ข้ามไปเนื้อหา

วิลเลียม ชอกลีย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิลเลียม ชอกลีย์
ชอกลีย์ใน ค.ศ. 1956
เกิดวิลเลียม แบรดฟอร์ด ชอกลีย์
(1910-02-13)13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1910
ลอนดอน สหราชอาณาจักร
เสียชีวิต12 สิงหาคม ค.ศ. 1989(1989-08-12) (79 ปี)
สแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐ
สุสานAlta Mesa Memorial Park แพโลแอลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย
การศึกษาฮอลลีวูดไฮสกูล
ศิษย์เก่า
มีชื่อเสียงจาก
คู่สมรส
  • Jean Bailey (สมรส 1933; แยก 1953)
  • Emmy Lanning (สมรส 1955)
บุตร3
รางวัล
อาชีพทางวิทยาศาสตร์
สาขาฟิสิกส์สถานะของแข็ง
สถาบันที่ทำงาน
วิทยานิพนธ์Electronic Bands in Sodium Chloride (1936)
อาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาเอกจอห์น ซี. สเลเตอร์

วิลเลียม แบรดฟอร์ด ชอกลีย์ (อังกฤษ: William Bradford Shockley; 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1910 – 12 สิงหาคม ค.ศ. 1989) เป็นนักฟิสิกส์ประยุกต์ชาวอเมริกัน เขาเป็นผู้จัดการกลุ่มวิจัยที่เบลล์แลบส์ที่รวมถึงจอห์น บาร์ดีนและวอลเตอร์ แบรตอึน นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามคนได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกันใน ค.ศ. 1956 "สำหรับการวิจัยเกี่ยวกับสารกึ่งตัวนำและการค้นพบปรากฏการณ์ทรานซิสเตอร์"[1]

ซิลิคอนแวลลีย์ในแคลิฟอร์เนียกลายเป็นแหล่งรวมนวัตกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความพยายามของชอกลีย์ในการนำการออกแบบทรานซิสเตอร์แบบใหม่มาใช้ในเชิงพาณิชย์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 และ 1960 เขาดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถมากมาย แต่ก็ทำให้พวกเขาไม่พอใจอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการบริหารแบบเผด็จการและเอาแน่เอานอนไม่ได้ พวกเขาจึงลาออกและก่อตั้งบริษัทใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมนี้[2]

ในชีวิตช่วงหลัง ขณะที่ชอกลีย์เป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและหลังจากนั้น เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะผู้มีแนวคิดคตินิยมเชื้อชาติและนักสุพันธุศาสตร์[3][4][5][6][7][8]

ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา

[แก้]

วิลเลียม แบรดฟอร์ด ชอกลีย์เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1910 ที่ลอนดอนจากพ่อแม่ชาวอเมริกัน และเติบโตในบ้านเกิดของพ่อแม่ที่แพโลแอลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ[9] วิลเลียม ฮิลล์แมน ชอกลีย์ พ่อของเขา เป็นวิศวกรเหมืองแร่ที่เสี่ยงโชคในเหมืองแร่เพื่อเลี้ยงชีพและพูดได้แปดภาษา เมย์ แบรดฟอร์ด แม่ของเขา เติบโตในภาคตะวันตกของประเทศสหรัฐ โดยจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และกลายเป็นรองผู้สำรวจเหมืองแร่หญิงคนแรกของสหรัฐ[10]

ชอกลีย์โฮมสกูลจนถึงอายุแปดขวบ เนื่องจากพ่อแม่ของเขาไม่ชอบโรงเรียนรัฐบาล รวมถึงนิสัยชอบอาละวาดอย่างรุนแรงของชอกลีย์[11] ชอกลีย์เรียนฟิสิกส์เล็กน้อยตั้งแต่อายุยังน้อยจากเพื่อนบ้านที่เป็นศาสตราจารย์ฟิสิกส์ของสแตนฟอร์ด[12] ชอกลีย์ใช้เวลาที่โรงเรียนนายทหารแพโลแอลโตสองปี จากนั้นเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนพิเศษลอสแอนเจลิสเพื่อศึกษาฟิสิกส์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ และต่อมาจบการศึกษาจากฮอลลีวูดไฮสกูลใน ค.ศ. 1927[13][14]

ช็อกลีย์ได้รับวิทยาศาสตรบัณฑิตจาก Caltech ใน ค.ศ. 1932 และปรัชญาดุษฎีบัณฑิตจาก MIT ใน ค.ศ. 1936 หัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเขาคือ Electronic Bands in Sodium Chloride (แถบอิเล็กตรอนในโซเดียมคลอไรด์) ซึ่งเป็นหัวข้อที่จอห์น ซี. สเลเตอร์ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของเขา แนะนำ[15]

อาชีพและการวิจัย

[แก้]

มุมมองเหยียดเชื้อชาติและสุพันธศาสตร์

[แก้]

หลังชอกลีย์ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการของ Shockley Semiconductor ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1960[16] เขาจึงเข้าร่วมมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ใน ค.ศ. 1963 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาดำรงอยู่จนกระทั่งเกษียณอายุใน ค.ศ. 1975[17]

ในช่วงสองทศวรรษสุดท้าย ชอกลีย์ผู้ไม่มีปริญญาด้านพันธุศาสตร์ กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากทัศนคติสุดโต่งเกี่ยวกับเชื้อชาติกับสติปัญญาของมนุษย์ และการสนับสนุนสุพันธุศาสตร์[3][6] Bo Lojek นักเขียนชีวประวัติและอดีตเพื่อนร่วมงานของชอกลีย์ อ้างว่า "เหตุการณ์สำคัญที่กระตุ้นความสนใจในเรื่องกรรมพันธุ์และสติปัญญาของชอกลีย์ มีอยู่สองเหตุการณ์" เหตุการณ์แรกคือข่าวใน ค.ศ. 1963 ที่รูดี ฮอสกินส์[18] เด็กชายผิวดำอายุ 17 ปี ถูกจ้างให้สาด "กรดที่ทำให้ตาบอดจากขวดนมเด็ก" เข้าตาเจ้าของร้านผิวขาวท้องถิ่น[19] หลังจากนั้นไม่นาน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการทดสอบทางการศึกษาได้ส่งบทความของเจ. พี. กิลฟอร์ดให้กับชอกลีย์ ซึ่งเสนอแบบจำลองการดำเนินงานใหม่สำหรับสติปัญญา[20] ดังที่อธิบายไว้ในบทความไว้อาลัยของเขาใน Los Angeles Times ว่า "เขาเปลี่ยนจากนักฟิสิกส์ที่มีคุณสมบัติทางวิชาการที่ไร้ที่ติไปเป็นนักพันธุศาสตร์สมัครเล่น กลายเป็นเป้าหมายของการประท้วงในมหาวิทยาลัยและการใส่ร้ายป้ายสีอย่างมากมาย" เขาคิดว่างานของเขามีความสำคัญต่ออนาคตของมนุษยชาติ และเขายังอธิบายว่ามันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในอาชีพของเขาด้วย เขาโต้แย้งว่าอัตราการสืบพันธุ์ที่สูงขึ้นในกลุ่มคนที่มีสติปัญญาน้อยกว่านั้นกำลังส่งผลเสียต่อพันธุกรรม และโต้แย้งว่าการลดลงของสติปัญญาโดยเฉลี่ยจะนำไปสู่ความเสื่อมถอยของอารยธรรม เขายังอ้างว่าคนผิวดำมีพันธุกรรมและสติปัญญาด้อยกว่าคนผิวขาว[3]

Joel Shurkin ผู้เขียนชีวประวัติของชอกลีย์ ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงชีวิตส่วนใหญ่ของชอกลีย์ในประเทศสหรัฐที่แบ่งแยกเชื้อชาติในเวลานั้น เขาแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนผิวดำเลย[21] ในการโต้วาทีกับจิตแพทย์ Frances Cress Welsing และในรายการ Firing Line กับวิลเลียม เอฟ. บักลีย์ จูเนียร์ ชอกลีย์โต้แย้งว่า "การวิจัยของผมนำผมไปสู่ความคิดเห็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า สาเหตุหลักของความบกพร่องทางสติปัญญาและสังคมของชาวอเมริกันนิโกรมีต้นกำเนิดมาจากกรรมพันธุ์และพันธุกรรมทางเชื้อชาติ ดังนั้น การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในทางปฏิบัติจึงไม่สามารถแก้ไขในระดับสำคัญได้"[22]

ชอกลีย์เป็นนีกทฤษฎีเชื้อชาติคนหนึ่งที่ได้รับเงินจาก Pioneer Fund และมีเงินบริจาคอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่มาจากผู้ก่อตั้ง Wickliffe Draper นักสุพันธศาสตร์[23][24] ชอกลีย์เสนอว่าบุคคลที่มี IQ ต่ำกว่า 100 ควรได้รับเงินเพื่อเข้ารับการทำหมันโดยสมัครใจ โดยมีค่าคะแนนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคะแนน IQ ที่ต่ำกว่า 100[3] ข้อเสนอนี้ทำให้มหาวิทยาลัยลีดส์ถอนข้อเสนอปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับเขา[3] รอเจอร์ เพียร์สัน นักมานุษยวิทยาและนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด ได้ปกป้องชอกลีย์ในหนังสือที่ตีพิมพ์เองซึ่งเขียนร่วมกับชอกลีย์[25] ใน ค.ศ. 1973 Edgar G. Epps ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–มิลวอกี ได้โต้แย้งว่า "จุดยืนของวิลเลียม ชอกลีย์เอื้อต่อการตีความแบบเหยียดเชื้อชาติ"[26] Southern Poverty Law Center อธิบายว่าชอกลีย์เป็นนักชาตินิยมผิวขาวที่ล้มเหลวในการผลิตหลักฐานสำหรับทฤษฎีสุพันธุศาสตร์ของเขา ท่ามกลาง "การยอมรับเกือบเป็นสากลว่างานของเขาเป็นงานของคนเหยียดเชื้อชาติที่มีแนวคิดประหลาด"[27] Angela Saini นักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ อธิบายว่าชอกลีย์เป็น "คนเหยียดผิวที่โด่งดัง"[23]

ชอกลีย์ยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนเหยียดผิว[26][28] เขาเขียนว่าการค้นพบของเขาไม่ได้สนับสนุนแนวคิดยกย่องเชิดชูคนผิวขาวเป็นใหญ่ แต่กลับอ้างว่าชาวเอเชียตะวันออกและชาวยิวมีพัฒนาการทางสติปัญญาดีกว่าคนผิวขาว[26] ใน ค.ศ. 1973 Edgar Epps เขียนว่า "ผมยินดีที่ศาสตราจารย์ชอกลีย์ไม่ใช่ผู้เชื่อในความเป็นใหญ่ของชาวอารยัน แต่ผมอยากเตือนเขาว่าทฤษฎีที่สนับสนุนความเหนือกว่าทางพันธุกรรมของชาวตะวันออกหรือชาวยิวก็มีลักษณะเหยียดผิวไม่ต่างจากหลักคำสอนเรื่องความเป็นใหญ่ของชาวอารยัน"[26]

ชีวิตส่วนตัว

[แก้]

ขณะยังเป็นนักศึกษาตอนอายุ 23 ปี ชอกลีย์สมรสกับ Jean Bailey ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1933 ทั้งคู่มีลูกชายสองคน และลูกสาว[29] ชอกลีย์แยกจากเธอใน ค.ศ. 1953[30] เขาสมรสกับเอมิลี แลนนิง พยาบาลจิตเวช ใน ค.ศ. 1955 เธอมีส่วนช่วยในทฤษฎีของเขาบางส่วน[30][31] แม้ว่าลูกชายคนหนึ่งของเขาจะได้รับปรัชญาดุษฎีบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และลูกสาวของเขาจบการศึกษาจากวิทยาลัยแรดคลิฟฟ์ ชอกลีย์กลับเชื่อว่าลูก ๆ ของเขา "แสดงให้เห็นถึงความถดถอยอย่างมาก...ภรรยาคนแรกของผม ซึ่งเป็นแม่ของพวกเขา ไม่ได้มีสถานะทางวิชาการสูงเท่ากับผม"[3]

ชอกลีย์เป็นนักปีนผาที่ประสบความสำเร็จ โดยมักไปที่ Shawangunks ในหุบเขาแม่น้ำฮัดสัน เส้นทางของเขาใน ค.ศ. 1953 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "Shockley's Ceiling" เป็นหนึ่งในเส้นทางปีนผาคลาสสิกในพื้นที่[32][33] Mountain Project ซึ่งเป็นคู่มือการปีนผาออนไลน์ รายงานว่าชื่อเส้นทางถูกเปลี่ยนเป็น "The Ceiling" เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องสุพันธุศาสตร์ของชอกลีย์[34]

ในช่วงต้นชีวิต ชอกลีย์เป็นที่รู้จักในเรื่องการเล่นตลกที่ซับซ้อน[35] เขามีงานอดิเรกในการเลี้ยงมดมาเป็นเวลานาน[13]

ชอกลีย์บริจาคอสุจิให้กับ Repository for Germinal Choice ซึ่งเป็นธนาคารอสุจิที่ก่อตั้งโดยรอเบิร์ต คลาร์ก เกรแฮม โดยหวังที่จะเผยแพร่ยีนที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ ธนาคารแห่งนี้ซึ่งสื่อเรียกว่า "ธนาคารอสุจิรางวัลโนเบล" อ้างว่ามีผู้บริจาคที่ได้รับรางวัลโนเบลสามคน แม้ว่าชอกลีย์จะเป็นเพียงคนเดียวที่ยอมรับการมีส่วนร่วมของเขาต่อสาธารณะ[36] อย่างไรก็ตาม มุมมองที่เป็นข้อขัดแย้งของชอกลีย์ทำให้ Repository for Germinal Choice มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดี และอาจทำให้ผู้ได้รับรางวัลโนเบลคนอื่น ๆ ไม่กล้าบริจาคอสุจิ[37]

ช็อกลีย์ไม่มีความสุขในชีวิตและมักจะทำร้ายลูกชายของเขาทางจิตใจ และบางครั้งด้วยทางกาย[38] มีรายงานว่าครั้งหนึ่ง เขาเล่นรัสเซียนรูเล็ตกับตัวเองเพื่อพยายามฆ่าตัวตาย[30][39]

ชอกลีย์เสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1989 ที่สแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยอายุ 79 ปี[40] ในขณะที่เขาเสียชีวิต เขาได้เหินห่างจากเพื่อนและครอบครัวส่วนใหญ่ ยกเว้นภรรยาคนที่สองของเขา คือ เอ็มมี แลนนิง (ค.ศ. 1913–2007)

สิทธิบัตร

[แก้]

ชอกลีย์ได้รับสิทธิบัตรในประเทศสหรัฐมากกว่า 90 ฉบับ[41]

สิ่งตีพิมพ์

[แก้]

บทความทางวิทยาศาสตร์ก่อนสงครามโดยชอกลีย์

[แก้]
  • Johnson, R. P.; Shockley, W. (March 15, 1936). "An Electron Microscope for Filaments: Emission and Adsorption by Tungsten Single Crystals". Physical Review. American Physical Society (APS). 49 (6): 436–440. Bibcode:1936PhRv...49..436J. doi:10.1103/physrev.49.436. ISSN 0031-899X.
  • Slater, J. C.; Shockley, W. (October 15, 1936). "Optical Absorption by the Alkali Halides". Physical Review. American Physical Society (APS). 50 (8): 705–719. Bibcode:1936PhRv...50..705S. doi:10.1103/physrev.50.705. ISSN 0031-899X.
  • Shockley, William (October 15, 1936). "Electronic Energy Bands in Sodium Chloride". Physical Review. American Physical Society (APS). 50 (8): 754–759. Bibcode:1936PhRv...50..754S. doi:10.1103/physrev.50.754. ISSN 0031-899X.
  • Shockley, W. (October 15, 1937). "The Empty Lattice Test of the Cellular Method in Solids". Physical Review. American Physical Society (APS). 52 (8): 866–872. Bibcode:1937PhRv...52..866S. doi:10.1103/physrev.52.866. ISSN 0031-899X.
  • Shockley, William (August 15, 1939). "On the Surface States Associated with a Periodic Potential". Physical Review. American Physical Society (APS). 56 (4): 317–323. Bibcode:1939PhRv...56..317S. doi:10.1103/physrev.56.317. ISSN 0031-899X.
  • Steigman, J.; Shockley, W.; Nix, F. C. (July 1, 1939). "The Self-Diffusion of Copper". Physical Review. American Physical Society (APS). 56 (1): 13–21. Bibcode:1939PhRv...56...13S. doi:10.1103/physrev.56.13. ISSN 0031-899X.

บทความหลังสงคราม

[แก้]

หนังสือ

[แก้]

การให้สัมภาษณ์

[แก้]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "The Nobel Prize in Physics 1956". Nobel Foundation. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-09-14. สืบค้นเมื่อ 2008-10-09.
  2. Moffitt, Mike (2018-08-21). "How a racist genius created Silicon Valley by being a terrible boss". SFGate (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). Hearst Communications. สืบค้นเมื่อ 2022-07-17.
  3. 1 2 3 4 5 6 Boyer, Edward J. (August 14, 1989). "Controversial Nobel Laureate Shockley Dies". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ May 11, 2015.
  4. Saxon 1989
  5. Sparks, Hogan & Linville 1991, pp. 130–132
  6. 1 2 "Inventors of the transistor followed diverse paths after 1947 discovery". Bangor Daily News. Associated Press. December 26, 1987. สืบค้นเมื่อ 2022-07-13. Although he has received less publicity in recent years, his views have become, if anything, more extreme. He suggested in an interview the possibility of bonus payments to black people for undergoing voluntary sterilization.
  7. "Palo Alto History". www.paloaltohistory.org. สืบค้นเมื่อ October 7, 2024. His views became increasingly controversial, as he asserted that darker races were mentally inferior to whites and that ghetto blacks were “downbreeding” humanity. He became a firm proponent of eugenics: the belief that targeted breeding could lead to improvements in the human race.
  8. Thorp, H. Holden (2022-11-18). "Shockley was a racist and eugenicist". Science (ภาษาอังกฤษ). 378 (6621): 683. Bibcode:2022Sci...378..683T. doi:10.1126/science.adf8117. ISSN 0036-8075. PMID 36395223. S2CID 253582584.
  9. "Contributors to Proceedings of the I.R.E.". Proceedings of the IRE. 40 (11): 1605–1612. 1952. Bibcode:1952PIRE...40.1605.. doi:10.1109/JRPROC.1952.274003.
  10. Shurkin 2006, p. 5
  11. "Palo Alto History". www.paloaltohistory.org. สืบค้นเมื่อ December 14, 2020. In Palo Alto, William's temper improved little at first. But ignoring psychiatric recommendations for more socialization, his parents decided to home school William until age eight. Finally, feeling they were unable to keep him out of a school setting any longer, they sent him to the Homer Avenue School for two years, where his behavior improved dramatically --- he even earned an "A" in comportment in his first year.
  12. "William Shockley". American Institute of Physics (ภาษาอังกฤษ). September 10, 1974. สืบค้นเมื่อ 2022-07-17.
  13. 1 2 Hiltzik, Michael A. (December 2, 2001). "The Twisted Legacy of William Shockley". Los Angeles Times.
  14. Moll, John L. (1995). A Biographical Memoir of William Bradford Shockley (PDF). Washington, D.C.: National Academies Press.
  15. Shurkin 2006, pp. 38–39
  16. McLellan, Paul (17 Aug 2018). "The Brief but Spectacular History of Shockley Labs". Cadence Labs. สืบค้นเมื่อ 5 November 2025.
  17. Crystal Fire p. 277
  18. "Jealous Lover Paid $15 to Lye Attacker". Santa Cruz Sentinel. March 21, 1963. p. 12.
  19. Lojek, Bo (May 7, 2021). The Will to Think (ภาษาอังกฤษ). Springer. pp. 164–165.
  20. Lojek, Bo (May 7, 2021). The Will to Think. Springer. pp. 164–165.
  21. Shurkin 2006, p. 52.
  22. "Firing Line with William F. Buckley Jr.: Shockley's Thesis (Episode S0145, Recorded on June 10, 1974)". YouTube. January 27, 2017. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-11-17. สืบค้นเมื่อ 17 September 2017.
  23. 1 2 Saini, Angela (2019). Superior: the return of race science. Boston: Beacon Press. ISBN 978-0-8070-7694-1. OCLC 1091236746.
  24. Shurkin 2006, p. 221–223.
  25. Pearson, Roger (1992). Shockley on Eugenics and Race, pg. 15–49. Scott-Townsend Publishers. ISBN 1-878465-03-1
  26. 1 2 3 4 Epps, Edgar G (February 1973). "Racism, Science, and the I.Q.". Integrated Education. 11 (1): 35–44. doi:10.1080/0020486730110105.
  27. "William Shockley". Southern Poverty Law Center.
  28. Harris, Art (1984-09-12). "The Shockley Suit". Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2023-03-29.
  29. A Science Odyssey: People and Discoveries: William Shockley PBS
  30. 1 2 3 "Transistorized! William Shockley". www.pbs.org. 1999. สืบค้นเมื่อ 2022-07-10.
  31. Hoddeson, Lillian; Daitch, Vicki (2002). True genius: the life and science of John Bardeen: the only winner of two Nobel Prizes in physics. Washington, DC: Joseph Henry Press. ISBN 0-309-16954-2. OCLC 1162253791.
  32. Crystal Fire p.132
  33. "Shockley's Ceiling". Mountain Project. สืบค้นเมื่อ December 12, 2018.
  34. "Rock Climb The Ceiling, The Gunks". Mountain Project. สืบค้นเมื่อ September 16, 2020.
  35. Crystal Fire p. 45
  36. Kulman, Doris (September 19, 1982). "'Banker's' assets misdirected". The Daily Register. p. 47. According to the bank's owner-operator, California millionaire Robert T. Graham, three Nobel Prize-winning scientists are among those who have sperm on deposit.
  37. Polly Morrice (July 3, 2005). "The Genius Factory: Test-Tube Superbabies". The New York Times. สืบค้นเมื่อ February 12, 2008.
  38. Broken Genius p. 91–92
  39. Broken Genius pp. 78
  40. "William B. Shockley, 79, Creator of Transistor and Theory on Race". The New York Times. August 14, 1989. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 15, 2009. สืบค้นเมื่อ July 21, 2007. He drew further scorn when he proposed financial rewards for the genetically disadvantaged if they volunteered for sterilization.
  41. "Google Patents assignee:(Shockley William)". patents.google.com. สืบค้นเมื่อ December 12, 2020.
  42. Shockley, William (1971). "Models, Mathematics, and the Moral Obligation to Diagnose the Origin of Negro IQ Deficits". Review of Educational Research. 41 (4): 369–377. doi:10.3102/00346543041004369. ISSN 0034-6543. JSTOR 1169443.
  43. Shockley, William (1971). "Negro IQ Deficit: Failure of a "Malicious Coincidence" Model Warrants New Research Proposals". Review of Educational Research. 41 (3): 227–248. doi:10.2307/1169529. ISSN 0034-6543. JSTOR 1169529.
  44. Shockley, Wiliam; Shockley, William (1972). "Dysgenics, Geneticity, Raceology: A Challenge to the Intellectual Responsibility of Educators". The Phi Delta Kappan. 53 (5): 297–307. ISSN 0031-7217. JSTOR 20373194.
  45. Shockley, William (1972). "A Debate Challenge: Geneticity Is 80% for White Identical Twins' I.Q.'s". The Phi Delta Kappan. 53 (7): 415–419. ISSN 0031-7217. JSTOR 20373251.
  46. Shockley, William (1973). "Deviations from Hardy-Weinberg Frequencies Caused by Assortative Mating in Hybrid Populations". Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America. 70 (3): 732–736. Bibcode:1973PNAS...70..732S. doi:10.1073/pnas.70.3.732. ISSN 0027-8424. JSTOR 62346. PMC 433346. PMID 4514986.
  47. Shurkin 2006, p. 48
  48. Shurkin 2006, p. 85
  49. Giangreco 1997, p. 568
  50. Brittain 1984, p. 1695 "an observation that William Shockley interpreted as confirmation of his concept of that junction transistor"
  51. Goodheart 2006 "Fed up with their boss, eight lab workers walked off the job on this day in Mountain View, Calif. Their employer, William Shockley, had decided not to continue research into silicon-based semiconductors; frustrated, they decided to undertake the work on their own. The researchers — who would become known as 'the traitorous eight' — went on to invent the microprocessor (and to found Intel, among other companies).
  52. Shurkin 2006, pp. 259–260 "Essentially, the jury agreed that Witherspoon's column met the standards of defamation, but that by then, Shockley's reputation wasn't worth very much."
  53. Shurkin 2006, p. 286

หมายเหตุอื่น

[แก้]

ข้อมูล

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]