป็นคำสั่งเรื่อง "คำรับรองแก่อดีตประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียและสมาชิกครอบครัว"[44][45] เพื่อเป็นที่มั่นใจได้ว่า "บรรดาข้อกล่าวหาการทุจริตที่มีต่อประธานาธิบดีที่พึ่งพ้นจากตำแหน่งไปและที่มีต่อญาติของท่าน" จะไม่ถูกสืบและดำเนินการต่ออีก[46] ซึ่งประเด็นนี้เคยถูกพุ่งเป้าไปที่บริษัทก่อสร้าง Mabetex ที่มีชื่อเยลต์ซินและครอบครัวเข้าไปพัวพัน และเมื่อการลาออกของเยลต์ซินมีผล การเลือกตั้งประธานาธิบดีจึงมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม 2000 ซึ่งปูตินชนะการลงคะแนนรอบแรกด้วยคะแนน 53%[47]

ประธานาธิบดีครั้งแรก (2000–08)

ปูตินในพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดี วันที่ 7 พฤษภาคม 2000

ปูตินเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีในวันที่ 7 พฤษภาคม 2000 และได้แต่งตั้งรัฐมนตรีคลัง มีฮาอิล คาซยานอฟ เป็นนายกรัฐมนตรี

บททดสอบแรกในตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาเริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2000 เรือดำน้ำนิวเคลียร์ คูร์สก ขนาด 13,400 ตันที่อยู่ระหว่างการฝึกในทะเลเกิดการระเบิดขึ้นและจมลง ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 118 คน[48] โศกนาฎกรรมครั้งร้ายแรงนี้ก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ในตัวปูตินอย่างมาก เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายวันกว่าที่ปูตินจะกลับจากหยุดยาวพักผ่อน และกว่าเขาจะมาดูซากเรือก็กินเวลาอีกหลายวัน[48]

ในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2000 ถึง 2004 ปูตินได้วางแนวทางในการแก้ไขภาวะความยากจนในประเทศ นอกจากนี้ปูตินยังได้ต่อรองกับชนชั้นนำในประเทศ ซึ่งปูตินเปิดทางให้ชนชั้นนำเหล่านี้ยังมีอิทธิพลได้อย่างเต็มเปี่ยม และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ชนชั้นนำเหล่านี้ก็หันมาสนับสนุนและกลายเป็นฐานอำนาจที่มั่นคงของปูติน[49] เกิดนักธุรกิจใหญ่โตขึ้นมากมายในรัสเซียซึ่งล้วนแต่เป็นพันธมิตรของปูติน

ไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2004 ปูตินได้ปลดคณะรัฐมนตรีของคาซยานอฟ และตั้งมีฮาอิล ฟรัดกอฟ ขึ้นมาเป็นนายกฯแทน และในวันที่ 14 มีนาคม 2004 ปูตินก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีติดต่อเป็นวาระที่สอง โดยได้รับคะแนนเสียงถึง 71%[47]

นายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง (2008–12)

นายกรัฐมนตรีปูตินและประธานาธิบดีเมดเวเดฟในปี 2008

เนื่องจากรัฐธรรมนูญรัสเซียบัญญัติให้ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองวาระ ดังนั้นปูตินจึงเลือกให้ดมีตรี เมดเวเดฟ ซึ่งเป็นเพื่อนและอดีตเสนาธิการเครมลินของเขาเป็นตัวแทนของเขาในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ซึ่งเมดเวเดฟก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเองปูตินได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ปูตินยังสามารถคงอิทธิพลทางการเมืองการปกครองไว้ได้[50]

ปูตินอ้างว่า การเอาชนะความยากลำบากในวิกฤตเศรษฐกิจโลก เป็นหนึ่งในความสำเร็จสองอย่างของปูตินในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง[51] ความสำเร็จอีกอย่างคือการรักษาเสถียรภาพด้านขนาดประชากรในรัสเซียระหว่างปี 2008–2011 หลังจากที่รัสเซียต้องเผชิญกับภาวะจำนวนประชากรถดถอยมากว่าสองทศวรรษ[51] ในการประชุมใหญ่ของพรรคในวันที่ 24 กันยายน 2011 เมดเวเดฟก็ประกาศให้ปูตินเป็นผู้ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม นักสังเกตการณ์จำนวนมากเชื่อว่าปูตินจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีวาระที่สาม และเมดเวเดฟก็ถูกวางตัวให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไปหลังเมดเวเดฟลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม หลังผลการเลือกตั้งเมื่อ 4 ธันวาคม 2011 ได้ออกมาและปูตินเป็นผู้ชนะนั้น มีชาวรัสเซียหลายหมื่นคนออกมาประท้วงต่อต้านผลการเลือกตั้งและกล่าวหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปูตินเข้ามาปกครองประเทศ กลุ่มผู้ประท้วงได้ออกมาเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ[52]

การผนวกดินแดนไครเมียและรุกรานยูเครน

ประธานาธิบดีปูติน ลงนามในสนธิสัญญาผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย 18 มีนาคม 2014 ณ วังเครมลิน กรุงมอสโก

ในปี ค.ศ. 2014 ประเทศยูเครนเกิดความวุ่นวายและก่อจลาจลขึ้นเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูคอวิช ซึ่งช่วงนี้เองประธานาธิบดีปูตินได้สั่งให้เคลื่อนกำลังทหารสู่ไครเมียโดยข้ออ้างว่าเพื่อปกป้องผลประโยชน์และพลเมืองเชื้อสายรัสเซียในไครเมีย[53] กองทหารรัสเซียสามารถเข้าควบคุมไครเมียได้ทั้งหมดในวันที่ 2 มีนาคม 2014 การกระทำนี้ถูกประณามจากบรรดาชาติสมาชิกนาโตอย่างรุนแรงและมีมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อรัสเซีย[53] หลังจากนั้นสองสัปดาห์ก็มีการลงประชามติว่าด้วยสถานภาพของไครเมียขึ้น โดยเสียงข้างมากกว่า 93% ของผู้มาใช้สิทธิต้องการให้ใครเมียแยกตัวออกจากยูเครนและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย สนธิสัญญาผนวกดินแดนระหว่างไครเมียได้ลงนามเมื่อวันที่ 18 มีนาคม และรัฐสภารัสเซียให้การรับรองในวันที่ 21 มีนาคม[54] อย่างไรก็ตาม สิบสามชาติสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ลงมติให้ประกาศว่าการลงประชามตินั้นเป็นโมฆะ แต่รัสเซียในฐานะสมาชิกถาวรได้ใช้อำนาจยับยั้งและจีนงดออกเสียง[55][56] แม้ญัตติจะตกไปแต่ฝ่ายนาโตก็ไม่ลดความพยายาม ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2014 ได้มีมติเสียงข้างมากให้ประกาศว่า การลงประชามติดังกล่าวเป็นโมฆะ และสหประชาชาติมิอาจยอมรับการผนวกดินแดนไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย [57] จากมติดังกล่าวนำไปสู่การเพิ่มมาตรการลงโทษต่อรัสเซีย ฝ่ายนิยมรัสเซียได้แพร่เข้าไปในภาคใต้และภาคตะวันออกของยูเครน และกลายเป็นกองกำลังกบฎที่สนับสนุนโดยรัสเซีย

จากมาตรการลงโทษต่าง ๆ ต่อรัสเซียประกอบกับการที่ราคาน้ำมันโลกลดลงอย่างมาก ทำให้รัสเซียเผชิญกับกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่จากการที่รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับสามของสหภาพยุโรปและเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ของยุโรป การลงโทษต่อรัสเซียก็ทำให้เศรษฐกิจในยุโรปถดถอยและเผชิญกับความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงาน[58]

การแทรกแซงซีเรีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2015 ประธานาธิบดีปูตินได้อนุมัติให้กองทัพรัสเซียทำการเข้าแทรกแทรงในสงครามกลางเมืองซีเรีย ภายหลังจากได้รับคำร้องขอสนับสนุนด้านการทหารจากรัฐบาลซีเรียเพื่อการปราบกบฎและกลุ่มญิฮาดในซีเรีย รัสเซียเข้าแทรกแทรงด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศ, การยิงขีปนาวุธ และใช้กำลังรบพิเศษทะลวงเข้าจัดการกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ซึ่งรวมถึงฝ่ายค้านซีเรีย, รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ (ไอซิส) และกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอื่นๆ[59][60] ต่อมาปูตินได้ประกาศในวันที่ 14 มีนาคม 2016 ว่าปฏิบัติการในประเทศซีเรียนั้น "ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง" และสั่งการให้ถอนกองกำลังหลักของรัสเซียออกจากซีเรีย[61] แต่ยังคงเหลือกองทหารรัสเซียบางส่วนอยู่ในซีเรียเพื่อสู้กับกลุ่มต่อต้านฯและสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย[62] ต่อมาในเดือนธันวาคม 2017 ปูตินได้เดินทางเยือนประเทศซีเรียเป็นครั้งแรกตั้งแต่การเข้าแทรกแซงของรัสเซีย

ภาพลักษณ์

ประธานาธิบดีปูตินในห้องนักบินของเครื่องบินทิ้งระเบิด ตู-160 ก่อนทะยานขึ้น, ค.ศ. 2005

ในมุมมองของสาธารณชน ปูตินมีภาพลักษณ์ที่เป็นชายชาตรี องอาจ และน่าเกรงขาม ภาพลักษณ์เหล่านี้ไม่ได้ปรากฏเฉพาะในรัสเซียเท่านั้น แต่เป็นที่โจษจันในระดับโลก เขาโปรดปรานกีฬาผาดโผนและอันตรายต่างๆเช่นการล่าสัตว์[63] ปูตินมีความสามารถในการขับเครื่องบิน ทั้งเครื่องบินทั่วไปไปจนถึงเครื่องบินรบสมรรถนะสูง[64] นอกจากนี้ยังมีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้หลายแขนง เช่น แซมโบ, ยูโด, คาราเต้ ซึ่งปูตินเคยเป็นแชมป์กีฬาแซมโบและยูโดของนครเลนินกราดด้วย[64] นอกจากนี้ยังมีความสามารถอื่นๆอีก อาทิ การขี่ม้า, ล่องแก่ง, การตกปลา ไปจนถึงการว่ายน้ำในแม่น้ำไซบีเรียที่เย็นยะเยือก ซึ่งมักจะปรากฏภาพที่เขาไม่ใส่เสื้อขณะทำกิจกรรมเหล่านี้[65] และยังสามารถดำน้ำลึก[66][67] หยุดเสือและหมีขั้วโลกด้วยปืนยิงยาสลบ[65][68], เป็นนักบินผู้ช่วยในเครื่องบินดับไฟป่า, ยิงลูกดอกใส่วาฬเพื่อการติดตาม[64][69], ขับรถสูตร[64][70] เป็นต้น

ทรัพย์สิน

ตัวเลขอย่างเป็นทางการที่เปิดเผยระหว่างการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ ค.ศ. 2007 ระบุว่าปูตินมีทรัพย์สินประมาณ 3.7 ล้านรูเบิล (150,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ในบัญชีธนาคาร มีอพาร์ตเมนต์ 77.4 ตารางเมตรในเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก และทรัพย์สินจิปาถะอีกจำนวนหนึ่ง[71][72] ปูตินรายงานรายได้รวม 2 ล้านรูเบิล (ประมาณ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ใน ค.ศ. 2006 และใน ค.ศ. 2012 ปูตินรายงานรายได้ 3.6 ล้านรูเบิล (ประมาณ 113,000 ดอลลาร์สหรัฐ)[73][74]

เคยมีภาพถ่ายปูตินสวมนาฬิกาข้อมืหรูจำนวนหนึ่ง มูลค่ารวมประมาณ 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 6 ปี[75][76] บางโอกาสเขามอบนาฬิกามูลค่าหลักพันดอลลาร์สหรัฐให้เป็นของขวัญแก่ชาวนาและคนงานโรงงาน[77]

นักการเมืองและนักหนังสือพิมพ์ฝ่ายค้านของรัสเซียระบุว่า ปูตินเป็นเจ้าของทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างลับ ๆ[78][79] โดยเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทรัสเซียจำนวนหนึ่ง[80][81] รายงานของ Polygraph.info ตรวจสอบรายงานของนักวิเคราะห์ตะวันตก (1–1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และรัสเซีย (40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซีไอเอ (40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และข้อโต้แย้งของสื่อรัสเซีย สรุปว่า ทรัพย์สินรวมของปูตินนั้นสรุปแน่ชัดไม่ได้ และการประเมินของผู้อำนวยการข่าวกรองสหรัฐยังไม่สมบูรณ์ แต่จากหลักฐานต่าง ๆ พบว่าสำนักข่าวกรองตะวันตกพบหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินของปูตินบ้างเหมือนกัน[82]

อ้างอิง

  1. Фоменко Виктория, บ.ก. (7 ตุลาคม 2017). "Мастер спорта, полковник запаса, трижды президент: Владимиру Путину – 65" (ภาษารัสเซีย). экспресс газета.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. Putin Hails Vote Victory, Opponents Cry Foul RIAN
  3. "Elections in Russia: World Awaits for Putin to Reclaim the Kremlin". The World Reporter. มีนาคม 2012. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-10-09. สืบค้นเมื่อ 2012-03-07.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. "Putin signs law allowing him to serve 2 more terms as Russia's president". www.cbsnews.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน).
  5. "Putin — already Russia's longest leader since Stalin — signs law that may let him stay in power until 2036". USA TODAY (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน).
  6. Krone-Schmalz, Gabriele (2008). "Der Präsident". Was passiert in Russland? (ภาษาเยอรมัน) (พิมพ์ครั้งที่ 4). München: F.A. Herbig. ISBN 9783776625257.
  7. 1 2 "Russians weigh Putin's protégé". Moscow. Associated Press. 3 พฤษภาคม 2008. สืบค้นเมื่อ 2008-12-29.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. GDP of Russia from 1992 to 2007 International Monetary Fund Retrieved on 12 May 2008
  9. "Putin's Eight Years". Kommersant. 4 พฤษภาคม 2008. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2009-01-06. สืบค้นเมื่อ 2011-12-31.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. Russia’s economy under Vladimir Putin: achievements and failures เก็บถาวร 2013-09-13 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน RIA Novosti Retrieved on 1 May 2008
  11. Putin’s Economy – Eight Years On. Russia Profile, 15 August 2007. Retrieved on 23 April 2008
  12. "Putin visions new development plans for Russia". China Economic Information Service. สำนักข่าวซินหัว. 2008-05-08.
  13. "RUSSIA AVERAGE MONTHLY ACCRUED WAGES OF EMPLOYEES". Russia's Federal State Statistics Service. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-02-20. สืบค้นเมื่อ 2011-12-31.
  14. "Russian Economic Report" (PDF). ธนาคารโลก. พฤศจิกายน 2009. สืบค้นเมื่อ 2009-11-12.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  15. 1 2 "The Putin Paradox". Americanprogress.org. 2004-06-24. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-05-13. สืบค้นเมื่อ 2010-03-02.
  16. Rutland, Peter (2005). "Putin's Economic Record". ใน White; Gitelman; Sakwa (บ.ก.). Developments in Russian Politics. เล่มที่ 6. Duke University Press. ISBN 0822335220.
  17. Sharlet, Robert (2005). "In Search of the Rule of Law". ใน White; Gitelman; Sakwa (บ.ก.). Developments in Russian Politics. เล่มที่ 6. Duke University Press. ISBN 0822335220.
  18. Russia, China in Deal On Refinery, Not Gas by Jacob Gronholt-Pedersen. Wall Street Journal, 22 September 2010
  19. Did A New Pipeline Just Make Russia The Most Important Energy Superpower By Far by Graham Winfrey. Business Insider, 6 Jan 2010
  20. Rapoza, Kenneth. "It's Official: Sanctioned Russia Now Recession Free". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  21. "Russia carries out first air strikes in Syria". www.aljazeera.com (ภาษาอังกฤษ).
  22. Fisher, Max (2022-02-24). "Putin's Case for War, Annotated". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2022-10-13.
  23. Treisman, D. "Is Russia's Experiment with Democracy Over?". UCLA International Institute. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2020-04-16. สืบค้นเมื่อ 2007-12-31.
  24. "Putin Bolsters Tough Guy Image With Shirtless Photos". Abcnews.go.com. 2009-08-05. สืบค้นเมื่อ 2011-09-25.
  25. "The World's Most Powerful People". Forbes. พฤศจิกายน 2015. สืบค้นเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2015.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  26. "The odd couple". The Economist. 2008-07-10. สืบค้นเมื่อ 2008-07-13.
  27. Vladimir Putin Visits Taj Mahal, Agra, India, in 1983. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2016 โดยทาง YouTube.{{cite AV media}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  28. Sakwa, Richard (2007). Putin: Russia's Choice (พิมพ์ครั้งที่ 2). Routledge. ISBN 1134133456.
  29. "Russia President Vladimir Putin's divorce goes through". BBC News. 2 เมษายน 2014. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-04-02. สืบค้นเมื่อ 2 เมษายน 2014.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  30. Allen, Cooper (2 เมษายน 2014). "Putin divorce finalized, Kremlin says". USA Today.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  31. Ben Judah (7 ตุลาคม 2015). "Ben Judah: The ruthlessness of Vladimir Putin". The New Statesman. {{cite magazine}}: การอ้างอิง magazine จำเป็นต้องระบุ |magazine= (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  32. (Sakwa 2007, pp. 8–9) harv error: multiple targets (2×): CITEREFSakwa2007 (help)
  33. 1 2 Hoffman, David (30 มกราคม 2000). "Putin's Career Rooted in Russia's KGB". The Washington Post.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  34. "Vladimir Putin, The Imperialist". นิตยสารไทม์. 10 ธันวาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  35. Sakwa, Richard (2007). Putin : Russia's Choice (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Abingdon, Oxon: Routledge. น. 10. ISBN 9780415407656. สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2012.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  36. R. Sakwa Putin: Russia's Choice, pp. 10–11
  37. Remick, David. "Watching the Eclipse". The New Yorker (11 August 2014). สืบค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2014.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  38. "Committee for External Relations of Saint-Petersburg". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับเมื่อ 2007-02-21. สืบค้นเมื่อ 2015-11-24.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  39. "Владимир Путин: от ассистента Собчака до и.о. премьера" (ภาษารัสเซีย). GAZETA.RU.
  40. "Text of Yeltsin's speech in English". BBC News. 9 สิงหาคม 1999. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-03-18. สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2007.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  41. "Yeltsin's man wins approval". BBC News. 16 สิงหาคม 1999. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2013.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  42. Richard Sakwa Putin: Russia's choice, 2008. p. 20.
  43. "Political groups and parties: Unity". Centre for Russian Studies. Norsk Utenrikspolitisk Institutt. 2 กรกฎาคม 2001. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2 กรกฎาคม 2001.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  44. "УКАЗ от 31 декабря 1999 г. № 1763 О ГАРАНТИЯХ ПРЕЗИДЕНТУ РОССИЙСКОЙ ФЕДЕРАЦИИ, ПРЕКРАТИВШЕМУ ИСПОЛНЕНИЕ СВОИХ ПОЛНОМОЧИЙ, И ЧЛЕНАМ ЕГО СЕМЬИ". Rossiyskaya Gazeta. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2001-02-19. สืบค้นเมื่อ 2016-05-04.
  45. Александр Колесниченко. ""Развращение" первого лица. Госдума не решилась покуситься на неприкосновенность экс-президента". Newizv.ru. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-07-03. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  46. Ignatius, Adi. Person of the Year 2007: A Tsar Is Born เก็บถาวร 2013-08-01 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Time, page 4 (19 December 2007). Retrieved 19 November 2009.
  47. 1 2 "История президентских выборов в России". РИА Новости. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  48. 1 2 Spectre of Kursk haunts Putin, BBC News, 12 August 2001
  49. Putin: Russia's Choice, By Richard Sakwa, (Routledge, 2008) page 143-150
  50. "Putin Is Approved as Prime Minister". The New York Times. 9 พฤษภาคม 2008.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  51. 1 2 "BBC Russian – Россия – Путин очертил "дорожную карту" третьего срока". BBC. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  52. Russian election protests – follow live updates, The Guardian. Retrieved 10 December 2011
  53. 1 2 ""ยุโรป-มะกัน" เห็นต่าง คว่ำบาตรรัสเซียได้ไม่คุ้มเสีย ?". ประชาชาติธุรกิจ. 12 มีนาคม 2557.
  54. "Crimea, Sevastopol officially join Russia as Putin signs final decree". RT. 22 มีนาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2014.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  55. "Security Council Fails to Adopt Text Urging Member States Not to Recognize Planned 16 March Referendum in Ukraine's Crimea Region". Un.org. 2 มกราคม 2013. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  56. "Russia Vetoes U.N. Security Council Resolution On Crimea". NPR. 15 มีนาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  57. "General Assembly Adopts Resolution Calling upon States Not to Recognize Changes in Status of Crimea Region". สหประชาชาติ. 27 มีนาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  58. “รัสเซีย” ประกาศตัดส่งก๊าซ “ยูเครน” ยุโรปหวั่นขาดแคลนพลังงานด้วย[ลิงก์เสีย] ผู้จัดการ. 16 มิถุนายน 2557
  59. "Clashes between Syrian troops, insurgents intensify in Russian-backed offensive". U.S. News & World Report. 8 ตุลาคม 2015. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 9 ตุลาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 10 ตุลาคม 2015.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  60. Dearden, Lizzie (8 ตุลาคม 2015). "Syrian army general says new ground offensive backed by Russian air strikes will 'eliminate terrorists'". The Independent. สืบค้นเมื่อ 10 ตุลาคม 2015.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  61. "Syria conflict: Russia's Putin orders 'main part' of forces out". BBC World Service. 14 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2016.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  62. "Новости NEWSru.com :: Генштаб ВС РФ объявил о новых авиаударах по террористам в Сирии". สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2016.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  63. Bass, Sadie (5 สิงหาคม 2009). "Putin Bolsters Tough Guy Image With Shirtless Photos, Australian Broadcasting Corporation". ABC News. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  64. 1 2 3 4 7 Reasons Vladimir Putin Is the World's Craziest Badass cracked.com
  65. 1 2 "Putin gone wild: Russia abuzz over pics of shirtless leader". Canadian Broadcasting Corporation. Associated Press. 22 สิงหาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2010.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  66. Vladimir Putin diving discovery was staged, spokesman admits, The Daily Telegraph. Retrieved 16 March 2012
  67. Путин погрузился с аквалангом на дно Таманского залива tetis.ru
  68. Организаторы сафари для Путина объяснились по поводу "подставы с тигром": "Кому-то что-то показалось" newsru.com
  69. Using crossbow, Putin fires darts at whale MSNBC
  70. "Премьер-гонка: Владимир Путин протестировал болид "Формулы-1"". Rg.ru. 17 มีนาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2012.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  71. Wile, Rob (23 มกราคม 2017). "Is Vladimir Putin Secretly the Richest Man in the World?". Time Magazine. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2020-01-11. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2017.{{cite magazine}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  72. "Quote.Rbc.Ru :: Аюмй Яюмйр-Оерепаспц – Юйжхх, Ярпсйрспю, Мнбнярх, Тхмюмяш". Quote.ru. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 26 ตุลาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2010.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  73. ЦИК зарегистрировал список "ЕР" Rossiyskaya_Gazeta N 4504 27 October 2007
  74. ЦИК раскрыл доходы Путина Vzglyad 26 October 2007
  75. Radia, Kirit (8 มิถุนายน 2012). "Putin's Extravagant $700,000 Watch Collection". ABC News. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  76. Hanbury, Mary (23 มิถุนายน 2017). "How Vladimir Putin spends his mysterious fortune rumoured to be worth $70 billion". The Independent. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  77. Rickett, Oscar (17 กันยายน 2013). "Why Does Vladimir Putin Keep Giving His Watches Away to Peasants?". Vice. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  78. "Is Vladimir Putin the richest man on earth?". News.com.au. 26 กันยายน 2013. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-12-08. สืบค้นเมื่อ 2020-08-23.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  79. Joyce, Kathleen (29 มิถุนายน 2019). "What is Russian President Vladimir Putin's net worth?". FOXBusiness. สืบค้นเมื่อ 30 มิถุนายน 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  80. Gennadi Timchenko: Russia's most low-profile billionaire Sobesednik No. 10, 7 March 2007
  81. Harding, Luke (21 ธันวาคม 2007). "Putin, the Kremlin power struggle and the $40bn fortune". The Guardian. London. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2008.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  82. William Echols (14 พฤษภาคม 2019). "Are 'Putin's Billions' a Myth?". Polygraph.info. สืบค้นเมื่อ 16 พฤษภาคม 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

แหล่งข้อมูลอื่น